Share

พฤติกรรมแปลกๆ ของลูก... อาจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ 

หัวอกคนเป็นพ่อแม่ หลายครั้งที่เราเห็นลูกน้อยมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น พูดย้ำๆ ทำอะไรซ้ำๆ ก้าวร้าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ หรือจู่ๆ ก็หมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป เรามักจะเลือกมองว่าเป็นแค่ "พฤติกรรมตามวัย" หรือ "เด็กแค่เรียกร้องความสนใจ" แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณเตือน (Red Flags) ทางด้านพัฒนาการ อารมณ์ หรือสุขภาพจิตที่เด็กไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

  • ถดถอยทางพัฒนาการ: เคยพูดได้กลับไม่พูด เคยขับถ่ายเองได้กลับมาปัสสาวะรดที่นอน หรือหยุดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

  • ทำพฤติกรรมซ้ำๆ อย่างยึดติด: ต้องเดินเส้นทางเดิมเท่านั้น จัดของวางเรียงกันเป็นระเบียบเป๊ะๆ หากมีใครไปเปลี่ยนจะร้องไห้กรีดร้องอย่างรุนแรง (อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการสเปกตรัมออทิสติก)

  • อารมณ์สวิงรุนแรงและควบคุมไม่ได้: ร้องไห้โฮ ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายตัวเองและผู้อื่นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งความถี่และความรุนแรงเกินกว่าการงอแงตามวัย (Temper Tantrums)

  • หมกมุ่นกับมิติทางประสาทสัมผัส: ไวต่อเสียง แสง หรือการสัมผัสมากผิดปกติ เช่น ร้องไห้ทรมานเมื่อได้ยินเสียงพัดลม หรือชอบมองสิ่งของหมุนๆ เป็นเวลานานโดยไม่สนใจใคร

  • ซึมเศร้าและแยกตัว: เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่เล่นกับเพื่อน เลิกสนใจสิ่งที่เคยชอบ และบ่นว่าเหนื่อยหรือไม่อยากอยู่บ่อยครั้ง

ทำไมเด็กถึงแสดงออกผ่าน "พฤติกรรม"?

เด็ก โดยเฉพาะในวัยก่อนเรียนและประถมศึกษา ยังไม่มีทักษะทางภาษาและอารมณ์มากพอที่จะบอกว่า "หนูกำลังเครียด" "หนูกังวลเรื่องที่โรงเรียน" หรือ "หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า" การแสดงออกทางร่างกายและพฤติกรรมจึงเป็นช่องทางเดียวที่พวกเขาสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ (Cry for help) ออกมาได้

เมื่อพฤติกรรมแปลกๆ อาจมาจาก "สัญญาณสมอง": รู้จักการตรวจ EEG

นอกจากปัจจัยทางอารมณ์และพัฒนาการแล้ว พฤติกรรมแปลกๆ บางอย่างอาจไม่ได้เกิดจากสภาวะทางจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก "ความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมอง" ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญในการช่วยค้นหาสาเหตุคือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG (Electroencephalography)

1. อาการแบบไหนที่แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ EEG?

  • พฤติกรรมเหม่อลอยเป็นพักๆ: จู่ๆ ลูกก็หยุดนิ่ง เรียกแล้วไม่ตอบสนอง ตาค้างไปกี่วินาทีแล้วกลับมาเป็นปกติ (อาจเป็นอาการชักแบบเหม่อลอย หรือ Absence Seizure)

  • พฤติกรรมแปลกๆ ชั่วขณะที่ควบคุมไม่ได้: เช่น มีอาการเกร็ง กระตุกของกล้ามเนื้อ เคี้ยวปาก หรือทำท่าทางแปลกๆ ซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว

  • การสะดุ้งตกใจผิดปกติ: โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่สะดุ้งตัวโยนหรือแขนขากระตุกเป็นจังหวะบ่อยๆ ช่วงใกล้หลับหรือหลังตื่นนอน

  • พัฒนาการถดถอยอย่างกะทันหัน: จากที่เคยพูดหรือทำสิ่งต่างๆ ได้ กลับหยุดทำไปเฉยๆ เพื่อแยกแยะว่าเกิดจากโรคทางประสาทหรือพัฒนาการ

2. การตรวจ EEG คืออะไร? ปลอดภัยหรือไม่?

  • ความปลอดภัย: การตรวจ EEG เป็นวิธีที่ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีรังสี โดยแพทย์จะติดขั้วรับสัญญาณไฟฟ้าขนาดเล็ก (Electrodes) ไว้บนหนังศีรษะของเด็ก เพื่อบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองขณะตื่นและขณะหลับ

  • การเตรียมตัว: พ่อแม่อาจต้องสระผมลูกให้สะอาดโดยไม่ใส่ครีมนวดหรือผลิตภัณฑ์แต่งผม และในเด็กเล็ก แพทย์อาจให้ปรับเวลานอนหรือใช้ยานอนหลับอ่อนๆ เพื่อให้เด็กหลับสนิทขณะทำการตรวจ

การตรวจ EEG ช่วยให้แพทย์แยกแยะได้ว่า พฤติกรรมแปลกๆ นั้นเกิดจาก "ภาวะชักแอบแฝง" หรือเป็นปัญหาด้าน "พัฒนาการและพฤติกรรม" เพื่อจะได้รับการรักษาที่ตรงจุด

รับมืออย่างไรเมื่อพบความผิดปกติ?

  1. สังเกตและบันทึกข้อมูล: จดรายละเอียดว่าพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความถี่แค่ไหน มีสิ่งกระตุ้นอะไร และหากทำได้ ควรถ่ายคลิปวิดีโอตอนเด็กแสดงพฤติกรรมนั้นไว้ เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย

  2. เปิดใจรับฟังโดยไม่ตัดสิน: สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูก รู้สึกว่าสามารถพูดคุยได้โดยไม่โดนดุหรือมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

  3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากพฤติกรรมนั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน หรือการเข้าสังคม อย่าลังเลที่จะพาไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือกุมารแพทย์ระบบประสาทเพื่อประเมินและพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม (เช่น การตรวจ EEG)

การสังเกตเห็นความผิดปกติได้เร็ว (Early Detection) และพาไปรับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง จะช่วยให้เด็กมีโอกาสฟื้นฟูและปรับตัวได้ดีที่สุด เพราะเรื่องของลูกน้อย... ไม่มีคำว่า "คิดมากไปเอง" สำหรับคนเป็นพ่อแม่

นัดหมาย คลินิกเด็ก