Share

 

ตกขาวแบบไหน "ปกติ" แบบไหน "เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก" เช็กด่วนก่อนสาย!

"ตกขาว" เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงทุกคนต้องเจอ แต่ทราบหรือไม่ว่า... ลักษณะของตกขาวสามารถบอกสัญญาณอันตรายของโรคร้ายอย่าง "มะเร็งปากมดลูก" ได้ หากเราหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อาจช่วยรักษาชีวิตเราได้ทันเวลาค่ะ

1. ตกขาวแบบไหนที่เรียกว่า "ปกติ"?

โดยทั่วไป ตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะดังนี้:

  • สี: ขาวใส หรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก

  • กลิ่น: ไม่มีกลิ่นเหม็นคาว หรือกลิ่นรุนแรง

  • อาการ: ไม่คัน ไม่ระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

  • ช่วงเวลา: มักมามากในช่วงกึ่งกลางรอบเดือน (ช่วงไข่ตก) หรือก่อนมีประจำเดือน


2. สัญญาณเตือน! ตกขาวที่ "เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก"

หากตกขาวเริ่มมีลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจภายในทันที:

  • ตกขาวปนเลือด : มีเลือดปนออกมาทั้งที่ไม่อยู่ในช่วงประจำเดือน หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

  • ตกขาวสีคล้ำ/น้ำตาล : มักเกิดจากเลือดเก่าๆ ที่ค้างอยู่ภายในปนออกมา

  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็นเน่า : กลิ่นรุนแรงผิดปกติ (ต่างจากกลิ่นคาวปลาของการติดเชื้อทั่วไป)

  • ลักษณะเป็นน้ำใสๆ : ไหลออกมาปริมาณมาก หรือมีหนองปน

  • อาการร่วม : ปวดท้องน้อยเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

4. ทำไมมะเร็งปากมดลูกถึงทำให้ตกขาวผิดปกติ?

เมื่อเซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็ง เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะเปราะบางและอักเสบได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกผิดปกติ หรือหากก้อนมะเร็งโตขึ้นจนมีการตายของเนื้อเยื่อ (Necrosis) ก็จะทำให้เกิดตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงและมีหนองปนนั่นเองค่ะ

5. วิธีป้องกันที่ดีที่สุด

แม้การสังเกตตกขาวจะเป็นเรื่องดี แต่ "มะเร็งปากมดลูกในระยะแรก มักไม่มีอาการ" ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ:

  1. ฉีดวัคซีน HPV: ป้องกันไวรัสสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก

  2.  ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Test / HPV DNA): อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามที่แพทย์แนะนำ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  • 1.Pap smear เป็นการตรวจภายในร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยาเพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ที่อาจเกิดจากเชื้อมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้น โดยหากแพทย์พบความผิดปกติก็จะทำการเก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก เพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ
  • 2.ThinPrep เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ให้ผลการตรวจที่ละเอียดกว่า Pap smear โดยแพทย์จะทำการเก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ ก่อนจะนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ
  • 3.HPV Testing เป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจ DNA ของเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเชื่อมโยงกับมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจระดับชีวโมเลกุล..ที่สามารถค้นหาเชื้อ HPV ได้ในระยะก่อนเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูก ทำให้ป้องกันและรักษาการติดเชื้อ HPV ได้ก่อนที่เชื้อจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก โดยมีปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงมากมาย ทั้งอายุ พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การป้องกันที่ดีคือหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกาย หากพบสัญญาณเตือนมะเร็งปากมดลูก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น