ผลการค้นหา ""

Find a Doctor

พญ.จิตรลดา ณ ระนอง (JITLADA NARANONG, MD.)

โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ เวียนศรีษะ บ้านหมุน อาการจุกแน่นในลำคอ Otorhinolaryngologist แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก)

พญ.เติมพร มหาเจษฎา (TERMPORN NAHACHASSADA, M.D.)

รังสีวินิจฉัย Radiologist รังสีแพทย์

พญ.ดลภัทร พิสิฐจำนง (Dolapath Pisitjamnong, M.D.)

รังสีวินิจฉัย Radiologist รังสีแพทย์

พญ.วิชญาพร โสภณสุขสถิตย์ (WICHAYAPORN SOPHONSUSATHIT, MD.)

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน Emergency Physician แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

พญ.ปริษฐา ไทรงาม (PARITTHA SAINGAM, MD.)

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน Emergency Physician แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

พญ.ณัฐณิชา สี่หิรัญวงศ์ (NATNICHA SEEHIRUNWONG, MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

พญ.ดารารัตน์ สุขษาสุณี (DARARAT SUKSASUNEE,MD.)

อายุรแพทย์โรคระบบประสาท Neurologist อายุรแพทย์โรคระบบประสาท

นพ.ณัฐชัย สิริวัฒนาภา (Nuttachai Siriwattanapa,M.D.)

สูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา อาทิ ตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม ตรวจคัดกรองมะเร็งนรีเวช ปรึกษาภาวะมีบุตรยาก ผ่าตัดคลอด ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก อัลตราซาวน์ทารกในครรภ์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

นพ.วีระชัย ตรีรัตน์พันธุ์ (VEERACHAI TREERATPAN,MD.)

ตรวจวินิจฉัย รักษาและผ่าตัดโรคศัลยกรรมทั่วไป เช่น ไส้ติ่ง, ก้อนหรือถุงน้ำที่เต้านม, ก้อนที่ขาหนีบ, ผ่าฝี, ตาปลา, ริดสีดวงทวารหนัก, มะเร็งลำไส้ Surgery Clinic ศัลยแพทย์

นพ.สุธรรม ไชยวาณิชย์ (SUTHAM CHAIWANICH,MD.)

ผ่าตัดทั่วไป Surgery Clinic ศัลยแพทย์

พญ.วรัญญา เตชภานุวัฒน์ (Warunya Techapanuwat, MD.)

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน Emergency physician แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

พญ.สัณจุฑา สุพิทักษ์ (SANJUTHA SUPITAK, MD.)

ตรวจรักษาโรคผิวหนัง สิว ฝ้า ผมร่วง เลเซอร์ผิวหนัง ฉีดโบทอกซ์ Dermatologist แพทย์โรคผิวหนัง

นพ.วัฒนา มหาเจษฎา (Wattana Mahachassada, M.D.)

Otorhinolaryngologist แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก)

พญ. สุภาวดี บุญเรืองศักดิ์ (SUPAWADEE BUNRAUNGSAK, MD.)

กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด Pediatrician-neonatologist กุมารแพทย์-เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด

นพ.ธีรศักดิ์ ชุติมาภรณ์ (Theerasak Chutimaporn, M.D.)

อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ( Endocrinology and Metabolism ) Diabetes Thyroid and Endocrinology อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม

ทพ.ชัยฤกษ์ จุฑากิตติ (CHAILERK JUTHAKITTI, DDS.)

ศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล Oral & Maxillofacial Surgeon ทันตแพทย์ (สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล)

พญ.นพวรรณ วัฒนะจันทร์ (NOPPAWAN WATTHANACHAN,MD.)

อายุรศาสตร์ทั่วไป Internist อายุรแพทย์

นพ.กุลพัชร เส็งพานิช (KUNLAPAT SENGPANICH, MD.)

กุมารแพทย์โรคเลือดและมะเร็งในเด็ก Pediatric Hematology-Oncology กุมารแพทย์-เฉพาะทางโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก

นพ.อุกฤษฏ์ คุณาธรรม (UKRIS GUNADHAM, MD.)

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ Orthopedist-Arthroplasty ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

นพ.อัศวิน แสงมณี (AUTSAWIN SANGMANEE, MD.)

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ Orthopedist - Arthroplasty ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

ทพ.สุทธิชัย บรรยงคนันท์ (Suttichai Banyongkanan, DDS.)

ทันตแพทย์ Dentist ทันตแพทย์

นพ.นคร ตันติรังสี (NAKORN TANTIRANGSEE, MD.)

ศัลยแพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ Urologist ศัลยแพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ

นพ.สักรินทร์ มณีสุข (SAKARIN MANEESUK,MD.)

ศัลยแพทย์ระบบประสาท Neurosurgeon ศัลยแพทย์ระบบประสาท

พญ.กฤติยา สิริวัฒนาภา (KITTIYA SIRASETTABOOT, M.D.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ.ภัทรินทร์ ชุติมาภรณ์ (PATTARIN CHUTIMAPORN, M.D.)

อายุรแพทย์โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ Endocrinologist อายุรแพทย์โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

นพ.ชัยพัทธ์ เพ็งผ่อง (CHAIYAPAT PENGPONG, MD.)

แพทย์ประจำสาขาศัลยกรรมกระดูกและข้อ ผู้เชี่ยวชาญสาขาข้อสะโพกและข้อเข่า Orthopedist - Arthroplasty ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

นพ.ธีระศักดิ์ วัฒนสกุลเอก (Theerasak Wattanasakulek, MD.)

อายุรแพทย์โรคหัวใจ เฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด Interventional Cardiologist อายุรแพทย์โรคหัวใจ เฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด

นพ.กิตติเดช กุลบุญ (KITTIDET KOONLABOON, MD.)

ศัลยแพทย์ระบบประสาท Neurosurgeon ศัลยแพทย์ระบบประสาท

นพ.พงศ์พีระ ตรีรัตน์พันธุ์ (PONGPEERA TREERATPAN, MD.)

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง Orthopedic - Spine Specialist ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง

นพ.ศุภพนธ์ ตั้งพงศ์สิริกุล (SUPAPON TANGPONGSIRIKUL, MD.)

ศัลยแพทย์ระบบประสาท Neurosurgeon ศัลยแพทย์ระบบประสาท

พญ.จตุพร วิจิตรเวชการ (Jatuporn Wijitvechkarn, M.D.)

งานด้านชีวอนามัย ให้บริการการตรวจวินิจฉัย รักษาและให้คำปรึกษา โรคที่เกิดจากการปฏิบัติงานในโรงงาน เช่น โรคพิษตะกั่ว โรคซิลิโคสิส โรคพิษสารทำละลายต่าง ๆ โรคปวดหลังจากการทำงาน โรคทางอายุรกรรมทั่วไป เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ ไขมันในเลือด โรคทางเดินหายใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ Preventive Medicine, Public Health แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสาธารณสุขศาสตร์

พญ.ศิริลักษณ์ หนูขาว (SIRILUCK NOOKHAO, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

นพ.ภูริพงศ์ รอดเนียม (Phuripng Rodneam,MD.)

ศัลยแพทย์หัวใจและโรคทรวงอก (CVT) Cardiovasculothoracic Surgeon ศัลยแพทย์หัวใจและโรคทรวงอก (CVT)

พญ.อภิญญา ยวงทอง (APINYA YUANGTHONG, M.D.)

ตรวจวินิจฉัยโรคเด็กทั่วไป โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ พัฒนาการเด็ก โรคติดเชื้อ วัคซีนทั่วไปและวัคซีนเสริมพิเศษในเด็ก Pediatrician กุมารแพทย์

พญ.จรุวรรณ มุลเมฆ (Charuwan Moonmek, M.D.)

วิสัญญีแพทย์ Anaesthetist วิสัญญีแพทย์

นพ.อัครวิชญ์ จิตชาญวิชัย (AKARAWIT JITCHENWICHAI, M.D.)

สูตินรีแพทย์ - ชำนาญการด้านผ่าตัดส่องกล้อง Gynecological Laparoscopy สูตินรีแพทย์ - ชำนาญการด้านผ่าตัดส่องกล้อง

พญ.ณัฐนี คุณาธรรม (NATTANEE GUNADHAM, MD.)

อายุรแพทย์โรคไต Nephrologist อายุรแพทย์โรคไต

พญ.บราลี ศีลประชาวงศ์ (BARALEE SEENPRACHAWONG)

อายุรแพทย์ Internist อายุรแพทย์

นพ.ชิตประสงค์ มาลัยศรี (CHITPRASONG MALAISRI, MD.)

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ Infectious Diseases อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

นพ.ผงาด เนียมรัตน์ (PHANGARD NEAMRAT, M.D.)

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ Infectious Diseases อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

พญ.ศิริพร จุติอมรเลิศ (SIRIPORN JUTIAMORNLERD, MD.)

อายุรแพทย์โรคเลือด Hematology อายุรแพทย์โรคเลือด

พญ.ณัฐกา รุจีรไพบูลย์ (NATTHAKA RUJEERAPAIBOON, MD.)

กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด Pediatrician-Neonatal and Perinatal Medicine กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด

พญ.ภิชญา บุญเจริญ (PICHAYA BOONCHAROEN, MD.)

ความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ดูแลมารดาตั้งครรภ์และทารกในครรภ์แบบเชิงลึก ตรวจหาความเสี่ยง อัลตราซาวนด์ดูความสมบูรณ์ของทารก ประเมินการรักษา ป้องกันความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น Obstetrician & Gynecologist - Maternal and Fetal Medicine สูตินรีแพทย์-เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

พญ.สุมาพร มักคุ้น (SUMAPORN MAKKUN,MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

พญ.สุนทรี โกวิทวัฒนไพศาล (SOONTREE KOWITWATANAPAISAL,MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

พญ.รัชนีกร อุ่นเสียม (RATCHANEEKORN OONSIAM,MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

พญ.สุภานัน อาราเม (SUPANUN ARAMAY,MD.)

Radiologist รังสีแพทย์

ทพญ.พรหมพลอย สินธุเศษ (PROMPLOY SINTUSED, DDS.)

ทันตแพทย์ Dentist ทันตแพทย์

พญ.อรุณี รอดเนียม (Arunee Rodneam, M.D.)

จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน Ophthalmologist - Glaucoma จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน

พญ.ชยามน แคนยุกต์ (Chayamon Canyuk, MD.)

ตรวจคัดกรองโรคทางตาที่พบบ่อย รวมถึงโรคที่มีความร้ายแรง ผ่าตัดและรักษาโรคต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อหิน Ophthalmologist จักษุแพทย์

นพ.ดาริทธิ์ สุวรรณรัตน์ (DARYTH SUWANNARAT,MD. )

ศัลยแพทย์ General surgeon ศัลยแพทย์

พญ.สุภชยา อุ่นเรือน (SUPACHAYA AUNRUAN, MD.)

จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน Ophthalmologist - Glaucoma จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน

พญ.วรัณญา เก้าเอี้ยน (VARANYA KAOIAN, MD.)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

นพ.เอกพจน์ อนันตวรพจน์ (AKEGAPOT ANANTAWORAPOT, MD.)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

นพ.โสภณ จุติอมรเลิศ (SOPON JUTIAMORNLERD,MD.)

อายุรแพทย์ Internist อายุรแพทย์

นพ.ธนวินท์ เรืองวิทยาวงศ์ (THANAWIN RUANGWITTYAWONG, MD.)

อายุรแพทย์โรคระบบประสาท Neurologist อายุรแพทย์โรคระบบประสาท

พญ.สุดใจ ศรีเพ็ง (SUDCHAI SRIPENG,MD.)

วิสัญญีแพทย์ Anaesthetist วิสัญญีแพทย์

พญ.ทิพย์ลดา บุญชัย (TIPLADA BOONCHAI, MD. )

อายุรแพทย์โรคระบบประสาท Neurologist อายุรแพทย์โรคระบบประสาท

นพ.ธรรมรงค์ เจริญฤทธิ์ (TUMMARONG CHAROENRIT,MD.)

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ Gastro-enterologist อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

นพ.จิรศักดิ์ อินทสอน (JIRASAK INTHASON,MD.)

Gastro-enterologist อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร

พญ.นุชนารถ รัชชุศุภกาญจน์ (NUTCHANART RATCHUSUPAKARN,MD.)

อายุรแพทย์ Internist อายุรแพทย์

พญ.ธิราภรณ์ ภูมิวิริยะ (THIRAPHON PHUMWIRIYA, MD.)

อายุรแพทย์ Internist อายุรแพทย์

พญ.อังศุมาลย์ ไหมศรีกรด (AUNGSUMAL MAISRIKROD, MD. )

อายุรแพทย์โรคมะเร็ง Oncologist อายุรแพทย์โรคมะเร็ง

นพ.ซี ศรีวะรมย์ (C SRIVAROM, MD.)

General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

นพ.พรพิสุทธิ์ เดชแสง (PORNPISUTD DEJSAENG, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

นพ.ปิยะวิทย์ หนูพันธ์ (PIYAWIT NHUPHAN,MD.)

ด้านการตรวจสุขภาพ งานอุบัติเหตุฉุกเฉิน Occupational physician แพทย์อาชีวอนามัย

พญ.ทรวงสมร ศรีเพชร (SUANGSAMON SRIPHET,MD. )

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ.เพ็ญภัสสร์ ธนัชทัศน์ (PENPHAT THANATTHAT,MD.)

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน Emergency Physician แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

พญ.กนกรัตน์ ทัมพากร (KANOKRAT TUMPAKORN, MD. )

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน Emergency physician แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

นพ.สิริชัย ศีลประชาวงศ์ (Sirichai Seenprachawong, M.D.)

โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ในเด็ก Pediatrician กุมารแพทย์

พญ.รัศณี เจริญกุล (RASSANEE CHAROENKUL,MD.)

วิสัญญีแพทย์ Anaesthetist วิสัญญีแพทย์

พญ.ดารณี ขวัญแก้ว ฮาร์เปอร์ (Daranee Kwangaew Harper, M.D.)

แพทย์แต่งตั้งตรวจประกันวงเงินสูง แพทย์แต่งตั้งสถานฑูตออสเตรเลีย (Panel Doctor) ตรวจรักษาโรคทางอายุรกรรมทั่วไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือด Occupational Physician แพทย์อาชีวอนามัย

นพ.จักรพันธ์ รองเมือง (JAKKAPAN RONGMUANG, MD.)

อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา Oncologist อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา

ทพญ.สวรรยา เพชรที่วัง (SAWANYA PECHTEEWANG, DDS.)

ทันตกรรมประดิษฐ์ Prosthodontics ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์

นพ.พอกิจ บุญคง (PORKIT BOONKONG, MD.)

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ Orthopedist - Arthroplasty ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

นพ.สมัชชา ลีลาวิลาส (SAMASCHA LEELAVILAS, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

นพ.วิเศษ กาญจนวนิชกุล (Wiset Kanjanawanitkul, MD.)

แพทย์โรคผิวหนัง Dermatologist แพทย์โรคผิวหนัง

พญ.นิษฐกานต์ อินทรสังขนาวิน (Nitthakarn Intharasangkanawin, M.D.)

ตรวจวินิจฉัย รักษา โรคเด็กทั่วไป โรคซีด โรคต่อมไร้ท่อในเด็ก (อ้วน เบาหวาน ไทรอยด์) วัคซีนเด็กทั่วไป วัคซีนเสริมพิเศษในเด็ก Pediatrician กุมารแพทย์

นพ.สุรพงศ์ สัมฤทธิ์ทรัพย์ (Surapong Sumritsub, Md.)

อายุรแพทย์โรคหัวใจ Cardiologist อายุรแพทย์โรคหัวใจ

พญ.สุภานัน อาราเม (Supanun Aramay, MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

ทพญ.กนกวรรณ ศรีขำ (KANOKWAN SRIKHUM, DDS.)

ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก Pedodontics ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก

พญ.เพ็ญประภา เหมมณี (Phenprapha Hemmanee, MD.)

จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น Child and Adolescent Psychiatry จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น

พญ.ทัศนีย์วรรณ กุลบุญ (TATSANEEWAN KOONLABOON, M.D.)

Internist อายุรแพทย์

นพ.ธนวัฒน์ สุธาชีวะ (TANAWAT SUTACHEEWA,MD)

ศัลยแพทย์ เฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง General Surgeon - Minimally Invasive Surgery ศัลยแพทย์ เฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง

พญ.ปวีณา ปัญญาวุฒิธรรม (PAWEENA PANYAWUTTITHAM, MD. )

ศัลยแพทย์ เฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง General Surgeon - Minimally Invasive Surgery ศัลยแพทย์ เฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง

นพ.วันเฉลิม บัญชาศักดิ์เจริญ (VANCHALEARM BANCHASAKJAROEN, MD. )

จักษุแพทย์ เฉพาะทางด้านจอตาและวุ้นตา Ophthalmologist - Retina and vitreous จักษุแพทย์ เฉพาะทางด้านจอตาและวุ้นตา

นพ.วีรชัย สุพิทักษ์ (WERACHAI SUPITAK,MD.)

ศัลยแพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ Urologist ศัลยแพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ

นพ.เสริมสุข เรืองวิทยาวงศ์ (SERMSUKE RUENGWITTAYAWONG, MD. )

อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านสรีระไฟฟ้าหัวใจ Cardiologist - Cardiac Electrophysiology อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านสรีระไฟฟ้าหัวใจ

พญ.สุชาดา แซ่เฮง (SUCHADA SAEHENG ,MD.)

วิสัญญีแพทย์ Anaesthetist วิสัญญีแพทย์

นพ.จักรพงษ์ เทศพิทักษ์ (CHACKRAPONG THEDPITHAK,MD.)

อายุรแพทย์โรคไต Nephrologist อายุรแพทย์โรคไต

ทพ.จักรพงศ์ วารีรัตน์ (CHAKRAPHONG WAREERAT, DDS.)

ทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน Orthodontist ทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน

พญ.จุฑามาศ เตชภานุวัฒน์ (JUTAMAS TECHAPANUWAT, MD.)

แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก) Otorhinolaryngologist แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก)

พญ.พรรณิกา ลีรพงศ์นันต์ (PANNIKA LEERAPONGNAN, M.D.)

แพทย์โรคผิวหนัง Dermatologist แพทย์โรคผิวหนัง

พญ.สุพรรณนิดา ภูศิริ (SUPANNIDA POOSIRI, M.D.)

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ Cardiac Rehabilitation physicians แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ

ทพ.กองพล ดอกบัวแก้ว (KONGPON DORKBUAKAEW, DDS.)

ทันตแพทย์ (สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล) Oral & Maxillofacial Surgeon ทันตแพทย์ (สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล)

พญ.พิชญ์นาฏ ศรีเมฆารัตน์ (PITCHANART SRIMAKARAT, MD.)

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู Rehabilitation physicians แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

นพ.สุนทร กิตติเชษฐ์ (SOONTORN KITTICHET,MD.)

ศัลยแพทย์ระบบประสาท Neurosurgeon Active ศัลยแพทย์ระบบประสาท

พญ.ภัชญ์รี บุญเจริญ (PACHAYREE BOONCHAROEN,MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

พญ.อรุณรัตน์ ดำเกลี้ยง (ARUNRAT DUMKLEANG,MD.)

แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก) Otorhinolaryngologist แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก)

พญ.นลพรรณ ณ สงขลา (NONLAPARN NA SONGKHLA, MD.)

วิสัญญีแพทย์ Anaesthetist วิสัญญีแพทย์

พญ.ฐิตินาถ ศุภเศรษฐวิทย์ (THITINARD SUPHASETTHAWIT,MD.)

เวชศาสตร์ครอบครัว Family Physician เวชศาสตร์ครอบครัว

นพ.ณัฐดนัย นิติวิศิษฎ์กุล (NATDANAL NITIVISISKUL, MD.)

เวชศาสตร์ครอบครัว Family Physician เวชศาสตร์ครอบครัว

นพ.อิทธิพล ปรีชาเวทยากุล (ITTIPON PREECHAWETTAYAKUL, MD.)

อายุรแพทย์โรคหัวใจ เฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด Interventional Cardiology อายุรแพทย์โรคหัวใจ เฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด

พญ.รวิพร โรมา (RAWIPORN ROMA, MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

นพ.ไชยกฤตย์ นุชิตศิริภัทรา (CHAIYAKIT NUCHITSIRIPATTARA, MD.)

เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ.ปิยดา รัตนตรัง (PIYADA RATTANATRANG, MD.)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

นพ.สายฟ้า เรืองอุดมโชคชัย (SAIFA RUEANUDOMCHOKCHAI, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

นพ.เปรม มงคลเคหา (PREM MONGKOLKEHA, MD.)

ศัลยแพทย์หัวใจและโรคทรวงอก (CVT) Cardiovasculothoracic surgeon ศัลยแพทย์หัวใจและโรคทรวงอก (CVT)

นพ.โรจ สุวรรณโน (ROJ SUWANNO, MD.)

แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก) - นาสิกวิทยาและโรคภูมิแพ้ Otorhinolaryngologist แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก)

พญ.ณัฏฐิกา จันดี (NATTHIKA CHANDEE, MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

พญ.สิบูรณ์ลักษณ์ หลักขัน (SIBOONLUK LUKKHAN,MD.)

สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช Obstetrician & Gynecologist - Gynecologic oncologists สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช

พญ.วลัยภรณ์ คงคำสวน (WALAIPORN KONGKAMSUAN,MD.)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

พญ.กิตติ์ชญาห์ วุฒิสันติกุล (KRITCHAYA WUTTISANTIKUL)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

พญ.ศิริวรรณ บริพันธ์ (SIRIWAN BORIPAN,MD.)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

นพ.นภสินธ์ ขวัญแก้ว (NOPPASIN KHWANKAEW, MD.)

สูตินรีแพทย์ Obstetrician & Gynecologist สูตินรีแพทย์

นพ.โชติพัฒน์ ใจจ้อง (CHOTIPAT JAIJONG,MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ.ศศิมา ศรีวิสุทธิ์ (SASIMA SRIVISUT, MD.)

รังสีแพทย์ Radiologist รังสีแพทย์

นพ.พูนสวัสดิ์ เรืองวิทยาวงศ์ (POONSAWAD RUENGWITTAYAWONG, MD.)

แพทย์เฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด Cardiologist - Interventional Cardiology อายุรแพทย์โรคหัวใจ เฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด

ทพญ.ศกลวรรณ ศรีธรรมานุวัฒน์ (SAKONWAN SRITHANMANUWAT, DDS.,MS.)

ทันตแพทย์เฉพาะทางรักษาคลองรากฟัน Endodontist ทันตแพทย์เฉพาะทางรักษาคลองรากฟัน

นพ.ภัทรดนัย สลัดทุกข์ (PATARADANAI SALADTOOK, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ.โชติกา หัวหมื่น (CHOTIKA HUAMUEN, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ.สุพัตรา ชาติลีฬหา (SUPPTTRA CHARTLEERAHA, MD.)

อายุรแพทย์ทั่วไป Internist อายุรแพทย์ทั่วไป

นพ.ชาลิต แซ่ภู่ (CHALIT SAEPOO, MD.)

ศัลยกรรมดระดูกและข้อ Orthopedist - Arthroplasty ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

พญ.กมลวรรณ แซ๋อึ้ง (KAMOLWAN SAEUNG, MD.)

กุมารเวชศาสตร์โภชนาการ Pediatric Nutrition กุมารเวชศาสตร์โภชนาการ

พญ.ธนาภา ขวัญนุ้ย (THANAPA QUANNUY, MD.)

แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก) Otorhinolaryngologist แพทย์โสต ศอ นาสิก(หู คอ จมูก)

พญ.ชมเดือน วัชรมน (CHOMDUAN WATCHARAMON, MD.)

ศัลยแพทย์ General surgeon ศัลยแพทย์

นพ.นนท์ปวิธ คงเอียด (NONPAWIT KONG-IED, MD.)

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป General Practitioner แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ. บุบผาชล บัวจันทร์ (BUBPHACHOL BUACHAN, M.D.)

ศัลยแพทย์ระบบประสาท Neurosurgeon ศัลยแพทย์ระบบประสาท

()

()

()

()

พญ.มนชนก สวัสดิ์ผดุงกิจ (MONCHANOK SAWASPADUNGKIJ, M.D. )

จักษุแพทย์ เฉพาะทางด้านจอประสาทตาและวุ้นตา การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางตา วินิจฉัยและรักษาโรคทางจอตาและวุ้นตา เช่น จอ ตาลอก, เบาหวานขึ้นจอตา, จอประสาทตาเสื่อม และยังสามารถทำการผ่าตัด เลเซอร์ และฉีดยาเข้า วุ้นตาเพื่อรักษาภาวะเหล่านี้ได้ Ophthalmologist จักษุแพทย์

ทพญ.ยุวภา ชีวรุ่งนภากุล (YUWAPA CHEEVARUNGNAPAKUL, DDS.)

ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก Pedodontics ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก

Search

อัปเกรดเกราะป้องกัน (website-expo-highdose)

กู้ผิวโทรมฉบับเร่งด่วน ด้วย Vitamin Drip (website-expo-vitamindrip)

ปั่นงานจนหน้าหมอง? กู้ผิวโทรมให้กลับมา Bright ด้วย Vitamin Drip

เคยเป็นไหม? ส่องกระจกอีกทีหลังจากปิดโปรเจกต์ใหญ่ แล้วตกใจกับสภาพตัวเอง... ใต้ตาคล้ำ ผิวดูไม่มีออร่า เหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน ต่อให้ประโคมครีมราคาแพงแค่ไหน บางทีผิวที่ล้าสะสมมาทั้งปีก็ต้องการ "ทางลัด" ในการฟื้นฟู

ทำไมทำงานหนัก แล้วผิวถึง "พัง"?

เมื่อเราเครียดและพักผ่อนน้อย ร่างกายจะผลิตสารอนุมูลอิสระออกมาทำลายเซลล์ผิว แถมระบบไหลเวียนเลือดก็ทำงานช้าลง ผลที่ตามมาคือผิวดูแห้งกร้าน หมองคล้ำ และดูแก่กว่าวัย การบำรุงจากภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันใจสำหรับสายลุยงาน

Vitamin Drip: ทางลัดกู้ผิวฉบับเร่งด่วน

การดริปวิตามิน (IV Drip) คือการส่งสารอาหารและวิตามินเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ได้เกือบ 100% ต่างจากการกินที่ต้องผ่านการย่อยและดูดซึม ซึ่งมักจะสูญเสียไปในระหว่างทาง


สูตร Brightening ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

  • Detox ผิว: ช่วยขับสารพิษและสารอนุมูลอิสระที่สะสมจากการพักผ่อนน้อย

  • Boost ออร่า: ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ กระจ่างใสขึ้นจากภายใน

  • ฟื้นฟูความสดชื่น: ไม่ใช่แค่ผิวที่ไบร์ท แต่ร่างกายยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วย


กู้ผิวโทรมฉบับเร่งด่วน! ราคาพิเศษเพื่อคนทำงาน

ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดยาว ก็สวยเป๊ะได้ทันที We Truly CARE จัดโปรโมชั่นกู้ผิวสวยให้คนบ้างาน:

Vitamin Drip สูตร Brightening เพียง 1,499 บาท (จากราคาปกติ 2,890 บาท)  ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 30 เมษายน 2569

"งานต้องเป๊ะ ผิวก็ต้องปัง" อย่าปล่อยให้ความเหนื่อยล้าพรากความมั่นใจไปจากคุณ


หนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น (Invitation to the Annual General Meeting of Shareholders)

 

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี / รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) (Annual report / Form 56-1 One Report)

การประชุมผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Meeting)

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2566

รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งงที่ 1/2566

หนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งงที่ 1/2566

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2564

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2564

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2564

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563

oรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563

oหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563

oการเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2562

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2562

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2562

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2561

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2561

หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2561

การเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

 

นโยบายและคู่มือการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance)














การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability)

นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กฎบัตรและเอกสารสำคัญของบริษัท (Charters and Corporate Documents)

"ทำงานหนักมาทั้งปี อย่าให้โบนัสกลายเป็นค่ารักษาตัวในคืนเดียว" (work-hard-checkup )

 

หลังจากฟาดฟันกับกองงานมหาศาล ประชุมลากยาว และ Deadline ที่ถาโถมมาตลอดทั้งปี ในที่สุด "รางวัลแห่งความพยายาม" อย่าง โบนัส ก็กำลังจะเดินทางมาถึงมือ หลายคนเริ่มมองหาของขวัญชิ้นใหญ่ ทริปต่างประเทศ หรือมื้อค่ำสุดหรูเพื่อปรนเปรอตัวเอง

แต่ลองหยุดคิดสักนิด... ร่างกายของคุณที่ฝ่าฟันมาด้วยกันนั้น สึกหรอไปเท่าไหร่แล้ว?

1. ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร แต่เป็น "ต้นทุน" ที่แพงที่สุด

เรามักแลกเวลาและสุขภาพเพื่อหาเงิน โดยลืมไปว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างยกเว้น "เวลากลับไปแก้ไขสุขภาพ" * ออฟฟิศซินโดรม: ปวดคอ บ่า ไหล่ ที่เรื้อรังมานาน

  • ความเครียดสะสม: ที่ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและการนอนหลับ

  • การละเลยการตรวจเช็ก: เพราะคำว่า "ไม่มีเวลา"

หากเราใช้เงินโบนัสทั้งหมดไปกับการกินเที่ยวจนสุดเหวี่ยง แต่สุดท้ายต้องล้มหมอนนอนเสื่อเพราะร่างกายประท้วง โบนัสก้อนนั้นอาจกลายเป็นแค่ "ทางผ่าน" ไปสู่บัญชีของโรงพยาบาลเพียงชั่วข้ามคืน

2. แบ่ง "รางวัล" ให้สุขภาพบ้าง

การให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่ "การลงทุนกับสุขภาพ" คือรางวัลที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ลองแบ่งสัดส่วนโบนัสมาดูแลตัวเองในด้านเหล่านี้ดูครับ:

  • ตรวจสุขภาพประจำปีแบบเจาะลึก: อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยไปหาหมอ การตรวจคัดกรองล่วงหน้าช่วยประหยัดค่ารักษาในอนาคตได้มหาศาล

  • คอร์สฟื้นฟูร่างกาย: ไม่ว่าจะเป็นทำกายภาพบำบัดแก้ปวดเมื่อย นวดผ่อนคลาย หรือเข้ายิมเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

  • อาหารที่มีคุณภาพ: เปลี่ยนจากบุฟเฟต์ปิ้งย่างทุกสัปดาห์ เป็นวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ

3. "สุขภาพจิต" ก็สำคัญไม่แพ้กัน

บางครั้งโบนัสที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็น "ความสงบ" การหาเวลาไปพักผ่อนในที่ที่เงียบสงบ ตัดขาดจากโลกการทำงาน หรือการเข้าคอร์สเรียนรู้งานอดิเรกใหม่ๆ ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ จะช่วยให้คุณกลับมาเริ่มงานในปีหน้าด้วย Energy ที่เต็มเปี่ยม

 

คำแนะนำเพิ่มเติม

เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเสียเงินน้อยที่สุด ควรเลือกโปรแกรมตรวจที่ "เหมาะตามช่วงวัย" เช่น:

  • วัยทำงาน (20-30 ปี): เน้นตรวจพื้นฐาน เบาหวาน ความดัน ไขมัน และสายตา

  • วัยสร้างตัว (30-40 ปี): เริ่มเพิ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้น และระดับฮอร์โมน

  • วัยผู้ใหญ่ (40 ปีขึ้นไป): ควรเน้นเรื่องหัวใจ ความหนาแน่นมวลกระดูก และตรวจภายในอย่างละเอียด

 

✅ ข้อดี (The Benefits) การตรวจสุขภาพไม่ใช่แค่การหาโรค แต่คือการ "วางแผนชีวิต"

  • เจอเร็ว รักษาหาย: โรคร้ายแรงหลายอย่าง (เช่น มะเร็งระยะแรก หรือโรคหัวใจ) มักไม่แสดงอาการ การตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดและลดความรุนแรงได้

  • ประหยัดเงินในระยะยาว: ค่าตรวจสุขภาพหลักพัน อาจช่วยให้คุณไม่ต้องจ่ายค่าผ่าตัดหรือค่าฟอกไตหลักล้านในอนาคต

  • ปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา: ผลเลือดจะเตือนเราก่อนที่โรคจะถามหา เช่น ถ้าน้ำตาลเริ่มสูง เรายังพอมีเวลาปรับการกินก่อนจะกลายเป็นเบาหวานเต็มตัว

  • ความสบายใจ (Peace of Mind): การรู้ว่าร่างกายเรายัง "โอเค" ช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้เราวางแผนทำกิจกรรมต่างๆ ในปีถัดไปได้อย่างมั่นใจ

ออกกำลังกายแค่ไหน Heart Rate Zone เท่าไหร่ ดีกับร่างกายคุณ (Exercise Heart Rate Zones)

Heart Rate Zone กับการออกกำลังกาย



Heart rate zone หรืออัตราการเต้นของหัวใจ จะช่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุดบรรลุเป้าหมาย มากกว่าการออกกำลังกายเพียงให้เสียเหงื่อไปแต่ละวันเท่านั้น รู้จักอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (Maximum heart rate) ร่างกายแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน การคำนวณหาอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเพศและอายุ

♂️ ผู้ชาย : MaxHR = 214 – (0.8 x อายุ)

♀️ ผู้หญิง : MaxHR = 209 – (0.7 x อายุ)

หรือสามารถคำนวณแบบง่ายๆ โดยเอา 220 - อายุ เช่น อายุ 30 ปี MaxHR จะอยู่ที่ 190 BPM จากนั้นจึงนำ 190 มาหาค่าอัตราเต้นของหัวใจในแต่ละโซน จากจำนวน % เช่น zone 1 (หัวใจเต้นในอัตรา 50 – 60% ของ maximum heart rate) = 190×50 หาร 100 = 95 เป็นต้น


 

 


เครื่องคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

เครื่องคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย ©miniwebtool.com

 


 

โซนอัตราการเต้นของหัวใจ สำคัญกับการออกกำลังกายยังไง

อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวบ่งบอกว่าผู้ออกกำลังกายมีความเหนื่อยในระดับใด ทั้งยังช่วยกำหนดขอบเขตความเข้มข้นของการออกกำลังกาย เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายของแต่ละคน ถ้าเรารู้จักแต่ละโซนของหัวใจ ในขณะออกกำลังกาย ก็จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น และยังช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

  1. Zone 1 basic
    หัวใจเต้นในอัตรา 50 – 60% ของ maximum heart rate ออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลา 20 – 40 นาที การออกกำลังกายแบบพื้นฐานเบาๆ เช่น วิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือเดินลู่ในฟิตเนสให้หัวใจได้ออกกำลังกายสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก zone 1 อาจยังไม่เพียงพอที่จะเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้

  2. Zone 2 endurance training
    หัวใจเต้นในอัตรา 60 – 70% ของ maximum heart rate ออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลา 20 – 40 นาที ไต่บันไดความเหนื่อยขึ้นมาสู่ขั้น burn fat หรือเผาผลาญไขมันได้อย่างดี ผู้เล่นจะรู้สึกเหนื่อย มีการเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ ให้เลือดไปสูบฉีดกล้ามเนื้อมากขึ้น เมื่ออยู่ใน zone 2 เป็นประจำ จนร่างกายเริ่มชินแล้ว มักต้องการความท้าทายมากขึ้น เช่น การวิ่งมินิมาราธอน ฮาฟมาราธอน หรือแม้กระทั่งการเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

  3. Zone 3 aerobic exercise
    หัวใจเต้นในอัตรา 70 – 80% ของ maximum heart rate ออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลา 10 – 40 นาที นอกจากช่วยในการเผาผลาญไขมันได้ดีแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น สร้างความแข็งแกร่งและอดทนให้ร่างกายได้ดี เป็นระดับกลางๆ ที่เหมาะสำหรับผู้ออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดี แต่หากต้องการก้าวข้ามไปสู่สนามมินิมาราธอน 10 กิโลเมตรด้วยเวลาต่ำกว่า 60 นาที ยังต้องไปต่อยัง zone 4

  4. Zone 4 tempo exercise
    หัวใจเต้นในอัตรา 80 – 90% ของ maximum heart rate ออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลา 2 – 10 นาที การออกกำลังมากขึ้นจนสามารถพูดคุยได้เพียงเล็กน้อย เป็นช่วงที่ต้องใช้แรงของหัวใจและกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ

  5. Zone 5 sprint
    หัวใจเต้นในอัตรา 90 – 100 % ของ maximum heart rate ส่วนใหญ่ใช้ในกลุ่มของนักกีฬาอาชีพ หรือกลุ่มของผู้ที่ต้องการความเร็วมากๆ เช่น แข่งวิ่ง 100 – 400 เมตร ต้องซ้อมให้อัตราเต้นของหัวใจสูงถึง zone 5 แต่สำหรับคนที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้หน้ามืด เป็นลม ความดันขึ้น รวมถึงอาจทำให้หัวใจวาย และหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

การออกกำลังกาย Heart rate zone อัตราการเต้นของหัวใจ


Heart rate zones

แม้การออกกำลังกายใน zone 1-2 จะทำให้เหนื่อยน้อย และเผาผลาญไขมันไม่มาก แต่หลังออกกำลังกายแล้วจะรู้สึกสดชื่น แจ่มใส และนอนหลับได้ดีขึ้น

สำหรับผู้ออกกำลังกายปกติ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง หรือต้องการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายใน zone 3 ถึง zone 4 ก็เพียงพอแล้ว การออกกำลังกายใน zone 3-4 เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก โดยควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-5 วัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สามารถลดน้ำหนักได้อย่างดี รวมถึงทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และเลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายจนมีอัตราเต้นของหัวใจสูงสุดใน zone 5 ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือโค้ชอย่างใกล้ชิด และเหมาะสำหรับกลุ่มนักกีฬาอาชีพ หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำเมื่อทำความรู้จักกับ Heart rate zone แล้ว เลือกระดับอัตราการเต้นของหัวใจให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในการออกกำลังกาย เพื่อประโยชน์สูงสุดและสามารถบรรลุเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นโซนผอมหรือโซนแข็งแกร่งก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน รอบโรงงานปูน ทุ่งสง (WATTANAPAT CSR X SCG Thungsong)

บริษัท ร่วมกับ บริษัท ปูนซิเมน์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนรอบโรงงานปูนซิเมนต์ ทุ่งสง ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้างเคลื่อนที่ โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลรักษาโรคตามอาการ ในปี 2568 จำนวนกิจกรรมทั้งสิ้น 9 ครั้ง ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชนกว่า 1,549 ราย

 

โครงการ School Care Clinic (School Care Clinic )

คลินิกเด็กสุขภาพดีของบริษัท จัดทีมแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก ทีมพยาบาลและสหวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินกิจกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับโรงเรียนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดในโรงเรียน กิจกรรมต่างๆ อาทิ กุมารแพทย์ ให้ความรู้เรื่องโรคในเด็ก นักกิจกรรมบำบัด ให้ความรู้เรื่องพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็กนักเรียนยามเจ็บป่วยโดยการจัดตู้ยาสามัญประจำบ้าน ประจำห้องพยาบาล รวมไปถึงการส่งเสริมให้นักเรียน เข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายขึ้น เพื่อลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มนักเรียน ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื้องในปี 2567 โดยมีจำนวนโรงเรียนในโครงการในปี 2568 จำนวน 11 โรงเรียน ส่งเสริมให้นักเรียน เข้าถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้กว่า 1,974 คน

โครงการ อาสา พร้อมเคียงข้างคุณ (Stand Together)

โครงการ อาสา พร้อมเคียงข้างคุณ

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดตรังมีสุขภาพที่ดี ร่วมไปถึงการดูแลสุขภาพ ขบวนเดินลากพระ ในงานสำคัญประจำจังหวัด โดยรวมกิจกรรมทั้งสิ้น  กิจกรรม

 

1.งานเบิกฟ้าเมืองตรัง

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีที่ประชาชนเดินเที่ยวงานเบิกฟ้าเมืองตรัง เป็นลม หรือเกิดอุบัติเหตุต่างๆ  ในวันที่ 11 มกราคม  2568 ณ บริเวณสวนสด 100 ปี ชายทะเลหาดสำราญ โดยมีผู้เข้าร่วมงาน  จำนวน 300 คน

2.งานกีฬาพายเรือ  

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีที่เกิดอุบัติเหตุแก่นักกีฬาในการแข่งขันกีฬาพายเรือ ในวันที่ 4 และ วันที่ 6  กรกฏาคม  2568 ณ บริเวณคลองลัดผันน้ำ แม่น้ำตรัง นาโต๊ะหมิง โดยมีกีฬาที่เข้าร่วม จำนวน 600 คน

3.กิจกรรมเดินวิ่ง 90 ปี วิทยาลัยเกษตร

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีที่เกิดอุบัติเหตุและต้องส่งตัวมารักษาที่รพ.ให้แก่นักวิ่ง  ในกิจกรรมเดินวิ่ง 90 ปี วิทยาลัยเกษตร ประจำปี 2568 ในวันที่ 13 กรกฏาคม  2568 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง โดยมีนักวิ่งที่เข้าร่วม จำนวน 500 คน

4.งานวิ่งวันประกันชีวิต

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีนักวิ่งเป็นลมหรืออุบัติเหตุต่างๆ  ในวิ่งวันประกันชีวิต วันที่ 2 สิงหาคม  2568 ณ  เขาแปะช้อย  ผู้เข้าร่วมงาน  จำนวน 100 คน

5.การแข่งขันกีฬาว่ายน้ำ

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาลพร้อม Stand By รถพยาล ในการดูแลนักกีฬาประจำสนาม ในกิจกรรมการแข่งขันว่ายน้ำเยาวชน ประจำปี 2568 ในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ สนามกีฬาเทศบาลนครตรัง 2 (ทุ่งแจ้ง) โดยมีนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 200 คน

 

6.กิจกรรมเดิน-วิ่ง การกุศล คนละก้าวเพื่อชาวตรัง ครั้งที่ 8

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีที่นักกีฬาประสบอุบัติเหตุ  ในกิจกรรมเดิน-วิ่ง การกุศล คนละก้าวเพื่อชาวตรัง ครั้งที่ 8  วันที่ 21 กันยายน  2568 ณ  สนามกีฬานครเทศบาลตรัง โดยมีผู้เข้าร่วมงาน  จำนวน 2,000 คน

7.งานทิ้งกระจาด  

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีประชาชนทั่วไปที่เที่ยวงานเกิดเป็นลม หรืออุบัติเหตุต่างๆ  ในงานทิ้งกระจาดประจำปี วันที่ 14  กันยายน  2568 ณ  มูลนิธิกุศลสถานตรัง ผู้เข้าร่วมงาน  จำนวน 100 คน

    

8.เทศกาลกินเจ ประจำปี 2568

  • บริษัท ร่วมสนับสนุนกิจกรรมประเพณีถือศีลกิจเจประจำจังหวัด เพื่อดูแลประชาชน ในการเดินตามขบวนพระออกโปรดสาธุชน กรณีเกิดการบาดเจ็บ อุบัติเหตุต่าง ของศาลเจ้าในพื้นที่  ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ศาลเจ้ากิวอ๋องเอี่ย ศาลเจ้าพ่อเสือ ศาลเจ้าศาลเจ้ากิมเหล็งเก็ง โดยตามขบวนในพื้นที่ อ.เมือง อ.ย่านตาขา อ.กันตัง จ.ตรัง  ในวันที่ 24-28 ตุลาคม 2568  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 3,500 คน

 

 

9.งานคริสต์มาส ณ โบร์ถคริสจักรตรัง

  • บริษัท ร่วมสนับสนุนทีมพยาบาลพร้อม Stand By รถพยาล เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปที่เดินเที่ยวในงานงานคริสต์มาส ณ โบร์ถคริสจักรตรัง  ในวันที่ 24-25 ธันวาคม 2568 โดยผู้เข้าร่วมในกิจกรรม จำนวน 800 คน

10.แข่งขันฟุตบอลเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

  • บริษัท สนับสนุนทีมพยาบาล พร้อมรถพยาบาล Stand by กรณีที่นักกีฬาประสบอุบัติเหตุจากการแข่งขัน ในการแข่งขันฟุตบอลเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง  วันที่ 26 ธันวาคม  2568 ณ  สนามหญ้าเทียม ห้วยยอดอารีน่า  โดยมีผู้เข้าร่วมงาน  จำนวน 100 คน

 

 

 

 

โครงการ บริจาคโลหิต ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ (Blood Donation)

โรงพยาบาลฯ ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดตรัง และโรงพยาบาลตรัง  เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลนครตรัง เพื่อนำโลหิตที่ได้รับไปช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ อย่างเหมาะสา   โดยในปี  2568  หน่วยงานรับบริจาคโลหิต จำนวน 2 ครั้ง  ได้รับโลหิตกว่า 113  ยูนิต ปริมาณเลือด 39,550 CC.

 

1.บริษัท มีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดตรัง และโรงพยาบาลตรัง

เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลนครตรัง ครั้งที่ 1/2568  วันที่ 13 พฤษภาคม 2568  ณ  ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 45 คน จำนวนรับบริจาคโลหิต 30 คน

 

2.บริษัท ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดตรัง และโรงพยาบาลตรังเป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วในเขตเทศบาลนครตรัง ครั้งที่ 2/2568 วันที่  7 พฤศจิกายน 2568  ณ  ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 99  คน จำนวนรับบริจาคโลหิต 83  คน

โครงการ Community Care “CPR SAVE LIFE” (CPR SAVE LIFE - Project)

โครงการ Community Care “CPR SAVE LIFE”

ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรมประชาชนทั่วไป รวมไปถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ  เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้นของชุมชน  ในปี 2568  ได้ดำเนินกิจกรรมในการสร้างการเรียนรู้ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจำนวน  34   กิจกรรม  และเพิ่มทักษะในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสิ้น 2,591 คน

 

กิจกรรมในโครงการ โครงการ Community Care “CPR SAVE LIFE”

 

1.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้อบรม อาสาสมัครสาธารณสุข รุ่นที่ 1  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือน กุมภาพันธ์  2568     ณ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง   จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน

 

2.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านน้ำผุด   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือน กุมภาพันธ์  2568    ณ โรงเรียนบ้านน้ำผุด จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 85  คน

 

3.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนจุ๋งฮัวโซะเซียว    ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกุมภาพันธ์  2568  ณ โรงเรียนจุ๋งฮัวโซะเซียว จังหวัดตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 250  คน

 

 

4.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้จัดอบรม เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมีนาคม 2568   ณ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน

 

 

5.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนบูรณะรำลึก ตรัง  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมีนาคม 2568   ณ โรงเรียนบูรณะรำลึก  จังหวัดตรัง   จำนวนผู้เข้าอบรม 250  คน

 

6.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โรงงานทุ่งสง   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมีนาคม 2568   ณ  บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โรงงานทุ่งสง   จำนวนผู้เข้าอบรม  20  คน 

 

7. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านด่าน โรงเรียนบ้านน้ำผุด โรงเรียนบ้านเขาหลัก  โรงเรียนบ้านทุ่งนา  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมีนาคม 2568  จำนวนผู้เข้าอบรม  100 คน 

 

8. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ทำการอบรมเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลสถานตรัง    ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมีนาคม 2568  จำนวนผู้เข้าอบรม  8  คน 

 

9. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ทำการอบรมตำรวจ สภ.เมืองตรัง     ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนเมษายน  2568  ณ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม  27  คน 

 

10.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดเกาะม่วง จ. ตรัง   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนพฤษภาคม  2568  โรงเรียนวัดเกาะม่วง จ. ตรัง   จำนวน  100 คน

 

11.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดนานอน  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมิถุนายน  2568  ณ  โรงเรียนวัดนานอน  จ. ตรัง   จำนวน  100 คน

 

12.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนควนตัง  100 คน ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมิถุนายน  2568  จำนวน  100 คน

 

13.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงาน บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมิถุนายน 2568  ณ  บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์ อ. ทุ่งสง จ.นครศรีฯ  จำนวน 35  คน

 

14.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โรงงานทุ่งสง  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมิถุนายน 2568  ณ  บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โรงงานทุ่งสง อ. ทุ่งสง จ.นครศรีฯ  จำนวน  100  คน

 

15.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม บุคลากร และผู้พิพากษาศาลสมทบ ตรัง   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนมิถุนายน 2568  ณ ศาลเด็กและเยาวชน จังหวัดตรัง จำนวน  30  คน

 

16.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม อาสาสมัครสาธารณสุข ในอบต.บ้านโพธิ์   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกรกฎาคม 2568  ณ อบต.บ้านโพธิ์   จำนวน  150  คน

 

17.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม อาสาสมัครสาธารณสุข ในอบต.บ้านควน ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกรกฎาคม 2568  ณ อบต.บ้านควน  จำนวน  60  คน

 

18.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม กลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกรกฎาคม 2568  ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตตรัง   จำนวน  50  คน

 

19.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม นักเรียนโรงเรียนสารพัดช่าง ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกรกฎาคม 2568  ณ โรงเรียนสารพัดช่าง   จำนวน  30  คน

 

20.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้อบรม กลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชน ในพื้นที่จังหวัดตรัง (3 รุ่น)     ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนสิงหาคม 2568  ณ  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวน  250  คน

 

21.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานโรงแรม โซฟิเทล กระบี่    ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนสิงหาคม 2568  ณ  โรงแรมโซฟิเทล กระบี่    จำนวน  30  คน

 

22.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม อาสาสมัครสาธารณสุข ในจังหวัดพัทลุง   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนสิงหาคม 2568  ณ  โรงแรมสิทธินาถ จังหวัดพัทลุง  จำนวน  50  คน

23.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้อบรม แกนนำเยาวชน ในพื้นที่จังหวัดตรัง   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกันยายน  2568  ณ  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง   จำนวน  50  คน

 

24.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ คลินิกพันธมิตร First Lanta    ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกันยายน   จำนวน 16   คน

 

25.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานโรงแรม AVANI KHAOLAK   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกันยายน 2568  ณ  โรงแรม AVANI KHAOLAK   จำนวน  47  คน

 

26.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม ตำรวจ สภ.เมืองตรัง  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนกันยายน 2568  ณ  สภ.เมืองตรัง  จำนวน  100  คน

 

27.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานบริษัทกรีนริเวอร์พาเนล   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนตุลาคม  2568  ณ  บริษัทกรีนริเวอร์พาเนล   จำนวน  27  คน

 

28.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม นักเรียนโรงเรียนศาลาด่าน  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนพฤศจิกายน  2568  ณ  โรงเรียนศาลาด่าน  จำนวน  18  คน

 

29.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานโรงแรมรายานะ  ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนพฤศจิกายน 2568  ณ โรงแรมรายานะ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่  จำนวน  28  คน

 

30.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดตรัง   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนธันวาคม  2568  ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดตรัง   จำนวน  50  คน

 

31.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนโรงเรียนสวัสดิ์รัตนภิมุข   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนธันวาคม  2568  ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดตรัง   จำนวน  100  คน

 

32.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนโรงเรียนกันตังพิทยากร   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนธันวาคม  2568  ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดตรัง   จำนวน  100  คน

 

33.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนสภาราชินี 2   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนธันวาคม  2568  ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดตรัง   จำนวน  100  คน

 

34.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 2 วัดกะพังสุรินทร์   ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเดือนธันวาคม  2568  ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดตรัง   จำนวน  100  คน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) (Doctor Talk Campainge)

 โครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ)

มุ่งเน้นการดูแลสังคมและสุขภาพของคนในชุมชน การให้ความรู้จากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค หรือการเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม รวมถึงการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น การป้องกันโรคระบาดหรือการดูแลสุขภาพในระดับชุมชน จัดอบรมให้ความรู้ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ แนวทางการดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะโรคหรือ ทีมสหวิชาชีพ เพื่อกระตุ้นให้เกิดองค์การรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง แก่ประชาชนผู้สนใจ คู่สัญญา รวมไปถึงผู้ป่วยและญาติ ทั้ง On site และ Online การให้ความรู้จากแพทย์จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพและการป้องกันโรค ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพของระบบสาธารณสุข และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม รวมไปถึงลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในทุกกลุ่มของประชาชน เมื่อทุกคนมีโอกาสเข้าถึงความรู้และการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม  ในปี 2568 ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทางที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องโรคในระบบทางเดินอาหาร โรคตาในเด็ก  โรคระบาดในเด็ก พัฒนาการ  การดูแลสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ โรคมะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้  ทั้งสิ้น  23 กิจกรรม มีผู้ได้รับความรู้ในเรื่องโรคและการดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคต่างๆ ทั้งสิ้นกว่า 2,784 คน

 

กิจกรรมในโครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ)

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk - INSURANCE) ครั้งที่ 1 ร่วมกับ บริษัทไทยประกัน จ.ตรัง ให้ความรู้ในหัวข้อ “โรคฮิตในเด็กที่ควรระวัง”  โดย พญ.สุภาวดี บุญเรืองศักดิ์ กุมารแพทย์ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน  40 คน ในวันที่ 21 มกราคม 2568 เวลา 09.00-11.00 น.

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) ในกิจกรรมมอบแว่นสายตา โครงการพิทักษ์สายตา (SightFirst)  วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.30-15.00 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center โดยพญ.ชยามนต์ แคนยุกต์ จักษุแพทย์ ให้ความรู้เรื่อง “การดูแลสายตาในเด็ก” แก่นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆในจังหวัดตรัง จำนวน 79 คน ที่เข้าร่วมโครงการรับมอบแว่นตา  จัดโดยสโมสรไลอ้อนตรังซิตี้

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท AIA จ.ตรัง ในหัวข้อ " STROKE " “อันตรายใกล้ตัว ” รู้เร็ว รักษาทัน โอกาสหายสูง โดย พญ.ดารารัตน์ สุขษาสุณี อายุรแพทย์เฉพาะทาง ด้านโรคระบบประสาทและสมอง โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 30 คน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.00-12.00 น.

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk - กยท.) ร่วมกับบริษัท การยางแห่งประเทศไทย จ.พัทลุง ให้ความรู้ในหัวข้อ “เจ็บกระดูกปวดข้อให้หมอพอกิจดูแล”โดยนายแพทย์พอกิจ บุญคง โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 15 คน  ณ ห้องประชุมการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดพัทลุง ในวันที่ 14 มีนาคม 2568

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk)  กิจกรรมสัมมนา รู้ทัน "โรคหลอดเลือดสมอง" STROKE โดยแพทย์หญิง ดารารัตน์ แพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมอง และทีมนักกายภาพประจำรพ. เวลา 14.00-16.00 น. มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 72 ท่านผู้เข้าร่วมงานสัมมนาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งถามตอบคำถามกับเเพทย์และร่วมทำกิจกรรมกับนักกายภาพ ณ โรงแรม the gold leaving life อ.ทุ่งสง วันที่ 18 มีนาคม 2568

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรม School care project ให้ความรู้ในหัวข้อ “รู้ทันสมาธิสั้นในเด็ก เข้าใจและรับมืออย่างสร้างสรรค์” โดยพญ.อภิญญา ยวงทอง กุมารแพทย์เเละนักกิจกรรมบำบัด ในการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบูรณะรำลึก จำนวน 200 คน  วันที่ 9 พฤษภาคม 2568

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรม School care project ให้ความรู้ในหัวข้อ “รู้ทันสมาธิสั้นในเด็ก เข้าใจและรับมืออย่างสร้างสรรค์” โดยพญ.อภิญญา ยวงทอง กุมารแพทย์เเละนักกิจกรรมบำบัด ในการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 โรงเรียนบูรณะรำลึก จำนวน 350 คน  วันที่ 10 พฤษภาคม 2568

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรม School care project ให้ความรู้ในหัวข้อ “โรคยอดฮิตช่วงเปิดเทอม” โดย พญ. สุภาวดี บุญเรืองศักดิ์ กุมารแพทย์ ในการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนดรุโณทัย จำนวน 200 คน   วันที่ 22 พฤษภาคม 2568

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท ร่วมบริษัท ชัปป์ไลฟ์ FWD อาคเนย์ แรบบิท AXA ในหัวข้อ  "หลอดเลือดหัวใจอุดตัน" โดย นพ.สุรพงศ์ สัมฤทธิ์ทรัพย์ แพทย์เฉพาะทางด้าน (อายุรแพทย์โรคหัวใจ) โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 20 คน วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรม School care project ให้ความรู้ในหัวข้อ “เลี้ยงลูกอย่างไรให้เหมาะสมกับพัฒนาการแต่ละด้าน” พญ.นิษฐกานต์ อินทรสังขนาวิน ในกิจกรรมประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับอนุบาล-ประถมศึกษา โรงเรียนตันติวัตร ทุ่งสง จำนวน 500 คน  วันที่ 24  พฤษภาคม 2568

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท กิจกรรมสัมมนา “รู้เท่าทัน โรคมะเร็งทางเดินอาหารและตับ โดยนพ.จิรศักดิ์ อินทสอน แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับ จำนวนลงทะเบียน 45 คน  ได้แก่ ตัวแทนประกันชีวิต กลุ่มอสม.และประชาชนทั่วไป ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ ร้านคาบี เฟสติเวอร์ จ.กระบี่

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรม School care project ให้ความรู้ในหัวข้อ “Executive Function กุญแจสำคัญ ไขไปสู่ ทักษะในศตวรรษที่ 21” โดยพญ.อภิญญา ยวงทอง กุมารแพทย์ ในกิจกรรมประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนตันติวัตร ทุ่งสง จำนวน 250 คน  วันที่ 24  พฤษภาคม 2568

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ “เสริมสร้างพัฒนาการในตัวลูกน้อย” โดย พญ. สุภาวดี บุญเรืองศักดิ์ กุมารแพทย์และนักกิจกรรมบำบัด จำนวนลงทะเบียน 40 คน ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต ในหัวข้อ "โรคข้อเข่าเสื่อม"  โดยนพ.พอกิจ บุญคง แพทย์เฉพาะทางด้าน (ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์) เชี่ยวชาญข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 10 คน วันที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00-15.0 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk) บริษัท จัดกิจกรรมสัมมนา Mother Class ในหัวข้อ “การดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์”  และ “ความรู้เกี่ยวกับทารก” โดยพญ.ภิชญา บุญเจริญ สูตินรีแพทย์ และพญ.นิษฐกานต์ อินทรสังขนาวิน กุมารแพทย์ ยอดลงทะเบียน 17 คน ในวันที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00-16.00 น. ณ โรงแรมสิทถินาถ convention hall

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท ประกันกลุ่ม Focus Group ในหัวข้อ "โรคที่พบบ่อยในเด็ก" โดย นพ.สิริชัย ศีลประชาวงศ์ กุมารแพทย์  โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 25 คน วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00-15.30 น. ณ ร้านต้นกล้า

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดกิจกรรม School care project ให้ความรู้ในหัวข้อ “รู้ทันสมาธิสั้นในเด็ก เข้าใจและรับมืออย่างสร้างสรรค์ ” โดยพญ.อภิญญา ยวงทอง กุมารแพทย์ ในกิจกรรมประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับอนุบาล โรงเรียนบูรณะ รำลึก จำนวน 500 คน  วันที่ 7 กรกฎาคม 2568

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท ประกันชีวิต ในหัวข้อ "รู้ทัน ป้องกัน และรักษาโรคมะเร็ง" โดยนพ.จักรพันธ์ รองเมืองแพทย์เฉพาะทางด้าน (อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา) โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 200 คน วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00-15.0 น. ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา

 

  • กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk) บริษัท จัดกิจกรรมสัมมนา Mother Class ในหัวข้อ “ตอบทุกข้อสงสัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์” และกิจกรรม Workshop โดย นพ.ณัฐชัย สิริวัฒนาภา  ยอดลงทะเบียน 17 คน ในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00-16.00 น. ณ  ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท ประกันชีวิต ในหัวข้อ "ทุกคำถาม มีคำตอบ กับเรื่องเด็กๆ" โดย พญ. สุภาวดี  บุญเรืองศักดิ์ และ พญ.นิษฐกานต์  อินทรสังขนาวิน กุมารแพทย์ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 35 คน วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท ประกันชีวิต ในหัวข้อ "โรคมะเร็งลำไส้"  โดย นพ.จิรศักดิ์ อินทสอน (อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับ)  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 60 คน วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ร่วมกับบริษัท ประกันชีวิต ในหัวข้อ "ภาวะทางศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง" โดยพญ. บุบผาชล บัวจันทร์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมระบบประสาทและสมองประจำโรงพยาบาล  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 42 คน วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 9.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

  • บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk- INSURANCE)  ในหัวข้อ "มะเร็งเต้านม ตรวจก่อนรักษาได้" โดย พญ.สุภานัน อาราเม  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 37 คน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9.30-11.30 น. ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร Wellness Center

 

 

 

 

 

โครงการสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ (Good Health Starts Here Campainge)

โครงการสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์

กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัทลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต) เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ตามแหล่งชุมชน สถานประกอบการ ร่วมกับทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ สามารถประเมินสุขภาวะเบื้องของตนเอง พร้อมการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ โดยทีมสหวิชาชีพ โดยในปี 2568 ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น -  กิจกรรม และได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กว่า -  คน

 

กิจกรรมในโครงการสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต) ให้แก่สมาชิกหอการค้าในงานประชุมสามัญประจำปีสมาชิก หอการค้าจังหวัดตรัง มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม 60 คน ในวันที่ 21 มีนาคม 2568 เวลา 12.30-16.30 น. ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา จ.ตรัง  

     

 

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  ออกหน่วยตรวจสุขภาพฟรีให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต มอบบัตร NCDS แจกน้ำและกระดาษทิชชู่  ️ผู้ลงทะเบียน 45 ราย มอบบัตร NCDS 5 ราย ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 16.00-18.00 น.  ณ อนุสาวรีย์พระนารัษฎานุประดิฐ

 

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพ ร่วมกับ บ.AIA ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (ปลายนิ้ว) ตรวจวัดความดันโลหิตตรวจวัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ โดยพยาบาลวิชาชีพ โดยมีผู้เข้าร่วม จำนวน 47 คน ในวันที่ 20 เมษายน 2568 ณ โรงแรมธรรมรินทร์ธนา

 

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต) ตรวจ DTX  ให้แก่เจ้าหน้าที่อสม. มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม 150 คน ในวันที่ 24 เมษายน  2568 เวลา 8.00-13.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควน

 

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น   ด้วยเครื่อง Inbody เเละให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้กับลูกบ้าน Escent Trang ผู้เข้าร่วมจำนวน 35 คน ในวันที่ 27 เมษายน 2568 ณ สำนักงาน Escent

   

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ร่วมกับสมัชชาสุขภาพจ.ตรัง นำโดย  คุณใหญ่ นวลฉวี จัดโครงการ ความมั่นคงทางอาหาร ตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังสารเคมีตกค้างในเลือด แก่อสม.และประชาชนต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง กิจกรรมเจาะ DTX กลุ่มตัวอย่าง 6 คน ก่อนทดลองกินข้าวเบายอดม่วง 3 คน ขาวขัดสี 3 คน (ผลปรากฎว่า 3 คนที่กินข้าวยอดม่วงผลน้ำตาลลดลง) วิทยากรให้ความรู้เรื่องการรับประทานอาหารต้านโรค NCDs  การออกกำลังกาย และการฝึกกำหนดลมหายใจ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 20 คน ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2568

 

  •  กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ร่วมออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น อาทิ ตรวจองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody เจาะ DTX วัดความดันโลหิต พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ ให้แก่ตัวแทนที่เข้าร่วมประชุมงานประชุมผู้บริหารภาคใต้ร่วมกับตัวแทน Rabbit life โดยมีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 150 คน ในวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมธรรมรินทร์ธนา จ.ตรัง

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจวัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody แก่ชุมชนเทศบาลทุ่งยาว วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 8.00-12.00 น. ณ สมาคมสหธรรมทุ่งยาว ยอดลงทะเบียน 90 คน

 

 

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจวัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด วัดความดันโลหิต ในงานคาราวานตรวจสุขภาพ AXA  แก่ประชาชนทั่วไป  วันที่ 11-13 กรกฎาคม  2568 เวลา 9.30-16.30 น. ยอดลงทะเบียน 41 คน ณ ห้างโรบินสันตรัง

 

  • กิจกรรมออกหน่วยตรวจพัฒนาการสำหรับน้องๆ  พร้อมตรวจสุขภาพด้วยเรื่อง Inbody สำหรับผู้ปกครอง ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 8.00-12.00 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กลูกรัก น้องๆและผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 95 คน

 

  • 11. กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจวัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody เจาะน้ำตาลในเลือด แก่ผู้บริหารภาคใต้ในงานประชุมตัวแทนบริษัท Rabbit life  วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 8.00-15.30 น. ณ โรงแรมเรือรัษฎา ตรัง  ยอดลงทะเบียน 75 คน

 

 

  • 12. กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพทั่วไป อาทิ วัดความดันโลหิต ตรวจวัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody  ในงานเย็บเต้านมเทียมเพื่อบริจาคให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม วันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00-16.30 น. ณ ห้างโรบินสันตรัง  ยอดลงทะเบียน 25 คน

 

 

  • 13. กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพทั่วไป อาทิ วัดความดันโลหิต ตรวจวัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody  ในงานประชุมตัวแทนบริษัท AIA  วันที่ 19 ตุลาคม 2568 เวลา 8.00-13.30 น. ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา   ยอดลงทะเบียน 34 คน

 

 

  • กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ บริษัท ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น  ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการรับประทานอาหาร โดยพยาบาล นักโภชนากร นักกายภาพ แก่กับพนักงาน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย(ทุ่งสง) จำกัด  วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 8.00-14.00 น. ยอดลงทะเบียน 300 คน

โครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) (Doctor Talk - Project)

โครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) 


มุ่งเน้นการดูแลสังคม และสุขภาพของคนในชุมชน โดยการให้ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค หรือการเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม รวมถึงการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น การป้องกันโรคระบาดหรือการดูแลสุขภาพในระดับชุมชน จัดอบรมให้ความรู้ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ แนวทางการดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะโรคหรือ ทีมสหวิชาชีพ เพื่อกระตุ้นให้เกิดองค์การรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง แก่ประชาชนผู้สนใจ บริษัทคู่สัญญา รวมไปถึงผู้ป่วยและญาติ ทั้ง On site และ Online การให้ความรู้จากแพทย์จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพและการป้องกันโรค ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพของระบบสาธารณสุข และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม  ในปี 2567 ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทางที่โรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องโรคในระบบทางเดินอาหาร โรคตาในผู้สูงอายุ โรคระบาดในเด็ก การดูแลสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์  โรคมะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้  ทั้งสิ้น  11  กิจกรรม  มีผู้ได้รับความรู้ในเรื่องโรคและการดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคต่างๆ  ทั้งสิ้นกว่า 480  คน

กิจกรรมในโครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ)

1.กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัทจัดทีมแพทย์อบรมเสวนาให้ความรู้เรื่องโรค ในหัวข้อเสวนา  "มะเร็งลำไส้"   การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรค โดยแพทย์เฉพาะทางสาขาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ นายแพทย์ จิรศักดิ์ อินทสอน  ให้กับกลุ่มตัวแทนบริษัทไทยประกัน สาขาควนขนุน จังหวัดพัทลุง วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567  จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา 50 คน




2.กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดทีมแพทย์อบรมเสวนาให้ความรู้เรื่องโรค ในหัวข้อเสวนา  "มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้"   การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรค โดยแพทย์เฉพาะทางสาขาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ นายแพทย์ จิรศักดิ์ อินทสอน ให้กับกลุ่มตัวแทนบริษัทกรุงไทยแอกซ่าและบุคคลทั่วไปที่มาเดินในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ตรัง ในวันที่ 28 มีนาคม 2567  จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา 50 คน



3.บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) ในหัวข้อเสวนา  "คุณแม่อุ่นใจ คลอดปลอดภัย ลูกน้อยแข็งแรง"  โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาสูตินรีเวช และกุมารเวชกรรม ให้ความรู้คุณแม่ตั้งครรภ์ และบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ รวมไปถึงการดูแลลูกน้อย โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา จำนวน 30 คน ณ ร้าน Pin House Café จังหวัดพัทลุง ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2567



4.บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) ในหัวข้อเสวนา "ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย เลี้ยงลูกอย่างไร ให้ตรงตามพัฒนาการ" โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขากุมารเวชกรรม นักกิจกรรมบำบัด ให้ความรู้คุณพ่อ คุณแม่ และบุคคลในครอบครัว  เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลลูกรักให้มีพัฒนาการที่ดีสมวัย โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา จำนวน 79  คน ณ โรงแรมเดอะโกลลีฟวิ่ง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช  ในวันที่ 29 มิถุนายน 2567



5.กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดทีมแพทย์อบรมเสวนาให้ความรู้เรื่องโรค ในหัวข้อเสวนา "โรคมะเร็ง" การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรค โดยแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรม แพทย์หญิงสุพัตรา ชาติลีฬหา ให้กับตัวแทนประกันชีวิต บริษัทไทยประกัน  ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา 56 คน ณ ห้องประชุมโรงแรมกระช่องฮิลล์ จังหวัดตรัง



6.บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) ในหัวข้อเสวนา  "เตรียมตัวเป็นคุณแม่...แบบไม่เยิน"  โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาสูตินรีเวช แพทย์หญิงภิชญา บุญเจริญ และกุมารเวชกรรม โดยนายแพทย์สิริชัย ศีลประชาวงศ์ ให้ความรู้คุณแม่ตั้งครรภ์ และบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ รวมไปถึงการดูแลลูกน้อย  ให้ความรู้คุณแม่ตั้งครรภ์ และบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์   โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา จำนวน 35 คน ณ ห้องประชุมวิทยา อาคารสุขภาพดี Wellness Center ในวันที่ 3 สิงหาคม  2567



7.กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดทีมแพทย์อบรมเสวนาให้ความรู้เรื่องโรค ในหัวข้อเสวนา  "โรคระบาดในเด็ก"   การดูแลสุขภาพเด็กให้ห่างไกลโรคต่างๆ  โดยแพทย์เฉพาะทางสาขากุมารเวชกรรม แพทย์หญิงสุุภาวดี  บุญเรืองศักดิ์  และนายแพทย์กุลพัชร เส็งพานิช ในวันที่ 17 กันยายน 2567 จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา 30 คน ณ ห้องประชุมบริษัทไทยประกันทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีฯ



8.กิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ ( Doctor Talk ) บริษัท จัดทีมแพทย์อบรมเสวนาให้ความรู้เรื่องโรค ในหัวข้อเสวนา  "โรคระบาดในเด็ก"   การดูแลสุขภาพเด็กให้ห่างไกลโรคต่างๆ  โดยแพทย์เฉพาะทางสาขากุมารเวชกรรม แพทย์หญิงสุุภาวดี  บุญเรืองศักดิ์  และนายแพทย์กุลพัชร เส็งพานิช ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ณ จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา 50 คน ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ตรัง



9.บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) ในหัวข้อเสวนา  "การดูแลผู้ป่วยน้ำหนีบ"  โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน  แพทย์หญิงวรัญญา เตชภานุวัฒน์ ให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยดำน้ำที่มีอุบัติเหตุทางน้ำ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา จำนวน 50 คน ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลศูนย์ตรัง ในวันที่ 29  พฤศจิกายน  2567



10.บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) ในหัวข้อเสวนา  “ตอบข้อสงสัย ให้คุณแม่มือใหม่พร้อม 360 องศา" โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาสูตินรีเวช นายแพทย์ณัฐชัย สิริวัฒนาภา และแพทย์หญิงจตุพร วิจิตรเวชการ แพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ให้ความรู้คุณแม่ตั้งครรภ์ และบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ รวมไปถึงการดูแลตัวเองเพื่อรับมือกับภาวะทางฮอร์โมนต่างๆ ที่อาจเกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์  โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา จำนวน 30 คน ณ ห้องประชุมวิทยา อาคารสุขภาพดี Wellness Center ในวันที่ 8 ธันวาคม 2567



11. บริษัท จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ) ในหัวข้อเสวนา  "การบาดเจ็บจากการดำน้ำ"  โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์ทางทะเล แพทย์หญิงชัชฎาภรณ์ ไกศรพรสรรและแพทย์หญิงวรัญญา เตชภานุวัฒน์  ให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และทีมกู้ภัยทางน้ำ เพื่อให้มีความรู้ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยดำน้ำที่มีอุบัติเหตุทางน้ำ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเสวนา จำนวน 20  คน ณ เลตรังบูทีค รีสอร์ท อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ในวันที่ 16 ธันวาคม  2567



 

โครงการ สุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์ (Good Health Starts Here - Project)

สุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  


โรงพยาบาลฯ ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต) เพื่อให้ทราบถึงสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล         ตามแหล่งชุมชน สถานประกอบการ ร่วมกับทั้งภาครัฐ และเอกชน  ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น และสามารถประเมินสุขภาวะเบื้องของตนเอง พร้อมการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มองค์ความรู้โดยทีมสหวิชาชีพ 

ในปี 2567 บริษัท  ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น  22  กิจกรรม และได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม  จำนวน  3,392 คน 


กิจกรรมในโครงการสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์

Season of Love

1.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับประชาชนทั่วไป ร่วมกับ ททท.สำนักงานตรัง ในงาน  Season of Love  วันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ 2567 สถานที่ สวนทับเที่ยง ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 300 คน



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

2.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 125 ราย



Health Care Fire 2024

3.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับประชาชนทั่วไป ในงาน  Health Care Fire 2024  วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 สถานที่ ศูนย์การค้า โรบินสัน  ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 150  คน



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

4.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 17 มีนาคม 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 128 ราย



งานประชุมสามัญสมาชิกหอการค้า

5.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการร้านต่างๆในจังหวัดตรัง ร่วมกับ หอการค้า จังหวัดตรัง  ในงาน  งานประชุมสามัญสมาชิกหอการค้า จ.ตรัง ครั้งที่ 40  วันที่ 20 มีนาคม 2567 สถานที่ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 150  คน



ออกบูธร่วมกับ บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

6.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ร่วมกับประกันชีวิต กรุงไทยแอกซ่า ให้กับประชาชนทั่วไปที่มาในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน  ระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม 2567 ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวนทั้งสิ้น 250 คน



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

7.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 26 เมษายน 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 105 ราย



งานสุขภาพดีวิถีไทย สูงวัยนครตรัง ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครตรัง

8.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล  ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครตรัง ให้กับผู้สูงวัยในเขตเทศบาลนครตรัง  ในงานสุขภาพดีวิถีไทย สูงวัยนครตรัง  วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 สถานที่ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 220  คน



ลงพื้นที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครตรัง

9.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล  ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครตรัง ให้กับประชาชนทั่วไปที่ออกกำลังกาย ณ อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์  วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 สถานที่ อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 30  คน



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

10.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 88 ราย



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

11.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 30 มิถุนายน 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 126 ราย



งาน food fit fun ณ สวนทับเที่ยง 

12.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับประชาชนทั่วไป ในงาน  food fit fun  ณ สวนทับเที่ยง  ระหว่างวันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2567  ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 123  คน



งานประชุมวิชาการ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

13.บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับตัวแทนประกันชีวิตไทยประกันชีวิต ในงานประชุมวิชาการของไทยประกัน ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ ตัวแทนประกัน 70 คน ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง



14. กิจกรรมดูแลสุขภาพชุมชน ทีมงานส่งเสริมสุขภาพบริษัท ลงพื้นที่ประเมินความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ของประชาชนในชุมชน โดยรอบโรงงานผาทองทุ่งสง โดยตั้งจุดเอกซเรย์ทรวงอกด้วยรถโมบายเอกซเรย์ และตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน พร้อมทั้งให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ โดยได้ทำการตรวจคัดกรองและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพจำนวน 322   ราย



งานประชุมวิชาการ บริษัท เอไอเอ จำกัด

15.บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ ในงานประชุมวิชาการของเอไอเอ ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ ตัวแทนประกัน 54 คน ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

16.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 23 สิงหาคม 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 122 ราย



องค์การบริหารส่วนตำบล ทุ่งยาว

17.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับประชาชนทั่วไป ณ องค์การบริหารส่วนตำบล ทุ่งยาว วันที่ 5 กันยายน 2567  ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 157  คน


ให้ความรู้เรื่อง "อาหารป้องกันโรคโดยนักโภชนาการ" ณ องค์การบริหารส่วนตำบล นาวง

18.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ ปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคลพร้อมให้ความรู้เรื่อง "อาหารป้องกันโรคโดยนักโภชนาการ"   ให้กับประชาชนทั่วไป ณ องค์การบริหารส่วนตำบล นาวง วันที่ 20 กันยายน 2567  ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 350 คน 


ห้างสหไทยพลาซ่า ทุ่งสง

19.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับประชาชนทั่วไปที่มาในห้างสหไทยพลาซ่า ทุ่งสง  ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2567  ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวน 100 คน



ออกบูธร่วมกับ บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

20.กิจกรรมสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์  บริษัท ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต)เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ร่วมกับประกันชีวิต กรุงไทยแอกซ่า ให้กับประชาชนทั่วไปที่มาในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ระหว่างวันที่ 15 - 19 พฤศจิกายน 2567 ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ จำนวนทั้งสิ้น 250 คน



งานประชุมวิชาการ บริษัท เอไอเอ จำกัด

21.ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น เพื่อให้ทราบสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล ให้กับตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ ในงานประชุมวิชาการของเอไอเอ ได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพ ตัวแทนประกัน 54 คน ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง



ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด

22.กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชน ร่วมกับ ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดูแลพี่น้องชุมชนที่วัง ชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยทีมแพทย์และพยาบาล บริการตรวจรักษาโรค แนะนำการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรค ในวันที่ 10 ธันวาคม 2567  ให้บริการตรวจรักษาโรคและคำแนะนำการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน จำนวน 118 ราย


โปรโมชั่นคลอดพร้อมดูแลคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ (Wattanapat Expo Childbirth Delivery Packages)

แพ็กเกจคลอด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


“คิดจะท้อง คิดถึงวัฒนแพทย์”

ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต...ควรได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยแพ็กเกจคลอดที่ครบครัน อุ่นใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนคลอด จนถึงหลังคลอด

พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด

ในช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว

  • ดูแลโดยทีมสูติแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิด
  • ห้องพักสะอาด สะดวกสบาย ได้มาตรฐาน
  • ให้คำแนะนำทั้งก่อนและหลังคลอดอย่างครบถ้วน

พิเศษ! ลุ้นรับของขวัญทุกแพ็กเกจ

เมื่อเลือกแพ็กเกจคลอด รับสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม ได้แก่

  • Gift Set ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด
  • ของขวัญจาก Teddy House (Furry Bunny Collection)
  • ถ่ายภาพลูกน้อยจาก Baby Bear Studio มูลค่า 3,900 บาท
  • Welcome Baby Balloon Set มูลค่า 1,500 บาท
  • อัปเกรดห้องพัก (ตามเงื่อนไขแพ็กเกจ)
  • รางวัลและของแถมอื่นๆ อีกมากมาย (จำนวนจำกัด)





แพ็กเกจคลอด

PREMIUM PACKAGE

ห้อง SUITE (4 วัน 3 คืน) ราคา 62,999 บาท (ส่วนลด 2,000 บาท)

สิทธิประโยชน์:

  • Gift Set สำหรับเด็ก
  • ภาพครอบครัวในห้องพักคลอด
  • กรอบรูปภาพถ่าย + ใบเกิดที่ระลึก

EXCLUSIVE PACKAGE

ห้อง DELUXE (4 วัน 3 คืน) ราคา 53,999 บาท (ส่วนลด 1,000 บาท)

สิทธิประโยชน์:

  • Gift Set
  • ภาพครอบครัว
  • กรอบรูปภาพถ่าย

VALUED PACKAGE

ห้อง STANDARD 2 (4 วัน 3 คืน) ราคา 49,499 บาท (ส่วนลด 500 บาท)

สิทธิประโยชน์:

  • Gift Set
  • ภาพครอบครัว
  • กรอบรูปภาพถ่าย

ECO PACKAGE (สุดคุ้ม)

ห้อง STANDARD 2 (4 วัน 3 คืน) ราคา 39,999 บาท

✔ คุ้มค่า เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการแพ็กเกจราคาประหยัด
✔ ได้มาตรฐานการดูแลแบบเดียวกัน


คลอดธรรมชาติ

ห้อง STANDARD 2 (3 วัน 2 คืน) ราคา 32,999 บาท


ผ่าตัดคลอด ตามสิทธิ์กรมบัญชีกลาง

(4 วัน 3 คืน) ราคา 29,000 บาท


แพ็กเกจดูแลครรภ์และคุณแม่ ครบครอบคลุม “อุ่นใจ”



โปรโมชั่นเพื่อการดูแลตัวเอง ครบรอบด้าน (Wattanapat Health Expo Self Care Promotions)

โปรโมชั่นเพื่อการดูแลตัวเอง ครบรอบด้าน



โปรโมชั่นยอดฮิต ลดคุ้ม



 

โปรโมชั่นวัคซีนเด็กและผู้ใหญ่ (Wattanapat Health Expo Vaccine Promotions)

วัคซีนพร้อม...ก็อุ่นใจ ทุกช่วงวัยทั้งครอบครัว

วัคซีนพร้อม...ก็อุ่นใจ ทุกช่วงวัยทั้งครอบครัว

สุขภาพดีเริ่มต้นได้ที่ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มอบเกราะคุ้มกันให้คนที่คุณรักด้วยโปรโมชั่นวัคซีนราคาพิเศษ ครอบคลุมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สบายใจในราคาที่เข้าถึงง่าย

ระยะเวลาโปรโมชั่น: ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569

สอบถามเพิ่มเติม: 0 7520 5555


โปรโมชั่นวัคซีน


โปรโมชั่นสุดคุ้ม (แนะนำ)

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (1 เข็ม) ฉีดได้ทุกวัย เพื่อลดความเสี่ยงอาการรุนแรง

  • ราคาพิเศษ 599 บาท (จากปกติ 1,499 บาท)


แพ็กเกจวัคซีนหลักสำหรับ "เจ้าตัวเล็ก"

สร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐานตามช่วงวัย เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์

  • แพ็กเกจวัคซีนตามอายุ สำหรับเด็ก 2 เดือน - 1 ปี (V. KIDS 1 ROTARIX*) ราคา 7,599 บาท (จากปกติ 7,999 บาท)

  • แพ็กเกจวัคซีนตามอายุ สำหรับเด็ก 2 เดือน - 1 ปี (V. KIDS 1 ROTATEQ*) ราคา 7,999 บาท (จากปกติ 8,599 บาท)

  • แพ็กเกจวัคซีนเด็กตามอายุ 1 ปี - 4 ปี (V.HEALTHY KIDS VACCINE) ราคา 8,999 บาท (จากปกติ 9,599 บาท)


*หมายเหตุ ROTARIX และ ROTATEQ ต่างกันอย่างไร

ROTARIX (โรทาริกซ์)

  • จำนวนครั้ง: หยอดทั้งหมด 2 ครั้ง

  • ช่วงอายุ: ครั้งแรกเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ และหยอดครบก่อนอายุ 6 เดือน

  • จุดเด่น: สะดวกเพราะหยอดจำนวนครั้งน้อยกว่า ครอบคลุมสายพันธุ์หลักที่พบบ่อยได้ดี

ROTATEQ (โรทาเทค)

  • จำนวนครั้ง: หยอดทั้งหมด 3 ครั้ง

  • ช่วงอายุ: ครั้งแรกเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ และหยอดครบก่อนอายุ 8 เดือน

  • จุดเด่น: มีสายพันธุ์ของไวรัสในตัววัคซีนมากกว่า (5 สายพันธุ์) จึงครอบคลุมความหลากหลายของเชื้อได้กว้างกว่า


วัคซีนเสริมสำหรับเด็ก


วัคซีนเสริมสำคัญสำหรับเด็ก

ป้องกันโรคอันตรายที่พบบ่อยในเด็กเล็ก

  • วัคซีน IPD (4 เข็ม): ป้องกันปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

    • 15 สายพันธุ์: 9,599.- (ปกติ 17,000)

    • 20 สายพันธุ์: 11,900.- (ปกติ 19,800)

  • วัคซีนไข้เลือดออก (QDENGA) 2 เข็ม: (อายุ 4 ปีขึ้นไป)

    • ราคา 4,099.- (ปกติ 6,200)

  • วัคซีนป้องกันไข้สุกใส 2 เข็ม: (อายุ 1 ปีขึ้นไป)

    • ราคา 2,799.- (ปกติ 4,000)

  • วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก (2 เข็ม):

    • ราคา 5,599.- (ปกติ 8,999)


วัคซีนเสริมสำหรับผู้ใหญ่


วัคซีนเสริมสำคัญสำหรับผู้ใหญ่

ปกป้องผู้สูงอายุและตัวคุณจากโรคอุบัติใหม่และโรคแทรกซ้อน

  • วัคซีน IPD ป้องกันปอดอักเสบ (1 เข็ม):

    • 23 สายพันธุ์: 1,899.-

    • 15 สายพันธุ์: 2,999.-

    • 20 สายพันธุ์: 3,499.-

  • วัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจ RSV: (สำหรับผู้ใหญ่ 60 ปีขึ้นไป)

    • ราคา 7,999.- (ปกติ 11,500)

  • วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (SHINGRIX) 2 เข็ม: (อายุ 18 ปีขึ้นไป)

    • ราคา 11,599.- (ปกติ 16,000)

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ High Dose: (สำหรับอายุ 65 ปีขึ้นไป)

    • ราคา 1,899.-


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV)

  • ชนิด 4 สายพันธุ์ (คอร์ส 3 เข็ม): ราคา 7,999.-

  • ชนิด 9 สายพันธุ์ (คอร์ส 3 เข็ม): ราคา 18,999.-


คลินิกวัคซีน


คลินิกวัคซีนโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง วัคซีนพร้อมก็อุ่นใจ

  • มั่นใจในคุณภาพวัคซีนและการจัดเก็บที่ได้มาตรฐาน

  • ดูแลโดยกุมารแพทย์และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • บริการสะดวกรวดเร็ว อุ่นใจเหมือนคนในครอบครัว

หมายเหตุ: กรุณาปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการฉีดวัคซีนทุกครั้ง

แพ็กเกจตรวจสุขภาพอุ่นใจ ทุกวัย (Health Expo Check Up)

แพ็กเกจตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้คุณดูแลร่างกายได้อย่างมั่นใจ
เพราะหลายโรคสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่แสดงอาการ การตรวจสุขภาพจึงช่วยให้ค้นพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมดูแลคุณด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพที่ครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจพื้นฐานไปจนถึงการตรวจเชิงลึก เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว


ตรวจสุขภาพอุ่นใจ ทุกวัย "เมื่อสุขภาพกายดี สุขภาพใจก็ตาม"

เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับคุณได้ง่าย ครบ จบในที่เดียว พร้อมทีมแพทย์และเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน

โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569





แพ็กเกจตรวจสุขภาพ

แพ็กเกจ 1 : สุดคุ้ม (14 รายการ)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพพื้นฐาน เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคทั่วไป

รายการตรวจสำคัญ เช่น

    • ตรวจเลือดพื้นฐาน

    • เอกซเรย์ปอด

    • ตรวจการทำงานของตับจากเลือด

    • ตรวจการทำงานของไต

✔ ตรวจได้ทุกวัย
✔ ตรวจง่าย ใช้เวลาไม่นาน

ราคาโปรโมชั่น 999 บาท
ราคาปกติ 1,350 บาท


แพ็กเกจ 2 : สุดคุ้ม (18 รายการ)

เพิ่มความมั่นใจในการตรวจสุขภาพ ด้วยการตรวจระบบสำคัญของร่างกาย

รายการตรวจสำคัญ เช่น

    • ตรวจเลือดพื้นฐาน

    • เอกซเรย์ปอด

    • อัลตราซาวด์ช่องท้องทั้งหมด

    • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคในอวัยวะสำคัญ เช่น
ตับ ไต ถุงน้ำดี ม้าม และหัวใจ

✔ ตรวจได้ทุกวัย
✔ ครบมากขึ้น ในราคาคุ้มค่า

ราคาโปรโมชั่น 2,999 บาท
ราคาปกติ 4,500 บาท


แพ็กเกจ 3 : ชุดใหญ่ สำหรับผู้ชาย (34 รายการ)

แพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงลึก สำหรับผู้ชายที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

รายการตรวจสำคัญ เช่น

    • อัลตราซาวด์ช่องท้อง

    • ตรวจหัวใจ

    • ตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้ชาย

    • ตรวจภาวะกระดูกพรุน

    • ตรวจสุขภาพตา

เหมาะสำหรับ
✔ ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพแบบละเอียด
✔ ผู้ที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป
✔ ผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงโรคสำคัญ

ราคาโปรโมชั่น 8,999 บาท
ราคาปกติ 22,490 บาท


แพ็กเกจ 4 : ชุดใหญ่ สำหรับผู้หญิง (35 รายการ)

ดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบครบทุกมิติ ด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงลึก

รายการตรวจสำคัญ เช่น

    • อัลตราซาวด์ช่องท้อง

    • ตรวจหัวใจ

    • ตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้หญิง

    • ตรวจภาวะกระดูกพรุน

    • ตรวจสุขภาพตา

เหมาะสำหรับ
✔ ผู้หญิงที่ต้องการตรวจสุขภาพแบบครบ
✔ ผู้ที่ต้องการคัดกรองโรคสำคัญในระยะเริ่มต้น
✔ ผู้ที่ต้องการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาว

ราคาโปรโมชั่น 9,999 บาท
ราคาปกติ 29,590 บาท


ทำไมควรตรวจสุขภาพที่วัฒนแพทย์ ตรัง

✔ โรงพยาบาลมาตรฐาน พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
✔ เครื่องมือทันสมัย ตรวจแม่นยำ
✔ บริการครบในที่เดียว
✔ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน

เพราะสุขภาพที่ดี คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี

โปรโมชั่นตรวจสุขภาพเฉพาะทาง (Wattanapat Health Expo Specialist Check Up)

แพ็กเกจตรวจสุขภาพโรคเฉพาะทาง

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจเจาะลึกเฉพาะด้าน หรือมีความเสี่ยงเฉพาะกลุ่ม



 



ระบบกระดูกและข้อ

  1. ตรวจสุขภาพข้อเข่า — 990.- (ปกติ 1,200.-)
  2. ตรวจคัดกรองภาวะกระดูกพรุน (Bone Density 2 Position) — 1,499.- (ปกติ 3,198.-)

ระบบทางเดินหายใจ

  1. ตรวจมะเร็งปอด CT Low-Dose — 3,999.- (ปกติ 7,500.-)

ระบบทางเดินอาหารและตับ

  1. ตรวจคัดกรองมะเร็งตับ ลำไส้ (CEA, AFP) — 699.- (ปกติ 1,899.-)
  2. ตรวจสุขภาพตับด้วย Fibroscan — 1,599.- (ปกติ 3,500.-)
  3. ตรวจสุขภาพตับ (Strong Liver) — 3,999.- (ปกติ 8,870.-)
  4. ตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) — 15,999.- (ปกติ 31,998.-)
  5. ตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) — 17,999.- (ปกติ 39,998.-)

ระบบหัวใจและหลอดเลือด

  1. ตรวจสุขภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน หรือ วิ่งสายพาน (Echo or EST) — 1,999.- (ปกติ 3,500.-)
  2. แพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Package 1) — 5,999.- (ปกติ 10,500.-)
  3. แพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Package 2) — 9,999.- (ปกติ 23,000.-)
  4. แพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Package 3) — 22,999.- (ปกติ 35,500.-)

สุขภาพสตรี

  1. ตรวจมะเร็งปากมดลูก Thin Prep — 999.- (ปกติ 1,290.-)
  2. ตรวจอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน (US TVS) — 1,699.- (ปกติ 3,500.-)
  3. ตรวจมะเร็งปากมดลูก Thin Prep และตรวจหาเชื้อ HPV — 2,499.- (ปกติ 5,198.-)
  4. ตรวจมะเร็งเต้านมด้วย 3D แมมโมแกรม และอัลตราซาวด์เต้านม — 2,499.- (ปกติ 3,500.-)
  5. ตรวจมะเร็งปากมดลูก Thin Prep และมะเร็งเต้านมด้วย 3D แมมโมแกรม และอัลตราซาวด์เต้านม — 2,999.- (ปกติ 4,199.-)
  6. ตรวจมะเร็งปากมดลูก Thin Prep, HPV และอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน (US TVS) — 4,099.- (ปกติ 11,500.-)

ระบบสมองและระบบประสาท

  1. ตรวจอาการปวดหัวเรื้อรัง (Headache Program) — 5,999.- (ปกติ 8,500.-)
  2. ตรวจความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง CT Scan (Stroke Screening 1) — 6,999.- (ปกติ 8,900.-)
  3. ตรวจความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง MRI (Stroke Screening 2) — 12,999.- (ปกติ 14,900.-)

โรคเบาหวาน

  1. ตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน (เบาหวาน 2) — 1,299.- (ปกติ 1,499.-)
  2. ตรวจโรคแทรกซ้อนเบาหวาน (เบาหวาน 3) — 2,699.- (ปกติ 3,198.-)

โปรโมชั่นตรวจสุขภาพอุ่นใจ ทุกวัย (Wattanapat Health Expo)

แพ็กเกจตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้คุณดูแลร่างกายได้อย่างมั่นใจ
เพราะหลายโรคสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่แสดงอาการ การตรวจสุขภาพจึงช่วยให้ค้นพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมดูแลคุณด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพที่ครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจพื้นฐานไปจนถึงการตรวจเชิงลึก เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว


ตรวจสุขภาพอุ่นใจ ทุกวัย "เมื่อสุขภาพกายดี สุขภาพใจก็ตาม"

เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับคุณได้ง่าย ครบ จบในที่เดียว พร้อมทีมแพทย์และเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน

???? โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569




แพ็กเกจตรวจสุขภาพ

แพ็กเกจ 1 : สุดคุ้ม (14 รายการ)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพพื้นฐาน เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคทั่วไป

รายการตรวจสำคัญ เช่น

  • ตรวจเลือดพื้นฐาน

  • เอกซเรย์ปอด

  • ตรวจการทำงานของตับจากเลือด

  • ตรวจการทำงานของไต

✔ ตรวจได้ทุกวัย
✔ ตรวจง่าย ใช้เวลาไม่นาน

???? ราคาโปรโมชั่น 999 บาท
ราคาปกติ 1,350 บาท


แพ็กเกจ 2 : สุดคุ้ม (18 รายการ)

เพิ่มความมั่นใจในการตรวจสุขภาพ ด้วยการตรวจระบบสำคัญของร่างกาย

รายการตรวจสำคัญ เช่น

  • ตรวจเลือดพื้นฐาน

  • เอกซเรย์ปอด

  • อัลตราซาวด์ช่องท้องทั้งหมด

  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคในอวัยวะสำคัญ เช่น
ตับ ไต ถุงน้ำดี ม้าม และหัวใจ

✔ ตรวจได้ทุกวัย
✔ ครบมากขึ้น ในราคาคุ้มค่า

???? ราคาโปรโมชั่น 2,999 บาท
ราคาปกติ 4,500 บาท


แพ็กเกจ 3 : ชุดใหญ่ สำหรับผู้ชาย (34 รายการ)

แพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงลึก สำหรับผู้ชายที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

รายการตรวจสำคัญ เช่น

  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง

  • ตรวจหัวใจ

  • ตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้ชาย

  • ตรวจภาวะกระดูกพรุน

  • ตรวจสุขภาพตา

เหมาะสำหรับ
✔ ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพแบบละเอียด
✔ ผู้ที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป
✔ ผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงโรคสำคัญ

???? ราคาโปรโมชั่น 8,999 บาท
ราคาปกติ 22,490 บาท


แพ็กเกจ 4 : ชุดใหญ่ สำหรับผู้หญิง (35 รายการ)

ดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบครบทุกมิติ ด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงลึก

รายการตรวจสำคัญ เช่น

  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง

  • ตรวจหัวใจ

  • ตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้หญิง

  • ตรวจภาวะกระดูกพรุน

  • ตรวจสุขภาพตา

เหมาะสำหรับ
✔ ผู้หญิงที่ต้องการตรวจสุขภาพแบบครบ
✔ ผู้ที่ต้องการคัดกรองโรคสำคัญในระยะเริ่มต้น
✔ ผู้ที่ต้องการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาว

???? ราคาโปรโมชั่น 9,999 บาท
ราคาปกติ 29,590 บาท


ทำไมควรตรวจสุขภาพที่วัฒนแพทย์ ตรัง

✔ โรงพยาบาลมาตรฐาน พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
✔ เครื่องมือทันสมัย ตรวจแม่นยำ
✔ บริการครบในที่เดียว
✔ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน

เพราะสุขภาพที่ดี คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี

ลูกค้าคู่สัญญา (Customers parties)

ลูกค้าคู่สัญญา

สิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ
1. การอำนวยความสะดวกเมื่อมารับบริการ
2. ประสานงานด้านเอกสารการรักษา
3. การตรวจสุขภาพในราคาพิเศษ

สอบถามรายชื่อบริษัทคู่สัญญาประกันเพิ่มเติมได้ที่โทร 0-7520-5412

 

รายชื่อบริษัท

บริษัท เอไอเอ จำกัด
บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เซอร์วิสเซส จำกัด
บริษัท บูพา ประกันสุขภาพ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
   บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด 
   บริษัท ซัมซุงประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

 

1 AA INTERNATIONAL
2 AAP
3 ADAC SCHUTZBRIEF VERSICHERUNGES
4 AFS(ตรวจสุขภาพนร.แลกเปลี่ยน)
5 AGA SERVICES (THAILAND)
6 AGL
7 A-GROUP
8 AIA
9 AIA(Non Life) Care Card
10 AIG TRAVEL ASIA PASIFIC PTE.
11 AWP SERVICE (ALLIANZ GLOBAL ASSISTANCE (AGA))
12 AMA
13 ANWB ALARMCENPRALE
14 APF
15 APRIL ASSISTANCE (THAILAND)
16 APT PROMOTIONS
17 ARA ASSISTANCE
18 ASIA - JET AIR AMBURANCE
19 ASIAN ASSISTANCE
20 ASSIST INTERNATIONAL
21 AVIVA
22 AWP
23 AXA ASSISTANCE
24 AXA PPP INTERNATIONAL
25 AZCP (อลิอันซ์ ซีพี ประกันภัย)
26 BEST SERVICE
27 BUPA(บูพาประกันชีวิต)
28 CAN ASSISTANCE
29 CEGA MEDICAL ASSISTANCE
30 CP LAND
31 DAN EUROPE
32 ENVIVAS KRANKENVERSICHERUNG AG
33 EURO CROSS EMERGENCY CENTRA
34 EUROP ASSISTANCE
35 FALCON
36 FWD
37 HEALIX INTERNATIONAL ASSISTANCE
38 HEALTH CARE INTERNATIONAL
39 IAG INSURANCE
40 INTER MUTUELLES ASSISTANCE
41 INTERNATIONAL MEDICAL ASSISTANCE
42 International SOS OR AEA
43 IPA ASSISTANCE
44 IPAC
45 LMG PACIFIC HEALTH CARE
46 MEDEX INSURANCE
47 MEDGATE ASSISTANCE
48 MED-SURE
49 MENULIFE FINANCIAL
50 MIDEAST ASSISTANCE INTERNATIONAL
51 MONDIAL ASSISTANCE
52 MSIG
53 OAMTC AMBULANZEDIENST/ARC EUROPE
54 PACIFIC CROSS INSURANCE
55 PEACE CORPS
56 PRESTIGE INTERNATIONAL (THAILAND)
57 RESSOURCES MUTUELLES ASSISTANCE DIRECTION
58 ROLAND ASSISTANCE
59 SCG(ปูนซิเมนต์ไทยและบ.ในเครือ)
60 SGIO INSURANCE
61 SIGMA ASSISTEL INC.
62 SIGMA ASSISTEL INC.
63 SOS INTERNATIONAL
64 TAPIOLA INSURANCE
65 TOT
66 UKV(UNION KRANKENVERSICHERUMG)
67 VHI HEALTHCARE
68 WURZBURGER VERHICHERUNGH-AG
69 กระเบื้องทิพย์-กระเบื้องกระดาษไทย
70 กรุงเทพประกันชีวิต
71 กรุงเทพประกันภัย
72 กรุงไทยพานิชประกันภัย
73 กรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต
74 กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
75 กลุ่มธนชาติ
76 กลุ่มสยามบรรจุภัณฑ์
77 กองทุนทดแทน
78 การบินไทย
79 การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
80 การยางแห่งประเทศไทย (สกย.เดิม)
81 ค้าวัสดุซิเมนต์ไทยและบ.ในเครือ
82 เคเอสเคประกันภัย
83 เจนเนอราลี่
84 เจ้าประยาประกันภัย
85 ชับบ์ประกันภัย
86 ชิกน่าประกันภัย
87 ซีเนอร์จีแคร์(cynergy care)
88 โตเกียวมารีนประกันชีวิต
89 โตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย
90 ทริปเปิลที3BB
91 ทิพยประกันชีวิต
92 ทิพยประกันภัย
93 เทเวศประกันภัย
94 ไทยประกันชีวิต
95 ไทยประกันภัย
96 ไทยประกันสุขภาพ
97 ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต
98 ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย
99 ไทยไพบูลย์ประกันภัย
100 ไทยรีเซอร์วิสเซส (TPA)
101 ไทยศรีประกันภัย
102 ไทยสมุทรประกันชีวิต
103 ไทยซัมซุงประกันชีวิต
104 ไทยไพบูลย์ประกันภัย
105 ธนชาติซูริกประกันชีวิต
106 ธนาคารSME
107 ธนาคารกรุงเทพ
108 ธนาคารกรุงไทย
109 ธนาคารกรุงศรี
110 ธนาคารกสิกรไทย
111 ธนาคารTMB
112 ธนาคารไทยพาณิชย์
113 ธนาคารธนชาต
114 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
115 ธนาคารยูโอบี
116 ธนาคารออมสิน
117 ธนาคารอาคารสงเคราะห์
118 นวกิจประกันภัย
119 นำสินประกันภัย
120 นิวแฮมเชอร์ OR AIG CHARTIS
121 บมจ.ไทยซัมซุงประกันชีวิต(สยามซัมซุงประกันชีวิต)
122 บมจ.ภัทรประกันภัย ควบรวมเป็นเมืองไทย
123 บางกอกสหประกันชีวิต
124 บางกอกสหประกันภัย
125 ประกันคุ้มภัย
126 ประกันชีวิตนครหลวงไทย
127 ประกันภัยไทยวิวัฒน์
128 ประกันภัยศรีเมือง
129 ประกันสังคม(ล้างไต)
130 พรีม่าเด้นท์
131 พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต
132 ฟินิกซ์ ประกันภัย
133 ฟิลิปประกันชีวิต
134 ม.ราชภัฏสวนดุสิต
135 ม.อ. ตรัง
136 มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์
137 มิตรแท้ประกันภัย
138 เมดิลิงค์(MEDILINK)
139 เมืองไทยประกันชีวิต
140 เมืองไทยประกันภัย
141 แมนูไลฟ์ ประกันชีวิต
142 ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย จำกัด
143 ยูโรเซ็นเตอร์(EURO CENTER)
144 ล่ำสูง
145 วิทยุการบิน
146 วิริยะประกันภัย
147 ศรีอยุธยาเจนเนอรัลประกันภัย
148 ศรีอยุธยาประกันภัย
149 สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย
150 สยามซิตี้ประกันภัย จก.
151 สยามแม็คโคร
152 สยามสไมล์โบรกเกอร์
153 สยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน
154 สินทรัพย์ประกันภัย
155 สินมั่นคงประกันภัย
156 เสริมสุข
157 อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิตAZAY
158 อาคเนย์ประกันชีวิต
159 อาคเนย์ประกันภัย
160 อายิโนะโมะโต๊ะเซลส์
161 เอจีเอ(มอลเดียล)
162 เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย)
163 เอชไลฟ์ แอสชัวรันส์
164 เอเชียประกันชีวิต
165 เอเชียประกันภัย 1950
166 แอล เอ็ม จี ประกันภัย จำกัด
167 เฮล์ท เบนเนฟิต คอลซัลแตนท์(HBC)

โครงการ วัฒนแพทย์อาสา เคียงข้างคุณ (Wattanapat Truly Care Together)

โครงการ วัฒนแพทย์อาสา เคียงข้างคุณ (Wattanapat Truly Care Together)

โครงการและกิจกรรมเพื่อการดูแลสังคมและชุมชน



ภายใต้คอนเซ็ปต์ "วัฒนแพทย์อาสา เคียงข้างคุณ"

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง จำกัด (มหาชน)  โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดตรัง ที่มุ่งเน้นวิสัยทัศน์ “ให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางด้วยคุณภาพและการบริการที่ได้มาตรฐาน”เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนในจังหวัดตรัง และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนให้ความสำคัญในการตอบแทนคืนสู่สังคมและชุมชน  ควบคู่ไปกับการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการตอบแทนที่ทุกคนได้มอบความไว้วางใจให้วัฒนแพทย์ ตรัง เป็นผู้ดูแลสุขภาพของทุกคน ภายใต้คอนเซ็ปโครงการ “วัฒนแพทย์อาสา เคียงข้างคุณ”


เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรม

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน)  ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีนโยบายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม  ในด้านสังคม (Social)  โรงพยาบาลมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อยกระดับในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม  โดยการดำเนินกิจกรรมขึ้นนั้น ได้คำนึงถึงประโยชน์ของชุมชนเป็นสำคัญ มุ่งเน้นให้ความสำคัญทั้งด้านเยาวชน สังคม  และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ชุมชนมีการพัฒนาไปในทางที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการปลูกฝังให้บุคลากรภายในองค์กรรวมถึงชุมชนมีส่วนร่วม และมีความรู้ความเข้าใจในแต่ละกิจกรรมอย่างแท้จริง  อันจะส่งผลให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

นโยบายการดำเนินงานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการดูแลสุขภาพและเพิ่มองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ภายใต้แนวความคิด วัฒนแพทย์อาสา พร้อมเคียงข้างคุณ  กิจกรรม CSR ตอบแทนและช่วยเหลือสังคม เพื่อตอกย้ำความเป็น Humanizing Brand  เติบโตคู่กับชาวตรังอย่างยั่งยืน  โดยมี โครงการต่างๆ ดังนี้


กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)

1. โครงการสุขภาพดี เริ่มต้นที่วัฒนแพทย์

โรงพยาบาลฯ ลงพื้นที่ออกหน่วยประเมินภาวะสุขภาพในเบื้องต้น (วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง Inbody วัดความดันโลหิต) เพื่อให้ทราบถึงสุขภาวะของตนเอง โดยมีทีมพยาบาลให้คำแนะนำ และปรึกษาการดูแลสุขภาพรายบุคคล         ตามแหล่งชุมชน สถานประกอบการ ร่วมกับทั้งภาครัฐ และเอกชน  ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น และสามารถประเมินสุขภาวะเบื้องของตนเอง พร้อมการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มองค์ความรู้โดยทีมสหวิชาชีพ 

ในปี 2567 บริษัท  ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น  22  กิจกรรม และได้ให้การปรึกษาทางด้านสุขภาพแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม  จำนวน  3,392 คน 



2. โครงการให้ความรู้โดยแพทย์ (Doctor Talk รู้เท่าทันสุขภาพ)

กิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพจาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคตาผู้สูงอายุ โรคมะเร็งลำไส้ ฯลฯ จัดอบรมทั้ง On-site และ Online

มุ่งเน้นการดูแลสังคม และสุขภาพของคนในชุมชน โดยการให้ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค หรือการเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม รวมถึงการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น การป้องกันโรคระบาดหรือการดูแลสุขภาพในระดับชุมชน จัดอบรมให้ความรู้ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ แนวทางการดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะโรคหรือ ทีมสหวิชาชีพ เพื่อกระตุ้นให้เกิดองค์การรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง แก่ประชาชนผู้สนใจ บริษัทคู่สัญญา รวมไปถึงผู้ป่วยและญาติ ทั้ง On site และ Online การให้ความรู้จากแพทย์จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพและการป้องกันโรค ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพของระบบสาธารณสุข และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม

ในปี 2567 ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทางที่โรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องโรคในระบบทางเดินอาหาร โรคตาในผู้สูงอายุ โรคระบาดในเด็ก การดูแลสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์  โรคมะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้  ทั้งสิ้น  11  กิจกรรม  มีผู้ได้รับความรู้ในเรื่องโรคและการดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคต่างๆ  ทั้งสิ้นกว่า 480  คน



3. โครงการ Community Care "CPR SAVE LIFE"

ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรมประชาชนทั่วไป รวมไปถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ  เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้นของชุมชน

ในปี 2567  ได้ดำเนินกิจกรรมในการสร้างการเรียนรู้ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจำนวน  22  กิจกรรม  และเพิ่มทักษะในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสิ้นกว่า  1,820  คน



4. โครงการ Ambulance Stand by

โรงพยาบาลฯ จัดทีมผู้เชี่ยวชาญในการปฐมพยาบาล และช่วยเหลือชีวิต ในกิจกรรมต่างๆ  พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น และรถพยาบาลประจำจุดบริการอย่างครบครัน เพื่อรองรับการเกิดเหตุในกรณีฉุกเฉิน และช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ในกิจกรรมต่างๆ ทั้งสิ้น 3 กิจกรรม ดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 1,350 คน



5. โครงการบริจาคโลหิต ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์

โรงพยาบาลฯ ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสภากาชาดตรัง  เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลนครตรัง  โดย  ปี  2567 เป็นหน่วยงานรับบริจาคโลหิต จำนวน 3 กิจกรรม ได้รับโลหิตกว่า 187 ยูนิต ปริมาณเลือด 56,100 CC.


 

6. โครงการอาสา พร้อมเคียงข้างคุณ

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน การสนับสนุนโปรแกรมตรวจสุขภาพในงานนาวากาชาด สนับสนุนให้ชาวตรังมีสุขภาพที่ดี ร่วมไปถึงการดูแลสุขภาพ ขบวนเดินลากพระ ในงานสำคัญประจำจังหวัด โดยรวมกิจกรรมทั้งสิ้น 3 กิจกรรม และกิจกรรมดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจสู่สังคม (CSV) จำนวน 2 โครงการ



7. โครงการ Active Case Finding (Colon Cancer)

ส่งเสริมการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ กับกลุ่มเสี่ยง หน่วยงานการยางไทย จังหวัดตรัง ตรวจค้นหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรงพยาบาลฯ จัดแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับพร้อมด้วยพยาบาลและทีมสหวิชาชีพ ทำโครงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งมีอัตราในการเกิดโรคสูงขึ้นในปัจจุบัน

โดยทำการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ของพนักงานหน่วยงาน การยางแห่งประเทศไทย สาขาตรัง จำนวน 39 ราย และได้วางแผนการดูแลและรักษาตามกลุ่มเสี่ยงได้ 100%

 

8. โครงการ School Care Clinic

โดยคลินิกเด็กสุขภาพดี จัดทีมแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก และทีมพยาบาลและสหวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินกิจกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับโรงเรียนเอกชนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดในโรงเรียน กิจกรรมต่างๆ อาทิ  กุมารแพทย์ ให้ความรู้เรื่องโรคในเด็ก นักกิจกรรมบำบัด ให้ความรู้เรื่องพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็กนักเรียนยามเจ็บป่วยโดยการจัดตู้ยาสามัญประจำบ้าน ประจำห้องพยาบาล รวมไปถึงการส่งเสริมให้นักเรียน เข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายขึ้น เพื่อลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มนักเรียน 

โดยมีจำนวนโรงเรียนในโครงการ  11 โรงเรียน  ส่งเสริมให้นักเรียน เข้าถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้กว่า 3,000 คน


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มุ่งมั่นพัฒนา โครงการเพื่อสังคม อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลัก ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) เพื่อให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด "วัฒนแพทย์อาสา เคียงข้างคุณ"

บริการห้องพักสำหรับผู้ป่วยใน (Inpatient Room Types)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรังได้ออกแบบห้องพักสำหรับผู้ป่วย เพื่อให้ท่านได้รับความสะดวก และความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ผู้ป่วยสามารถเลือกพักได้ตามความต้องการ และตามงบประมาณของผู้ป่วย โดยเริ่มตั้งแต่ห้องพักราคาประหยัดไปจนถึงห้องพักแบบ VIP






 

หน้าหลักนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Home)

ศัลยกรรมกระดูกและข้อ (Orthopedic Surgery)

คลินิกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

ดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจ วินิจฉัย รักษา และฟื้นฟู ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและนักกายภาพมืออาชีพ “Truly Care – ใส่ใจทุกการเคลื่อนไหวของคุณ”


เรามุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น อย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทาง (Orthopedic Specialist) ที่มากประสบการณ์ ร่วมกับทีมกายภาพบำบัด (Physiotherapist) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเข่า ปวดหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกพรุน หรือภาวะข้อเสื่อม เราพร้อมให้คำปรึกษา วินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสมในทุกระยะของโรค ทั้งแบบ ไม่ผ่าตัด และ ผ่าตัด พร้อมการทำกายภาพบำบัดหลังการรักษา เพื่อการฟื้นตัวที่ดีที่สุด


บริการของคลินิก

ให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มอาการและความต้องการของผู้ป่วย ได้แก่

  1. ตรวจ และรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อเข่า ปวดหลัง

  2. รักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc)

  3. ดูแลภาวะกระดูกพรุน กระดูกเปราะ กระดูกบาง

  4. รักษาอาการนิ้วล็อก เอ็นอักเสบ และเอ็นฉีกขาด

  5. ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อฟื้นฟูข้อและเอ็น

  6. การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า (Hyaluronic Acid Injection)

  7. ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม และผ่าตัดนิ้วล็อก

  8. โปรแกรมกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดและบำบัดอาการปวดเรื้อรัง

การรักษาของเราเน้นผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์กับการกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ และลดโอกาสเกิดอาการซ้ำ


มากกว่าการรักษา คือความใส่ใจ

  1. แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อโดยตรง

  2. เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยทันสมัย เช่น เอกซเรย์ดิจิทัล และ MRI

  3. มีโปรแกรมรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment) และการผ่าตัดส่องกล้อง

  4. ฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องด้วยทีมกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

  5. แผนการรักษาเฉพาะบุคคล เน้นคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

  6. บริการครบวงจรในที่เดียว ตั้งแต่ตรวจ วินิจฉัย รักษา ถึงฟื้นฟู


แพทย์ผู้ให้บริการ

ทีมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทาง โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง
มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นทุกระบบ

  1. นพ.ชัยพัทธ์ เพ็งผ่อง — ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

  2. นพ.พอกิจ บุญคง — ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

  3. นพ.อุกฤษฏ์ คุณาธรรม — ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

  4. นพ.พงศ์พีระ ตรีรัตน์พันธุ์ — ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

  5. นพ.ชาลิต แซ่ภู่ — ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

     

     

     

     

ทางเดินอาหารและตับ (Gastrointestinal and Liver)

 

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ (Gastro Intestinal & Scope Center )


ที่มีครบทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ พร้อมให้บริการแบบครบวงจร


บริการ


ตรวจวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ด้วยวิธีการส่องกล้องที่เห็นภาพคมชัด


  1. การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscope)

  2. การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscope)

  3. เจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพตับและหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ

  4. FibroScan ตรวจสุขภาพตับ

 

ส่องกล้องทางเดินอาหารและลำไส้ "มั่นใจ"วัฒนแพทย์

"มะเร็งไม่รอ รู้เร็ว รักษาได้ โอกาสหายสูง"

- ด้วยเทคโนโลยี NBI จากญี่ปุ่น การส่องกล้องอัจฉริยะ

- ประสิทธิภาพสูง แม่นยำกว่าถึง 2 เท่า

- ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

- ตรวจพบก้อนเนื้อได้ในระยะเริ่มแรก

- เพิ่มโอกาสในการรักษา

 



ห้องตรวจคลินิกทางเดินอาหารและตับ


ห้องส่องกล้องคลินิกทางเดินอาหารและตับ


คลินิกทางเดินอาหารและตับ


ห้องตรวจ FibroScan คลินิกทางเดินอาหารและตับ

ระบบประสาทและสมอง (Neurology)

 

บริการตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟู ความผิดปกติของระบบประสาทและสมองโดยการดูแลของแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเครื่องมือการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติของระบบประสาทและสมองอย่างละเอียด


  1. ปวดศีรษะ ไมเกรน
  2. ชาปลายมือปลายเท้า
  3. ชาร่างกายครึ่งซีก
  4. โรคหลอดเลือดในสมอง
  5. โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
  6. เครื่อง MRI, CT Scan และเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)
  7. แผนกกายภาพบำบัดพร้อมทีมนักกายภาพ
  8. บำบัด เพื่อช่วยฟื้นฟูและบำบัดให้สามารถ
  9. กลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้เหมือนเดิม






โปรแกรมตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke screening program)

โปรแกรมการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง


ให้อุ่นใจกับเพื่อป้องกันการเกิดโรคก่อนที่จะมีอาการผิดปกติ

  • โปรแกรม 1 ราคา 8,900 บาท
  • โปรแกรม 2 ราคา 14,900 บาท

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

เนื่องจากสมองขาดเลือดจึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โดยจะแสดงอาการมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ดังนี้

  •  ปวดศีรษะ เวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุแบบฉับพลัน
  • รู้สึกชาหรืออ่อนแรงบริเวณใบหน้า หรือส่วนของร่างกายด้านใดด้านหนึ่งโดยทันที
  •  พูดช้าลง พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยว ไม่เข้าใจคำพูด
  •  ตาพร่ามัว หรือเห็ นภาพซ้อนทันทีทันใด
  •  เดินเซ หรือทรงตัวลำบาก

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

  •  อายุ ผู้มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป พบว่ามีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้นเกือบ 50% ในทุกๆ 10 ปี เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมไปตามวัย หลอดเลือดหนาขึ้น ขาดความยืดหยุ่น หรือมีไขมันสะสมและหินปูนเกาะตามผนังหลอดเลือด
  •  เพศชายมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง
  •  ประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน
  •  เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

 

โปรแกรมตรวจหาความเสี่ยง ภาวะสมองเสื่อม (Alzheimer’s Risk Screening)

แพ็กเกจตรวจอาการปวดหัวเรื้อรัง (Chronic headache program)

แพ็กเกจตรวจอาการปวดหัวเรื้อรัง (Headache Program)

อาการปวดหัวเกิดได้จากหลายสาเหตุ "ปวดหัวเรื้อรัง ไม่ควรมองข้าม"


อาการแบบไหน เรียกว่า “ปวดหัวเรื้อรัง”

อาการปวดหัวเรื้อรังเป็นอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นมากกว่า 15 วันต่อเดือน โดยมักมีอาการปวดที่ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งอาการดังกล่าวอาจเป็นการปวดหัวที่เกิดจากความเครียด, ไมเกรน, การกินยาแก้ปวดเกินขนาด, การใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกต้อง หรืออาจเกิดจากโรคต่างๆ ภายในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นอาการปวดหัวเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ


ปวดหัวแบบนี้อย่าวางใจ… ควรรีบไปหาหมอ

แม้ว่าการปวดหัวอาจไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากภาวะเลือดออกในสมอง หรือมีอาการติดเชื้อในระบบประสาทได้

  • 1.ปวดหัวแบบรุนแรงและมักเกิดขึ้นทันที
  • 2.ปวดหัวและรู้สึกว่ามีไข้ มีอาการคอแข็งร่วมด้วย
  • 3.รู้สึกว่าแขนขาอ่อนแรง มีความผิดปกติเกิดขึ้น
  • 4.มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กินยาแล้วไม่ทุเลา

โปรแกรมตรวจอาการปวดหัวเรื้อรัง

✅ ตรวจแลปปฏิบัติการ

✅ ตรวจ CT Scan

ราคา 6,900 บาท


 

 

 

 

มะเร็งปากมดลูกตกขาวแบบนี้ ปกติมั้ยนะ (The Relationship between leucorrhoea and cervical cancer)

 

ตกขาวแบบไหน "ปกติ" แบบไหน "เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก" เช็กด่วนก่อนสาย!

"ตกขาว" เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงทุกคนต้องเจอ แต่ทราบหรือไม่ว่า... ลักษณะของตกขาวสามารถบอกสัญญาณอันตรายของโรคร้ายอย่าง "มะเร็งปากมดลูก" ได้ หากเราหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อาจช่วยรักษาชีวิตเราได้ทันเวลาค่ะ

1. ตกขาวแบบไหนที่เรียกว่า "ปกติ"?

โดยทั่วไป ตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะดังนี้:

  • สี: ขาวใส หรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก

  • กลิ่น: ไม่มีกลิ่นเหม็นคาว หรือกลิ่นรุนแรง

  • อาการ: ไม่คัน ไม่ระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

  • ช่วงเวลา: มักมามากในช่วงกึ่งกลางรอบเดือน (ช่วงไข่ตก) หรือก่อนมีประจำเดือน


2. สัญญาณเตือน! ตกขาวที่ "เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก"

หากตกขาวเริ่มมีลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจภายในทันที:

  • ตกขาวปนเลือด : มีเลือดปนออกมาทั้งที่ไม่อยู่ในช่วงประจำเดือน หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

  • ตกขาวสีคล้ำ/น้ำตาล : มักเกิดจากเลือดเก่าๆ ที่ค้างอยู่ภายในปนออกมา

  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็นเน่า : กลิ่นรุนแรงผิดปกติ (ต่างจากกลิ่นคาวปลาของการติดเชื้อทั่วไป)

  • ลักษณะเป็นน้ำใสๆ : ไหลออกมาปริมาณมาก หรือมีหนองปน

  • อาการร่วม : ปวดท้องน้อยเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

4. ทำไมมะเร็งปากมดลูกถึงทำให้ตกขาวผิดปกติ?

เมื่อเซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็ง เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะเปราะบางและอักเสบได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกผิดปกติ หรือหากก้อนมะเร็งโตขึ้นจนมีการตายของเนื้อเยื่อ (Necrosis) ก็จะทำให้เกิดตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงและมีหนองปนนั่นเองค่ะ

5. วิธีป้องกันที่ดีที่สุด

แม้การสังเกตตกขาวจะเป็นเรื่องดี แต่ "มะเร็งปากมดลูกในระยะแรก มักไม่มีอาการ" ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ:

  1. ฉีดวัคซีน HPV: ป้องกันไวรัสสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก

  2.  ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Test / HPV DNA): อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามที่แพทย์แนะนำ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  • 1.Pap smear เป็นการตรวจภายในร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยาเพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ที่อาจเกิดจากเชื้อมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้น โดยหากแพทย์พบความผิดปกติก็จะทำการเก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก เพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ
  • 2.ThinPrep เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ให้ผลการตรวจที่ละเอียดกว่า Pap smear โดยแพทย์จะทำการเก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ ก่อนจะนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ
  • 3.HPV Testing เป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจ DNA ของเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเชื่อมโยงกับมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจระดับชีวโมเลกุล..ที่สามารถค้นหาเชื้อ HPV ได้ในระยะก่อนเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูก ทำให้ป้องกันและรักษาการติดเชื้อ HPV ได้ก่อนที่เชื้อจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก โดยมีปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงมากมาย ทั้งอายุ พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การป้องกันที่ดีคือหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกาย หากพบสัญญาณเตือนมะเร็งปากมดลูก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

 

 

 

 

8 สัญญาณเตือนว่าเราอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูก (8 Cervical Cancer Warning Signs)

8 สัญญาณเตือนว่าเราอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูก



มะเร็งปากมดลูก คืออะไร

เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งโดยปกติแล้วมักมาจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างไรก็ตามยังสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้ด้วย เช่น การสูบบุหรี่ ทานยาคุมกำเนิดมาเป็นเวลายาวนานกว่า 5 ปี เคยคลอดบุตรมาแล้วหลายครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ในช่วงระยะก่อนมะเร็งมดลูก หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเริม โรคซิฟิลิส และโรคหนองใน เป็นต้น


 

 


อาการปวดท้องน้อยอาจมีลักษณะปวดเสียด ปวดหน่วง ๆ ปวดแปลบ ๆ โดยอาจมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง หรือมีอาการอื่น ๆ ดังนี้


  • 1. เลือดออกจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจจะเป็นตอนที่มีเพศสัมพันธ์ หรือประจำเดือนที่มาผิดปกติ

  • 2. ตกขาวที่มีเลือดปน

  • 3. เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

  • 4. มีสารคัดหลั่งออกมาจากช่องคลอดจำนวนมาก และอาจมีเลือดปน

  • 5. ปวดท้องน้อยบ่อยเกินปกติ แม้จะไม่ใช่ช่วงใกล้มีประจำเดือนก็ตาม หรือช่วงที่ใกล้มีประจำเดือน

  • 6. เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร จนน้ำหนัดลดลงอย่างผิดสังเกต

  • 7. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติ รู้สึกไม่มีแรงอยู่ตลอดเวลา

  • 8. ปัสสาวะบ่อย มีอาการปวดท้องน้อย ท้องน้อยบวม บางครั้งรู้สึกปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งปากมดลูก หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธ์ของเราได้ แนะนำให้ควรพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอาการต่อไป


 การตรวจคัดกรอง 

  • 1.การตรวจมะเร็งปากมดลูกชนิดพิเศษ ThinPrep Pap Test  คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยของเหลว สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งระยะแรกเริ่มได้ดีกว่าการตรวจแปปสเมียร์แบบดั้งเดิมถึง 65%

  • 2.ตรวจอัลตร้าซาวด์ อุ้งเชิงกราน  ช่วยเช็กความเสี่ยงโรคร้าย อย่าง ถุงน้ำรังไข่, เนื้องอกรังไข่, เนื้องอกในมดลูก หรือก้อนเนื้อภายในอุ้งเชิงกราน

  • 3.ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง CA-125  ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่หลายคนอาจมีโปรตีน CA-125 อยู่ในเลือดจำนวนมาก การตรวจพบโปรตีนชนิดนี้จึงอาจเป็นข้อมูลประกอบคำวินิจฉัยมะเร็งรังไข่

 

 


คลินิกสูติ-นรีเวชกรรม พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 2 อาคาร Wellness Center

สอบถามโทร. 075-205555 ต่อ 1190


โปรโมชั่นตรวจคัดกรองมะเร็ง สำหรับผู้หญิง สนใจแพ็กเกจ Click


 


 

 

ถ้าคุณแม่ ไม่ฝากครรภ์ มีผลเสียต่อลูกจริงมั้ย (how important is prenatal care)


การฝากครรภ์ (Antenatal Care) คือ การดูแลสุขภาพครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอด ทั้งของคุณแม่และทารกในครรภ์ ซึ่งจะเป็นการดูแลแบบครอบคลุม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามความผิดปกติที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งการให้ความรู้และคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตนขณะตั้งครรภ์ โดยมีการนัดตรวจติดตามสุขภาตลอดระยะการตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในผู้ที่ตั้งครรภ์ทุกคน


ทำไมถึงต้องฝากครรภ์

นอกจากการดูแลสุขภาพครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอด ทั้งของคุณแม่และทารกในครรภ์แล้ว หากช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ พบว่ามีปัญหาหรือพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างนั้น คุณแม่จะได้รีบปรึกษาคุณหมอและเข้ารับการรักษาได้ทันที เนื่องจากสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรู้ และจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาลเมื่อมาฝากครรภ์ ได้แก่

  1. การปฎิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์
  2. โภชนาการต่าง ๆ
  3. การใช้ยา
  4. การมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์
  5. สังเกตความผิดปกติของการตั้งครรภ์และอาการเจ็บครรภ์
  6. การเตรียมตัวก่อนคลอด
  7. รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ หลังคลอด เช่น การวางแผนครอบครัว การให้นมบุตร

 เพราะฉะนั้นสำหรับคุณแม่ที่ตรวจพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่ควรทำคือ “การฝากครรภ์” เพราะการฝากครรภ์จะเป็นวิธีเดียวที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถทราบว่าสุขภาพของเราและลูกในท้องแข็งแรง สมบูรณ์หรือเปล่า




ถ้าไม่ฝากครรภ์ จะมีผลกระทบอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป 80% ของคนท้องหรือตั้งครรภ์ สามารถตั้งท้องได้โดยไม่พบความผิดปกติใด ๆ แต่อีก 20% คือกลุ่มที่อาจมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการไปฝากครรภ์จะช่วยให้เราค้นพบภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้รู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นและป้องกันได้


ควรฝากครรภ์เมื่อไหร่ดี?

แนะนำให้คุณแม่เข้ารับการฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองหาความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ นอกจากนี้การเข้ารับการฝากครรภ์เร็วจะช่วยให้

  1. สามารถยืนยันอายุครรภ์ที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยให้สามารถคำนวณกำหนดคลอดได้  ,สามารถติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้อง และสามารถกำหนดเวลาในการวินิจฉัยต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ
  2. ได้รับการตรวจเพื่อค้นหาความเสี่ยงในการตั้งครรภ์
  3. ทำให้สามารถตรวจหาและแก้ไขสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น ภาวะท้องลม ท้องนอกมดลูก หรืออาการแท้งคุกคาม เนื่องจากการแท้งในช่วง 3 เดือนแรกมักจะเกิดจากตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติ หรืออาจเกิดจากรังไข่สร้างฮอร์โมนไม่ดี ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ไม่ดีพอ หรืออาจพบเจอซิสต์หรือเนื้องอกที่รังไข่หรือมดลูก
  4. ได้รับสารอาหารและวิตามินเสริมที่เหมาะสมตามอายุครรภ์ เนื่องจากคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ เช่น ธาตุเหล็ก โฟลิก ไอโอดีน
  5. ได้ร่วมกิจกรรมเสริมความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับคุณแม่

เมื่อมาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการตรวจอะไรบ้าง

1. แพทย์จะทำการซักประวัติ ประวัติการขาดประจำเดือน โรคประจำตัวต่างๆ การตั้งครรภ์และการคลอดในอดีต
2. วัดความดันโลหิต เพื่อประเมินภาวะความดันโลหิตสูงในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์
3. ตรวจร่างกาย ตรวจดูเปลือกตาว่าซีดหรือไม่ มีภาวะคอโตหรือเปล่า ตรวจเต้านมว่าหัวนมผิดปกติหรือไม่
4. ตรวจปัสสาวะ

    1. ตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะ เพื่อเช็คความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ เช่น หากคุณแม่มีน้ำตาลรั่วในปัสสาวะแสดงว่า มีความเสี่ยงเรื่องของโรคเบาหวาน อาจจะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
    2. ตรวจหาโปรตีน เพื่อให้ทราบว่าคุณแม่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือไม่ หรือถ้ามีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับภาวะปัสสาวะมีโปรตีนรั่ว อาจจะเสี่ยงเรื่องของครรภ์เป็นพิษ
    3. นอกจากนี้เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์และดูความผิดปกติของภาวะไตหรือครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia)

5.ตรวจอัลตร้าซาวด์ ซึ่งจะเป็นการตรวจที่สามารถบอกได้ว่าทารกในครรภ์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และจะสามารบอกได้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ปกติดีหรือไม่ หรือท้องลม หรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือเปล่า
6.ตรวจเลือด เพื่อดูหมู่เลือด ไม่ว่าจะเป็นหมู่เลือด ABO หรือ RH ,ดูความเข้มข้นของเลือด ว่าความเข้มข้นของเลือดปกติ หรืออยู่ในภาวะซีดหรือเปล่า รวมถึงดูภูมิคุ้มกันและโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่จะกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ เช่น การตรวจคัดกรองธาลัสซิเมีย ตรวจการติดเชื้อต่าง ๆ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี กามโรค ซิฟิลิส และ HIV รวมถึงการตรวจภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน


คุณแม่ตั้งครรภ์กลุ่มไหนบ้างที่อาจจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

  1. คุณแม่ตั้งครรภ์อายุน้อยมาก ที่ยังไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์
  2. คุณแม่อายุมากเกินไป หรืออายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  3. คุณแม่ที่ผอมเกินไป
  4. คุณแม่ที่อ้วนเกินไป หรือมีภาวะโรคอ้วน
  5. คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

อายุ 35 ปี ขึ้นไปมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

  1. ภาวะมีบุตรยาก
  2. การแท้งบุตร
  3. ความผิดปกติของโครโมโซม 
  4. เพิ่มความเสี่ยงของทารกเสียชีวิตในครรภ์
  5. เพิ่มภาวะแทรกซ้อนของมารดา


แพ็กเกจฝากครรภ์ ราคา 19,900 บาท


พร้อมดูแลคุณ ในทุกมิติของครรภ์สุขภาพดี

1.ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง MFM สูตินรีเวช

2.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

3.ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

4.ยาบำรุงขณะตั้งครรภ์

5.วัคซีนป้องกันโรค

6.กิจกรรมคุณแม่ตั้งครรภ์

 


 

แพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปี (Annual Checkup) (Annual health check up)

ใช้สิทธิ UCEP ได้ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (Universal Coverage for Emergency Patients at Wattanapat Hospital Trang)

สิทธิ UCEP โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง สามารถใช้สิทธิ UCEP ได้ สำหรับผู้ป่วยที่เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที โดยไม่ต้องสำรองจ่ายในช่วงแรก ตามเงื่อนไขของสิทธิ UCEP

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มั่นใจวัฒนแพทย์ เราพร้อมดูแลด้วยใจตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและปลอดภัย

โทร. 075 205500 (แผนกฉุกเฉิน)


6 อาการที่เข้าข่ายใช้สิทธิ UCEP

อาการที่อาจเข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่

  1. มีอาการหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
  2. มีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง
  3. มีอาการซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม
  4. มีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
  5. มีอาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือมีอาการชักต่อเนื่องไม่หยุด
  6. มีอาการอื่น ๆ ที่มีผลต่อการหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตร่วมด้วย

หมายเหตุ: การพิจารณาว่าเข้าข่าย UCEP หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก



UCEP คืออะไร

สิทธิ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) หรือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” เป็นสิทธิการรักษาฉุกเฉินที่ภาครัฐจัดให้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของการรักษา

สิทธิ UCEP ครอบคลุมการรักษาในช่วง 72 ชั่วโมงแรก หรือจนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤต ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต สามารถใช้ได้กับโรงพยาบาลทุกแห่ง ทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน รวมถึง โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


UCEP เพราะความปลอดภันของคุณคือสิ่งสำคัญ 

  1. เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

  2. ลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในสถานการณ์คับขัน

  3. เพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากการรักษาที่ทันท่วงที

  4. สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการฉุกเฉิน


สิทธิที่ผู้ป่วยจะได้รับจาก UCEP

เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยเข้าข่าย ฉุกเฉินวิกฤต (Emergency Level สีแดง) ผู้ป่วยจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

1. ไม่ต้องสำรองจ่าย

ผู้ป่วยไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับการรักษาฉุกเฉินในช่วง 72 ชั่วโมงแรก หรือจนกว่าแพทย์จะประเมินว่าพ้นภาวะอันตราย

2. ได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ทันที

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

3. การส่งต่อผู้ป่วยอย่างเหมาะสม

เมื่ออาการผู้ป่วยคงที่ โรงพยาบาลจะประสานการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามสิทธิการรักษาหลัก เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท), สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิประกันสุขภาพอื่น ๆ


ขั้นตอนการใช้สิทธิ UCEP ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

  1. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้รีบพาผู้ป่วยมายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

  2. แพทย์และพยาบาลจะทำการคัดกรองและประเมินอาการทันที

  3. หากเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต จะได้รับสิทธิ UCEP โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

  4. โรงพยาบาลจะดำเนินการประสานสิทธิให้ผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ

  5. เมื่ออาการพ้นวิกฤต จะมีการวางแผนการรักษาต่อหรือการส่งต่ออย่างเหมาะสม


ใครบ้างที่สามารถใช้สิทธิ UCEP ได้

  1. คนไทยทุกคนที่มีสิทธิ์บัตรทอง, ประกันสังคมและข้าราชการ
  2. ชาวต่างชาติที่มีประกันสังคม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิทธิ UCEP

Q: สิทธิ UCEP ใช้ได้กี่ครั้ง?

A: ใช้ได้ทุกครั้งที่เกิดเหตุฉุกเฉินวิกฤต โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

Q: หากอาการไม่เข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต สามารถใช้ UCEP ได้หรือไม่?

A: หากแพทย์ประเมินว่าไม่เข้าข่าย ผู้ป่วยจะต้องใช้สิทธิการรักษาหลักของตนเองหรือชำระค่าใช้จ่ายตามปกติ

Q: หลัง 72 ชั่วโมง ต้องทำอย่างไร?

A: โรงพยาบาลจะประเมินอาการและแนะนำแนวทางการรักษาต่อ หรือการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมาตรฐานการรักษาที่เน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิ UCEP โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล

คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors)

รายชื่อกรรมการล่าสุด

รายชื่อกรรมการ

 

ลำดับ

ชื่อ

ตำแหน่ง

1.

นายธัชชัย ศุภผลศิริ

ประธานกรรมการ

กรรมการอิสระ

กรรมการตรวจสอบ

2.

นางอมรา ลีละวัฒน์

ประธานกรรมการบริหาร

รองประธานกรรมการ

3.

นายสมชาย จันทร์สว่าง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

กรรมการ

4.

นายพินิต เหล่าสุนทร

กรรมการ

5.

นายวิชย์ ลีละวัฒน์

กรรมการ

6.

นายเชน เหล่าสุนทร

กรรมการ

7.

นายพรเลิศ บุญสันติสุข

กรรมการ

8.

นางจริยา ลีละวัฒน์

กรรมการ

9.

นางชลลดา สุวรรณมงคล

กรรมการ

10.

น.ส.วิลดา สุพิทักษ์

กรรมการอิสระ

11.

นายประทีป วาณิชย์ก่อกุล

กรรมการอิสระ

กรรมการตรวจสอบ

12.

นายวิชิต ช่อเจี้ยง

กรรมการอิสระ

ประธานกรรมการตรวจสอบ

 

ข้อมูลประวัติการศึกษาและประวัติการทำงานของกรรมการ

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ (Policies good governance)

ไขข้อข้องใจเรื่องวัคซีน รวมคำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยที่สุด (FAQ Kids Vaccine)

ไขข้อข้องใจเรื่องวัคซีน: รวมคำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยที่สุด!

การพาลูกไปฉีดวัคซีนมักมาพร้อมกับคำถามมากมาย วันนี้เราคัดเอา 5 คำถามที่พบบ่อยที่สุดมาตอบให้หายสงสัยกันครับ



Q1: ถ้าลูกเพิ่งหายป่วย หรือมีน้ำมูกนิดหน่อย ฉีดวัคซีนได้ไหม?

A: ฉีดได้ครับ! หากลูกมีอาการเป็นหวัดเล็กน้อย น้ำมูกไหล หรือไอเล็กน้อยแต่ "ไม่มีไข้" และยังร่าเริง ทานข้าวได้ปกติ สามารถรับวัคซีนได้ตามนัดครับ

ยกเว้น: หากลูกมีไข้สูง หรือป่วยหนักจนดูซึมลง แนะนำให้เลื่อนไปก่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้ร่างกายพร้อมเต็มที่ครับ


Q2: วัคซีนเสริม (Optional Vaccine) จำเป็นไหม หรือฉีดแค่ที่โรงเรียน/รัฐจัดให้ก็พอ?

A: วัคซีนพื้นฐานนั้นครอบคลุมโรคอันตรายหลักๆ อยู่แล้ว แต่ "วัคซีนเสริม" (เช่น วัคซีนโรต้า, ไอพีดี หรือไข้หวัดใหญ่) จะช่วยปิดช่องว่างและลดความเสี่ยงจากโรคที่พบบ่อยในปัจจุบัน

คำแนะนำ: ถ้าคุณพ่อคุณแม่สะดวก การฉีดวัคซีนเสริมจะช่วยลดโอกาสที่ลูกต้องเข้าโรงพยาบาลและลดค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้มากครับ


Q3: ทำไมหลังฉีดวัคซีนลูกถึงมีไข้? แล้วถ้าไม่ไข้แปลว่ายาไม่ทำงานหรือเปล่า?

A: การมีไข้คือสัญญาณว่า "ร่างกายกำลังทำงาน" ครับ เป็นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่กำลังทำความรู้จักกับวัคซีน

  • มีไข้: เป็นเรื่องปกติ (มักหายเองใน 1-2 วัน)
  • ไม่มีไข้: ก็ไม่ได้แปลว่ายาไม่ทำงานครับ ร่างกายแต่ละคนมีวิธีการตอบสนองที่ต่างกัน ไม่ต้องกังวลไปครับ

Q4: ฉีดวัคซีนพร้อมกันหลายเข็มในวันเดียว จะเป็นอันตรายต่อลูกไหม?

A: ไม่เป็นอันตรายครับ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กมีความสามารถในการตอบรับแอนติเจนได้หลายพันชนิดพร้อมกัน การฉีดรวมกันช่วยให้:

  • ลูกเจ็บตัวน้อยครั้งลง (ลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาล)
  • ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอคิวนาน
  • ปัจจุบันมี "วัคซีนรวม" (เช่น 5 สายพันธุ์ หรือ 6 สายพันธุ์) ที่ช่วยลดจำนวนเข็มลงได้อีกด้วยครับ

Q5: จะรู้ได้อย่างไรว่าลูก "แพ้วัคซีน" หรือแค่ "ผลข้างเคียงปกติ"?

A: เป็นคำถามที่ดีมากครับ เราสังเกตได้ดังนี้:

  • ผลข้างเคียงปกติ: มีไข้ต่ำๆ, บวมแดงบริเวณที่ฉีด, งอแงเล็กน้อย (หายเองได้ใน 48 ชม.)
  • อาการที่ต้องพบหมอทันที: ผื่นลมพิษขึ้นตามตัว, ปากบวมตาบวม, หายใจเสียงดังวี๊ด หรือซึมมากผิดปกติ

Tips: หลังฉีดเสร็จ ศูนย์ของเราจะให้คุณแม่นั่งรอสังเกตอาการ 30 นาทีเพื่อให้มั่นใจว่าน้องปลอดภัย 100% ครับ


สรุป Checklist หลังฉีดวัคซีนสำหรับคุณแม่

  1. เตรียมยาลดไข้: ทานตามขนาดที่คุณหมอแนะนำหากน้องเริ่มตัวร้อน
  2. ประคบเย็น: หากบริเวณที่ฉีดบวมแดงในช่วง 24 ชม. แรก
  3. ดื่มน้ำเยอะๆ: ช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น
  4. ความอบอุ่น: กอดลูกบ่อยๆ จะช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยและหายงอแงเร็วขึ้นครับ

ที่ศูนย์ของเรา เราเข้าใจเด็กๆ ที่สุด:

✅ บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป

✅ มีโซนกิจกรรมให้ผ่อนคลายก่อนและหลังฉีด

 พี่ๆ พยาบาลและคุณหมอมีเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ (เจ็บนิดเดียวจริงๆ นะ!)

✅ นัดหมายล่วงหน้าได้ ครบ จบ ในจุดเดียว ไม่ต้องรอนานให้เด็กๆ หงุดหงิด

พาลูกมาเติม 'เกราะป้องกัน' พร้อมรอยยิ้มได้ที่นี่นะคะ






 

โปรโมชั่นวัคซีนพร้อม พาวเวอร์อัพรับปีใหม่
วัคซีนแนะนำ ได้ทุกวัย
วัคซีนแนะนำ สำหรับทุกวัย
1. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด 4 สายพันธุ์ (1 เข็ม)
ปกติ 1,499 599.-
ซื้อสินค้า
2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แบบพ่นจมูก (สำหรับเด็ก 2 ปีขึ้นไป)
ปกติ 1,999 1,299.-
สินค้าหมด
3. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก Qdenga (2 เข็ม) สำหรับ 4 ปีขึ้นไป
ปกติ 6,200 4,099.-
ซื้อสินค้า
วัคซีนเด็ก (อายุไม่เกิน 15 ปี)
วัคซีนเด็ก อายุไม่เกิน 15 ปี
1. วัคซีนรวมอายุ 2 เดือน – 1 ปี (V. kids 1 Rotarix)
ปกติ 18,700 7,599.-
ซื้อสินค้า
2. วัคซีนรวมอายุ 2 เดือน – 1 ปี (V. kids 1 Rotateq)
ปกติ 19,845 7,999.-
ซื้อสินค้า
3. วัคซีนเด็กตามอายุ 1 - 4 ปี (V.Healthy kids vaccine)
ปกติ 22,159 8,999.-
ซื้อสินค้า
4. วัคซีนป้องกัน IPD 15 สายพันธุ์ (4 เข็ม)
ปกติ 17,000 9,599.-
ซื้อสินค้า
5. วัคซีนป้องกัน IPD 20 สายพันธุ์ (4 เข็ม)
ปกติ 19,800 11,900.-
ซื้อสินค้า
6. วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 4 สายพันธุ์ (2 เข็ม)
ปกติ 11,500 5,899.-
ซื้อสินค้า
7. วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 9 สายพันธุ์ (2 เข็ม)
ปกติ 19,999 12,999.-
ซื้อสินค้า
8. วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก (EV 71) 2 เข็ม
ปกติ 8,999 5,599.-
ซื้อสินค้า
9. วัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใส 2 เข็ม
ปกติ 4,000 2,799.-
ซื้อสินค้า
10. แพ็กเกจภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV (เด็กแรกเกิด - 24 เดือน)
*หมายเหตุ: ปรึกษาแพทย์ก่อนจองฉีด
ปกติ 25,000 18,500.-
ซื้อสินค้า

เปลี่ยนวันฉีดวัคซีนที่แสนน่ากลัว ให้กลายเป็นวันสนุกของครอบครัว (Preparing kids for vaccination)

"เปลี่ยนวันฉีดวัคซีนที่แสนน่ากลัว ให้กลายเป็นวันสนุกของครอบครัว!


คุณพ่อคุณแม่หลายท่านกังวลใจทุกครั้งที่ถึงวันนัดวัคซีน เพราะสงสารลูกที่ต้องร้องไห้... แต่รู้ไหมคะ? เราเปลี่ยนบรรยากาศนี้ได้ด้วยการ 'เตรียมตัว' ที่ถูกต้อง!

วันนี้ ศูนย์วัคซีนวัฒนแพทย์ตรัง สรุป 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้การพาลูกมาฉีดวัคซีนราบรื่นขึ้น เปลี่ยนเสียงร้องไห้ให้กลายเป็นความภูมิใจที่ลูกได้เป็น 'ผู้กล้าตัวจิ๋ว'



5 เคล็ดลับเปลี่ยนวันฉีดวัคซีนให้เป็น "วันเที่ยว!"

  1. เล่านิทานเตรียมใจ: บอกลูกล่วงหน้า 1-2 วัน ให้เขารู้ว่า "ฮีโร่ต้องไปเติมพลัง"
  2. พกคู่หูผู้กล้า: ให้ลูกเลือกตุ๊กตาหรือหมอนเน่าชิ้นโปรด ไปกอดให้กำลังใจ
  3. สวมบทบาทสมมติ: ฝึก "หายใจเข้าฮึบ!" เหมือนซ้อมเป็นยอดมนุษย์
  4. ปลายทางที่แสนหวาน: วางแผนไปกินไอศกรีมหรือไปสนามเด็กเล่นต่อหลังฉีดเสร็จ
  5. พลังกอดจากพ่อแม่: รอยยิ้มและความนิ่งของพ่อแม่ คือยาชาที่ดีที่สุดของลูก

ที่ศูนย์ของเรา เราเข้าใจเด็กๆ ที่สุด:

✅ บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป

✅ มีโซนกิจกรรมให้ผ่อนคลายก่อนและหลังฉีด

 พี่ๆ พยาบาลและคุณหมอมีเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ (เจ็บนิดเดียวจริงๆ นะ!)

✅ นัดหมายล่วงหน้าได้ ครบ จบ ในจุดเดียว ไม่ต้องรอนานให้เด็กๆ หงุดหงิด

พาลูกมาเติม 'เกราะป้องกัน' พร้อมรอยยิ้มได้ที่นี่นะคะ






 

โปรโมชั่นวัคซีนพร้อม พาวเวอร์อัพรับปีใหม่
วัคซีนแนะนำ ได้ทุกวัย
วัคซีนแนะนำ สำหรับทุกวัย
1. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด 4 สายพันธุ์ (1 เข็ม)
ปกติ 1,499 599.-
ซื้อสินค้า
2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แบบพ่นจมูก (สำหรับเด็ก 2 ปีขึ้นไป)
ปกติ 1,999 1,299.-
สินค้าหมด
3. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก Qdenga (2 เข็ม) สำหรับ 4 ปีขึ้นไป
ปกติ 6,200 4,099.-
ซื้อสินค้า
วัคซีนเด็ก (อายุไม่เกิน 15 ปี)
วัคซีนเด็ก อายุไม่เกิน 15 ปี
1. วัคซีนรวมอายุ 2 เดือน – 1 ปี (V. kids 1 Rotarix)
ปกติ 18,700 7,599.-
ซื้อสินค้า
2. วัคซีนรวมอายุ 2 เดือน – 1 ปี (V. kids 1 Rotateq)
ปกติ 19,845 7,999.-
ซื้อสินค้า
3. วัคซีนเด็กตามอายุ 1 - 4 ปี (V.Healthy kids vaccine)
ปกติ 22,159 8,999.-
ซื้อสินค้า
4. วัคซีนป้องกัน IPD 15 สายพันธุ์ (4 เข็ม)
ปกติ 17,000 9,599.-
ซื้อสินค้า
5. วัคซีนป้องกัน IPD 20 สายพันธุ์ (4 เข็ม)
ปกติ 19,800 11,900.-
ซื้อสินค้า
6. วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 4 สายพันธุ์ (2 เข็ม)
ปกติ 11,500 5,899.-
ซื้อสินค้า
7. วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 9 สายพันธุ์ (2 เข็ม)
ปกติ 19,999 12,999.-
ซื้อสินค้า
8. วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก (EV 71) 2 เข็ม
ปกติ 8,999 5,599.-
ซื้อสินค้า
9. วัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใส 2 เข็ม
ปกติ 4,000 2,799.-
ซื้อสินค้า
10. แพ็กเกจภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV (เด็กแรกเกิด - 24 เดือน)
*หมายเหตุ: ปรึกษาแพทย์ก่อนจองฉีด
ปกติ 25,000 18,500.-
ซื้อสินค้า

10 โรคร้ายที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน (Vaccines Save Lives 10 Illnesses We Can Stop with Vaccine)

อย่าปล่อยให้สายเกินแก้! 10 โรคร้ายที่ป้องกันได้ด้วย "วัคซีน" (ทั้งแบบหลักและแบบเสริม)



เพราะการ "ป้องกัน" ถูกกว่าการ "รักษา" เสมอ... หลายโรคในปัจจุบันอาจดูเหมือนไกลตัว แต่ความจริงแล้วเชื้อยังคงอยู่รอบตัวเรา และหากร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน ความรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการได้


วัคซีนหลัก (ที่ทุกคนต้องมี):

1.คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน: ป้องกันอาการคอตีบจนหายใจไม่ออก และกล้ามเนื้อเกร็งจากบาดทะยัก

2.โปลิโอ: ป้องกันอัมพาตและกล้ามเนื้อลีบถาวร

3.หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม: ป้องกันภาวะสมองอักเสบและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

4.ตับอักเสบบี: ตัดวงจรการเป็นมะเร็งตับในอนาคต

5.ไข้สมองอักเสบ เจอี: ป้องกันสมองอักเสบจากยุง ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตสูง


วัคซีนเสริม (เพื่อการป้องกันที่เหนือกว่า):

6. IPD (นิวโมคอกคัส): ป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดบวมรุนแรง

7. โรต้า: ป้องกันท้องร่วงรุนแรงจนช็อกจากการขาดน้ำในเด็กเล็ก

8. ไข้เลือดออก: ลดความเสี่ยงอาการรุนแรงและภาวะช็อก

9. HPV: วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งในช่องปาก/ทวารหนัก

10. ไข้หวัดใหญ่: ลดความรุนแรงของปอดอักเสบ (ควรฉีดทุกปี)

✅ เช็กสมุดวัคซีนของคุณและคนที่คุณรักวันนี้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีคือของขวัญที่ดีที่สุดครับ


วัคซีนหลัก

  • ตัวอย่างโรคที่ป้องกัน: คอตีบ, บาดทะยัก, ไอกรน, โปลิโอ, หัด
  • ความรุนแรงหากไม่ฉีด: อัมพาต, หายใจไม่ออก, เสียชีวิตเฉียบพลัน

วัคซีนเสริม

  • ตัวอย่างโรคที่ป้องกัน: IPD, ไข้สมองอักเสบ, ไข้เลือดออก, โรต้า, HPV
  • ความรุนแรงหากไม่ฉีด: อัมพาต, หายใจไม่ออก, เสียชีวิตเฉียบพลัน

 


ที่ศูนย์ของเรา เราเข้าใจเด็กๆ ที่สุด:

✅ บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป

✅ มีโซนกิจกรรมให้ผ่อนคลายก่อนและหลังฉีด

 พี่ๆ พยาบาลและคุณหมอมีเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ (เจ็บนิดเดียวจริงๆ นะ!)

✅ นัดหมายล่วงหน้าได้ ครบ จบ ในจุดเดียว ไม่ต้องรอนานให้เด็กๆ หงุดหงิด

พาลูกมาเติม 'เกราะป้องกัน' พร้อมรอยยิ้มได้ที่นี่นะคะ






 

โปรโมชั่นวัคซีนพร้อม พาวเวอร์อัพรับปีใหม่
วัคซีนแนะนำ ได้ทุกวัย
วัคซีนแนะนำ สำหรับทุกวัย
1. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด 4 สายพันธุ์ (1 เข็ม)
ปกติ 1,499 599.-
ซื้อสินค้า
2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แบบพ่นจมูก (สำหรับเด็ก 2 ปีขึ้นไป)
ปกติ 1,999 1,299.-
สินค้าหมด
3. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก Qdenga (2 เข็ม) สำหรับ 4 ปีขึ้นไป
ปกติ 6,200 4,099.-
ซื้อสินค้า
วัคซีนเด็ก (อายุไม่เกิน 15 ปี)
วัคซีนเด็ก อายุไม่เกิน 15 ปี
1. วัคซีนรวมอายุ 2 เดือน – 1 ปี (V. kids 1 Rotarix)
ปกติ 18,700 7,599.-
ซื้อสินค้า
2. วัคซีนรวมอายุ 2 เดือน – 1 ปี (V. kids 1 Rotateq)
ปกติ 19,845 7,999.-
ซื้อสินค้า
3. วัคซีนเด็กตามอายุ 1 - 4 ปี (V.Healthy kids vaccine)
ปกติ 22,159 8,999.-
ซื้อสินค้า
4. วัคซีนป้องกัน IPD 15 สายพันธุ์ (4 เข็ม)
ปกติ 17,000 9,599.-
ซื้อสินค้า
5. วัคซีนป้องกัน IPD 20 สายพันธุ์ (4 เข็ม)
ปกติ 19,800 11,900.-
ซื้อสินค้า
6. วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 4 สายพันธุ์ (2 เข็ม)
ปกติ 11,500 5,899.-
ซื้อสินค้า
7. วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 9 สายพันธุ์ (2 เข็ม)
ปกติ 19,999 12,999.-
ซื้อสินค้า
8. วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก (EV 71) 2 เข็ม
ปกติ 8,999 5,599.-
ซื้อสินค้า
9. วัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใส 2 เข็ม
ปกติ 4,000 2,799.-
ซื้อสินค้า
10. แพ็กเกจภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV (เด็กแรกเกิด - 24 เดือน)
*หมายเหตุ: ปรึกษาแพทย์ก่อนจองฉีด
ปกติ 25,000 18,500.-
ซื้อสินค้า

แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนมีลูก (Checkup happy couple)

เตรียมความพร้อมก่อนมีลูก "คิดจะท้อง คิดถึงวัฒนแพทย์"


เพราะลูกน้อยเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ มาเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อต้อนรับเจ้าตัวน้อย 

♀ แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนมีลูก (ผู้หญิง)  ราคา 2,599 บาท
แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนมีลูก (ผู้ชาย) ราคา 2,299 บาท


หมายเหตุ : ราคาแพ็กเกจนี้รวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 31 ธันวาคม 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 0 7520 5555 ติดต่อ คลินิกสูติ-นรีเวช
 

กิจกรรมวันเด็ก 2569 (Wattanapat Kids Day)


กิจกรรมวันเด็กที่ผ่านมา โรงพยาบาลวัฒนแพทย์จัดงาน Wattanapat Treasure Hunt ล่ารางวัล ตะลุยด่านสุขภาพดี เต็มไปด้วยความสนุกสนานสำหรับเด็ก ๆ ผ่านฐานกิจกรรมหลากหลาย พร้อมของรางวัลมากมาย ภายในบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง จัดขึ้นเมื่อ 10 มกราคม 2569โรบินสัน ตรัง และจวนผู้ว่าตรัง สร้างรอยยิ้มและความสุขให้เด็ก ๆ และครอบครัวอย่างอบอวล



 

กิจกรรม (Events)

ห้องผู้ป่วย Deluxe (Room Type Deluxe)

ห้องผู้ป่วยใน Suite 1 (Suite 1)

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก 

สอบถามข้อมูลห้องพัก โทร. 0 7520 5555 ต่อ 2402


โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer Risk Screening)

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจก่อนอุ่นใจกว่า

“มะเร็งปากมดลูก” เป็นหนึ่งในโรคที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นได้เยอะเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งเต้านม คือ โดยมีอัตราความเสี่ยงมากถึงประมาณ 90 % หากไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์หรือแต่งงานแล้วจะมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น โดยปกติแล้วสามารถหายได้เองในระยะเวลา 1 ถึง 2 ปี อย่างไรก็ตามด้วยความเสี่ยงที่สูงจึงต้องมีการฉีดวัคซีน HPV หรือทำการตรวจร่างกายเป็นประจำ


มะเร็งปากมดลูกมาจากไหน

เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งโดยปกติแล้วมักมาจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างไรก็ตามยังสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้ด้วย เช่น การสูบบุหรี่ ทานยาคุมกำเนิดมาเป็นเวลายาวนานกว่า 5 ปี เคยคลอดบุตรมาแล้วหลายครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ในช่วงระยะก่อนมะเร็งมดลูก หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเริม โรคซิฟิลิส และโรคหนองใน เป็นต้น


สัญญาณของมะเร็งปากมดลูก

ปกติแล้วเวลาเชื้อ HPV เข้าไปสู่ร่างกายจะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาจนกว่าจะเข้าสู่ระยะลุกลามที่เกินเยียวยาเสียแล้ว โดยสังเกตได้จากอาการ ดังนี้

  1. มีเลือดออกจากช่องคลอด บางคนอาจจะหมดประจำเดือนไปแล้ว แต่ยังมีเลือดออกจากช่องคลอด หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน

  2. ประจำเดือนมานานผิดปกติ

  3. ตกขาวมีเลือดปนออกมา และมีกลิ่นเหม็นคาว

  4. รู้สึกเจ็บ หรือปวดในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์

  5. กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปวดปัสสาวะบ่อย

  6. นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร ปัสสาวะมีเลือดปนออกมา ปวดกระดูก

การตรวจคัดกรอง

  1. การตรวจมะเร็งปากมดลูกชนิดพิเศษ ThinPrep Pap Test  คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยของเหลว สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งระยะแรกเริ่มได้ดีกว่าการตรวจแปปสเมียร์แบบดั้งเดิมถึง 65%
  2. ตรวจอัลตร้าซาวด์ อุ้งเชิงกราน  ช่วยเช็กความเสี่ยงโรคร้าย อย่าง ถุงน้ำรังไข่, เนื้องอกรังไข่, เนื้องอกในมดลูก หรือก้อนเนื้อภายในอุ้งเชิงกราน

  3. ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง CA-125  ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่หลายคนอาจมีโปรตีน CA-125 อยู่ในเลือดจำนวนมาก การตรวจพบโปรตีนชนิดนี้จึงอาจเป็นข้อมูลประกอบคำวินิจฉัยมะเร็งรังไข่

ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป และตรวจซ้ำทุกๆ 2-3 ปี


ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งได้แก่

  1. ปวดท้องน้อยบ่อย ท้องผูก ท้องอืด แน่นท้องเป็นประจำ

  2. ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็ง​

  3. ผู้ที่เว้นว่างจากการตรวจมาระยะหนึ่งแล้ว​

  4. เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือ เปลี่ยนคู่นอนบ่อย

  5. มีตกขาวผิดปกติ หรือ มีเลือดออกผิดปกติ

  6. มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์​

  7. มีประจำเดือนมาก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี​

  8. วัยหมดประจำเดือน ​

  9. รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง หรือ ยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน

  10. ผู้ที่มีพฤติกรรมหรือโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น สูบบุหรี่ เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

รู้จัก RSV ภัยเงียบที่มาคู่กับหน้าฝน ของผู้ใหญ่ (rsv in adults why it so dangerous)

 รู้จัก RSV ภัยเงียบที่มาคู่กับหน้าฝน ของผู้ใหญ่



ในยุคที่โรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การตระหนักถึงสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะโรคร้ายแรงบางโรคมักถูกมองข้ามในผู้ใหญ่ นั้นก็คือ โรค RSV โดยส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจว่าเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ใหญ่ ก็สามารถเป็นได้ และจะยิ่งอันตรายร้ายแรงมากขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว


RSV โรคนี้ที่ผู้ใหญ่ก็ติดได้

RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ส่วนมากพบในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้น หรือผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ จนถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล หรืออาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน


การแพร่ระบาดของ RSV

โรค RSV มักจะแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาว ฤดูฝน โดยมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อผ่านทางการไอหรือจาม ทำให้ไวรัสแพร่กระจายไปยังผู้คนรอบข้างได้ง่าย


อาการของโรค RSV ในผู้ใหญ่

อาการเบื้องต้น

ในผู้ใหญ่ อาการของโรค RSV มักคล้ายกับอาการหวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ไอ และน้ำมูกไหล อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจลำบากหรือเหนื่อยง่าย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดหรือโรคหัวใจ มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบหรือการขาดออกซิเจนได้


การป้องกันและการรักษาโรค RSV ในผู้ใหญ่

การรักษาโรค RSV ในผู้ใหญ่ยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาอาการ และระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน


วัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้ใหญ่

กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนป้องกัน RSV

  1. ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ถึง 59 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจาก RSV
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรังต่อเนื่องที่เป็นอยู่ก่อน เช่น โรคปอดเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง, เบาหวาน, โรคไต หรือ โรคตับเรื้อรัง

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน RSV

  1. ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส RSV ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ RSV
  2. ในกรณีที่ติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุ จะช่วยลดความรุนแรงของโรคจากอาการไอ หายใจลำบาก ภาวะปอดอักเสบ และความเสี่ยงต่อการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
  3. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากการติดเชื้อ RSV เช่น ปอดบวม (pneumonia) และหลอดลมฝอยอักเสบ (bronchiolitis)
  4. ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก RSV โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง

  5. จากการศึกษาในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป พบว่า ประสิทธิภาพต่อการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ RSV ครั้งแรกโดยเริ่มตั้งแต่ 15 วัน หลังฉีดวัคซีนอยู่ที่ 82.6% (ความเชื่อมั่น 96.95% ระหว่าง 57.9% ถึง 94.1%) และวัคซีนยังมีประสิทธิภาพต่อ RSV-LRTD ตลอดระยะเวลาติดตามผล พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ RSV-A และ RSV-B อยู่ที่ 84.6% และ 80.9% ตามลำดับ
  6. ประสิทธิภาพป้องกันการระบาดที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ RSV คร้ังแรกแบ่งตามกลุ่มที่มีโรคประจำตัวร่วมอย่างน้อย 1 โรคโดยเริ่มตั้งแต่ 15 วัน หลังฉีดวีตซีน อยู่ที่ 94.6%
  7. สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ถึง 59 ปีที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อโรคที่เกิดจาก RSV ประสิทธิภาพของวัคซีนในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ RSV-A และ RSV-B อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ด้อยกว่า ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนได้รับการยืนยันแล้ว

ข้อแนะนำในการฉีดวัคซีนป้องกัน RSV

  1. สามารถให้ Arexvy ร่วมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายรวม 4 สายพันธุ์
  2. ควรพักดูอาการเพื่อสังเกตอาการแพ้หลังการฉีดวัคซีน
  3. ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปในผู้ที่มีไข้สูงอย่างเฉียบพลันรุนแรง แต่ไม่จำาเป็นต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนในกรณีที่มีการติดเชื้อเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด
  4. เช่นเดียวกับวัคซีนอื่น ๆ การกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มเพื่อป้องกันอาจเกิดขึ้นในผู้รับวัคซีนบางคน ไม่ใช่ทุกคน
  5. ควรสังเกตปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล รวมถึงอาการหมดสติ(เป็นลม) การหายใจหอบถี่ หรือปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการฉีดวัคซีน ดังนั้น ต้องระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากการเป็นลม

วัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้ใหญ่สามารถฉีดได้ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสนี้

สูงวัยอุ่นใจ ฉีดวัคซีนป้องกัน RSV

ราคา 8,130 บาท (1 เข็ม)

ราคานี้ยังไม่รวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาล


แพ็กเกจวัคซีน IPD 20 สายพันธุ์ (IPD vaccine 20 valent (Prevnar 20))

วัคซีนพร้อมก็อุ่นใจ ปกป้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จากโรคปอดอักเสบจากเชื้อ IPD ด้วยวัคซีน IPD 20 สายพันธุ์


วัคซีน IPD 20 สายพันธุ์คืออะไร?

วัคซีน IPD 20 สายพันธุ์ หรือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด


โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสคืออะไร?

เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นแบคทีเรียที่สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว


ใครควรฉีดวัคซีนนี้

เด็กเล็ก: เป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 

ผู้ที่มีโรคประจำตัว:  ผู้ป่วยโรคปอด, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคไต, โรคตับ, ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานบกพร่อง, หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง 

ผู้สูงอายุ:  ผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ก็สามารถรับวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงได้ 

 

โปรแกรมกิจกรรมบำบัดสำหรับเด็ก กระตุ้นพัฒนาการ เสริมสมาธิ (Child Developmental Stimulation Package)

โปรแกรมกิจกรรมบำบัดสำหรับเด็ก กระตุ้นพัฒนาการ เสริมสร้างสมาธิ (Treatment Program)


1. Child Developmental stimulation program

สําหรับเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Delayed Developmental) ด้านต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อมัดใหญ่, มัดเล็ก, การพูด, การช่วยเหลือตนเอง, ADHD, Learning Disorder, SPD, Autism, CP, Down's syndrome


2.Preschool training

สําหรับเด็กทุกคนทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษ ที่ต้องการเตรียมความพร้อมทักษะด้านต่างๆก่อนเข้าโรงเรียน เช่น ฝึกเด็กทํากิจวัตรประจําวัน(ADL)ได้ ด้วยตนเอง, การสื่อสาร, การเขียน, ทักษะทางสังคม, การปรับตัว เป็นต้น


3.Hand writing program

สําหรับเด็กที่มีปัญหาด้านการเขียน การจับดินสอ เขียนกลับด้าน เขียนขนาดไม่สม่ําเสมอ เว้นบรรทัดไม่เหมาะสม (ปัญหาด้าน Visual perception)


โปรแกรมบำบัด สำหรับเด็กโดยนักกิจกรรมบำบัด (1 ชั่วโมง/ครั้ง) 

ㆍ คอร์ส 1 ครั้ง 750 บาท


ㆍ คอร์ส 5 ครั้ง 3,750 บาท


ㆍ คอร์ส 10 ครั้ง 7,000 บาท


ปรึกษานักกิจกรรมบำบัด ฟรี โทร. 075-837004




 

แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง (NCDs) (NCDs Check-Up)

เพราะโรคแทรกซ้อน ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตาเปล่า ตรวจก่อน ชัวร์กว่า


โรคเรื้อรังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะการที่ต้องทนอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานานอาจทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลง และอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย



แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง(NCDs)



แพ็กเกจตรวจโรคแทรกซ้อนจากโรค “เบาหวาน” หรือ "ไขมันและความดัน"


ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) รักษาอาการข้อเข่าเสื่อม (Platelet-Rich Plasma Injections for Knee Osteoarthritis)

รักษาข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องผ่าตัดด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP


รักษาข้อเข่าเสื่อม ด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP

PRP (PLATELET RICH PLASMA) เป็นการการฉีดเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง เข้าไปยังจุดที่ต้องการรักษาหรือฟื้นฟู โดยเกล็ดเลือดจะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆ ให้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บหรือฉีกขาด และยังมี Growth Factors ที่จะเป็นตัวกระตุ้นกระบวนรักษา ที่ทำได้ทั้งการสมานแผลหรือ ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจน กระตุ้นการเติบโตและการแบ่งเซลล์ ซึ่งสามารถช่วยซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดของข้อเข่าที่เสื่อมสภาพได้

โดย PRP จะเป็นการนำเลือดมาปั่น เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง โดยจะเป็นการนำเลือดของตัวเองมาผ่านกระบวนการปั่นเพื่อแยกชั้นของพลาสม่า (Plasma) และข้างในนั้นจะมีเกล็ดเลือด (Platelet) ที่จะใช้ในการฉีดอยู่ และจากการศึกษาและการใช้ PRP ในการรักษาผู้ป่วยที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าได้ผลดีและมีผลข้างเคียงต่ำ เนื่องจากเป็นสารสกัดจากเลือดของผู้ป่วยเอง


แพ็กเกจเกจฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP รักษาอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม

ราคาเริ่มต้น 7,900 บาท


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โทร. 075 205 555 ต่อ 1900


เติมความฉ่ำวาว ให้ผิวหน้าด้วย NCTF 135 HA (Filorga NCTF 135 HA)

เติมความฉ่ำวาว ให้ผิวหน้า ด้วย NCTF 135 HA (Filorga)

โปรแกรม GLOW FACTOR BY NCTF 135 HA ตัวช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัยพร้อมวิตามิน และสุดยอดอาหารผิว จัดว่าเป็นสกินบูสเตอร์ เพิ่มคุณภาพผิว และอยู่ในหมวดหมู่ของเมโสเทอราปี (Mesotherapy) ซึ่งมีความเข้มข้นของวิตามินและตัวยาที่จำเป็นต่อผิวหลายตัว มากถึง 50 ชนิด

✅ แก้ปัญหารอยดำและหมองคล้ำอันเนื่องมาจากเซลล์เม็ดสี


✅ ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น และฉ่ำน้ำ


✅ ซ่อมแซม และฟื้นบำรุงผิวจากภายใน


✅ แก้ไขปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอกัน


✅ เพิ่มความกระจ่างใสอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ


✅ ลดริ้วรอยร่องตื้นช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์


✅ ผ่าน อย.แบบฉีด ถูกต้องตามกฎหมาย


NCTF 135 HA คืออะไร และดีอย่างไร อ่านเลย Click


โปรแกรม GLOW FACTOR BY NCTF 135 HA 


ปรึกษาแผนกความงาม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นัดหมายแพทย์ Click

 

 

กระชับช่องคลอด ฟื้นฟูจุดซ่อนเร้น Thermiva Vaginal Rejuvenation (Thermiva Vaginal Rejuvenation)

กระชับช่องคลอดด้วยเครื่อง THERMIva RF (Thermiva Vaginal Rejuvenation)


"ฟื้นฟูจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงโดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทาง"

ฟื้นฟูจุดซ่อนเร้นให้เหมือนวัยสาว ชุ่มชื้น กระชับ ถึงจุดสุดยอด ฟื้นฟู กระชับช่องคลอดโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่มีรอยแผล ไม่ต้องพักฟื้น เป็นการฟื้นฟูช่องคลอดให้กระชับทั้งผิวด้านนอกและภายในช่องคลอด 



เครื่อง THERMIva RF

เทคโนโลยีที่ช่วยกระชับช่องคลอดและเพิ่มน้ำหล่อลื่นให้กับจุดซ่อนเร้นโดยใช้คลื่นวิทยุ (RF) กระชับทั้งด้านนอกและด้านใน โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่เจ็บระหว่างทำ คืนความอ่อนเยาว์และฟื้นฟูสุขภาพที่ดีสำหรับจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงโดยเฉพาะ หมดกังวลช่องคลอดไม่กระชับ ผนังช่องคลอดแห้งบาง ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มดลูกหย่อน ลดปัญหาถึงจุดสุดยอดยาก เพิ่มความสุขให้ตัวเองและคู่รักขณะมีเพศสัมพันธ์

  1. ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องใช้ยาชา 
  2. ระยะเวลาทำโดยรวมประมาณ 45 นาที - 1 ชั่วโมงต่อครั้ง 
  3. เพื่อประสิทธิภาพที่ดีควรเลือกแบบโปรแกรมของการรักษา 3 ครั้ง

ผลลัพธ์ที่ได้ตั้งแต่ในครั้งแรก

  1. ช่องคลอดรู้สึกกระชับขึ้น ฟิตขึ้น
  2. ผิวรอบนอกดูเรียบเนียนไม่หย่อนคล้อย
  3. ช่องคลอดชุ่มชื้น ไม่แห้ง ถึงจุดสุดยอดได้เร็วขึ้น
  4. ปัสสาวะเล็ดลดลง แก้ปัญหากลั้นปัสสาวะไม่ได้


กระชับช่องคลอดด้วยเครื่อง THERMIva RF เหมาะสมกับใคร ?

  1. ช่องคลอดหลวม ไม่กระชับ
  2. ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยของผิวรอบนอกช่องคลอด ขาดความตึงกระชับ
  3. ผู้ที่มีผิวรอบช่องคลอดแห้ง
  4. ผู้ที่มีผิวด้านในช่องคลอดแห้ง มักจะมีอาการแสบหรือเจ็บ ในขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีการอักเสบของช่องคลอดบ่อย
  5. สตรีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และมีปํญหาเรื่องผิวช่องคลอด
  6. ผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ด หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้
  7. ผู้ที่ไม่สามารถถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์

บัตรสมาชิก Wattanapat the Exclusive (Wattanapat the Exclusive)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มอบอภิสิทธิ์ชีวิตเหนือระดับกับบัตรสมาชิกโฉมใหม่ พร้อมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับคุณ


WATTANAPAT THE EXCLUSIVE GOLD

ราคา 20,000 บาท/ 2 ปี (รับคืนทันที Cashback มูลค่า 20,000 บาท)

- ส่วนลดค่าห้องพัก 40%

- ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล 25%

- ส่วนลดค่ารักษาเอ็กซเรย์ 25%


WATTANAPAT THE EXCLUSIVE SILVER

ราคา 10,000 บาท/ 1 ปี (รับคืนทันที Cashback มูลค่า 10,000 บาท)

- ส่วนลดค่าห้องพัก 20%

- ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล 15%

- ส่วนลดค่ารักษาเอ็กซเรย์ 15%


WATTANAPAT THE EXCLUSIVE KIDS

ราคา 5,000 บาท/ 1 ปี

- ส่วนลดค่าห้องพัก 30%

- ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล 20%

- ส่วนลดค่ารักษาเอ็กซเรย์ 20%


WATTANAPAT THE EXCLUSIVE FAMILY

ราคา 39,999 บาท/ 1 ปี (รับคืนทันที Cashback มูลค่า 30,000 บาท)

บัตร 1 ใบ ใช้สิทธิ์ได้ถึง 3 คน

- ส่วนลดค่าห้องพัก 40%

- ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล 25%

- ส่วนลดค่ารักษาเอ็กซเรย์ 25%


เลือกบัตรที่ใช่...ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพดีในแบบคุณ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.064-0538969 หรือ 094-5983835

แล้วมาเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรานะคะ

หมายเหตุ

1.สิทธิประโยชน์ในหมวดต่างๆ สามารถใช้สิทธิ์ได้หลังจากสมัครบัตรสมาชิกแล้ว 15 วัน (กรณีไม่เป็นไปตามที่กำหนดรับส่วนลด 50% จากหมวดต่างๆ ตามสิทธิประโยชน์ของบัตร)

2.ขอสงวนสิทธิ์ในการรับสิทธิประโยชน์เฉพาะผู้มีชื่อตามระบุหน้าบัตรเท่านั้น

3.E-Voucher สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

4.สำหรับลูกค้าประกันชีวิต หรือสิทธิคู่สัญญาให้ใช้สิทธิ์ดังกล่าวก่อนส่วนเกินสามารถนำมาคำนวนส่วนลดได้

5. กรณีต่อบัตรสมาชิกก่อนบัตรหมดอายุ 1 เดือน รับส่วนลดค่าบัตร 10%


 


วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

วัคซีนพร้อมก็อุ่นใจ ปกป้องคนที่คุณรัก จากไข้เลือดออก

วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก (Dengue vaccine)

ยุงลาย คือพาหะนำโรคไข้เลือดออกเดงกี ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ในสภาพอากาศอบอุ่น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือตามหมู่บ้านหากมีคนอาศัยอยู่ ยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคก็สามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งหมายความว่าเราทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกได้ตลอดเวลา


ไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์

เชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์จะถูกเรียกว่าซีโรไทป์ (Serotype) ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 โดยส่วนใหญ่แล้วไข้เลือดออกเดงกีมักไม่มีอาการแสดงหรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายอาจจะมีอาการรุนแรง จนถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ และเป็นโรคที่คาดเดาได้ยากว่าใครจะอาการรุนแรงหรือไม่รุนแรง


ไข้เลือดออกติดซ้ำอาจทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิม

เชื้อไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์จะเกิดการแพร่ระบาดสลับหมุนเวียนกัน ทำให้ในแต่ละปีมีสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามพบว่าสายพันธุ์ที่ระบาดหลักในประเทศไทยนั้น เป็นสายพันธุ์ 1 และ 2 การแพร่ระบาดที่แตกต่างกันหลายสายพันธุ์จึงเป็นผลให้คนเราอาจไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดนั้นๆ เพราะการติดเชื้อไวรัสเดงกีชนิดหนึ่ง  ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกีแค่ชนิดที่ติดเท่านั้น แต่ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอาจจะป้องกันสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ในชั่วคราว ทำให้ตลอดชีวิตของเราสามารถที่จะติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีได้มากกว่า 1 ครั้งนั่นเอง

หากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีครั้งที่ 2 เกิดจากสายพันธุ์ชนิดที่แตกต่างจากเดิม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแสดงอาการที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่าการติดเชื้อซ้ำในครั้งที่ 2 จะเกิดการกระตุ้นภูมิต้านทานของการติดเชื้อในครั้งก่อนแต่เป็นภูมิต้านทานชนิดที่ไม่สามารถป้องกันโรคได้ และทำให้เชื้อไวรัสไข้เลือดออกสามารถกระจายตัวได้มากขึ้น ทำให้มีอาการรุนแรงได้มากขึ้น จึงเป็นผลให้การติดเชื้อในครั้งที่ 2 มีอาการรุนแรงมากกว่าเดิม


วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 2 เข็ม (Qdenga Vaccine)

    1. ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 ปี – 60 ปี
    2. ฉีด 2 เข็ม (ห่างกัน 3 เดือน)
    3. ฉีดได้ทั้งในผู้ที่เคยเป็นหรือ
    4. ไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน
    5. ไม่ต้องตรวจเลือดก่อนการฉีดวัคซีน

โปรแกรมวิตามินบำบัด (IV Therapy)


ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม 3 มิติและอัลตร้าซาวด์ (Breast Cancer Screening 3D Mammogram and Ultrasound)

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยแมมโมแกรม 3 มิติและอัลตร้าซาวด์


 ยกระดับการทำดิจิตอลแมมโมแกรมให้เป็นแบบ 3 มิติ (Digital breast tomosynthesis) ใช้เวลาถ่ายภาพเอกซเรย์เพียง 3.7 วินาทีต่อท่า และสามารถแยกก้อนเนื้อออกมาจากการทับซ้อนกันของเนื้อเต้านมได้ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีเนื้อเต้านมที่แน่น (dense breast) ส่งผลให้เห็นก้อนเนื้อหรือหินปูนที่ผิดปกติได้ชัดเจนขึ้นและยังได้ภาพที่ละเอียดมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสามารถพบมะเร็งเต้านมได้ดีกว่าเครื่องแมมโมแกรม 2 มิติ


 


 สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านมที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองมีดังนี้

  1. คลำพบก้อนเนื้อบริเวณเต้านมหรือใต้รักแร้
    สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านเป็นประจำ โดยก้อนเนื้อที่พบอาจจะกดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ผู้หญิงทุกคนควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังรอบเดือนหมด ประมาณ 1 สัปดาห์
  2. ขนาดหรือรูปร่างของเต้านมเปลี่ยนไป
    แม้ปกติเต้านมทั้ง 2 ข้างอาจมีขนาดและรูปร่างที่ต่างกันบ้าง แต่การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิม จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันหากเกิดโรคร้ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  3. ผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม
    หรือบวมหนาเหมือนเปลือกส้มรวมถึงสีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ละเอียด เนื่องจากอาจเป็นอาการของเซลล์มะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
  4. มีน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม
    โดยเฉพาะหากพบว่าน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลนั้นมีสีคล้ายเลือด และออกจากหัวนมเพียงรูเดียว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเต้านมโดยละเอียด
  5. อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือผิวหนังของเต้านมอักเสบ
    หากมีอาการเจ็บเต้านมโดยที่ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน หรือพบว่าผิวหนังรอบๆ เต้านมบวมแดงอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อคลำพบก้อนเนื้อร่วมด้วย อย่าละเลยว่าเป็นเรื่องธรรมดาเด็ดขาด
  6. ผื่นคันบริเวณเต้านมรักษาแล้วไม่หายขาด
    ผื่นคันอาจเกิดขึ้นที่หัวนมหรือบริเวณเต้าส่วนใหญ่ เริ่มต้นเป็นเพียงผื่นแดงแสบๆ คันๆ แม้จะรักษาโดยแพทย์ผิวหนังแล้วยังไม่หายขาดจนกลายเป็นแผลตกสะเก็ดแข็ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมอีกครั้ง เนื่องจากอาจเกิดจากเซลล์มะเร็งลามขึ้นมาที่ผิวหนังด้านบนบริเวณหัวนมหรือเต้านมแล้ว

เครื่องแมมโมแกรม 3 มิติ (3D Tomosynthesis Mammogram)

1.คุณภาพสูง

เพิ่มความแม่นยำ ด้วยคุณภาพของภาพเอกซเรย์ที่มีคุณภาพและความละเอียดสูง คมชัด ทำให้สามารถระบุตำแหน่งที่มีความผิดปกติของเต้านมได้อย่างชัดเจนและมีความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย

2.รังสีน้อยกว่า

แผ่นกดเต้านม ที่โค้งเว้าตามลักษณะของเต้านม จึงช่วยลดแรงกดทับบีบอัดที่เต้านมทำให้รู้สึกสบายขึ้น เจ็บน้อยลงหรือไม่เจ็บเลย พร้อมกันนี้ยังถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยโดยไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพเอกซเรย์ผู้รับบริการซ้ำ จึงช่วยลดการกดเต้านมซ้ำและลดจำนวนครั้งในการรับปริมาณรังสีทำให้ผู้รับบริการได้รับปริมาณรังสีที่ต่ำอีกด้วย

3.ใช้เวลาน้อย ภาพมีความคมชัด

ไม่ต้องตรวจซ้ำ ใช้เวลาในการเอกซเรย์น้อยที่สุดเพียง 3.7 วินาที ต่อท่าเท่านั้น ดังนั้น การถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม 1 ครั้งจะมี 4 ท่า รวมใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 15 วินาที ( ไม่นับรวมเวลาการจัดท่าของผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับสรีระของผู้ป่วย )

4.เพิ่มโอกาสในการรักษาได้ทันที

ตรวจพบมะเร็งเต้านมได้มากขึ้นถึง 65% ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จึงมีโอกาสรักษาหายขาดได้สูงขึ้น

 


 

แพ็กเกจผ่าคลอดสิทธิข้าราชการ เบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลาง (Caesarean section welfare)

ผ่าตัดคลอดอุ่นใจ ข้าราชการไทยจ่ายส่วนต่าง เบาๆ


ผ่าตัดคลอดสิทธิข้าราชการ เบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง

จ่ายส่วนต่าง เพียง 29,000 บาท



 

 ตรวจสอบสิทธิ์กรมบัญชีกลางกับทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โทร. 0-7520-5555 ต่อ 2481


เช็กสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์กรมบัญชีกลางคลิ๊ก https://mbdb.cgd.go.th/wel/


ผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์

  1. ข้าราชการ
  2. ลูกจ้างประจำ
  3. ข้าราชการบำนาญ
  4. ผู้รับเบี้ยหวัด
  5. ครอบครัวของผู้มีสิทธิ์  บิดา/มารดา คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกำหนด โดยมีการลงทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางแล้วเท่านั้น
  6. สงวนสิทธิ์สำหรับการนัดผ่าตัดล่วงหน้าเท่านั้น

หมายเหตุ : ผู้ที่มีสิทธิซ้ำซ้อน อาทิ สิทธิประกันสังคม เบิกรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมือง หรือสิทธิปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล ไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ แต่สามารถนำใบเสร็จไปเบิกต้นสังกัดได้ตามเงื่อนไขสวัสดิการของท่านได้


 "คิดจะท้อง" ทำไมต้องวัฒนแพทย์






 ห้องคลอดและห้องทารกแรกเกิด "ดูแลด้วยใจ อุ่นใจกว่าเดิม"

 

Pico Laser นวัตกรรมช่วยฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใส เรียบเนียน (Pico Laser)

Pico Laser เปิดผิวใส ลบลืมทุกรอย


พิโคเซคเคิน เลเซอร์ (Picosecond Laser) คือ นวัฒกรรมเครื่องเลเซอร์ตัวใหม่ล่าสุดที่ได้นำเทคโนโลยีด้านการรักษาเรื่องผิวโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถรักษาได้ทั้ง ฝ้า กระ จุดด่างดำ หลุมสิว ลบรอยสัก ปรับสีผิวให้กระจ่างใสไร้ริ้วรอย แม้กระทั่งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยตัวเครื่องจะปล่อยพลังงานเลเซอร์ในระดับความถี่ Picosecond ที่มีความเร็วกว่า 1 ต่อล้านล้านวินาที และยิงได้อย่างแม่นยำ เฉพาะเจาะจงกับจุดที่ยิง

โดยการรักษาด้วยตัวเครื่อง Pico Laser จะเข้าไปทำลายกลุ่มของเม็ดสีให้เกิดการแตกตัวและมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาส่งผลประสิทธิภาพดี เม็ดสีแตกตัวได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส  สามารถเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เลเซอร์ และใช้เวลาน้อยกว่าการรักษาด้วยเคร่องเลเซอร์ในระบบเดิม


Picosecond Laser สามารถรักษาอะไรได้บ้าง

    1. ลบรอยสัก
    2. รักษาปัญหาจุดด่างดำ
    3. ฟื้นฟูสภาพผิวหน้า ปรับสีผิวให้สว่างขึ้นและกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ
    4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหน้ากระชับแลดูเรียบเนียน
    5. รักษาหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นต่างๆ

 




 

โปรแกรมตรวจวัดมวลกระดูก (Bone Densitometry Program)

"ภาวะกระดูกพรุน" ตรวจได้ตรวจโปรแกรมตรวจมวลกระดูก


ภาวะกระดูกพรุน คืออะไร ทำไมต้องตรวจ

อาการของโรคกระดูกพรุนนี้มักค่อยๆ เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้สังเกตเห็น เช่น รู้สึกปวดเอว หลัง ข้อมือ หรือการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างเช่น หลังโก่ง ไหล่งุ้ม หรือเตี้ยลง เป็นต้น และจะพบว่ากระดูกเปราะ กระดูกหักได้ง่าย โดยบริเวณที่พบกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนได้บ่อย ได้แก่ บริเวณกระดูกข้อมือ กระดูกหลัง และกระดูกสะโพก ซึ่งการหักของกระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณกระดูกสะโพกในคนที่มีภาวะกระดูกพรุนนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะรู้ได้ว่า คุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด คือ “การตรวจมวลกระดูก หรือการตรวจดูความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry)”


ใครบ้างควรตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก

การส่งตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry) ได้ประโยชน์และคุ้มค่าในกลุ่มนี้

  1. ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป
  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนเร็วกว่าอายุ 45 ปี (early menopause) รวมถึงผู้ที่ถูกตัดรังไข่ทั้งสองข้าง
  3. ผู้ที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี ก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น เจ็บป่วยเรื้อรัง intensive exercise เป็นต้น ยกเว้นการตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  4. ผู้ที่ได้รับยา Steroid เป็นเวลานาน (prednisolone มากกว่าหรือเท่ากับ 7.5 mg/day หรือเทียบเท่า นานกว่า 3 เดือน)
  5. บิดาหรือมารดามีกระดูกสะโพกหัก
  6. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ส่วนสูงลดลง มากกว่าหรือเท่ากับ 4 cm.
  7. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ BMI น้อยกว่า 20 kg/m2
  8. ตรวจพบกระดูกบาง หรือ กระดูกสันหลังผิดรูปจาก X-ray
  9. มีประวัติกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
  10. สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน ดื่มน้าอัดลมมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน
  11. บุคคลที่มีโรคหรือภาวะที่ทำให้มวลกระดูกลดลง เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทางานมากเกินไป พิษสุราเรื้อรัง ธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง เป็นต้น

แพ็กเกจวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) (HPV Vaccine (Human Papillomavirus Vaccine))

มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้ ด้วยวัคซีน

แพ็กเกจวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine)

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ชนิด 4 สายพันธุ์

1 เข็ม 3,499 บาท


2 เข็ม 5,899 บาท


3 เข็ม 8,099 บาท


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ชนิด 9 สายพันธุ์

1 เข็ม  7,499 บาท 


2 เข็ม 13,999 บาท


3 เข็ม 19,999 บาท


รู้จักวัคซีน HPV

วัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) อันเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์ปากมดลูกอักเสบเรื้อรังและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้


สายพันธุ์ HPV

ไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมีมากกว่า 40 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกที่พบบ่อยมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 โดยวัคซีนที่ป้องกัน 2 สายพันธุ์นี้สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% มีชื่อว่า Cervarix ส่วนวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเช่นเดียวกัน และยังป้องกันโรคหูดที่อวัยวะเพศอีก 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ 6 และ 11 ได้ถึง 95% มีชื่อว่า Gardasil ซึ่งการจะเลือกฉีดวัคซีนชนิดใดนั้น ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์


ฉีดวัคซีน HPV แบบไหนดีที่สุด

  • ประสิทธิภาพวัคซีนสูง หากฉีดในวัยที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
  • ฉีดในวัยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี จากงานวิจัยพบว่า ร่างกายของเด็กผู้หญิงสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ได้ดีในช่วง 9 – 15 ปี ซึ่งสามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง แต่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการฉีด 3 ครั้ง
  • ผู้หญิงอายุ 9 – 26 ปี ควรฉีดวัคซีน HPV โดยเน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11 – 12ปี
  • เด็กผู้ชายอายุ 9 – 26 ปี สามารถฉีดวัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์เพื่อป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนัก เน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11 – 12 ปี

โปรแกรมกายภาพบำบัดฟื้นฟู Re-happy (Physical Medicine and Rehabilitation Program)

"ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย คืนความสุขให้คนที่คุณรักอีกครั้ง"

โปรแกรมกายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟู Re-happy 


✅ จัดโปรแกรมเฉพาะบุคคล

✅ ดูแลโดยนักกายภาพบำบัด


 โปรแกรมนี้เหมาะกับใคร

• การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
• ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน
• ผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกาย
• ผู้สูงอายุที่เริ่มมีปัญหาการเคลื่อนไหว




แพ็กเกจฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า เพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม (Hyaluronic Acid Injections for Osteoarthritis Pain)

ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้...ไม่ต้องผ่าตัด

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ข้อเข่าต่อเนื่องอย่างยาวนาน จนทำให้กระดูกอ่อนที่บริเวณข้อเข่าค่อยๆสึกกร่อนไป น้ำเลี้ยงในข้อเข่าก็เสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถลดการเสียดสีและลดการกระแทกได้ตามปกติ

แพ็กเกจฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า
ราคาเริ่มต้นที่ 25,000 บาท

  • รักษาและฉีดโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที
  • ไม่ต้องนอนพักฟื้นใน ร.พ.
เจ็บเข่าให้เราดูแล คลินิกกระดูกและข้อ พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 1 อาคารฝากประภา

แพ็กเกจผ่าตัดข้อเข่าเทียม (Knee replacement surgery)

ก้าวไปข้างหน้า...อย่างอุ่นใจ ด้วยแพ็กเกจเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement)


เหมาจ่ายเริ่มต้น 198,000 บาท (รวมราคาพักฟื้น 5 วัน 4 คืน)


เจ็บเข่าให้เราดูแล คลินิกกระดูกและข้อ พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 1 อาคารฝากประภา
สอบถามและนัดหมายแพทย์



วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก (Hand foot mouth vaccine)

วัคซีนป้องกันโรค มือ เท้า ปาก (จากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71)


เสริมเกราะปกป้องลูกน้อยของคุณจากไวรัสร้ายด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค มือ เท้า ปาก ในเด็กจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71)
  • แพ็กเกจวัคซีน 1 เข็ม ราคา 3,499 บาท
  • แพ็กเกจวัคซีน 2 เข็ม ราคา 6,899 บาท

ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว

หมายเหุต
  • วัคซีนเหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 5 ปี
  • (ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างจากเข็มแรก 1 เดือน)
  • สำหรับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากมาก่อนสามารถฉีดวัคซีนได้
คลินิกเด็กสุขภาพดีพร้อมให้บริการแก่คุณพ่อ คุณแม่ทุกท่าน ณ ชั้น 2 Wellness Center อาคารสุขภาพดี

 


สาเหตุของโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก นี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีหลายตัวที่ทำให้เกิดโรคได้ โดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคที่พบได้บ่อย เช่น คอกซากีไวรัส เอ 16 (coxsackievirus A16) และเอนเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71) ซึ่งตัวเอนเทอโรไวรัส 71 เรียกสั้นๆ ว่าเชื้อ อีวี 71 เป็นเชื้อที่รุนแรงที่สุด


อาการของโรคมือเท้าปาก

หลังจากรับเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 มา 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย อีก 1-2 วัน จะมีอาการเจ็บปาก และไม่ยอมรับประทานอาหาร น้ำลายไหล เพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน และมีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัว แขน ขาได้ ผู้ป่วยมักมีอาการมากอยู่ใน 2-3 วัน จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายใน 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก แต่บางรายมีอาการมากจนกินอาหารและน้ำไม่ได้


การรักษาโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปากนี้ไม่มียารักษาจำเพาะ การรักษาจึงต้องดูแลรักษาไปตามอาการ โดยให้ทานอาหารอ่อนๆ ไม่ร้อนจัด ดื่มน้ำ นม และน้ำผลไม้แช่เย็น ร่วมกับให้ยาลดไข้แก้ปวดและหยอดยาชาในปาก เพื่อลดอาการเจ็บแผลในปาก ร่วมกับการเฝ้าระวังสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยวิกฤต


แพ็กเกจผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium Surgery Package)

รักษาโรคต้อเนื้อด้วยการผ่าตัด



ต้อเนื้อ (Pterygium) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตา

เป็นหนึ่งในโรคต้อทั้ง 4 โรค ซึ่งได้แก่ ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อหิน และต้อกระจก ต้อเนื้อเป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และมีอายุมากกว่า 40 ปี ต้อเนื้อเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาว จนทำให้เนื้อเยื่อบางส่วนพัฒนาอย่างผิดปกติ เกิดเป็นพังผืดสีขาวเหลืองหรือสีชมพูอ่อน รูปทรงสามเหลี่ยมปรากฎขึ้นบริเวณตาขาว เมื่อก้อนต้อขยายขึ้นเรื่อยๆจะค่อยๆงอกเข้าไปบริเวณตาดำจนบดบังการมองเห็น ทำให้มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นชั่วคราวในที่สุด แต่ต้อเนื้อไม่ใช่โรคอันตรายอะไร เป็นโรคที่ทำให้เกิดความรำคาญเท่านั้น ทั้งยังรักษาให้หายขาดได้ และแม้จะเป็นมากจนก้อนต้อเข้าไปบดบังรูม่านตาจนสูญเสียการมองเห็น ก็ยังสามารถรักษาโดยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อให้กลับมามองเห็นได้ดังเดิม


ต้อเนื้อเกิดจากสาเหตุใด

ต้อเนื้อ เกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในเยื่อบุตาขาวเสื่อมสภาพ จนทำให้เกิดเป็นก้อนต้อ เมื่อก้อนต้อขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆจะกลายเป็นต้อเนื้อในที่สุดในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุที่ทำให้เส้นใยคอลลาเจนในเยื่อบุตาขาวเสื่อมคืออะไร แต่การแพทย์ปัจจุบันคาดว่าเกิดจากตัวกระตุ้นบางอย่าง เช่น ลมร้อน ลมแห้ง ฝุ่นควัน มลภาวะ และรังสียูวี โดยตัวกระตุ้นดังกล่าวจะไปรบกวนเซลล์ต้นกำเนิด เมื่อเซลล์ต้นกำเนิดถูกรบกวนจะทำให้เซลล์นั้นพัฒนาเป็นเยื่อบุตาขาวที่ผิดปกติ เกิดเป็นก้อนต้อที่ดวงตา หากดวงตาได้รับตัวกระตุ้นดังกล่าวเรื่อยๆเซลล์ต้นกำเนิดก็จะถูกรบกวนเรื่อยๆ จากก้อนต้อลมเล็กๆ ก็จะขยายตัวขึ้นจนเกิดเป็นพังผืดต้อเนื้อนั่นเอง



รักษาต้อกระจกอุ่นใจ ข้าราชการไทย เบิกได้ (Cataract Surgery for CSMBS)

แพ็กเกจรักษาโรคต้อกระจกด้วยการผ่าตัด สิทธิข้าราชการ


ด้วยโครงการจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลาง

หากคุณมีปัญหาดวงตาพร่ามัว มองไม่ชัด

มาเปลี่ยนดวงตาคู่สวย ให้กลับมาสดใสอีกครั้ง


แพ็กเกจผ่าตัดต้อกระจก ในราคา 17,000 บาท (สำหรับ1ข้าง)

นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล 1 คืน

  1. กลับมามองเห็นเหมือนใหม่
  2. เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
  3. มาตรฐาน USA FAD APPORVE สหรัฐอเมริกา

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกตา โทร. 0 7583 7005



 ตรวจสอบสิทธิ์กรมบัญชีกลางกับทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โทร. 0-7520-5555 ต่อ 2481


เช็กสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์กรมบัญชีกลางคลิ๊ก https://mbdb.cgd.go.th/wel/


ผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์

  1. ข้าราชการ
  2. ลูกจ้างประจำ
  3. ข้าราชการบำนาญ
  4. ผู้รับเบี้ยหวัด
  5. ครอบครัวของผู้มีสิทธิ์  บิดา/มารดา คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกำหนด โดยมีการลงทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางแล้วเท่านั้น
  6. สงวนสิทธิ์สำหรับการนัดผ่าตัดล่วงหน้าเท่านั้น

หมายเหตุ : ผู้ที่มีสิทธิซ้ำซ้อน อาทิ สิทธิประกันสังคม เบิกรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมือง หรือสิทธิปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล ไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ แต่สามารถนำใบเสร็จไปเบิกต้นสังกัดได้ตามเงื่อนไขสวัสดิการของท่านได้

โปรแกรมฝังเข็มบรรเทาอาการปวด (Acupuncture Treatment)

อาการปวดเรื้อรัง… มาฝังเข็มกันเถอะ


โปรแกรมฝังเข็มบรรเทาอาการปวด

การฝังเข็มคือ การลงเข็มบนจุดฝังเข็มตามร่างกายโดยใช้หลักการรักษาของแพทย์แผนจีน และเป็นเข็มปลอดเชื้อแบบใช้ครั้งเดียวซึ่งจะมีผลต่อร่างกายใน ช่วยระงับอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงเฉพาะที่ ปรับระดับไขมันและสารเคมีอื่น ๆ ในร่างกายให้อยู่ในสภาพสมดุล รวมทั้งเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
 
โปรแกรมฝังเข็มบรรเทาอาการปวดโดยศัลยแพทย์เฉพาะทาง
ราคาเพียง 800 บาท/ครั้ง
 



แพ็กเกจผ่าตัดคลอด (Caesarean section )

แพ็กเกจคลอดพรีเมียม การดูแลที่ทีดัที่สุด เพื่อช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด



วัฒนแพทย์ ตรัง เราเริ่มต้นดูแลกันตั้งแต่วางแผนการตั้งครรภ์ จนถึงวันที่ลูกน้อยคลอด

ให้บริการด้วยทีมแพทย์ และพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ห้องพักฟื้นสำหรับคุณแม่และลูกน้อย ที่สะดวกสบาย คลายความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ด้วยแพ็คเกจคลอดแบบเหมาจ่าย


แพ็กเกจผ่าตัดคลอด Premium        64,999    (ห้อง Suite)

แพ็กเกจผ่าตัดคลอด Exclusive       54,999    (ห้อง Deluxe)


แพ็กเกจผ่าตัดคลอด Eco     39,999   (ห้อง Standard 2)

แพ็กเกจผ่าตัดคลอด Value    49,999  (ห้อง Standard 2)


 





 ห้องคลอดและห้องทารกแรกเกิด "ดูแลด้วยใจ อุ่นใจกว่าเดิม"


ห้องพักที่ปรับปรุงใหม่ ด้วยความใส่ใจ

ให้คุณสะดวกสบาย และรู้สึกอุ่นใจ ทุกครั้งที่มา วัฒนแพทย์


แพ็กเกจวัคซีนเด็ก ชุดเหมาจ่าย (Vaccine ready kids)

วัคซีนพร้อมก็ เบาใจ กับ เเพ็กเกจวัคซีนเด็กชุดเหมาจ่าย

 เสริมเกราะป้องกันให้ลูกน้อย ด้วยวัคซีนเด็ก ตามวัย อายุ 2 เดือน – 4 ปี ฉีดไว้อุ่นใจกว่า ปลอดภัยทั้งครอบครัว


(อายุ 2 เดือน - 1 ปี)

  • แพ็กเกจ Healthy Kids 1 ราคา 7,999 บาท
  • แพ็กเกจ Healthy Kids 2 ราคา 8,599 บาท

(อายุ 1 - 4 ปี)

  • แพ็กเกจ Healthy Kids 3 ราคา 6,599 บาท
  • แพ็กเกจ Healthy Kids 4 ราคา 9,599 บาท


หมายเหตุ :

1. แพ็กเกจดังกล่าว ไม่รวมค่าแพทย์ 

2. แพ็กเกจดังกล่าว ไม่สามารถใช่ร่วมกับบัตรส่วนลด หรือโปรโมชั่นอื่นๆ ของโรงพยาบาล

3. ทาง รพ. ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายการ หรือ คืนเป็นเงิน ในทุกกรณี

แพ็กเกจฝากครรภ์ เตรียมพร้อมรับเจ้าตัวน้อย (Preparing for Pregnancy)

เตรียมพร้อมรับเจ้าตัวน้อย แพ็กเกจฝากครรภ์


เพราะการฝากครรภ์เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นพัฒนาการของลูกน้อย

ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่อยากจะแนะนำคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่นั้นก็คืออยากให้เข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งระยะเวลาในการฝากครรภ์ครั้งแรกที่เหมาะสมนั้นจะต้องไม่เกิน12 สัปดาห์
 
การฝากครรภ์มีประโยชน์ทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ ทันที่ที่คุณแม่เริ่มรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ควรพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาความผิดปกติต่างๆ นอกจากนี้ การฝากครรภ์ยังเป็นการติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ด้วยว่ามีการเจริญเติบโตตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากคุณแม่เข้ารับการฝากครรภ์และเข้าพบแพทย์ตามที่นัดหมายไว้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้แพทย์ตรวจพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม

แพ็กเกจฝากครรภ์เหมาจ่าย ราคา 19,900 บาท

ดูแลโดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ พร้อมผ่อน 0% นาน 4 เดือน





 

แพ็กเกจตรวจภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก (Anemia screening in children)

ภาวะซีด หรือโลหิตจางในเด็ก

ปัญหาภาวะซีดในเด็ก ถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ซึ่งอาจเกิดจากการขาดสารอาหาร พ่อแม่อาจแปลกใจว่าทำไมลูกถึงมีภาวะขาดสารอาหารได้ทั้งๆ ที่ลูกก็กินเก่ง แถมกินทั้งผัก ผลไม้ ครบถ้วนทุกอย่าง


ลูกเราเป็นมั้ย อาการอะไรบอกได้บ้าง?

สาเหตุของภาวะซีด เกิดจากการที่ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12 ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โรคโลหิตจาง” สังเกตอาการ ภาวะซีด เราสามารถสังเกตอาการได้จาก เปลือกตาล่าง ริมฝีปาก หรือผิวเริ่มมีภาวะซีด ไม่มีเลือดฝาดเหมือนผิวเด็กปกติ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เป็นลม กินอาหารน้อยลง ร่วมด้วย หากพบว่าลูกมีอาการดังกล่าวควรพาไปตรวจเพื่อหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง


แพ็กเกจตรวจภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

  • 1.ตรวจร่างกายโดยกุมารแพทย์ (Physical Examination)
  • 2.ตรวจหาระดับโปรตีนตัวยึดเก็บธาตุเหล็ก (Ferritin)
  • 3.ตรวจปริมาณธาตุเหล็กในเลือด (TIBC)
  • 4.ตรวจหาความสามารถในการจับธาตุเหล็กของร่างกาย (SI)
  • 5.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

1.แพ็กเกจนี้รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว

2.แพ็กเกจเกจนี้สำหรับเด็กอายุ 9 เดือนขึ้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเด็ก โทร. 0 7583 7006


ภาวะซีด หรือโลหิตจางในเด็กคืออะไร อ่านเลย


แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาตามช่วงอายุ (Eye examination package)

เพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เพราะเราห่วงใยจึงอยากมอบแพ็กเกจดีๆเพื่อคุณคนสำคัญ
ปัญหาของดวงตาไม่เคยเลือกวัย เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหนก็ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น

โปรแกรมตรวจสุขภาพตา ตามช่วงอายุ 

  • EYE 1 Young Generation (อายุ 8 - 24 ปี)  ราคา 990 บาท
  • EYE 2 WorkingGeneration (อายุ 25 - 55 ปี)  ราคา 990 บาท
  • EYE 3 Silver Generation แพ็ก A (อายุ 55 ปีขึ้นไป หรือ มีปัจจัยเสี่ยง*) ราคา 1,399 บาท
  • EYE 3 Silver Generation แพ็ก B (อายุ 55 ปีขึ้นไป หรือ มีปัจจัยเสี่ยง*) ราคา 2,299 บาท

Checklist ปัจจัยเสี่ยง*

  • ✅ ประวัติต้อหินในครอบครัว (บิดา, มารดา, พี่-น้อง, ลูก)
  • ✅ ประวัติอุบัติเหตุ (ของมีคม-ไม่มีคม) บริเวณเบ้าตาหรือลูกตา
  • ✅ โรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง/หัวใจตีบ
  • ✅ ประวัติตาอักเสบเรื้อรัง หรือม่านตาอักเสบ
  • ✅ สายตาสั้น > 6.00 D
  • ✅ ประวัติเลือดออกในช่องหน้าลูกตา

แพ็กเกจกายภาพบำบัด Office Syndrome (Office Syndrome Treatments)

แพ็กเกจกายภาพบำบัด ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ จาก Office Syndrome

 


ออฟฟิศซินโดรม คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด รวมถึงอาการปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและเอ็น อาการปวด ชา จากปลายประสาทที่ถูกกดทับ ซึ่งอาการเหล่านี้มักพบได้บ่อยในผู้ที่นั่งทำงานในออฟฟิศ.

  • 1.นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน
  • 2.มักปวดเมื่อยบริเวณ ต้นคอ ไหล่ เอว และหลัง อยู่เสมอ
  • 3.รู้สึกปวดเมื่อยจนต้องทานยาแก้ปวด หรือต้องไปนวดเพื่อให้หายปวด

หากปล่อยไว้นาน อาจบานปลายจนเรื้อรังได้


คำถามนี้ หมอมีคำตอบ EP6 l 2 ท่าแก้ปวด ทำสะดวกในออฟฟิศ / ออฟฟิศซินโดรม


แพ็กเกจกายภาพบำบัด ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ จาก Office Syndrome

แผนกกายภาพบำบัดชั้น 5 Wellness Center อาคารสุขภาพดี

สอบถาม/นัดหมาย โทร. 0 7583 7004
 

แพ็กเกจผ่าตัดนิ้วล็อค (Finger lock surgery program)

อย่าปล่อยให้ “นิ้วล็อก” มาล็อกความสุขในชีวิตคุณ


อาการนิ้วล็อก

เป็นความผิดปกติของมือที่ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้อย่างปกติ อาจเป็นนิ้วเดียวหรือหลายนิ้วภาวะนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ปลอกเอ็นบริเวณข้อโคนนิ้วหนาตัวขึ้น เอ็นบวม ทำให้ปลอกรัดเอ็นมากขึ้น อาจเกิดจากการใช้แรงงอนิ้วมากๆ หรือกำนิ้วแน่นมากๆ ทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณปลอกหุ้มเอ็นมาก ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลง หรือการเสื่อมของเซลล์ร่วมด้วย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบได้บ่อยร่วมกับโรคเบาหวาน รูมาตอยด์


“ปลดล็อก” ความทรมานจากอาการนิ้วล็อก

  • อาการเคลื่อนไหวยาก
  • ปวดโคนนิ้วมือ
  • นิ้วอักเสบ บวม ติดขัด
  • ไม่สามารถเหยียดตรงได้

แพ็กเกจผ่าตัดนิ้วล็อก ราคา 9,900 บาท / 1 นิ้ว

  • รักษาและผ่าตัดโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที
  • ไม่ต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล

โปรแกรมส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal endoscopy program)

สัญญาณเตือน อย่ามองข้ามโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้



  •  1.แสบท้อง อาหารไม่ย่อย
  •  2.ถ่ายเป็นเลือด หรือ สีดำ
  •  3.ท้องผูกสลับท้องเสีย
  •  4.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไม่ทราบสาเหตุ
  •  5.ปวดท้อง ท้องอืดเรื้อรัง

ไม่อยากเสี่ยง ควรใส่ใจ ตรวจคัดกรองโรคระบบทางเดินอาหารและตับ

ผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ควรได้รับการตรวจโดยการส่องกล้องลำไส้อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง



ส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscope)  15,999 บาท


ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscope)  19,999 บาท


หมายเหตุ :   

1. ราคานี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โรงพยาบาลกำหนด
2. รวมค่าแพทย์ทำหัตถการ ค่าเก็บชิ้นเนื้อ ค่าห้องผ่าตัด ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ที่ใช้ในการส่องกล้องแบบให้ยาสลบเท่านั้น

โปรแกรมวัคซีนเสริม (Vaccine program)

เสริมภูมิคุ้มกัน ลดเสี่ยงจากโรคร้ายด้วยโปรแกรมวัคซีน

 


1.วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

1 เข็ม 700 บาท

โรคไข้หวัดใหญ่สาเหตุคือ ไวรัสที่มีชื่อว่า “อินฟลูเอนซ่าไวรัส (Influenza virus)” ที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย และติดต่อผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกัน เมื่อติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนแล้ว จะทำให้มีไข้สูง ไอ น้ำมูก คัดจมูก จาม มีอาการปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียคล้ายกับไข้หวัด แต่อาการจะมากกว่าในเด็กเล็กน้อยกว่า 2 ขวบ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอาจเกิดอาการที่รุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ นอกจากนั้นยังทำให้โรคประจำตัวมีอาการกำเริบจากการติดเชื้อ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับตับและไต


2.วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี 

1 เข็ม

780 บาท

3 เข็ม

1,599 บาท

โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ติดต่อโดยการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล การใช้ของส่วนตัวที่ปนเปื้อนเลือด หรือสารคัดหลั่งร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และจากมารดาสู่ทารก ซึ่งหากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้จะกลายเป็นพาหะของโรค และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้


3.วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และ บี

1 เข็ม

1,599 บาท

3 เข็ม

4,599 บาท

 ไวรัสตับอักเสบชนิด A

 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A (Hepatitis A Virus) สามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัส เมื่อเชื้อไวรัสผ่านผนังลำไส้เข้าสู่เส้นเลือดไปยังตับ ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ เบื่ออาหาร และดีซ่าน อาการเกิดหลังได้รับเชื้อราว 2 – 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ สามารถหายได้เอง และสร้างภูมิต้านทานได้ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ในที่สุด

 ไวรัสตับอักเสบชนิด B

 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B (Hepatitis B Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรังและมะเร็งตับที่สำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและแอฟริการวมทั้งประเทศไทย โดยสามารถติดต่อผ่านทางการคลอด การสัมผัสเลือดหรือแผลเปิดของผู้ติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ และการใช้อุปกรณ์ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยาหรือแปรงสีฟัน หากได้รับเชื้อแล้วจะเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายเองและสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยบางรายร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้อาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับ และเสียชีวิต

 


4.วัคซีนป้องกันโรคสุกใส

1 เข็ม 2,099 บาท
2 เข็ม 3,999 บาท

โรคอีสุกใส หรือ โรคสุกใส เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ วาริเซลลา (Varucella Virus) ติดต่อผ่านละอองน้ำลาย หรือรอยโรคบริเวณผิวหนังที่ติดชื้อ ระบาดได้ง่ายในช่วงอากาศเย็น

การป้องกันอีสุกอีใส

  • เด็กสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกใสได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
  • เด็กเล็กฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุ 1-1ปีครึ่ง และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี
  • เด็กโตและผู้ใหญ่ใหเฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2 เดือน
    (การฉีดวัคซีน 2 เข็ม เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคอละช่วยลดความรุนแรงของโรคได้)

5.วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (Gardasil)

1 เข็ม 3,499 บาท
2 เข็ม 5,899 บาท
3 เข็ม 8,099 บาท

วัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์ปากมดลูกอักเสบเรื้อรังและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้

วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (Gardasil)

ป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าร้อยละ 70 และป้องกันเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ได้ถึงร้อยละ 90 

 


 

แพ็กเกจตรวจคัดกรองเบาหวาน (Diabetes screening program)

รู้ทันเบาหวานด้วยแพ็กเกจตรวจคัดกรอง เบาใจ ไม่เบาหวาน


การตรวจคัดกรองเบาหวาน เป็นการตรวจเพื่อลดความเสี่ยงของผู้เป็นเบาหวาน และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน และยังช่วยยับยั้งโรคแทรกซ้อนที่อาจจะตามมากับผู้สูงอายุและคนที่คุณรัก เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ รวมไปถึงปัญหาการมองเห็น หรือการสูญเสียดวงตาที่เกิดจากเบาหวาน

เมื่อไหร่ที่เราควรได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวาน

  1. ผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อหาความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานทุก 3 ปี
  2. อ้วน (ดัชนีมวลกาย มากกว่า 25 kg/m2 หรือ เส้นรอบเอวสำหรับผู้ชายมากกว่า 90 ซม.หรือผู้หญิงมากกว่า 80 ซม.)
  3. มีประวัติในครอบครัวสายตรงเป็นเบาหวาน
  4. เคยคลอดบุตรแรกเกิด น้ำหนักมากกว่า 4 กก.
  5. มีภาวะความดันโลหิตสูง
  6. มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
  7. ไขมันในเลือดชนิด HDL น้อยกว่า 35 มก./ ดล.
  8. มีประวัติของการตรวจความน้ำตาลกลูโคส ผิดปกติ

แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน "เบาใจ ไม่เบาหวาน"

เบาใจ 1 เบาใจ 2 เบาใจ 3

ตรวจคัดกรองเบาหวาน

2 รายการ

ตรวจคัดกรองเบาหวาน

8 รายการ

ตรวจคัดกรองเบาหวาน

12 รายการ

300 บาท 1,590 บาท 2,850 บาท

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน

  1. โรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน
  2. เบาหวานขึ้นจอประสาทตา
  3. โรคไตจากเบาหวาน
  4. เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  5. เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  6. แผลเรื้อรังที่เท้า

 

 

บริการนวดกระตุ้นน้ำนม (Breast massage for breastfeeding)

แพ็กเกจกระตุ้นน้ำนม ลดภาวะท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมคัดตึง หรือ เต้านมอักเสบ

เป็นการช่วยลดอาการแข็งตึงของเต้านม และกระตุ้นการสร้างน้ำนม รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมีการระบายที่สะดวกขึ้น (Breast massage) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด พร้อมยังช่วยลดความตึงตัวบริเวณเต้านมได้


1.แพ็กเกจนวดกระตุ้นน้ำนม 

ราคา 990 บาท/ครั้ง


2.แพ็กเกจอัลตร้าซาวด์เปิดท่อน้ำนม และนวดกระตุ้นน้ำนม

ราคา 1,590 บาท/ครั้ง


แผนกกายภาพบำบัด มีนักกายภาพผู้ชำนาญให้คำแนะนำในการนวดกระตุ้นน้ำนมด้วยตนเอง รวมถึงแนวทางในการลดอาการคัดตึงหน้าอกอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
คลินิกกายภาพบำบัด พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 5 อาคาร Wellness Center สอบถามโทร. 0 7583 7004

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (Influenza vaccine)

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์


เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ในการผลิตวัคซีนแต่ละปี จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตามเชื้อไวรัสด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันร่างกายจากไข้หวัดใหญ่ เราจึงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี
ส่วนใครที่ฉีดวัคซีนโควิดแล้ว ต้องเว้นระยะก่อนฉีด 1 เดือน ในประเทศไทย พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งปี แต่จะพบมากขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนทุกปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยสามารถฉีดซ้ำได้ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี
 
ดูแลตัวเองให้พร้อม เสริมภูมิคุ้มกันรับหน้าฝนด้วย วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์
ราคา 700 บาท

 

แพ็กเกจฉีดโบท็อก (Botox) (Botox)

การฉีดโบท็อกซ์

เป็นการนำสาร Botulinum Toxin A (Botox)มาฉีดเข้าที่ผิวหนังบริเวณใบหน้าเพื่อลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย และปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับตามใจต้องการ ซึ่งผู้ใช้จริงหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โบท็อกซ์นั้นสามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีปัญหาได้เป็นอย่างดี


ฉีดโบท็อกซ์ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  1. ยกกระชับ
  2. ปรับหน้าให้เรียวเล็ก
  3. ลดริ้วรอย รอยย่น

Aestox 50 unit - ราคา 3,999 บาท

Allergan 50 unit - ราคา 9,999 บาท 


 

แพ็กเกจเคลือบฟันเทียม (Veneer)

อวดฟันสวยด้วย Veneer (วีเนียร์)

การทำวีเนียร์หรือที่เรียกกันว่าเคลือบฟันเทียมนั้น คือการติดแผ่นเซรามิก หรือคอมโพสิต ที่มีความบางปิดทับลงไปบริเวณผิวหน้าของฟันเพื่อแก้ไขปัญหาความผิดปกติของฟัน

  • 1.ช่วยปรับรูปร่างของซี่ฟันที่ไม่เท่ากัน ฟันบิ่น แหว่ง หรือฟันที่สึก เตี้ย สั้น ให้ดูสวยงามสมส่วนได้
  • 2.ช่วยปกปิดสีฟันที่ผิดปกติ หรือฟันคล้ำ เหลืองได้ โดยสามารถเลือกความขาว ของวีเนียร์ได้หลายระดับ
  • 3.แก้ไขฟันซ้อน ฟันเกเล็กน้อย ให้ดูเรียงตัวดีขึ้นได้
  • 4.ช่วยปิดช่องว่างฟันห่างได้
  • 5.เพิ่มความมั่นใจให้รอยยิ้ม เพิ่มความสวยงามให้กับฟัน

เซรามิกวีเนียร์ Porcelain Veneer

ราคา 10,000 บาท/ซี่



แพ็กเกจฟอกสีฟัน (Tooth whitening)

"เพิ่มความมั่นใจ ให้รอยยิ้มในทุกๆวัน" ด้วยโปรแกรมฟอกสีฟัน

โดยทันตแพทย์ผู้เชียวชาญ สำหรับการฟอกสีฟัน หากคนที่ต้องการฟอกสีฟันมีฟันธรรมชาติอยู่ ก็สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของสีฟันดั้งเดิมด้วยว่าสีเข้มมากขนาดไหน นอกจากนั้นในผู้ที่มีความผิดปกติของเคลือบฟัน (enamel) และเนื้อฟัน (dentin) บางชนิด อาจไม่เหมาะที่จะทำการฟอกสีฟัน โดยอาจต้องใช้วิธีการอื่นๆ แทน ในผู้ที่มีฟันผุ เหงือกอักเสบ ฟันร้าว หรือแม้กระทั่งเหงือกร่น ก็ไม่เหมาะที่จะทำการฟอกสีฟัน เพราะจะทำให้เสียวฟันมากกว่าปกติได้ ต้องทำการรักษาฟันและเหงือกให้อยู่ในสภาพที่ดีเสียก่อน จึงจะทำการฟอกสีฟันได้ ดังนั้นหากผู้ใดต้องการทำให้สีของฟันขาวขึ้น จึงควรพบทันตแพทย์ เพื่อปรึกษาและเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมต่อไป


แพ็กเกจฟอกสีฟัน

  • ฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ที่คลินิก ราคา 8,000 บาท
  • ฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน (ชุดฟอกสีฟัน 1 ชุด) ราคา 6,000 บาท
  • ฟอกสีฟันโดยแพทย์ร่วมกับทำด้วยตัวเองที่บ้าน ราคา 13,000 บาท ฟรี บริการขูดหินปูน และขัดฟันฟลูออไรด์
 *ราคานี้สำหรับน้ำยาฟอกสีฟัน 1 ชุด
 
สามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือนัดหมายล่วงหน้าได้ที่แผนกทันตกรรม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง 0 7583 7005

แพ็กเกจผ่าตัดต้อกระจก (Cataract surgery)

รักษาต้อกระจกด้วยการผ่าตัด "เพราะเรื่องต้อ รอไม่ได้"

หากคุณมีปัญหาดวงตาพร่ามัว มองไม่ชัด มาเปลี่ยนดวงตาคู่สวย ให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

แพ็กเกจผ่าตัดต้อกระจก ในราคา 35,000 บาท (สำหรับ 1 ข้าง)

  • 1.กลับมามองเห็นเหมือนใหม่
  • 2.เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
  • 3.มาตรฐาน USA FAD APPORVE สหรัฐอเมริกา

หมายเหตุ : ราคานี้สำหรับเลนส์โฟกัสระยะไกล 1 ข้าง


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกตา โทร. 0 7520 5555 ติดต่อ คลินิกตา


 




เลนส์แก้วตาเทียม คืออะไร

เลนส์ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์เพื่อทำหน้าที่แทนเลนส์แก้วตาธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง โดยเลนส์แก้วตาเทียมทำจากสารที่มีคุณสมบัติเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อภายในลูกตา ปัจจุบันมีทางเลือกในการใช้เลนส์แก้วตาเทียม ที่มีคุณสมบัติหลากหลายในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องสายตาผิดปกติชนิดต่างๆ ให้แพทย์และผู้ป่วยได้เลือกใช้ตามความเหมาะสม


 



สังเกตอาการ ภาวะต้อกระจก ควรให้แพทย์ตรวจ

  • 1.ตามัวลง การมองเห็นภาพสีจืดจางคล้ายมีหมอกบัง
  • 2.การใช้สายตาตอนกลางคืนแย่ลง
  • 3.มองเห็นแสงเป็นวงๆ รอบดวงไฟเวลากลางคืน
  • 4.สายตาสู้แสงจ้าไม่ได้
  • 5.เปลี่ยนแว่นสายตาบ่อย หรือแว่นที่ใส่อยู่ไม่ชัดเท่าที่ควร



นัดหมายแพทย์เพื่อประเมินอาการ



 

บริการนวดแผนไทย (Thai massage therapy)

บริการนวดแผนไทย เพื่อสุขภาพ

การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยให้เราหายปวดเมื่อยได้ แต่แอบมีสรรพคุณบรรเทาอาการทรมานต่างๆในร่างกายได้อีกมากมาย แผนกกายภาพบำบัด พร้อมบริการนวดไทยเพื่อการผ่อนคลาย

"ถ้าเธอเหนื่อยล้า ให้เราดูแลนะ"


นวดแผนไทย ราคา 599 บาท / 1 ชม.

บริการ

  1. นวดเท้า
  2. นวดไทย
  3. นวดไทยออยล์/นวดน้ำมัน (ไม่รวมค่าน้ำมันนวด)

โดยหมอนวดที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับใบอนุญาตแล้ว


สอบถาม/นัดคิว  แผนกกายภาพบำบัด โทร. 0 7583 7004


โปรแกรมทดสอบภูมิแพ้โดยการเจาะเลือด (Allergy Screening Blood Test) (Allergy screening blood test)

ภูมิแพ้ตรวจให้แน่ใจ ด้วยแพ็กเกจทดสอบโรคภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด (Allergy Blood Test)

การเจาะเลือดหาภูมิต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ชนิด immunoglobulin E (IgE) เป็นการเจาะเลือดเพื่อดูค่า IgE เฉพาะสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดในเลือด


1.ตรวจสารภูมิแพ้อาหาร ราคา 2,900 บาท

Allergy Food Panel screening test (ImmunoBlot)


2.ตรวจสารภูมิแพ้สิ่งแวดล้อม ราคา 2,900 บาท

Allergy Inhalation Panel screening test (ImmunoBlot)


3.ตรวจครบราคาคุ้ม สารภูมิแพ้อาหาร และสารภูมิแพ้สิ่งแวดล้อม ราคา 4,500 บาท

Allergy Food & Inhalation Panel screening test (ImmunoBlot)


การทดสอบภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือดเหมาะกับใคร

อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันคลินิก จะพิจารณาการทดสอบโดยการเจาะเลือดแทนการทดสอบทางผิวหนังและวิธีอื่นๆ หากผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

    1. ผู้ที่ผิวหนังมีการอักเสบมาก หรือมีผื่นลมพิษชนิด dermatographism
    2. ผู้ที่เคยมีการแพ้อย่างรุนแรงต่อสารที่ต้องการทดสอบ เช่น เคยแพ้อาหารที่สงสัย หรือสารที่ต้องการทดสอบอย่างรุนแรงชนิด การทดสอบผิวหนังแบบสะกิดอาจกระตุ้นให้มีอาการได้ขณะทดสอบ ดังนั้นการเจาะเลือดจึงเหมาะสมกว่า
    3. ผู้ที่ไม่สามารถหยุดยาต้านฮีสตามีน หรือยาอื่นๆ ที่มีผลรบกวนการทดสอบได้
    4. สามารถทำในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนได้

ชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่สามารถตรวจได้จากเลือด

การทดสอบภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด เป็นการเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันชนิดที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด (specific IgE) ทั้งสิ่งที่ปะปนในอากาศและอาหาร เช่น ไรฝุ่น สุนัข แมว เกสรหญ้า ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง นมวัว กุ้ง บางแห่งก็ได้รวบรวมเป็นชุดๆ ไว้ เช่น ชุดอาหารทะเล ชุดอาหารทั่วไป ชุดถั่ว เป็นต้น ก่อนเจาะเลือด อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันคลินิกจะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยและตรวจร่างกายก่อนเพื่อพิจารณาร่วมกับการตัดสินใจของผู้ป่วยว่าควรเจาะเลือดตรวจสารก่อภูมิแพ้ชนิดใด


 

วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (IPD Vaccine) (IPD Vaccine)

วัคซีนป้องกันโรคไอพีดีชนิด 13 สายพันธุ์ เสริมภูมิคุ้มกันลูกน้อย ให้ห่างไกลจากเชื้อนิวโมคอคคัสตัวร้าย

  • 1 เข็ม ราคา 2,899 บาท
  • 2 เข็ม ราคา 5,499 บาท
  • 3 เข็ม ราคา 7,899 บาท
  • 4 เข็ม ราคา 10,299 บาท

ข้อแนะนำ การฉีดวัคซีน

• ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง

• เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีการเจ็บป่วยบ่อยหรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง สูงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัสและน่าจะได้รับประโยชน์จาการฉีดวัคซีน

ทารกเริ่มฉีดได้เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปและฉีดเข็มต่อไปเมื่ออายุได้ 4 เดือน และ 6 เดือน และครั้งสุดท้ายในช่วงอายุ 12-15 เดือน




แพ็กเกจคลอดธรรมชาติ (Natural childbirth)

แพ็กเกจคลอดธรรมชาติ Normal Labor ราคาเหมาจ่าย สบาย สบาย ที่ วัฒนแพทย์ ตรัง.

ห้องพัก Standard 2 (3 วัน 2 คืน)

ราคา 32,999 บาท


 


"คิดจะท้อง" ทำไมต้องวัฒนแพทย์






 ห้องคลอดและห้องทารกแรกเกิด "ดูแลด้วยใจ อุ่นใจกว่าเดิม"

แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน (The examination before marriage)

แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน Pre-Marriage Checkup Program

เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มชีวิตคู่ ควงแขนกันตรวจ กับแพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน Pre-Marriage Checkup Program


  • ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน สำหรับผู้ชาย (9 รายการตรวจ) ราคา 1,699 บาท
  • ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน สำหรับผู้หญิง (10 รายการตรวจ) ราคา 2,299 บาท

หมายเหตุ : ราคาแพ็กเกจนี้รวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 31 ธันวาคม 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 0 7520 5555 ติดต่อ คลินิกสูติ-นรีเวช

 

 

 

ทันตกรรม (Dental)

คลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


ดูแลสุขภาพฟันและช่องปากครบวงจร

คลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมให้บริการด้านทันตกรรมทุกสาขา ตั้งแต่การดูแลขั้นพื้นฐานจนถึงการรักษาเฉพาะทาง ด้วยทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการดูแลที่ใส่ใจทุกรายละเอียด

โทรศัพท์ คลินิกทันตกรรม: 0-7583-7005

เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.
คลินิกทันตกรรม ชั้น 3 อาคาร Wellness Center




บริการทันตกรรมของเรา

ทันตกรรมทั่วไป

  1. ตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน

  2. อุดฟัน (อะมัลกัม / สีเหมือนฟัน)

  3. ขูดหินปูน

ทันตกรรมประดิษฐ์

  1. ครอบฟัน

  2. ฟันปลอม (ฐานอคริลิก / โครงโลหะ)

ศัลยกรรมช่องปาก

  1. ถอนฟัน

  2. ผ่าฟันคุด

ทันตกรรมสำหรับเด็ก

  1. ถอนฟันน้ำนม

  2. อุดฟัน

  3. เคลือบฟลูออไรด์

  4. รักษารากฟันน้ำนม

รักษารากฟัน

  1. รากฟันหน้า

  2. รากฟันกรามน้อย

  3. รากฟันกรามใหญ่

ทันตกรรมจัดฟัน


ทีมทันตแพทย์ของเรา

  1. ทพญ. สวรรยา เพชรที่วัง (เฉพาะทางทันตกรรมประดิษฐ์)

  2. ทพ. สุทธิชัย บรรยงคนันท์

  3. ทพญ. พรหมพลอย สินธุเศษ

  4. ทพญ. กนกวรรณ ศรีขำ (เฉพาะทางทันตกรรมเด็ก)

  5. ทพ. จักรพงศ์ วารีรัตน์

  6. ทพ. กองพล ดอกบัวแก้ว (ศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิโลเฟเชียล)

  7. ทพญ. ศกลวรรณ ศรีธรรมานุวัฒน์



โปรโมชั่นและแพ็กเกจพิเศษ

  1. แพ็กเกจฟอกสีฟัน ราคา 6,000 บาท

  2. แพ็กเกจเคลือบฟันเทียม (วีเนียร์) ราคา 10,000 บาท



ค่าบริการทันตกรรม

ถอนฟันและศัลยกรรมช่องปาก

  1. ถอนฟันแท้ / ฟันคุด เริ่มต้น 500 บาท

  2. ถอนฟันน้ำนม เริ่มต้น 300 บาท

  3. ผ่าฟันคุดฝังลึก เริ่มต้น 2,500 บาท

  4. ผ่าฟันคุดชนิดฝัง เริ่มต้น 2,500 บาท

อุดฟันและขูดหินปูน

  1. อุดฟันโสระ 1 ด้าน เริ่มต้น 500 บาท

  2. อุดฟันสีเหมือนฟัน 1 ด้าน เริ่มต้น 700 บาท

  3. อุดฟันด้วยวัสดุฟันเทียม เริ่มต้น 800 บาท

  4. ขูดหินปูน เริ่มต้น 500 บาท

  5. ขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์ (PPF) เริ่มต้น 500 บาท

รักษารากฟัน

  1. รากฟันหน้า เริ่มต้น 2,000 บาท

  2. รากฟันกรามน้อย เริ่มต้น 2,500 บาท

  3. รากฟันกรามใหญ่ 1 ราก เริ่มต้น 3,000 บาท

  4. รากฟันกราม 2 ราก เริ่มต้น 5,000 บาท

ฟันปลอมและครอบฟัน

  1. ฟันปลอมถอดได้ ฐานเรซิ่น เริ่มต้น 1,500 บาท

  2. ฟันปลอมฐานพลาสติกเสริมโครงโลหะ 8,000 บาท

  3. ฟันปลอมโค้งบน / โค้งล่าง เริ่มต้น 13,000 บาท

  4. ฟันปลอมฐานพลาสติกเสริมโครงโลหะ (พิเศษ) 13,000 บาท

  5. ครอบฟันโลหะ เริ่มต้น 12,000 บาท

  6. ครอบฟัน Ceramic เริ่มต้น 15,000 บาท

บริการสำหรับเด็ก

  1. เคลือบฟลูออไรด์ (ชนิดทา) เริ่มต้น 500 บาท

  2. เจาะฟันช่องว่างฟันหน้า เริ่มต้น 2,500 บาท

อุปกรณ์เสริม

  1. รีเทนเนอร์ (Retainer) คู่ละ 5,000 บาท

  2. เฝือกสบฟัน ชนิดอ่อน 3,000 บาท

  3. เฝือกสบฟัน ชนิดแข็ง 5,000 บาท

หมายเหตุ: ราคาค่าบริการเป็นราคาเริ่มต้น อาจเปลี่ยนแปลงตามสภาพฟันและดุลยพินิจของทันตแพทย์


ประกาศเรื่องการทำลายแฟ้มเวชระเบียน ประจำปี 2569 (Announcement of Medical Record Disposal 2026)

ประกาศเรื่องการทำลายแฟ้มเวชระเบียน ประจำปี 2569


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จะมีการทำลายเวชระเบียน ที่ขาดการติดต่อกับโรงพยาบาล เกิน 5 ปี  (รับบริการครั้งล่าสุด ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 ) โดยจะทำลายในวันที่ 20 มีนาคม 2569 หากท่านใดที่เคยมีประวัติการรักษากับโรงพยาบาล ในช่วงเวลาดังกล่าว และมีความประสงค์ที่จะเก็บประวัติ การรักษาของท่านไว้ สามารถนำบัตรประชาชน มาติดต่อขอเก็บประวัติการรักษา ได้ที่ แผนกเวชระเบียน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ภายในวันที่ 28  กุมภาพันธ์ 2569


หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว แฟ้มเวชระเบียนผู้ป่วยเหล่านี้ จะถูกทำลายทั้งหมด

สอบถามเพิ่มเติม โทร 075 - 837001 แผนกเวชระเบียน


ผิวหนังและความงาม (Skin and Beauty)

แผนกผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมสร้างเสริมสุขภาพที่ดีของผิวหนัง ด้วยการให้บริการป้องกันและรักษาด้านผิวหนังทุกรูปแบบ รวมถึงการทำเลเซอร์ผิวหนังในศาสตร์ศัลยกรรมผิวหนังเพื่อผิวที่สวยงามด้วยเครื่องมือที่สะอาดและทันสมัย พร้อมกับเสนอวิธีการดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดีขึ้น โดยแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรผู้มีประสบการณ์


ยินดีให้บริการ

◗ IPL ฟื้นฟูสภาพผิว

◗ Botox ลดริ้วรอย

◗ ปรึกษาปัญหาผิวพรรณ


คลินิกผิวหนังและความงาม อาคาร Wellness Center


 


 




ศัลยกรรมประสาทและสมอง (Neurosurgery)

คลินิกศัลยกรรมประสาทและสมอง


ดูแลรักษาโรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับสมอง ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลาง–ส่วนปลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมประสาทที่มีประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการวินิจฉัยและการผ่าตัดที่ทันสมัย เพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด



บริการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคศัลยกรรมประสาท

อาการและภาวะผิดปกติ เช่น

✅อุบัติเหตุที่เกิดบริเวณศีรษะและสมอง

✅กระโหลกศีรษะร้าวหรือแตก

✅เนื้องอกในสมอง

✅เลือดออกในสมอง / เส้นเลือดในสมองแตก

✅ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง

✅โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

✅ปวดศีรษะเรื้อรังจากความผิดปกติของระบบประสาท ฯลฯ


ความพร้อมด้านเครื่องมือและเทคโนโลยี

✅MRI / CT Scan สำหรับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ

✅C-ARM ช่วยนำทางระหว่างผ่าตัด

✅ห้องผ่าตัดมาตรฐานสากล พร้อมระบบควบคุมการติดเชื้อ

✅ห้องดูแลหลังผ่าตัด (PACU) พร้อมพยาบาลดูแลใกล้ชิด

เรามุ่งเน้นการรักษาอย่างครบวงจร ด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ พร้อมติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นใจ


ทีมศัลยแพทย์ประสาทและสมอง

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

  1. นพ.กิตติเดช กุลบุญ - ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท

  2. นพ.ศุภพนธ์ ตั้งพงศ์สิริกุล - ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท

  3. พญ.บุบผาชล บัวจันทร์ - ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท

  4. นพ.สักรินทร์ มณีสุข - ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท

  5. นพ.สุนทร กิตติเชษฐ์ - ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท

พร้อมดูแลทุกก้าวของการรักษา เพื่อความปลอดภัย และการฟื้นตัวที่ดีที่สุดของคุณ

ศูนย์อุบัติเหตุ และฉุกเฉิน (Emergency Center)

อุบัติเหตุไม่เคยเลือกเวลา โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เราพร้อมให้บริการ ห้องฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ( Emergency physician ) อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน โทร. 075-20-5500


บริการของเรา

  • ✅ บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน
  • ✅ บริการรถพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมทีมแพทย์และบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนเฉพาะทาง
  • ✅ เครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย

เรื่องฉุกเฉินไว้ใจ "วัฒนแพทย์"

"ฉุกเฉินอุ่นใจ" เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชั่วโมง




อุ่นใจด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน


พร้อมด้วยทีมแพทย์สหสาขา เพื่อดูแลคุณ


และบุคลากรทางการแพทย์ด้านต่างๆ ที่พร้อมดูแลคุณ


รถพยาบาลและทีมกู้ชีพพร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง


ให้ผู้รับบริการอุ่นใจในมาตรฐานการรักษา


และให้ญาติ "อุ่นใจ" ว่าเราพร้อมดูแลคนที่คุณรัก "ด้วยใจ"


รายชื่อแพทย์ (Doctor Directory )

เกี่ยวกับเรา (About)


 โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ทันสมัย ครบวงจร ที่เปิดบริการคนไข้ อยู่คู่ชาวตรังและชาวจังหวัดใกล้เคียงมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเพียงคลินิก "หมอวิทย์" ของ นายแพทย์วิทยา ลีละวัฒน์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2500 จนเติบโตเรื่อยมา จากคลินิกเป็นสถานพยาบาลเมื่อปี 2505 , เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อปี 2520 และเป็นโรงพยาบาลสมบูรณ์แบบเมื่อปี 2534 ในปัจจุบัน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เติบโตมาจนบัดนี้ เป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง นับเป็นเวลากว่า 60 ปี


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ตั้งอยู่ที่ 247/ 2 ถนนพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สมัยก่อนนั้นแม้จะขยายเป็นโรงพยาบาลแล้ว ผู้คนก็ยังเรียกกันติดปากว่า "บ้านหมอวิทย์" เรื่อยมา และเรียกพื้นที่โดยรอบบริเวณที่ตั้งโรงพยาบาลว่าถนนแถวนี้ว่า "สามแยกหมอวิทย์" ก็เพราะอัธยาศัยไมตรีของคุณหมอและภรรยา ทำให้มีคนไข้มากมาย และ คนไข้รักและนับถือบุคคลทั้งสองมาก

ผู้ก่อตั้งและบริหาร ต้องการให้โรงพยาบาลเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเน้นคุณภาพการรักษา และวิทยาการที่ทันสมัย มีมาตรฐานแก่ผู้ป่วย และให้โรงพยาบาลบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมด้วย เช่นการออกหน่วยตรวจสุขภาพโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และการอาสาทำประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้น สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งมีมากกว่า 300 ชีวิต ในปัจจุบัน ทางโรงพยาบาลก็ดูแล เอาใจใส่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันตลอดมา ว่ากันว่าจากที่เคยดูแลแบบพี่กับน้องก็เปลี่ยนมาเป็นดูแลแบบแม่กับลูก ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้ใต้บังคับบัญชา แม้แต่คนไข้ก็ยังได้รับการปฏิบัติแบบญาติเสมอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลประสบความสำเร็จ



เพราะหัวใจ ต้องการคนดูแล (Heart Care)

เพราะหัวใจ ต้องการคนดูแล

ลองมาสำรวจตัวเองกันสักหน่อยว่า คุณทำสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่

  • 1.เครียดจากการทำงาน หรือการใช้ชีวิต
  • 2.นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • 3.มีบุหรี่และแอกอฮอล์เป็นเพื่อนคู่ใจ
  • 4.ออกกำลังกายน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์
  • 5.มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

 

หากคำตอบของคุณคือ “ใช่”

คุณก็เป็นคนหนึ่งที่เสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว เพราะปัจจุบันโรคหัวใจไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัว โรคหัวใจเป็นภัยเงียบที่สามารถคร่าชีวิตคุณและคนที่รักได้โดยไร้สัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพหัวใจจึงเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้คุณรู้ทันโรคหัวใจแม้ว่ายังไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม

ทำไม? ต้องตรวจสุขภาพหัวใจ

เพราะโรคหลายโรคมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น กว่าจะรู้ได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ก็มีระยะที่รุนแรง หรือยากต่อการรักษาแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยให้เราพบปัญหาที่อาจกลายเป็นอันตรายได้ตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม การตรวจสุขภาพหัวใจก็เช่นกัน จะช่วยให้เรารู้ทันความเสี่ยง หาพบแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจในอนาคต จะได้ป้องกันและดูแลให้ดี หรือหากตรวจเจอความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้น... การรักษาก็ย่อมง่ายกว่าตอนที่เราตรวจเจอในระยะที่เป็นมากๆ แล้ว

การตรวจหัวใจมีกี่วิธี

  • 1.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG เป็นการตรวจดูว่าในแต่ละจังหวะการเต้นของหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่ โดยการติดตัวรับสัญญาณบนผิวหนังบริเวณหน้าอก เป็นการตรวจที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด หรืออันตราย สามารถตรวจได้ทุกเพศทุกวัย
  • 2.ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ ECHO เป็นการตรวจที่ใช้หลักการคล้ายกับการอัลตร้าซาวน์ คือการส่งคลื่นเสียงที่ปลอดภัยเข้าไปในทรวงอกแล้วรับเสียงที่สะท้อนออกมาไปแปลเป็นภาพให้เห็นบนจอ ซึ่งจะแสดงถึงรูปร่าง ขนาด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมไปถึงลิ้นหัวใจว่ามีการทำงานเป็นปกติหรือไม่
  • 3.ตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย หรือ EST เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกายด้วยการเดินบนสายพาน หรือปั่นจักรยาน เพื่อคัดกรองการอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการหายใจลำบาก อาการเจ็บแน่นหน้าอก การเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อวินิจฉัยและจำแนกโรคได้อย่างแม่นยำ
  • 4.ตรวจหาหินปูนและการตีบของหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Scoring) เป็นการตรวจดูปริมาณหินปูนในหลอดเลือดโดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เพื่อดูความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต ลดโอกาสเสียชีวิตฉับพลัยจากโรคหัวใจในอนาคต
  • 5.ตรวจเส้นเลือดแดงด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA) เป็นวิธีการตรวจดูเส้นเลือดของหัวใจว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน หรือความผิดปกติอื่นๆหรือไม่ โดยผู้เข้ารับการตรวจจะต้องมีการฉีดสารทึบรังสีก่อนการตรวจ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินอาการได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีเดินสายพานได้

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ

  • 1.ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งชายและหญิง
  • 2.ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง
  • 3.ผู้ที่ชื่นชอบการทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม
  • 4.ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ รวมทั้งผู้ที่ใกล้ชิดกับบุคคลที่สูบบุหรี่
  • 5.ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • 6.ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับไม่สนิท และรู้สึกอ่อนเพลียเป็นประจำ

 

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง "ดูแลหัวใจ ด้วยแพทย์เฉพาะทาง"

เด็ก (Pediatric)


คลินิกเด็ก โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมดูแลด้วยใจ ด้วยแพทย์เฉพาะ

ให้ความสำคัญกับพัฒนาการและสุขภาพของเด็กในทุกช่วงวัย บริการโดยทีมแพทย์ชำนาญการที่มีประสบการณ์ ครอบคลุมการตรวจรักษา การส่งเสริมสุขภาพ การให้วัคซีนตามวัย รวมถึงการให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงดูและโภชนาการของเด็กเพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัยและปลอดภัย


ยินดีให้บริการ

  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทั่วไปในเด็ก

  • ให้คำปรึกษาด้านพัฒนาการเด็กและส่งเสริมพฤติกรรม (รวมกิจกรรมบำบัด/เสริมพัฒนาการ)

  • วัคซีนสำหรับเด็กตามโปรแกรมและวัคซีนเสริม

  • ตรวจและดูแลปัญหาภาวะแพ้ (Allergy screening) และภาวะโลหิตจางในเด็ก

  • บริการส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก

  • ให้คำปรึกษาทางโภชนาการและการควบคุมน้ำหนักในเด็ก


แพทย์ผู้ให้บริการ (รายชื่อและความเชี่ยวชาญ)

นพ. สิริชัย ศีลประชาวงศ์ — กุมารแพทย์

นพ. กุลพัชร เส็งพานิช — กุมารแพทย์ (เฉพาะทางโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก)

พญ. สุภาวดี บุญเรืองศักดิ์ — กุมารแพทย์ (เฉพาะทางทารกแรกเกิดและปริกำเนิด)

พญ. อภิญญา ยวงทอง — กุมารแพทย์

พญ. นิษฐกานต์ อินทรสังขนาวิน — กุมารแพทย์

พญ. ณัฐกา รุจีรไพบูลย์ — กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด

พญ. กมลวรรณ แซ๋อึ้ง — กุมารเวชศาสตร์โภชนาการ

พญ. เพ็ญประภา เหมมณี — จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น


 


ไข้หวัดใหญ่ vs ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A กับ 8 อาการที่ผู้ปกครองควรสังเกตุ (Common Cold vs Type A Influenza)

ไข้หวัดใหญ่ vs ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A กับ 8 อาการที่ผู้ปกครองควรสังเกตุ



ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และไข้หวัดธรรมดาเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในหลายด้าน ทั้งสาเหตุ อาการ ความรุนแรง การแพร่ระบาด และการป้องกัน


1. สาเหตุของโรค

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A:

เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) สายพันธุ์ A ซึ่งมีความสามารถในการกลายพันธุ์สูง ส่งผลให้สามารถแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และอาจก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ได้

แพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย


ไข้หวัดธรรมดา:

มักเกิดจากไวรัสหลายชนิด เช่น ไรโนไวรัส (Rhinovirus), โคโรนาไวรัส (Coronavirus), อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และไวรัสอื่นๆ ที่มีความรุนแรงต่ำกว่าการติดเชื้ออินฟลูเอนซา

พบได้ตลอดทั้งปี และแพร่กระจายในลักษณะเดียวกับไข้หวัดใหญ่


2. เปรียบเทียบอาการไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับไข้หวัดธรรมดา

อาการ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

ไข้หวัดธรรมดา

ไข้สูง

สูงกว่า 38°C อาจสูงถึง 39-40°C

ไข้ต่ำหรือไม่มีไข้

หนาวสั่น

มีอาการชัดเจน

พบน้อยหรือไม่มี

ปวดศีรษะ

ปวดรุนแรง

ปวดเล็กน้อย

ปวดเมื่อยตามตัว

ปวดมาก รู้สึกอ่อนเพลีย

อ่อนเพลียเล็กน้อย

ไอ

ไอแห้งรุนแรง

ไอเล็กน้อย อาจมีเสมหะ

เจ็บคอ

มีอาการ แต่ไม่เด่นชัด

อาการเด่นชัด

น้ำมูกไหล

พบได้แต่ไม่รุนแรง

อาการหลัก

ท้องเสีย/อาเจียน

พบในเด็กบางราย

พบได้น้อย


3. ความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีแนวโน้มก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น

  1. ปอดอักเสบ (Pneumonia)
  2. หลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
  3. ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  4. กลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ในทางกลับกัน ไข้หวัดธรรมดามักไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และสามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน


4. การแพร่ระบาดและฤดูกาลที่พบบ่อย

  1. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A พบมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว และอาจมีการระบาดเป็นรอบๆ
  2. ไข้หวัดธรรมดา สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่แพร่กระจายได้ง่ายในช่วงที่อากาศเย็น

5. วิธีป้องกัน

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

✅ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

✅ ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า

✅ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงการระบาด

✅ สวมหน้ากากอนามัย


ไข้หวัดธรรมดา

✅ ล้างมือเป็นประจำ

✅ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย

✅ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์


หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว



วัคซีนพร้อมก็อุ่นใจ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธ์ุ 1 เข็ม ราคา 700 บาท


แพ็กเกจและโปรโมชั่นสำหรับชาวต่างชาติ (Package and Promotions for Foreigner)

Health & Wellness Promotion: Enjoy your visit and stay healthy!


Good health Starts Here at Wattanapat Hospital Trang


Make an Appointment Call: 0-7520-5433




 

ตา (Eye)

คลินิกตา OPHTHALMOLOGY (EYE CLINIC)


คลินิกตา (Ophthalmology) เรามุ่งมั่นให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาของคุณอย่างครบวงจร ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความมั่นใจให้กับผู้รับบริการทุกท่าน


บริการดูแลดวงตาที่ครอบคลุม

คลินิกตาของเรารับดูแลรักษาโรคตาทั่วไปและโรคตาที่ซับซ้อน โดยมีบริการสำคัญ ดังนี้

  1. ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคต้อหิน (Glaucoma) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็น
  2. ตรวจรักษาโรคจอประสาทตา (เช่น จอประสาทตาหลุดลอก, จอประสาทตาเสื่อม) พร้อมด้วยกล้องถ่ายภาพจอประสาทตา
  3. ตรวจวัดความดันตา (Intraocular Pressure) และทดสอบลานสายตา (Visual Field) เพื่อประเมินความเสี่ยง
  4. ผ่าตัดต้อกระจก ด้วยเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ (Ultrasound Phacoemulsification)
  5. รักษาอาการทางตาที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อในดวงตา
  6. ให้คำปรึกษาและติดตามผลหลังการรักษา เพื่อดูแลดวงตาในระยะยาว

ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา เครื่องทดสอบลานสายตา เครื่องวัดความดันตา และเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์


ทีมจักษุแพทย์ของเรา

  1. พญ. ชยามน แคนยุกต์ – จักษุแพทย์

  2. พญ. อรุณี รอดเนียม – จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน

  3. นพ. วันเฉลิม บัญชาศักดิ์เจริญ – จักษุแพทย์ เฉพาะทางด้านจอประสาทตาและวุ้นตา

  4. พญ. สุภชยา อุ่นเรือน – จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน

  5. พญ.มนชนก สวัสดิ์ผดุงกิจ – จักษุแพทย์ เฉพาะทางด้านจอประสาทตาและวุ้นตา

คลินิกตา เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 - 16.00 น.

คลินิกพิเศษด้านจอประสาทตา วันเสาร์ เวลา 16.00 - 20.00 น.

ชั้น 3 อาคาร Wellness Center

ติดต่อและนัดหมาย: โทร. 075-837000 ต่อ 2951



หัวใจ (Cardiology)

คลินิกหัวใจ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง — เพราะหน้าที่ของหัวใจ "ไม่มีคำว่าพัก"

คลินิกหัวใจ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มุ่งเน้นให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจด้วยมาตรฐานสูง พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกันโรค ไปจนถึงการรักษาเฉพาะทางและฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ



บริการทางการแพทย์ของคลินิกหัวใจ

คลินิกหัวใจให้บริการครอบคลุมหลายด้านของโรคหัวใจ ทั้งการตรวจวินิจฉัยและการรักษา ดังนี้

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)

โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือผิดปกติ (Valvular Heart Disease)

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)

การทดสอบเครื่องวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test – EST)

อัลตร้าซาวด์หัวใจ (Echocardiography, Echo)

บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกติดตัว (Holter Monitor)

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram, EKG)

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจคัดกรองหลอดเลือดหัวใจ (Coronary CT Angiography, CTA)

ด้วยอุปกรณ์ครบครันและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถวิเคราะห์การทำงานของหัวใจในทุกมิติ ตรวจจับความผิดปกติที่ซ่อนเร้น และให้คำแนะนำในการป้องกันโรคหัวใจเฉียบพลันได้อย่างแม่นยำ


ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


คลินิกหัวใจ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ ดังนี้

1.นพ. สุรพงศ์ สัมฤทธิ์ทรัพย์ — อายุรแพทย์โรคหัวใจ


2.นพ. ธีระศักดิ์ วัฒนสกุลเอก — อายุรแพทย์โรคหัวใจเฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด


3.นพ. อิทธิพล ปรีชาเวทยากุล — อายุรแพทย์โรคหัวใจเฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด


4.นพ. เสริมสุข เรืองวิทยาวงศ์ — อายุรแพทย์โรคหัวใจเฉพาะทางด้านสรีระไฟฟ้าหัวใจ


5.นพ. พูนสวัสดิ์ เรืองวิทยาวงศ์ — อายุรแพทย์โรคหัวใจเฉพาะทางด้านหัตถการปฏิบัติรักษาหัวใจและหลอดเลือด


6.พญ. สุพรรณนิดา ภูศิริ — แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ


7.นพ. ภูริพงศ์ รอดเนียม — ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก (CVT)


8.นพ. เปรม มงคลเคหา — ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก (CVT)

ทีมแพทย์ทุกท่านมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และร่วมกันวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (personalized care) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประสิทธิผลสูงสุด


  คลินิกหัวใจ เปิดให้บริการ ทุกวัน

เวลา 08.00 - 16.30 น. 

ชั้น 1 อาคารอมรา-วิทยา เมดิคอลเซ็นเตอร์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง 

ติดต่อและนัดหมาย: โทร. 075-205555

หู คอ จมูก (Nose and Throat Clinic)

คลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

คลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จึงพร้อมให้บริการดูแลสุขภาพของคุณอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิก (Otolaryngology) และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย มุ่งเน้นการรักษาที่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย




มากกว่าการรักษา คือการดูแลด้วยใจ

✅ ทีมแพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิก

ครอบคลุมทั้งการตรวจรักษาทั่วไปและการผ่าตัดเฉพาะทาง

เครื่องมือและเทคโนโลยีมาตรฐานสากล

ให้บริการทั้งเด็กและผู้ใหญ่


เทคโนโลยีและเครื่องมือทันสมัย

กล้องส่องโพรงจมูก (Nasal Endoscope)

กล้องส่องกล่องเสียง (Laryngoscope)

ห้องตรวจการได้ยินมาตรฐาน

เครื่องตรวจสมดุลของหูชั้นใน

CT Scan, MRI และ Ultrasound

เครื่อง Hyperbaric Chamber (HBOT)


ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก

ผู้รับบริการจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่มากประสบการณ์ ได้แก่

  1. นพ.วัฒนา มหาเจษฎา แพทย์โสต ศอ นาสิก
  2. พญ.จิตรลดา ณ ระนอง แพทย์โสต ศอ นาสิก
  3. นพ.โรจ สุวรรณโน แพทย์โสต ศอ นาสิก - นาสิกวิทยาและโรคภูมิแพ้ 
  4. พญ.จุฑามาศ เตชภานุวัฒน์ แพทย์โสต ศอ นาสิก
  5. พญ.อรุณรัตน์ ดำเกลี้ยง แพทย์โสต ศอ นาสิก
  6. พญ.ธนาภา ขวัญนุ้ย แพทย์โสต ศอ นาสิก

ทีมแพทย์พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย



บริการทางการแพทย์ของคลินิกหู คอ จมูก


การตรวจรักษาโรคหู

  1. หูอื้อ หูตึง
  2. หูน้ำหนวก
  3. เสียงดังในหู (Tinnitus)
  4. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
  5. การตรวจการได้ยินในเด็กและผู้ใหญ่
  6. การรักษาอาการหูดับ ด้วย เครื่องด้วยออกซิเจนบำบัด (HBOT)

การรักษาโรคจมูกและไซนัส

  1. ภูมิแพ้จมูก
  2. ไซนัสอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง
  3. ริดสีดวงจมูก
  4. เบนของผนังกั้นจมูก
  5. เลือดกำเดาไหลบ่อย

การรักษาโรคคอและกล่องเสียง

  1. ทอนซิลอักเสบเรื้อรัง
  2. เสียงแหบ กล่องเสียงอักเสบ
  3. กลืนลำบาก / สำลัก
  4. โรคนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  5. โรคไทรอยด์ และเนื้องอกบริเวณคอ

การผ่าตัดและการรักษาขั้นสูง

  1. ผ่าตัดไซนัสด้วยกล้อง (FESS)
  2. ผ่าตัดต่อมทอนซิล / อะดีนอยด์
  3. ผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นโพรงจมูก
  4. ผ่าตัดสายเสียง
  5. การรักษาผู้ป่วย Sleep Apnea

 


คลินิกหู คอ จมูก เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 - 16.30 น.

สถานที่: ชั้น 1 อาคารอมรา-วิทยา เมดิคอลเซ็นเตอร์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

ติดต่อและนัดหมาย: โทร. 075-205555

 

อายุรกรรม (Internal Medicine)

คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


ดูแลสุขภาพภายใน ครอบคลุมหลายสาขา ด้วยแพทย์เฉพาะทาง อายุรกรรมมั่นใจ แม่นยำ ปลอดภัยให้วัฒนแพทย์ ดูแล

คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการวินิจฉัย รักษา และติดตามโรค ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยเฉียบพลันและผู้ป่วยเรื้อรัง โดยมุ่งเน้นการดูแลแบบองค์รวม ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย



คลินิกอายุรกรรมโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ของเรารองรับผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบภายในร่างกาย เช่น อาการเหนื่อยง่าย เหนื่อยผิดปกติ ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง ปวดท้องซ้ำ ๆ เวียนศีรษะ หน้ามืด และภาวะโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือด ไทรอยด์ และภาวะฮอร์โมนผิดปกติ

เรามีแนวทางการรักษาที่เน้นการวินิจฉัยแม่นยำด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการปรับพฤติกรรม โภชนาการ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน


มากกว่าการรักษา คือการดูแลด้วยใจ

  • ให้การรักษาต่อเนื่องและแบบองค์รวม — ดูทั้งอาการปัจจุบันและปัจจัยเสี่ยงระยะยาว

  • ทีมแพทย์อายุรกรรมผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรการพยาบาลที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง

  • เครื่องมือทางการแพทย์ครบถ้วน เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว

  • การเชื่อมต่อกับแผนกเฉพาะทางอื่น ๆ ภายในโรงพยาบาล เช่น หัวใจ ไต ต่อมไร้ท่อ ปอด และห้องปฏิบัติการ


บริการทางการแพทย์

บริการทั่วไปของคลินิกอายุรกรรม

  1. ตรวจวินิจฉัยโรคอายุรกรรมทั่วไป
  2. ให้คำปรึกษาและติดตามอาการเรื้อรัง

อายุรกรรมต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม

  1. การตรวจและดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  2. วินิจฉัยและรักษาไทรอยด์
  3. ให้คำปรึกษาด้านการควบคุมน้ำหนักและภาวะเมตาบอลิซึม

อายุรกรรมโรคติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกัน

  1. วินิจฉัยและรักษาโรคติดเชื้อทั่วไป
  2. ให้การประเมินและติดตามภาวะแทรกซ้อนหลังการติดเชื้อ

อายุรกรรมโรคเลือดและภาวะผิดปกติของเลือด

  1. ตรวจวิเคราะห์ภาวะเลือดจาง ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ และให้คำปรึกษาเบื้องต้น

อายุรกรรมโรคปอด 

  1. ตรวจและรักษาโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง วัณโรค และปัญหาการหายใจ
  2. ตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test)
  3. ดูแลและติดตามผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  4. รักษาวัณโรคและโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  5. ประเมินภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea)

อายุรกรรมโรคไต 

  1. ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ภาวะไตวายเฉียบพลัน ให้คำปรึกษาเรื่องการฟอกไตและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  2. ตรวจและติดตามค่าการทำงานของไต (Renal Function Test)
  3. ให้การรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน
  4. ให้คำแนะนำการควบคุมอาหารและโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไต
  5. บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) และให้คำปรึกษาเรื่องการปลูกถ่ายไต

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทีมแพทย์อายุรกรรมของเราประกอบด้วยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ดังนี้:

  1. นพ.ธีรศักดิ์ ชุติมาภรณ์ — อายุรแพทย์โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ
  2. พญ.นพวรรณ วัฒนะจันทร์ — อายุรแพทย์ทั่วไป
  3. พญ.ทัศนีย์วรรณ กุลบุญ — อายุรแพทย์ทั่วไป
  4. พญ.นุชนารถ รัชชุศุภกาญจน์ — อายุรแพทย์ทั่วไป
  5. นพ.จักรพันธ์ รองเมือง — อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา
  6. นพ.โสภณ จุติอมรเลิศ — อายุรแพทย์ทั่วไป
  7. พญ.บราลี ศีลประชาวงศ์  —  อายุรแพทย์ทั่วไป
  8. นพ.ผงาด เนียมรัตน์  — อายุรแพทย์ทั่วไป
  9. พญ.ธิราภรณ์ ภูมิวิริยะ  — อายุรแพทย์ทั่วไป
  10. พญ.พีรญาณ์ เพิ่มการเจริญ  — อายุรแพทย์ทั่วไป
  11. พญ.สุพัตรา ชาติลีฬหา  — อายุรแพทย์ทั่วไป
  12. พญ.อังศุมาลย์ ไหมศรีกรด  — อายุรแพทย์โรคมะเร็ง
  13. พญ.ศิริพร จุติอมรเลิศ — อายุรแพทย์โรคเลือด
  14. พญ.ณัฐนี คุณาธรรม  — อายุรแพทย์โรคไต
  15. นพ.ชิตประสงค์ มาลัยศรี  — อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ
  16. นพ.จักรพงษ์ เทศพิทักษ์ —  อายุรแพทย์ทั่วไป
  17. พญ.ภัทรินทร์ ชุติมาภรณ์  — อายุรแพทย์โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ 

เวลาทำการ และการนัดหมาย

  • เวลาให้บริการ: เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-19.30 น. (กรุณาตรวจสอบวันและเวลาการออกตรวจของแพทย์เฉพาะทางในปฏิทินแพทย์)

  • สถานที่: ชั้น 1 อาคารอมรา-วิทยา เมดิคอลเซ็นเตอร์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

  • ติดต่อและนัดหมาย: โทร. 075-837016

มะเร็งนรีเวช ความเฉพาะทางเพื่อสุขภาพผู้หญิง (What is a Gynecologic Oncologist)

มะเร็งนรีเวช ความเฉพาะทางเพื่อสุขภาพผู้หญิงโดยเฉพาะ

สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช คือใคร และดูแลเรื่องใดบ้าง

 




ทำความรู้จัก "มะเร็งนรีเวช"

มะเร็งนรีเวช หมายถึงกลุ่มโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ซึ่งพบได้บ่อยและถือเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของผู้หญิงไทย มะเร็งนรีเวชที่พบมาก ได้แก่

  1. มะเร็งปากมดลูก : สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV
  2. มะเร็งรังไข่ : พบได้ในผู้หญิงวัยกลางคนและวัยสูงอายุ
  3. มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก : มักสัมพันธ์กับภาวะฮอร์โมนผิดปกติ
  4. มะเร็งช่องคลอดและปากช่องคลอด : พบไม่บ่อย แต่ควรเฝ้าระวัง

สูติ-นรีเวชกรรม คืออะไร?

สูติ-นรีเวชกรรม คือสาขาการแพทย์ที่ดูแลสุขภาพผู้หญิงโดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่

  1. การดูแลการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
  2. การตรวจสุขภาพผู้หญิงประจำปี
  3. การรักษาความผิดปกติของประจำเดือนและระบบสืบพันธุ์
  4. การตรวจรักษาโรคทั่วไป เช่น เนื้องอก ซีสต์ มดลูกโต

สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช คือใคร?

สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช (Gynecologic Oncologist) คือแพทย์ที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางเพิ่มเติม เพื่อดูแลและรักษามะเร็งที่เกิดขึ้นในระบบสืบพันธุ์สตรีโดยตรง แตกต่างจากสูติทั่วไปในด้านความเชี่ยวชาญ เช่น

  1. การวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น
  2. การผ่าตัดเฉพาะทางที่ซับซ้อน
  3. การดูแลผู้ป่วยร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น อายุรแพทย์มะเร็ง รังสีรักษา พยาธิแพทย์
  4. การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

 



อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช 

  1. ประจำเดือนมามากผิดปกติ มานานกว่าปกติ หรือเว้นหายไป
  2. ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น สีเปลี่ยน หรือมีเลือดปน
  3. ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดมากขณะมีประจำเดือน
  4. คลำพบก้อนในท้องน้อย
  5. เลือดออกผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือหลังวัยหมดประจำเดือน 

การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยมะเร็งนรีเวช

  1. การตรวจภายใน : ตรวจเบื้องต้นเพื่อหาความผิดปกติ
  2. ThinPrep และ HPV Test : ตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
  3. อัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน : ตรวจขนาดมดลูกและรังไข่
  4. การส่องกล้องและตรวจชิ้นเนื้อ : ยืนยันการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ 

ทำไมการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวชจึงสำคัญ

  1. เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย
  2. วางแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
  3. ลดภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียง
  4. เพิ่มโอกาสการหายและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


การป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งนรีเวช

  1. ตรวจสุขภาพผู้หญิงเป็นประจำทุกปี
  2. ฉีดวัคซีน HPV เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
  3. รักษาสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์

ถามตอบ เรื่องน่ารู้ สุขภาพผู้หญิงควรใส่ใจ

1.ผู้หญิงอายุน้อยควรตรวจคัดกรองมะเร็งนรีเวชหรือไม่?
ควรเริ่มตรวจเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือไม่เกินอายุ 25 ปี


2.ถ้าไม่มีอาการ จำเป็นต้องพบสูตินรีแพทย์เฉพาะทางไหม?
แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี แม้ไม่มีอาการผิดปกติ เพราะหลายโรคเริ่มต้นโดยไม่แสดงอาการ


3.สูตินรีแพทย์ทั่วไปสามารถรักษามะเร็งนรีเวชได้หรือไม่?
สูติทั่วไปสามารถตรวจเบื้องต้นได้ แต่หากพบความเสี่ยงหรือยืนยันว่าเป็นมะเร็ง ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช


4.ควรตรวจสุขภาพผู้หญิงบ่อยแค่ไหน?
อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองความผิดปกติและพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


มะเร็งนรีเวชเป็นโรคสำคัญที่ผู้หญิงทุกวัยควรตระหนักและเฝ้าระวัง การเข้าพบ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช ช่วยเพิ่มโอกาสการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแลครบวงจร เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของผู้หญิง

วัคซีน IPD 20 สายพันธุ์ หรือ Prevnar20 ตัวใหม่นี้ ดีกว่ายังไง (What You Need to Know About Prevnar 20)

วัคซีน IPD 20 สายพันธุ์ หรือ Prevnar20 ตัวใหม่นี้ ดีกว่ายังไง



วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20): ก้าวใหม่แห่งการป้องกันโรคนิวโมคอคคัส

วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (IPD) หรือโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงวัย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ที่สามารถปกป้องร่างกายจากเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่กว้างขึ้น นั่นคือ วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) (20-valent Pneumococcal Conjugate Vaccine)
ซึ่งเป็นการยกระดับของวัคซีนเดิมให้ครอบคลุมมากขึ้น ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (IPD) คืออะไร?

โรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) เป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด

กลุ่มประชากรที่เปราะบางมีโอกาสเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อชนิดนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป และทางออกที่ดีที่สุดคือการได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ


วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) กับการพัฒนาเพื่อการป้องกันที่เหนือกว่า

วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) เป็นนวัตกรรมวัคซีนล่าสุดที่พัฒนาโดยบริษัท Pfizer ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนสายพันธุ์ของแบคทีเรียที่สามารถป้องกันได้ จากเดิม 13 สายพันธุ์ใน PCV13 เป็น 20 สายพันธุ์

ทำให้ครอบคลุมเชื้อที่ก่อโรครุนแรงมากขึ้น ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และลดภาระของระบบสาธารณสุขในภาพรวม


วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) ป้องกันเชื้ออะไรได้บ้าง

วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) สามารถป้องกัน เชื้อนิวโมคอคคัสได้ถึง 20 สายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ

ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และช่วยลดอัตราการติดเชื้อที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง


วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) vs. วัคซีนรุ่นก่อนหน้า

วัคซีนจำนวนสายพันธุ์ที่ป้องกันได้
PCV13 13 สายพันธุ์
PCV15 15 สายพันธุ์
PCV20 20 สายพันธุ์

ข้อได้เปรียบของ วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20)

  1. ครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียที่กว้างขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ที่รุนแรง
  2. ลดการติดเชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์และช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษา
  3. ช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลดีต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม

เหตุผลที่ควรพิจารณาฉีด วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20)

  1. เพิ่มเกราะป้องกันให้ร่างกาย – ลดความเสี่ยงของโรคปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในประชากร – เมื่อคนจำนวนมากได้รับวัคซีน จะช่วยลดโอกาสการแพร่ระบาดของเชื้อ
  3. เหมาะสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ – กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับประโยชน์จากวัคซีนนี้อย่างมาก

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีน วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20)

  1. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี – เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงเพียงพอ
  2. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป – เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมถอย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ – โรคเรื้อรังเหล่านี้ทำให้ร่างกายรับมือกับการติดเชื้อได้ยากขึ้น
  4. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง – เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิ

วัคซีนป้องกันโรค IPD 20 สายพันธุ์ (Prevnar20) เป็นวัคซีนที่ได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยปกป้องประชากรจากเชื้อนิวโมคอคคัสได้ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมเชื้อสายพันธุ์ที่กว้างขึ้น และลดอัตราการเกิดโรคไอพีดีในกลุ่มเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เลือกซื้อแพ็กเกจวัคซีน IPD
ผ่าน Line MyShop คลิ๊ก



 


 

Checklist ตรวจสุขภาพสำหรับคนวัย 40+ เลือกแพ็กเกจให้เหมาะ ป้องกันโรคที่พบบ่อย (Health Check-up Checklist for 40+)

Checklist ตรวจสุขภาพสำหรับคนวัย 40+ เลือกแพ็กเกจให้เหมาะ ป้องกันโรคที่พบบ่อย



เมื่ออายุย่างเข้าสู่เลข 4 หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่นเหมือนเดิม โรคบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็เริ่มแสดงอาการ การตรวจสุขภาพจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "คนป่วย" อีกต่อไป แต่คือการป้องกันและหาความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ


ทำไมวัย 40 ขึ้นไปถึงควรเริ่มตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

วัยนี้เป็นช่วงที่ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานช้าลง กล้ามเนื้อลดลง ไขมันสะสมมากขึ้น รวมถึงฮอร์โมนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคหัวใจ มักเริ่มสะสมความเสี่ยงในช่วงวัย 40+ หากละเลยการตรวจอาจทำให้พบโรคช้าเกินไป


โรคที่พบบ่อยในคนวัย 40+

  1. เบาหวาน : ระดับน้ำตาลสูงสะสม ทำลายหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญ

  2. ความดันโลหิตสูง : ตัวการเงียบที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

  3. โรคหัวใจและหลอดเลือด : เส้นเลือดตีบ ตัน หรือตกเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ

  4. มะเร็งที่พบบ่อย : มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ

  5. ไขมันพอกตับ : ภัยเงียบจากการใช้ชีวิตแบบนั่งทำงาน ไม่ค่อยออกกำลังกาย


การแบ่งช่วงอายุในการตรวจสุขภาพ

ช่วงอายุ 40–49 ปี

ตรวจพื้นฐานเป็นหลัก เพิ่มการตรวจมะเร็งที่เริ่มมีความเสี่ยง

ช่วงอายุ 50–59 ปี

ควรตรวจเชิงลึกมากขึ้น เช่น ตรวจหัวใจ ตรวจลำไส้ ตรวจตาและกระดูก

ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ตรวจครบทุกระบบ เน้นการคัดกรองโรคที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตระยะยาว


Checklist ตรวจสุขภาพสำหรับผู้ชายวัย 40+

  1. ตรวจเลือด น้ำตาล ไขมัน ตับ ไต

  2. ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)

  3. ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง

  4. ตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า (ECG)

Checklist ตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงวัย 40+

  1. ตรวจเลือดและอวัยวะสำคัญ

  2. ตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear / Thin Prep)

  3. ตรวจมะเร็งเต้านม (แมมโมแกรม + อัลตร้าซาวด์)

  4. ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก


แพ็กเกจตรวจสุขภาพพื้นฐานที่ควรมี

  1. ตรวจเลือดและปัสสาวะ

  2. X-ray ทรวงอก

  3. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

  4. ตรวจดัชนีมวลกายและความดันโลหิต


แพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะทางที่แนะนำ

  1. ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง

  2. ตรวจตับและไขมันในเลือด

  3. ตรวจมะเร็งตามเพศและช่วงอายุ


ความแตกต่างในการเลือกแพ็กเกจของผู้ชาย vs ผู้หญิง

ผู้ชายควรเน้นตรวจโรคหัวใจ ต่อมลูกหมาก และตับ ส่วนผู้หญิงควรตรวจมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และกระดูกพรุนเป็นพิเศษ


วิธีเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพให้เหมาะกับตัวเอง

  1. ดูจาก ประวัติครอบครัว เช่น มีญาติป่วยโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน

  2. พิจารณา พฤติกรรมชีวิต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

  3. ตรวจตาม ช่วงอายุและเพศ ที่แพทย์แนะนำ


ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

รู้ทันโรคตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ รักษาได้เร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกกว่ารักษาตอนป่วยหนัก


สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เจ็บแน่นหน้าอก หรือเวียนศีรษะบ่อย ๆ


การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ

งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8–12 ชั่วโมง
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และเตรียมประวัติการรักษามาให้แพทย์


อย่ามองว่าการตรวจสุขภาพเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะจริง ๆ แล้วคือการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะคนวัย 40+ ที่กำลังจะก้าวสู่ช่วงวัยที่โรคภัยต่าง ๆ เริ่มถามหา


 

สูติ-นรีเวช (Obstetrics and Gynecology)

คลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


ดูแลสุขภาพสตรีอย่างครอบคลุม

คลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการตรวจวินิจฉัย ดูแลสุขภาพสตรีครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การคัดกรอง ป้องกัน และรักษาโรคในสตรี โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลมากประสบการณ์ พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อความแม่นยำในการรักษา


 


โทรศัพท์ คลินิกสูติ-นรีเวช 075-205555 ติดต่อ คลินิกสูติ-นรีเวช


บริการของเรา

  1. ตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาก่อนแต่งงาน และก่อนตั้งครรภ์

  2. ตรวจรักษาอาการผิดปกติของสตรี เช่น ฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนผิดปกติ การติดเชื้อในช่องคลอด

  3. ตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อวินิจฉัยโรคและความผิดปกติของอวัยวะสตรี

  4. รักษาโรคเฉพาะทางในสตรี ทั้งด้วยวิธีใช้ยาและการผ่าตัด เช่น เนื้องอกในรังไข่, ช็อกโกแลตซีสต์

  5. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (HPV DNA typing, Thin prep)

  6. ให้คำแนะนำและดูแลการฝากครรภ์

  7. ตรวจอัลตร้าซาวด์การเจริญเติบโตหรือภาวะผิดปกติของทารกทั้ง 2D / 3D / 4D

  8. บริการคลอดโดยสูติแพทย์ และดูแลทารกแรกเกิดโดยกุมารแพทย์เฉพาะทาง ทั้งคลอดธรรมชาติและผ่าตัดคลอด

  9. ตรวจและให้คำปรึกษาแก่สตรีวัยหมดประจำเดือน





ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  1. นพ.ณัฐชัย สิริวัฒนาภา – สูตินรีแพทย์

  2. พญ.ภิชญา บุญเจริญ – สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

  3. นพ.อัครวิชญ์ จิตชาญวิชัย – สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก

  4. พญ.วรัณญา เก้าเอี้ยน – สูตินรีแพทย์

  5. นพ.เอกพจน์ อนันตวรพจน์ – สูตินรีแพทย์

  6. พญ.ปิยดา รัตนตรัง – สูตินรีแพทย์

  7. พญ.สิบูรณ์ลักษณ์ หลักขัน – สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช

  8. พญ.วลัยภรณ์ คงคำสวน – สูตินรีแพทย์

  9. พญ.กิตติ์ชญาห์ วุฒิสันติกุล – สูตินรีแพทย์

  10. พญ.ศิริวรรณ บริพันธ์ – สูตินรีแพทย์

  11. นพ.นภสินธ์ ขวัญแก้ว – สูตินรีแพทย์



เวลาให้บริการ

ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.

คลินิกสูติ-นรีเวช อาคาร Wellnes Center ชั้น 2


แพ็กเกจและโปรโมชั่น

  1. แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนมีลูก

  2. แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน

  3. แพ็กเกจคลอดธรรมชาติ

  4. แพ็กเกจฝากครรภ์ เหมาจ่าย สบายกระเป๋า

  5. แพ็กเกจผ่าคลอด

  6. แพ็กเกจวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine)

  7. แพ็กเกจผ่าคลอดสิทธิข้าราชการ (เบิกตรงกรมบัญชีกลาง)

  8. ตรวจมะเร็งเต้านม (แมมโมแกรม 3D + อัลตราซาวด์)

  9. Thermiva Vaginal Rejuvenation (กระชับช่องคลอด)


 รักษาเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง | แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว


การขูดมดลูกไม่ได้น่ากลัวอย่าที่คิด

เติมผิวหน้าฉ่ำวาว ด้วย NCTF 135 HA ดีอย่างไร (NCTF 135 HA Treatment)

เติมผิวหน้าฉ่ำวาว ด้วย NCTF 135 HA ดีอย่างไร



NCTF 135 HA คืออะไร และดีอย่างไร

เป็นการฉีดสารบำรุงผิวพิเศษที่มี HA แบบโมเลกุลเดียว ซึ่งช่วยกระจายตัวง่ายและปรับสมดุลให้ผิว

  1. มีวิตามินมากถึง 14 ชนิด มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการทำงานของผิวหนังระดับเซลล์

  2. มีโคเอนไซด์สารต้านอนุมูลอิสระ และคอลลาเจน

  3. มีกรดอะมิโนมากถึง 24 ชนิด มีคุณสมบัติในการช่วยกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนเพื่อให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน และสร้างอิลาสตินใหม่

  4. มีสารแอนติออกซิแดนท์ 2 ชนิด ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ 

โดยช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มความชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ลดริ้วรอยและปรับเซลล์เม็ดสีใต้ตาให้สว่างกระจ่างใส



การฉีด NCTF 135 HA สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวด้านใดได้บ้าง

NCTF 135 HA เป็นสารบำรุงผิวที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการรักษาด้วยวิธีเมโสเทอราปี โดยแพทย์จะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กเจาะลงไปจนลึกถึงชั้นผิวเมโสซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังชั้นนอก และเป็นชั้นที่การบำรุงด้วยสารอาหารต่าง ๆผ่านการทาเข้าไปไม่ถึง และเมื่อเข็มเข้าไปจนถึงผิวหนังชั้นนี้แล้วแพทย์จะฉีดสาร HA วิตามิน และแร่ธาตุเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นบำรุงผิวจากภายใน โดยความเข้มข้นของโปรแกรม GLOW FACTOR BY NCTF 135 HA ที่ได้ผ่านการพิสูจน์จากศูนย์การวิจัยของประเทศฝรั่งเศส และได้รับความนิยมไปทั่วเอเชียและยุโรปว่ามีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาผิว และช่วยฟื้นบำรุงผิวได้อย่างแท้จริง

  1. ลดรอยดำและถุงใต้ตา

  2. บำรุงผิวให้ชุ่มชื่น

  3. ซ่อมแซมและฟื้นบำรุงผิว

  4. ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

  5. ผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ

  6. กระชับรูขุมขน

  7. เพิ่มความกระจ่างใส

  8. ลดริ้วรอยและร่องตื้น เพื่อผิวอ่อนเยาว์ขึ้น

การฉีด NCTF 135 HA ควรฉีดบริเวณไหน และเจ็บมากหรือไม่?

การฉีด NCTF 135 HA ใช้วิธีเมโสเทอราปี ซึ่งใช้เข็มขนาดเล็กเจาะลึกถึงผิวชั้นใน ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยมาก โดยสถานเสริมความงามมักใช้ยาชาทาให้ก่อน จึงไม่สร้างความเจ็บปวดและกังวลใจ การฉีดใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 30 นาที

บริเวณที่แนะนำให้ฉีด:

  1. ใต้ตาและรอบดวงตา

  2. ทั่วใบหน้า เพื่อเพิ่มความกระจ่างใสและความชุ่มชื่น

  3. ลำคอ เพื่อลดรอยย่นและชะลอวัย

  4. เนินหน้าอก เพื่อความกระจ่างใสและอวบอิ่ม

  5. หลังมือ เพื่อลดรอยย่นและดูอ่อนวัย

  6. แขนและขา เพื่อเพิ่มความเต่งตึง

ผลลัพธ์จากการฉีด NCTF 135 HA

จะคงอยู่ได้นาน 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพผิว การดื่มน้ำสะอาดมากๆ ช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่นานขึ้น เนื่องจาก HA เป็นสารอุ้มน้ำ ทำให้ผิวพรรณผ่องใสและมีสุขภาพดีได้ยาวนานขึ้น

 


ปรึกษาแผนกความงาม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นัดหมายแพทย์ Click


โปรแกรม GLOW FACTOR BY NCTF 135 HA รายละเอียด Click

หนูน้อยหัวกระแทกพื้นบ่อย อันตรายแค่ไหน (Head Injury in Children)

หนูน้อยหัวกระแทกพื้นบ่อย อันตรายแค่ไหน


เรามักจะเห็นเด็กเล็กหรือเด็กแรกเกิด เดินหรือคลานหกล้มอยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเด็กในวัยนี้ยังเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ยังไม่แข็งแรงมากนัก ประกอบกับวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเล่นซนไปเรื่อย ทั้งอุบัติเหตุจากการหกล้มหัวกระแทกพื้น หัวแตก หรือแม้กระทั่งตกจากบันได ถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฎบาดแผลภายนอก แต่บางครั้งอาจส่งผลให้สมองของเด็กได้รับการกระทบกระเทือนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการเด็กได้ ในบทความนี้ รู้ใจอยากให้ผู้ปกครองที่กำลังมีลูกน้อยได้อ่านไว้เป็นความรู้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นและเด็กเริ่มมีอาการที่แสดงถึงความผิดปกติ จะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที

หัวกระแทกพื้นบ่อยแค่ไหนถึงอันตราย?

การที่หัวกระแทกพื้นบ่อย ๆ แบบไม่รุนแรง ไม่มีแผลภายนอกชัดเจน หรือทำให้หมดสติไปเลยในเด็กนั้นอาจส่งผลถึงพัฒนาการบางอย่างในสมองได้ และสามารถส่งผลเสียสะสมในอนาคต จนส่งผลให้เกิดโรคในเด็กได้อาการที่อาจพบได้ มีดังนี้

  • ปวดศีรษะเรื้อรัง
  • ความจำเสื่อม
  • อารมณ์แปรปรวนหรือซึมเศร้า
  • เคลื่อนไหวไม่ปกติ
  • ปัญหาการนอนหลับไม่สนิท

อย่างไรก็ตาม หากลูกล้มบ่อย ๆ ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย หาสาเหตุ และวิธีป้องกันจะดีที่สุด


ความอันตรายจากเหตุที่เด็กหัวกระแทกพื้นสามารถพิจารณาได้จาก 2 ปัจจัยหลัก

  1. สภาพสถานที่เกิดอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง ถูกของแหลมคม กระแทกพื้นอย่างแรง แบบนี้ควรรีบไปพบแพทย์
  2. สังเกตอาการผิดปกติ โดยหากมีอาการดังนี้ ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
    • หมดสติ ชักเกร็ง กระตุก
    • ซึมผิดปกติ
    • อาเจียน
    • ปวดหัวรุนแรง
    • ตาพร่ามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน

เมื่อเด็กหัวกระแทกพื้นต้องทำยังไงบ้าง?

สำหรับการปฐมพยาบาลให้เด็กหัวกระแทกพื้นหรือการล้มหัวฟาดพื้นที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ คือ การประคบเย็นเพื่อลดความบวม หากมีแผลสามารถทาแผลได้ แต่!!! ไม่ควรให้เด็กรับประทานยาชนิดใดทั้งสิ้น เช่น ยาแก้ปวด แก้อักเสบ เพราะยาเหล่านี้อาจทำให้สัญญาณเตือนความผิดปกติหายไป และผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อสังเกตอาการที่อาจตามมาทีหลัง เพื่อไม่ทำให้การรักษาล่าช้าและอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก หรืออาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กด้านอื่น ๆ


เบอร์ฉุกเฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือเร่งด่วน

หากเกิดเหตุการณ์เด็กล้มหัวกระแทกพื้น หรือตกจากที่สูงและหมดสติ ไม่ควรทำการเคลื่อนย้ายเด็กเด็ดขาด เพราะอาจจะทำผิดวิธีและอาจทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงกว่าเดิม แนะนำว่าควรโทรขอความช่วยเหลือที่เบอร์ 1669


วิธีป้องกันไม่ให้เด็กหัวกระแทกพื้นรุนแรง

วัยเด็กเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง และไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราต้องทำให้ดีคือเลี้ยงเด็กให้ปลอดภัยจากปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลให้เด็กหัวกระแทกพื้นได้ ดังนี้

  1. จัดบ้านให้ปลอดภัย เก็บข้าวของให้เป็นที่ ไม่รกเกะกะทางเดิน และไม่ให้เด็กไปเล่นในบริเวณพื้นต่างระดับหรือบันได
  2. เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ปลอดภัย ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม และมีความมั่นคง เพื่อลดความรุนแรงเมื่อหัวไปกระแทก หรือหากมีขอบหรือมุมที่แหลม แนะนำให้ซื้อซิลิโคนหรือยางกันกระแทกขอบโต๊ะ
  3. ให้เด็กใส่รองเท้าหรือถุงเท้าที่มียางกันลื่น เพื่อป้องกันการลื่นล้มขณะเดินหรือคลาน หรือปูพื้นด้วยแผ่นรองสำหรับเด็ก 
  4. เลือกของเล่นเด็กที่ไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุมแหลมคม น้ำหนักเบา มีปัจจัยก่อให้เกิดอันตรายจากการกระแทกหัวได้น้อย
  5. ทาน้ำยากันลื่น ในบริเวณที่มีโอกาสลื่นล้ม เช่น ห้องน้ำหรือพื้นที่ที่เปียกบ่อย
  6. ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นอยู่ตามลำพัง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง

 

 

เช็กสิทธิ์ PA โรงเรียนกับวัฒนแพทย์ (Student Personal Accident Insurance)

อุบัติเหตุเมื่อไหร่ก็อุ่นใจใช้ PA ที่ วัฒนแพทย์ ตรัง ไม่ต้องสำรองจ่าย




 


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการรักษานักเรียนที่มีประกันอุบัติเหตุกลุ่ม (PA) ตามรายชื่อสถานศึกษาที่ร่วมรายการ พร้อมวงเงินคุ้มครองตามสิทธิ์ ดังนี้:


สถานศึกษาที่ไม่ต้องสำรองจ่าย

  1. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง – ทิพยประกันภัย 7,000 บาทต่อครั้ง
  2. โรงเรียนจิราธิวรรธน์ - เออร์โก 40,000 บาท/ครั้ง
  3. โรงเรียนดรุโณทัย – กรุงเทพประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  4. โรงเรียนตรังคริสเตียนศึกษาระดับ ม.1–ม.6: กรุงเทพประกันภัย 7,000 บาทต่อครั้ง
  5. โรงเรียนตรังคริสเตียนศึกษาระดับ อ.1–ป.6: กรุงเทพประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  6. โรงเรียนทับเที่ยงฮั่วเฉียว – แอกซ่าประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  7. โรงเรียนทิพยรัตน์วิทยา ตรัง - แอกซ่าประกันภัย 5,000 บาท/ครั้ง
  8. โรงเรียนเทศบาล 1 สังขวิทย์ – แอกซ่าประกันภัย 5,000 บาทต่อครั้ง
  9. โรงเรียนเทศบาล 2 วัดกะพังสุรินทร์ - แอกซ่าประกันภัย 6,000 บาท/ครั้ง
  10. โรงเรียนเทศบาล 3 นาตาล่วง - แอกซ่าประกันภัย 5,000 บาท/ครั้ง
  11. โรงเรียนเทศบาล 4 วัดมัชฌิมภูมิ – กรุงเทพประกันภัย 10,000 บาทต่อครั้ง
  12. โรงเรียนเทศบาล 5 วัดควนขัน - แอกซ่าประกันภัย 5,000 บาท/ครั้ง
  13. โรงเรียนเทศบาล 6 วัดตันตยาภิรมย์ - แอกซ่าประกันภัย 4,000 บาท/ครั้ง
  14. โรงเรียนเทศบาล 8 อนุบาลฝันที่เป็นจริง – แอกซ่าประกันภัย 5,000 บาทต่อครั้ง
  15. โรงเรียนน้ำผุด – กรุงเทพประกันภัย 5,000 บาทต่อครั้ง
  16. โรงเรียนบูรณะรำลึก ระดับ ป.1–ม.6: ไทยสมุทรประกันภัย 20,000 บาทต่อครั้ง
  17. โรงเรียนบูรณะรำลึก ระดับ อ.1–อ.3: กรุงเทพประกันภัย 10,000 บาทต่อครั้ง
  18. โรงเรียนปัญญาวิทย์ – กรุงเทพประกันภัย 8,000 บาทต่อครั้ง
  19. โรงเรียนปิยบุตรศึกษากร– แอกซ่าประกันภัย8,000 บาทต่อครั้ง
  20. โรงเรียนโพธิ์วิเชียรชัย - FWD 5,000 บาท/ครั้ง
  21. โรงเรียนมัธยมวัดควนวิเศษมูลนิธิ – กรุงเทพประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  22. โรงเรียนวัดควนวิเศษ – แอกซ่าประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  23. โรงเรียนวัดไทรงาม - วิริยะประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  24. โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ตรัง – กรุงเทพประกันภัย 10,000 บาทต่อครั้ง
  25. โรงเรียนสภาราชินี 2 – กรุงไทยพานิชประกันภัย 5,000 บาทต่อครั้ง
  26. โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง – กรุงไทยพานิชประกันภัย 5,000 บาทต่อครั้ง
  27. โรงเรียนอนุบาลตรัง - แอกซ่าประกันภัย 6,000 บาท/ครั้ง
  28. วิทยาลัยการอาชีพ ตรัง - วิริยะประกันภัย 6,000 บาทต่อครั้ง
  29. วิทยาลัยสารพัดช่าง - AIA 4,000 บาทต่อครั้ง

สถานศึกษาที่ต้องสำรองจ่าย

  1. โรงเรียนตรังร่วมพัฒนา - ทิพยประกันภัย (สำรองจ่าย) 10,000 บาท/ครั้ง
  2. โรงเรียนบุญเหลือเกี้อคง - LMG (สำรองจ่าย) 6,000 บาทต่อครั้ง
  3. โรงเรียนวิเชียรมาตุ 3 จังหวัดตรัง - LMG (สำรองจ่าย) 8,000 บาทต่อครั้ง
  4. โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง - สยามสไมล์การ์ด (สำรองจ่าย) 5,000 บาท/ครั้ง
  5. วิทยาลัยเทคนิคตรัง - LMG (สำรองจ่าย) 7,000 บาทต่อครั้ง
  6. วิทยาลัยโปลีเทคนิคตรัง - สยามสไมล์การ์ด (สำรองจ่าย) 5,000 บาท/ครั้ง
  7. โรงเรียนพรศิริกุล – เมืองไทยประกันภัย 5,000 บาทต่อครั้ง

 

* หมายเหตุ : การใช้สิทธิ์ไม่สำรองจ่าย จะขึ้นอยู่กับทางบริษัทประกันที่ดำเนินการกับทางโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว


ข้อมูลอัปเดตล่าสุด: เดือนกันยายน 2568 สอบถามสิทธิ์เพิ่มเติม โทร 075-205555 ต่อ 2404 

เช็กอาการแรกเริ่มของ RSV สัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าลูกน้อยอาจติดเชื้อไวรัส (Early Symptoms of RSV)


เมื่อเริ่มเข้าช่วงหน้าฝน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่อาการป่วยมากมายจะกลับมา ทั้งไข้ ไอ หวัด ไม่สบายตัว และอีกมากมาย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ทำให้เข้าหน้าหนาวทีไร อดไม่ได้ที่พ่อแม่จะแอบหนาวตามไปด้วย โดยโรคหนึ่งที่มากับหน้าฝนนี้เลยก็คือ โรคที่เกิดจากไวรัส RSV วันนี้ แผนกเด็กวัฒนแพทย์จะมาแชร์ข้อมูลของอาการแรกเริ่มของ RSV และการดูแลป้องกันลูกน้อยสำหรับคุณพ่อ คุณแม่กันนะคะ



ไวรัส RSV  คืออะไรและลูกน้อยสามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร


ความหมายของ RSV

RSV คือชื่อเรียกไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ที่มีชื่อว่า Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก การติดเชื้อ RSV มักพบในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน ไวรัสนี้สามารถก่อให้เกิดอาการตั้งแต่เบา ๆ เช่น หวัด จนถึงอาการรุนแรง เช่น ปอดบวมและหายใจลำบาก ที่อาจมีความรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


สาเหตุของการติดเชื้อ RSV

การติดเชื้อ RSV เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะ ไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านการหายใจ การไอ หรือการจามได้อย่างง่ายดาย โดยเด็กเล็กมักมีโอกาสติดเชื้อสูง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงเพียงพอ 


ความเสี่ยงและกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง

เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เด็กที่เกิดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจหรือปอด รวมถึงเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ RSV และอาจเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าเด็กทั่วไป


การแพร่กระจายของเชื้อ RSV

RSV แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือผ่านพื้นผิวที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัส การล้างมือและการทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อ



 สังเกตุอาการแรกเริ่มของ RSV 


1.ไข้

ไข้เป็นหนึ่งในอาการเริ่มแรกของ RSV ที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยอาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือสูงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ ผู้ปกครองควรตรวจวัดไข้ของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบอาการ


2.ไอ

การไอเป็นอาการที่พบบ่อยเมื่อเด็กติดเชื้อ RSV โดยอาจเริ่มจากการไอเบา ๆ และกลายเป็นไออย่างรุนแรง หากลูกน้อยมีอาการไออย่างต่อเนื่อง ผู้ปกครองควรพิจารณาพาลูกไปพบแพทย์


3.หายใจลำบาก

เด็กที่ติดเชื้อ RSV มักมีอาการหายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยอาจมีเสียงหายใจดังผิดปกติ เช่น เสียงหายใจดังซี่ ๆ หรือหายใจเหมือนมีอะไรขัดขวาง ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกตอาการนี้อย่างใกล้ชิด


4.น้ำมูกไหล

น้ำมูกไหลเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยในเด็กที่ติดเชื้อ RSV น้ำมูกอาจมีสีใสหรือขุ่นและมีลักษณะเหนียว การใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษเช็ดน้ำมูกอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ



สังเกตุอาการ RSV ของลูกได้ตั้งแต่ที่บ้าน

ด้วย RSV มีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกับอาการป่วยทั่ว ๆ ไป สิ่งที่ พ่อแม่ทำได้คือการหมั่นสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิดหากอาการไม่ดีขึ้นหรือหนักลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการใดอาการหนึ่ง แนะนำว่าให้รีบไปพบแพทย์


1.วิธีการวัดไข้

ผู้ปกครองสามารถใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิของลูกน้อย ควรวัดไข้ในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วน โดยทารก และเด็ก ควรมีอุณหภูมิปกติอยู่ที่ 36.6 – 37.2 องศาเซลเซียส หาก หากอุณหภูมิสูงเกินจากนั้น แสดงว่าลูกกำลังมีอาการไข้ หากลูกมีอาการไข้สูงมาก 

    1. ไข้ต่ำ (Low Grade Fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 37.5 – 38.4 องศาเซลเซียส

    2. ไข้ปานกลาง (Medium Grade Fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 38.5 – 39.4 องศาเซลเซียส

    3. ไข้สูง (High Grade Fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 39.5 – 40.4 องศาเซลเซียส

    4. ไข้สูงมาก (Hyperpyrexia) มีอุณหภูมิมากกว่า 40.5 องศาเซลเซียส

2.การตรวจสอบการหายใจ

การตรวจสอบการหายใจของลูกน้อยสามารถทำได้โดยการสังเกตการหายใจของเขา ถ้าหากลูกน้อยมีอาการหายใจลำบากหรือหายใจเร็ว ผู้ปกครองควรพาลูกไปพบแพทย์


3.การสังเกตอาการที่รุนแรงขึ้น

อาการที่รุนแรงขึ้นอาจรวมถึงการหายใจที่มีเสียงหวีด การใช้แรงในการหายใจ หรือการมีสัญญาณของการขาดออกซิเจน เช่น ริมฝีปากหรือนิ้วมือที่มีสีม่วง ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกตอาการเหล่านี้และพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง


4.เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

หากลูกน้อยมีอาการรุนแรงหรือไม่แน่ใจว่าลูกน้อยมีอาการของ RSV หรือไม่ ผู้ปกครองควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

 


"ลูกป่วยก็อุ่นใจ" วัฒนแพทย์ ดูแลด้วยใจ ด้วยแพทย์เฉพาะทาง 



การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากไวรัส RSV


1.วิธีการดูแลลูกน้อยที่ติดเชื้อไวรัส RSV

การดูแลลูกน้อยที่ติดเชื้อ RSV สามารถทำได้โดยการให้ยาตามที่แพทย์สั่ง การรักษาความชื้นในห้องเพื่อช่วยให้ลูกน้อยหายใจสะดวกขึ้น และการให้ลูกน้อยดื่มน้ำเพียงพอเพื่อป้องกันการขาดน้ำ


2.การรักษาความชื้นในห้อง

การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอนของลูกน้อยสามารถช่วยลดอาการหายใจลำบากและช่วยให้ลูกน้อยหายใจได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ การรักษาความชื้นในห้องยังช่วยลดการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจ


3.การป้องกันการติดเชื้อ RSV

การล้างมืออย่างถูกวิธี การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ และการทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวต่างๆ เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ RSV นอกจากนี้ การสอนเด็กให้ล้างมืออย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีก็เป็นสิ่งสำคัญ


 


ความสำคัญของการพาลูกน้อยไปพบแพทย์

การพาลูกน้อยไปพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรงหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาการเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากแพทย์สามารถให้คำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมได้


การตรวจวินิจฉัยและการรักษา

แพทย์อาจใช้การตรวจต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือด การเอ็กซ์เรย์ทรวงอก หรือการทดสอบทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ RSV และเลือกใช้การรักษาที่เหมาะสมตามอาการ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV มีแค่รักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอดและดูดเสมหะออก ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์หากไม่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน


การดูแลและป้องกันการแพร่กระจายของ RSV

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ RSV โดยเฉพาะได้ การใส่ใจดูแลและป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างที่จะช่วยป้องกันลูกน้อยจาก RSV ได้


1.วิธีการทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวต่างๆ

การทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ RSV ผู้ปกครองควรใช้สารทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับวัสดุของเล่น


2.การล้างมืออย่างถูกวิธี

การล้างมืออย่างถูกวิธีเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ ผู้ปกครองควรสอนเด็กให้ล้างมืออย่างถูกวิธี โดยใช้สบู่และน้ำที่สะอาด ล้างมือให้ทั่วทั้งฝ่ามือ หลังมือ และระหว่างนิ้วมือ 


3.การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ

การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ RSV เป็นวิธีการป้องกันที่ดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อในชุมชน ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่เด็กในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RSV ในเด็ก


RSV สามารถหายเองได้ไหม กี่วันหาย

ขึ้นกับว่าติดเชื้อรุนแรงระดับไหน ไข้หวัดธรรมดามักหายได้เอง ภายใน 5-7 วัน ถ้าติดเชื้อถึงทางเดินหายในส่วนล่าง มักจะมีปัญหาเรื่อง ไอ เสมหะเรื้อรัง บางรายจำเป็นต้องได้รับการเคาะปอด ดูดเสมหะ เป็นระยะเวลานานถึง 2-3 สัปดาห์

RSV จําเป็นต้องนอนโรงพยาบาลไหม

หากพบอาการเบื้องต้นที่เป็นอาการไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถทานยาและพักผ่อนที่บ้านได้ โดยการทานยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ การดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำและรักษาร่างกายให้อบอุ่น


RSV เป็นในผู้ใหญ่ได้ไหม

ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อ RSV ได้แต่อาการมักไม่รุนแรงเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันมาบ้างแล้ว

ระยะเวลาแพร่กระจายของ RSV

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้นาน 3-8 วันหลังมีอาการป่วยแต่อาจนานถึง 3-4 สัปดาห์ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ป่วยโรคง่าย จ่ายเหมาได้ เหมาะกับใครบ้าง และ อาการแบบไหน ถึงใช้แพ็กเกจนี้ได้ (What is simple disease package)

ป่วยโรคง่าย จ่ายเหมาได้ เหมาะกับใครบ้าง และ อาการแบบไหน ถึงใช้แพ็กเกจนี้ได้



ให้คุณอุ่นใจ วัฒนแพทย์ช่วย Save ค่าใช้จ่าย กับแพ็กเกจ OPD เหมาๆ
รักษาโรคกลุ่ม Simple Disease ในราคา 1,500 บาท

  1. ตรวจแลปหาเชื้อ
  2. พบแพทย์
  3. รับยากลับบ้าน 5-7 วัน (ไม่รวมยาเฉพาะโรค)

เช็กเลยอาการ ที่สามารถใช้แพ็กเกจ Simple Disease
ป่วยเมื่อไหร่ให้วัฒนแพทย์ ดูแล

  1. ไข้หวัดและติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
  2. มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ
  3. ท้องเสีย (ถ่ายเหลวบ่อย)
  4. ปวดศีรษะ (ปวดหัวธรรมดา)
  5. เวียนศีรษะเล็กน้อย
  6. กล้ามเนื้ออักเสบ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  7. อาการภูมิแพ้ทั่วไป

แพ็กเกจตรวจและรักษา โรคยอดฮิต แบบผู้ป่วยนอก (OPD) สำหรับผู้ใหญ่

ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
สำหรับผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีอาการไม่รุนแรง และสามารถกลับบ้านได้หลังรับการรักษา



แพ็กเกจตรวจและรักษา โรคยอดฮิต แบบผู้ป่วยนอก (OPD) สำหรับเด็ก

ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
สำหรับผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 15 ปีขึ้นไป ที่มีอาการไม่รุนแรง และสามารถกลับบ้านได้หลังรับการรักษา



 

อัลตร้าซาวด์ช่องท้องบอกอะไรเราได้บ้าง (Ultrasound Abdomen)

อัลตร้าซาวด์ช่องท้อง 1 ที ตรวจดูอวัยวะในร่างกายได้เป็น 10 แล้วอัลตร้าซาวด์ช่องท้องนี้บอกโรคอะไรเราได้บ้าง


 


อัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นความถี่สูง นำมาใช้ประโยชน์ในการตรวจอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย


โดยแบ่งวิธีการอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องออกเป็น 3 แบบ 


1.ตรวจอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen)

ได้แก่ ตับ ม้าม ถุงน้ำดี และช่องท้องทั่วไป

  1. ตรวจนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  2. ตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ของช่องท้อง ดูการตีบ-ตัน

 การเตรียมตัว : ผู้ใหญ่งดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการตรวจ ในเด็กอาจลดลงเหลือเพียง 3-4 ชั่วโมง (กรณีตัดถุงน้ำดีไปแล้ว ไม่ต้องงดอาหารก่อนตรวจ)


 2.การตรวจอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง (Ultrasound Lower Abdomen)

ได้แก่ มดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก ไส้ติ่ง

  1. ตรวจมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก
  2. วินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ

การเตรียมตัว : ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้มีน้ำในกระเพาะปัสสาวะมากพอที่จะดันลำไส้ขึ้นไปส่วนบน ทำให้เห็นอวัยวะต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น


3.การตรวจอวัยวะในช่องท้องทั้งหมด (Ultrasound Whole Abdomen)

ตรวจดูอวัยวะในช่องท้องทั้งหมด เช่น ตับ ม้าม ถุงน้ำดี ไต มดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะ ไส้ติ่ง

การเตรียมตัว : ควรงดอาหาร และเครื่องดื่มที่มีไขมันทุกชนิด ประมาณ 4-6 ชั่วโมง (แต่ดื่มน้ำเปล่าได้) พร้อมกลั้นปัสสาวะเอาไว้ เพราะจะทำให้มองเห็นอวัยวะในช่องท้องทั้งหมดได้อย่างชัดเจน


ใครบ้างที่ควรตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง


1.ปวดหรือรู้สึกไม่สบายท้อง

หากคุณมีอาการปวดท้องเรื้อรังหรือรู้สึกผิดปกติในช่องท้องการทำอัลตราซาวด์ช่องท้องจะช่วงให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะและโครงสร้างต่างๆ ที่อยู่ในช่องท้อง เช่น กระเพาะ, ตับ, กระเพาะปัสสาวะ, ไต และลำไส้เพื่อให้สามารถตรวจดูและวินิจฉัยอาการได้


2.ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยาหาร

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร, การทำอัลตราซาวด์ช่องท้องสามารถช่วยประเมินสภาพของอวัยวะ เช่น ตับ กระเพาะ และถุงน้ำดี และจะช่วยในการพบปัญหาเช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือความผิดปกติของตับ


3.โรคตับหรือถุงน้ำดี

เพื่อประเมินสภาพของตับและถุงน้ำดีเพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น โรคตับแข็ง ไขมันพอกตับ หรือ นิ่วในถุงน้ำดี


4.โรคดีซ่าน หรือภาวะตัวเหลือง (Jaundice)

หากคุณมีอาการผิวหนังหรือตาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของตับหรือท่อน้ำดี


5.น้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติ

หากคุณน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว การทำอัลตราซาวด์ช่องท้องสามารถช่วยหาสาเหตุได้ เพราะอาจะเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง


6.ปัญหาไต

เพื่อประเมินขนาด, รูปร่าง, และสภาพของไต และตรวจหานิ่วในไตหรือภาวะความผิดปกติอื่นๆ


7.ปัญหากระเพาะปัสสาวะ

ในกรณีของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่เกิดซ้ำๆ หรือปัญหาในการทำงานของกระเพาะปัสสาวะที่ผิดปกติ


8.พบก้อนหรือการบวมในช่องท้อง

หากมีก้อนหรือพบการบวมที่สัมผัสได้ช่องท้อง การอัลตราซาวด์ช่องท้องสามารถช่วยให้เห็นลักษณะของก้อนและสาเหตุของอาการบวดที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากส่วนไหน หรือเป็นการปวดที่อวัยวะส่วนใดในช่องท้องเพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกวิธี



 

 

เทคโนโลยีฟอกเลือดประสิทธิภาพสูง Online Hemodiafiltration (Online Hemodiafiltration)

ฟอกเลือดประสิทธิภาพสูง : Online Hemodiafiltration (OL-HDF) คืออะไร?



รู้จักภาวะไตวายและไตวายเรื้อรัง

ไตวาย

เป็นภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด ไม่สามารถขับของเสียผ่านทางปัสสาวะได้ ทำให้ของเสียตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังทำให้ระดับน้ำ เกลือแร่ และแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายขาดความสมดุล ส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที


ไตวายเรื้อรัง

ภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถขับของเสียและน้ำได้เพียงพอ จึงก่อให้เกิดอาการของเสียและน้ำคั่ง เช่น บวม  ปัสสาวะผิดปกติ โลหิตจาง ซึม หอบเหนื่อย น้ำท่วมปอดได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดที่เหมาะสม เพื่อรักษาอาการและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเราจึงได้นำเทคโนโลยีการฟอกเลือดประสิทธิภาพสูง  Online Hemodiafiltration (OL-HDF) โดยเทคโนโลยีฟอกไตชนิดนี้ เป็นที่นิยมใน อเมริกาและยุโรป มาใช้ เพราะทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายดีขึ้นมากและมีชีวิตยืนยาวมากกว่าการฟอกไตชนิดธรรมดา


เมื่อไหร่ต้องฟอกเลือด หรือล้างไต

โรคไตวายเรื้อรัง เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย ต้องรับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งการฟอกเลือดหรือล้างไตเป็นหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น นอกจากการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกแบบทั่วไปแล้ว ปัจจุบันมีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมประสิทธิภาพสูง ที่เรียกว่า Online Hemodiafiltration (OL-HDF) ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้เป็นไตวายเรื้อรัง ให้ดีขึ้นได้

 


 

แผนกไตเทียมโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


ฟอกเลือดหรือล้างไตประสิทธิภาพสูง OL-HDF

การล้างไตด้วยวิธี OL-HDF เป็นการเพิ่มวิธี Convection เข้าไปในการขจัดของเสีย ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวนำของเสียออกจากร่างกาย โดยการใช้แรงดันผลักสารน้ำในเลือดทิ้ง และเมื่อมีการผลักสารน้ำทิ้ง ของเสียที่อยู่ในสารน้ำย่อมถูกขจัดออกไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีการเติมสารน้ำและเกลือแร่บริสุทธิ์ทดแทนเข้าไปตลอดช่วงที่ทำการล้างไต เพื่อให้ร่างกายมีสารน้ำและเกลือแร่อยู่ในภาวะที่สมดุลเป็นปกติ โดยเป็นเทคโนโลยีการฟอกเลือดที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดของเสีย อาศัยกระบวนกำจัดของเสีย 2 กระบวนการรวมกัน ซึ่งก็คือกระบวนการแพร่ (Diffusion) และกระบวนการพา (Convection) สามารถกำจัดของเสียได้ทั้งของเสียที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และของเสียที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งการฟอกแบบเดิมไม่สามารถทำได้ อีกทั้งการฟอกเลือดแบบ OL-HDF ยังใช้ตัวกรองที่มีประสิทธิภาพการกรองสูง และใช้น้ำบริสุทธิ์สูงระดับ Ultra pure  water ในการกำจัดของเสีย ด้วยวิธีนี้ จึงช่วยลดภาวะติดเชื้อ ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือมีชีวิตยืนยาวมากกว่าการฟอกเลือดปกติในระยะยาว


ข้อดีของการฟอกเลือดหรือล้างไตแบบ OL-HDF

1.ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเมื่อเทียบกับการฟอกเลือดแบบธรรมดา

2.ลดการเกิดความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือด

3.สามารถขจัดของเสีย เช่น ฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดอาการคันตามผิวหนัง และลดภาวะแทรกซ้อน ที่เกิดจากฟอสฟอรัสในเลือดสูงได้

4.ภาวะโลหิตจางดีขึ้น ลดการฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้

5.ลดการเกิดการอักเสบของร่างกายได้มากกว่าการฟอกเลือดแบบธรรมดา

6.ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผิวขาวขึ้น ไม่ดำคล้ำ


บริการฟอกเลือดด้วยวิธี Online Hemodiafiltration (Online HDF)

ราคาปกติ 3,300 บาท (รวมค่าบริการทางการแพทย์)


ฟอกไต ใช่สิทธิ์ได้ ด้วย กรมบัญชีกลาง ประกันสังคม สิทธิบัตรทอง



แผนกไตเทียมโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมให้บริการ

โทร. 075-205-415

 

โครงการอบรมสอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR Save Life จังหวัดพัทลุง (CPR Save Life at Phatthalung)

พิธีเปิดโครงการวัฒนแพทย์ อาสา CPR Save Life จังหวัดพัทลุง


 



อะดีโนไวรัส น่ากลัวแค่ไหนป้องกันยังไงดี (Adenovirus)


อะดีโนไวรัส คืออะไรติดแล้วมีอาการอย่างไรบ้าง

อะดีโนไวรัส (Adenovirus) เป็นไวรัสที่ส่งผลให้เกิดอาการป่วยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 3 เดือน หรือ ในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน มีโรคประจำตัวในระบบทางเดินหายใจหรือระบบหัวใจที่ผิดปกติ ที่ได้รับอะดีโนไวรัส อาจมีอาการรุนแรงได้ อะดีโนไวรัสเป็นสาเหตุของโรคในหลายระบบของร่างกาย มีอาการได้ตั้งแต่เป็นไข้หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ท้องเสีย ตาแดง ความรุนแรงมีได้ตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงมาก โดยอะดีโนไวรัส นี้สามารถระบาดได้ตลอดทั้งปี ไม่สัมพันธ์กับฤดูกาลใดๆ


 


อะดีโนไวรัส ติดต่อได้อย่างไร

การติดต่อของอะดีโนไวรัส เกิดได้หลายวิธี ทั้งจากการแพร่กระจายทางฝอยละอองจากการติดต่อได้ในระยะใกล้ มีการไอจามใส่กัน หรือติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสนี้ รวมทั้งติดต่อทางการสัมผัสโดยอ้อมจากสิ่งของที่ปนเปื้อน เชื้ออะดีโนไวรัส มีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วันตามพื้นผิวสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สามารถถูกกำจัดได้โดยความร้อน สารเคมีฟอร์มาลดีไฮด์และสารฟอกขาว


การวินิจฉัย

การตรวจหาเชื้ออะดีโนไวรัส ทำได้โดยเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก คอ หรือขี้ตา เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือตรวจหาเชื้อทางอุจจาระ


การรักษา

เมื่อติดเชื้ออะดีโนไวรัส แล้ว จะต้องรักษาตามอาการที่เป็น พ่อแม่ต้องดูแลให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยดูดน้ำมูกหรือล้างจมูก ให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้สูง หากอาการรุนแรง ควรต้องพามาพบกุมารแพทย์เพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ พ่นยาขยายหลอดลม หรือให้ออกซิเจน สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงมากหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ นั้นถือว่ามีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านเชื้อไวรัสร่วมด้วย


การป้องกันเชื้ออะดีโนไวรัส

วิธีป้องกันการติดเชื้ออะดีโนไวรัส ที่ดีที่สุด คือ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล และรักษาความสะอาดภายในบ้าน อาทิ เช็ดโต๊ะ เช็ดเก้าอี้ ของเล่นของลูก และไม่พาลูกไปในแหล่งชุมชนที่มีคนแออัด หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย รวมทั้งสอนให้ปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษเวลาไอหรือจามด้วย


คลินิกเด็ก"ไว้ใจ"วัฒนแพทย์ หมอเด็กพร้อมดูแล "24 ชั่วโมง" 


อาการป่วยแบบไหน ที่เรียกว่า Simple Diseases (What is Simple Diseases)

อาการป่วยแบบไหน ที่เรียกว่า Simple Diseases



 


Simple Diseases หมายถึง การป่วยเล็กน้อยทั่วไป 

การป่วยเล็กน้อย คืออะไร วัดกันที่ตรงไหน หรือมีหลักเกณฑ์อะไรที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าแค่กินยาก็หาย ไม่ต้องแอดมิดให้ยุ่งยากเสมอไป  

การป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) ถูกจำแนกตามระบบ ICD-10 โดยองค์การอนามัยโลก ระบุรายชื่อ 5 กลุ่มโรคที่สามารถรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อน หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง 


5 กลุ่มโรคจำแนกตามระบบ ICD-10 โดยองค์การอนามัยโลก 

1. โรค ระบบทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ (Upper Respiratory Tract Infection)

2. ไข้หวัดใหญ่(Influenza)

3. ท้องเสียเฉียบพลัน (Acute Diarrhea) 

4. โรคเวียนศีรษะ (Vertigo) 

5. โรคอื่นๆ ที่บริษัทประกาศกำหนด โดยไม่ปรากฏโรคหรือภาวะแทรกซ้อน หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือป่วยด้วยโรคอื่นตามมา 


กลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases)

สำหรับผู้เอาที่มี อายุ 3-5 ปี ประกอบไปด้วยการวินิจฉัยว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งตามที่กำหนด 6 โรค โดยต้องไม่มีกาวะแทรกซ้อน ดังต่อไปนี้กลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Discases) และไม่มีภาวะแทรกช้อน

1. ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน

2. ไข้หวัดใหญ่

3. ท้องเสีย

4. ไข้ไม่ระบุสาเหตุ

5. ภูมิแพ้

6. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ


กลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Discases) สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป

ประกอบไปด้วยการวินิจฉัยว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งตามที่กำหนด 9 โรค โดยต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) และไม่มีภาวะแทรกช้อน

1. ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน

2. ไข้หวัดใหญ่

3. ท้องเสีย

4. เวียนศีรษะ

5. ไข้ไม่ระบุสาเหตุ

6. ปวดหัว

7. กล้ามเนื้ออักเสบ

8. ภูมิแพ้

9. โรคกระเพาะอาหารอักเสบและกรดไหลย้อน


หากเป็นไปตามเกณฑ์นี้ทุกข้อ จะพิจารณาว่า สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ไม่จำเป็นต้องแอดมิต

  1. อุณหภูมิ 36 – 38.5°C
  2. ชีพจร 50 – 120 ครั้ง /นาที
  3. การหายใจ 9 – 22 ครั้ง / นาที
  4. ความดันโลหิตตัวบน 90 – 180 mmHg
  5. ความดันโลหิตตัวล่าง 60 – 110 mmHg
  6. ระดับออกซิเจน (O2 Sat) > 95%
  7. คะแนนความปวด > 7
  8. ระดับน้ำในร่างกาย : ไม่ขาดน้ำ หรือ ขาดน้ำเล็กน้อย
  9. สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี : ต้องไม่มีอาการซึม หายใจลำบาก ดื่มนมหรือกินได้น้อยลง

 

 

ประวัติความเป็นมา (History)


 โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ทันสมัย ครบวงจร ที่เปิดบริการคนไข้ อยู่คู่ชาวตรังและชาวจังหวัดใกล้เคียงมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเพียงคลินิก "หมอวิทย์" ของ นายแพทย์วิทยา ลีละวัฒน์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2500 จนเติบโตเรื่อยมา จากคลินิกเป็นสถานพยาบาลเมื่อปี 2505 , เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อปี 2520 และเป็นโรงพยาบาลสมบูรณ์แบบเมื่อปี 2534 ในปัจจุบัน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เติบโตมาจนบัดนี้ เป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง นับเป็นเวลากว่า 60 ปี


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ตั้งอยู่ที่ 247/ 2 ถนนพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สมัยก่อนนั้นแม้จะขยายเป็นโรงพยาบาลแล้ว ผู้คนก็ยังเรียกกันติดปากว่า "บ้านหมอวิทย์" เรื่อยมา และเรียกพื้นที่โดยรอบบริเวณที่ตั้งโรงพยาบาลว่าถนนแถวนี้ว่า "สามแยกหมอวิทย์" ก็เพราะอัธยาศัยไมตรีของคุณหมอและภรรยา ทำให้มีคนไข้มากมาย และ คนไข้รักและนับถือบุคคลทั้งสองมาก

ผู้ก่อตั้งและบริหาร ต้องการให้โรงพยาบาลเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเน้นคุณภาพการรักษา และวิทยาการที่ทันสมัย มีมาตรฐานแก่ผู้ป่วย และให้โรงพยาบาลบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมด้วย เช่นการออกหน่วยตรวจสุขภาพโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และการอาสาทำประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้น สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งมีมากกว่า 300 ชีวิต ในปัจจุบัน ทางโรงพยาบาลก็ดูแล เอาใจใส่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันตลอดมา ว่ากันว่าจากที่เคยดูแลแบบพี่กับน้องก็เปลี่ยนมาเป็นดูแลแบบแม่กับลูก ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้ใต้บังคับบัญชา แม้แต่คนไข้ก็ยังได้รับการปฏิบัติแบบญาติเสมอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลประสบความสำเร็จ



ศัลยกรรม (Surgery)

คลินิกศัลยกรรมทั่วไป

บริการตรวจวินิจฉัย รักษาและผ่าตัดโรคศัลยกรรมทั่วไป เช่น  ไส้ติ่ง, ก้อนหรือถุงน้ำที่เต้านม, ก้อนที่ขาหนีบ, ผ่าฝี, ตาปลา, ทำแผล-เย็บแผล จากอุบัติเหตุต่างๆ,  ริดสีดวงทวารหนัก,
บริการส่องกล้องดูความผิดปกติของกระเพาะอาหาร/ ลำใส้ใหญ่ส่วนปลาย / ลำใส้ใหญ่ต่อทวารหนัก  รวมถึงบริการเจาะเลือดตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งลำไส้, มะเร็งตับ  เป็นต้น


คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ

บริการตรวจวินิจฉัย รักษาและผ่าตัดโรคที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อ เช่น โรคเก้าต์, โรคข้อเสื่อม, Rheumatoid arthritis, โรคกระดูกพรุน, โรคข้อกระดูกเสื่อม, โรคเกี่ยวกับเท้าและข้อเท้า, หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, หมอนรองกระดูกเคลื่อน,  เอ็นข้อเข่าฉีกขาด,  เปลี่ยนข้อเข่าเทียม, เปลี่ยนข้อสะโพกเทียม, ผ่าตัดผังผืด, นิ้วล๊อก  เป็นต้น โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานที่ชำนาญการพร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ  เครื่อง CT –SCAN / MRI / C-ARM  ช่วยให้การวินิจฉัยถูกต้องและทำการผ่าตัดได้แม่นยำ ปลอดภัย


คลินิกศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ

บริการตรวจวินิจฉัย รักษาและผ่าตัดโรคเกี่ยวกับอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์  ได้แก่

- โรคนิ่วในไต / ท่อไต / กระเพาะปัสสาวะ
- โรคมะเร็งไต / มะเร็งท่อไต / มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ / มะเร็งต่อมลูกหมาก / มะเร็งอัณฑะ / มะเร็งของอวัยวะสืบพันธ์ุ

รวมถึงโรคอื่นๆ อาทิ ไตบวมน้ำ, การติดเชื้อที่ไต, ความผิดปกติของไตตั้งแต่กำเนิด, ท่อไตตีบ/อุดตัน, การบาดเจ็บของท่อไต, กระเพาะปัสสาวะไว, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติอันเกิดมาจากระบบประสาท, ต่อมลูกหมากโต/อักเสบ, ท่อปัสสาวะตีบ/อักเสบ อัณฑะไม่ลงถุงตั้งแต่กำเนิด, การทำหมันชาย, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ุ เป็นต้น


คลินิกศัลยกรรมประสาท

บริการตรวจวินิจฉัย รักษาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคทางศัลยกรรมประสาท เช่น อุบัติเหตุที่เกิดบริเวณสมอง, กระโหลกศีรษะร้าวหรือแตก, มีก้อนเนื้องอก, เลือดออกในสมอง, เส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น โดยมีความพร้อมด้านเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย เช่น MRI / CT SCAN / C-ARM และมีห้องผ่าตัดที่มีระบบป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงห้องสังเกตุอาการหลังการผ่าตัดที่มีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด


คลินิกศัลยกรรมด้านผ่าตัดส่องกล้อง

ให้บริการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ช่วยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กประมาณ 0.5 - 1 ซม. เท่านั้น โดยเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผลมาก  อีกทั้งยังเสียเลือดน้อยกว่า และเมื่อแผลผ่าตัดเล็ก ก็เจ็บปวดน้อย และฟื้นตัวไวกว่า

  1. การผ่าตัดส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  2. การผ่าตัดส่องกล้องกระเพาะอาหาร
  3. การผ่าตัดส่องกล้องรักษาโรคไส้เลื่อน
  4. การผ่าตัดส่องกล้องรักษานิ่วในถุงน้ำดี
  5. การผ่าตัดส่องกล้องรักษาโรคลำไส้อุดตัน หรือไส้ติ่งอักเสบ

6 ขั้นตอน ยื่นขอ ค่าคลอดบุตร ค่าสงเคราะห์บุตร ผ่านประกันสังคมออนไลน์ (e-Self Service) (Maternity Allowance Social Security Online)

6 ขั้นตอนยื่นขอค่าคลอดบุตรค่าสงเคราะห์บุตรผ่านประกันสังคมออนไลน์ (e-Self Service)



  1. เข้าเว็บไซต์ประกันสังคม www.sso.go.th เข้าสู่ระบบผู้ประกันตน
  2. ใส่รหัส เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก
  3. เลือก “ระบบ e-Self Service”
  4. เลือก ขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุน
  5. เลือกยื่นขอรับประโยชน์ทดแทน ตามกรณีที่ท่านมีสิทธิ “กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน”
  6. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน และเลือกสำนักงานประกันสังคมที่สะดวกติดต่อ พร้อมอัปโหลดเอกสารแนบในระบบ เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน และช่องทางในการรับเงิน

เอกสารที่ใช้เบิกประกันสังคมคลอดบุตรอุดหนุนบุตร


ยื่นสงเคราะห์บุตรออนไลน์ใช้อะไรบ้าง ? 

  1. ใบรับรองแพทย์หรือสำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (ระบุวันที่ตรวจครรภ์และอายุครรภ์)
  2. ใบเสร็จรับเงิน

ยื่นค่าคลอดบุตรออนไลน์ใช้อะไรบ้าง ?

  1. สำเนาสูติบัตรและภาพถ่ายสูติบัตรตัวจริง

ค่าคลอดบุตรค่าสงเคราะห์บุตรเบิกประกันสังคมได้เท่าไหร่?

  1. เบิกค่าฝากครรภ์ : วงเงินรวม 1,500 บาท
  2. เบิกค่าคลอดบุตร : เหมาจ่ายวงเงิน 15,000 บาท ต่อครั้ง
  3. เบิกเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร : เบิกได้ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน)
  4. เบิกค่าชดเชย กรณีแท้งบุตร : ต้องอายุครรภ์ไม่น้อยกว่า 28 สัปดาห์
  5. เบิกเงินสงเคราะห์เพื่อเลี้ยงดูบุตร : เบิกได้ 800 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่เกิดจนถึง 6 ปี (ปรับเป็น 1,000 บาท ปีหน้า 2568)

หมายเหตุ : ผู้ประกันตนชาย จะได้รับเฉพาะเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย จำนวน 15,000 บาท (ไม่ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร)


ยื่นค่าคลอดบุตรค่าสงเคราะห์บุตรผ่านประกันสังคมออนไลน์กี่วันได้ ?

หากส่งเอกสารครบถ้วน และได้รับการอนุมัติ เงินจะโอนเข้าบัญชีผู้ประกันตน ภายใน 7-10 วันทำการ โดยนับตั้งแต่วันที่ยื่นเอกสารเสร็จสมบูรณ์



เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: ค่าคลอดบุตร ประกันสังคม 2568, ยื่นค่าสงเคราะห์บุตร ออนไลน์, สิทธิประโยชน์ประกันสังคม คลอดลูก, maternity allowance sso thailand, ขอเบิกค่าคลอดบุตร ทำยังไง, ยื่นค่าคลอดประกันสังคมออนไลน์

วัฒนแพทย์ Mother Class ชวนแม่ๆ บุกห้องคลอด สัมผัสประสบการณ์จริง (Wattanapat Mother Class 02/08/2025)

ประมวลภาพกิจกรรม Mother Class “บุกห้องคลอด” สัมผัสประสบการณ์จริง ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมกับ MEDEZE จัดกิจกรรมพิเศษ Mother Class “บุกห้องคลอด” เพื่อเตรียมความพร้อมให้คุณแม่ตั้งครรภ์และครอบครัว ผ่านการเรียนรู้ขั้นตอนการคลอดบุตร การดูแลทารกแรกเกิด และการปรับตัวหลังคลอด โดยทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ



ไฮไลต์กิจกรรม Mother Class

เยี่ยมชมบรรยากาศห้องคลอดจริง

ผู้เข้าร่วมได้ชมตั้งแต่ ห้องคลอด, ห้องพักฟื้นหลังคลอด ไปจนถึง ห้องดูแลทารกแรกเกิด พร้อมคำอธิบายขั้นตอนและอุปกรณ์ที่ใช้จริง


ฝึกปฏิบัติการดูแลทารกแรกเกิด

พยาบาลผู้ชำนาญสอนการอุ้มทารก การอาบน้ำ ป้อนนม และดูแลสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มั่นใจเมื่อต้องดูแลลูกน้อย


ไขข้อสงสัยกับสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นพ.ณัฐชัย สิริวัฒนาภา สูติแพทย์ประจำโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับสิ่งที่ควรและไม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด


ชมบรรยากาศห้องพักโฉมใหม่

สัมผัสความสะดวกสบายของห้องพักมาตรฐานและห้องพิเศษ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณทุกครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรม Mother Class ครั้งนี้ เรามุ่งหวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยให้คุณแม่และครอบครัวเตรียมพร้อมและมั่นใจก่อนถึงวันคลอด

ซื้อยาให้ลูกเล็กทานเอง เสี่ยงแค่ไหน ทำไมควรหลีกเลี่ยง (Dangers of self-medication your child)

ซื้อยาให้ลูกเล็กทานเอง เสี่ยงแค่ไหน ทำไมควรหลีกเลี่ยง

เมื่อลูกน้อยมีความเจ็บป่วยไม่สบายเกิดขึ้น สิ่งแรกที่พ่อแม่ นึกถึง ก็คงเป็น “ยา” และช่องทางการได้มาซึ่งยานั้นก็มีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาล หรือไปหาคุณเภสัชกรที่ร้านยา แต่วิธีที่กล่าวไปนั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาและไม่ได้สะดวกสบายสำหรับทุกคนเสมอไป บางคนจึงเลือกเข้าถึงยาโดยการ “ซื้อยาให้ลูกกินเอง” ไม่ว่าจะเป็นจากทางออนไลน์ จากโฆษณาต่าง ๆ จากร้านยาที่ไม่มีเภสัชกร รวมถึงการซื้อยาตามคำบอกเล่าของเพื่อนหรือคนรู้จัก



เหตุผล ข้อ ที่คุณ ไม่ควรซื้อยากินเอง

1. เป็นอันตราย

ยาที่ได้รับมาจากบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์หรือแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจเป็นยาที่ไม่มีมาตรฐาน เสื่อมคุณภาพ หรือเป็นยาปลอม หากรับประทานหรือใช้ไปแล้ว อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ แทนที่จะเป็นการรักษาความเจ็บป่วย กลับจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้


2. ผลของยาไม่ได้เหมือนกันทุกคน

การเลือกใช้ยาให้กับผู้ป่วยในแต่ละราย ผู้ป่วยแม้มีอาการป่วยเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับยาที่เหมือนกัน เช่น หากมีสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนกันบางอย่าง เช่น กรณีแพ้ยา หรือมีโรคร่วมที่เป็นข้อห้ามของการใช้ยาบางชนิด เช่น การแพ้ยา หรือโรคแพ้ถั่วปากอ้า ดังนั้น การเลือกใช้ยาตามคนอื่น หรือการที่คนอื่นใช้ยานี้แล้วได้ผลดี จึงไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ผลดีนั้นเหมือนคนอื่นเสมอไป


ข้อห้ามใช้ของยาสำหรับทารกและเด็กเล็กบางชนิดที่ควรจดจำ

1. ยากลุ่มซัลฟา

เพราะยากลุ่มซัลฟาเป็นยาต้านมาลาเรีย ในยาต้านมาลาเรียบางชนิดหากใช้ในคนไข้ที่มีภาวะ G6PD (โรคพร่องเอนไซม์ หรือ Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกหากได้รับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ) จะไปกระตุ้นทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและอาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางในระยะยาวได้ หากบุตรหลานมีภาวะพร่อมเอนไซม์นี้อยู่ เมื่อได้รับยากลุ่มซัลฟาก็อาจเกิดอันตรายได้นั่นเอง


2. ยาฆ่าเชื้อกลุ่มเตตร้าไซคลิน หรือยาคลอแรมเฟนิคอล

เนื่องจากยาในกลุ่มนี้มีการแนะนำให้ใช้ในเด็กที่อายุมากกว่า 8 ปีขึ้นไป หากใช้กับเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่าที่กำหนดไว้ ตัวยาจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก ฟัน และสารเคลื่อบฟัน จนทำให้สีของฟันเปลี่ยนไปอย่างถาวร และส่งผลให้กระดูกหยุดการเจริญเติบโตด้วยเช่นกัน


3. ยากลุ่มแอสไพริน

ถึงแม้ว่ายากลุ่มนี้จะอยู่ในหมวดของยาบรรเทาอาการหวัดลดไข้ แต่ก็มีข้อบ่งชี้ว่าห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี และเด็กที่มีอาการป่วยจากเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ และอีสุกอีใส เพราะเมื่อร่างกายของเด็กที่มีเชื้อไวรัสและได้รับยากลุ่มนี้ อาจส่งผลให้เกิดรายส์ ซินโดรม (Reye’s syndrome) หรือภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ร่วมกับภาวะตับวายได้


 4. ยากลุ่มโลเพอราไมด์

ยากลุ่มนี้เป็นยาที่หยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดท้อง และอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้


5. ยากลุ่มเดกซ์โทรเมทอร์แฟน

ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มกดอาการไอ ห้ามใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะตัวยาอาจไปกดระบบทางเดินหายใจของเด็กได้ เพราะฉะนั้นควรระมัดระวังในการใช้งาน และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด


ถึงแม้ว่ายาสำหรับเด็กแต่ละตัวจะมีการกำหนดช่วงอายุที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ในเด็กแต่ละคนอาจเกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด และจดบันทึกยาที่ลูกใช้ทุกตัวว่ามียาตัวไหนที่ลูกมีอาการแพ้หรือควรระมัดระวังเรื่องการใช้งานบ้าง ในการไปพบแพทย์หรือเภสัชกรครั้งต่อไปจะได้แจ้งอาการ และปรึกษาหาตัวยาอื่นมาใช้ทดแทนได้อย่างปลอดภัย

 

ภาวะชักจากไข้สูงในเด็ก (Febrile Seizures)

ภาวะชักจากไข้สูงในเด็ก (Febrile seizures)

เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นในเด็กที่มีไข้สูง มักพบในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี โดยทั่วไปจะมีไข้สูงกว่า 38.5°C แม้ว่าอาการชักจะดูน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาการที่ไม่รุนแรงและไม่ก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาว. อย่างไรก็ตาม การปฐมพยาบาลและการดูแลเด็กเมื่อมีอาการชักเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เด็กปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน



อาการ

  1. เด็กจะมีอาการเกร็งหรือกระตุกทั้งตัว
  2. อาการชักมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหายไปเองภายในไม่กี่นาที
  3. อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตัวสั่น, แขนขากระตุก, หรือหมดสติ
  4. บางครั้งเด็กอาจรู้สึกง่วงนอน หรืออ่อนเพลียหลังจากชัก

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

1. ตั้งสติ: อย่าตกใจจนเกินไป พยายามตั้งสติให้มั่นคง. 

2. จัดท่า: จับเด็กนอนตะแคง หันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันการสำลัก. 

3. คลายเสื้อผ้า: คลายเสื้อผ้าให้หลวม เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวก. 

4. ห้ามงัดปาก: ห้ามงัดปากเด็กขณะชัก เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายได้. 

5. เช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เด็ก เพื่อช่วยลดไข้. 

6. สังเกตอาการ: สังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด. 

7. รีบพาไปพบแพทย์:  หากอาการชักไม่หยุด หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว. 


ข้อควรระวัง

  1. ห้ามใส่สิ่งของใดๆ เข้าไปในปากเด็กขณะชัก. 
  2. หากเด็กมีอาการชักนานกว่า 5 นาที หรือมีอาการชักซ้ำ ควรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน. 
  3. หลังจากเด็กหยุดชัก ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม. 

อาการชักจากไข้แบบธรรมดามักไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นการชักสั้น ๆ ที่ไม่ส่งผลต่อสมองและระดับสติปัญญา แต่ 30-35% อาจมีโอการชักซ้ำได้ โดยเฉพาะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 เดือน มีประวัติคนในครอบครัวเคยชักจากไข้มาก่อน หรือเด็กที่มีอาการชักโดยมีไข้ต่ำ ๆ โดยการชักซ้ำไม่จำเป็นต้องมีไข้สูงเท่ากับครั้งแรกที่เกิดอาการ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทำไมเวลาเด็กเล็กช่วง 0-4 ปี ถ้ามีไข้ ควรรีบมาโรงพยาบาล (Fever and high temperature in children and babies)

เด็กเล็กมีอาการป่วยแบบนี้อย่าปล่อยไว้ ควรรีบพามาโรงพยาบาล



คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นในการดูแลลูกน้อยในภาวะเจ็บป่วย แต่ในบางครั้ง อาการที่เป็นอาจรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดในโรงพยาบาล ในเด็กโตจะสามารถบอกอาการป่วยที่เป็นอยู่ได้บ้าง แต่ในเด็กเล็ก หรือทารก จะไม่สามารถบอกอาการหรือความเจ็บป่วยของตัวเองได้ และอาการบางอย่างก็ไม่ควรดูแลให้การรักษาที่บ้านเอง เนื่องจากอาจมีอาการรุนแรงของโรคจำเป็นต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ใกล้ชิดและต่อเนื่องด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น


อาการป่วยที่ต้องแอดมิทโรงพยาบาล

1.อาการไข้สูง ตัวร้อนไม่ลด

ภาวะไข้สูงเฉียบพลันในเด็ก ซึ่งอาจยังไม่แสดงอาการจำเพาะในช่วงวันแรกๆ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่บางครั้งอาจมีสาเหตุจากโรคอื่นที่อาจดำเนินโรครุนแรงต่อไปได้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ โรคคาวาซากิ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ดังนั้นถ้าเด็กมีอาการร่วม เช่น ซึมลง รับประทานน้อย ชักหรือมีประวัติไข้สูงชัก หรือไข้สูงลอบเกิน 48-72 ชั่วโมง ก็ควรพิจารณานอนโรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการ และตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


2.อาการหอบเหนื่อย

มักเกิดจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในเด็กหรือโรคหอบหืดกำเริบ จะมีความเสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการไข้สูงไม่ลด ไอมากจนอาเจียน หรือไอจนนอนไม่ได้ หอบ หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด จำเป็นต้องได้รับการพ่นยาอย่างเร่งด่วนและสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งแพทย์จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด


3.อาการท้องร่วง

ท้องร่วง คือ การถ่ายอุจจาระเหลวที่มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ในเด็กมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร เช่น ไวรัสโรต้า ไวรัสโนโร เป็นต้น อย่างไรก็ตามภาวะนี้อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือ ปรสิต ตลอดจนสาเหตุอื่นๆ เช่น การใช้ยาบางชนิด หรือจากท๊อกซินของเชื้อบางชนิดที่ปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม เป็นต้น อาการท้องร่วงในเด็กอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็ได้ ถ้ามีอาการอาเจียนร่วมด้วย ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดน้ำเนื่องจากการสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก


4.ภาวะขาดน้ำในเด็ก

สามารถสังเกตได้ เช่น มีอาการกระสับกระส่าย ปากแห้ง ตาลึกโหลเล็กน้อย กระหายน้ำ ผิวหนังคืนตัวช้าหลังจากถูกกด ง่วงนอนผิดปกติ ปลุกให้ตื่นยาก ปัสสาวะออกน้อยและสีเข้ม        


เมื่อพบอาการข้างต้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรชะล่าใจเด็ดขาด รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะทุกอาการล้วนเป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้มาก อาจส่งผลระยะยาวต่อการใช้ชีวิตของเด็ก ๆ หรือบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 


 ลูกป่วยก็ อุ่นใจ ห้องพักใหม่ "ไร้ส่วนเกิน"


ข้อดีของการส่องกล้องทางเดินอาหาร (Reasons to have an endoscopy)

การส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร คืออะไร



การส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร คือ หนึ่งในวิธีวินิจฉัยและรักษาโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยใช้กล้องที่มีลักษณะเป็นท่อยาวและยืดหยุ่น สอดผ่านทางปากหรือทวารหนัก เพื่อดูสภาพภายในของทางเดินอาหารโดยตรง ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย


ประเภทของการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร


1.การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy)

ใช้สำหรับตรวจดูอวัยวะภายใน ได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจะสอดกล้องผ่านทางปาก ผู้ป่วยมักใช้เวลาตรวจประมาณ 20-30 นาที และมักได้รับยาชาหรือยานอนหลับระหว่างทำหัตถการ

2.การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง (Colonoscopy)

เป็นการสอดกล้องผ่านทางทวารหนัก เพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็กส่วนปลาย และทวารหนัก ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที เหมาะสำหรับการตรวจหาความผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้อ ติ่งเนื้อ หรือแผลในลำไส้

3.การกลืนแคปซูลกล้อง (Capsule Endoscopy)

วิธีนี้เหมาะสำหรับตรวจลำไส้เล็กส่วนกลาง ซึ่งยากต่อการเข้าถึงโดยกล้องทั่วไป ผู้ป่วยจะกลืนแคปซูลที่มีกล้องขนาดเล็กอยู่ภายใน โดยปกติจะใช้เวลาตรวจประมาณ 8-12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เจ็บและสะดวกสบาย



ข้อดีของการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร

การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและแม่นยำ โดยมีข้อดีดังนี้

1.ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การส่องกล้องช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติที่อาจยังไม่แสดงอาการ ทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสในการหายขาดของโรค

2.ตัดเนื้องอกหรือติ่งเนื้อได้ทันที

หากพบเนื้องอกหรือสิ่งผิดปกติ แพทย์สามารถตัดออกผ่านกล้องได้ทันที ช่วยลดโอกาสการพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

3.เก็บชิ้นเนื้อเพื่อวิเคราะห์ทางพยาธิวิทยา

สามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ (biopsy) เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

4.ลดความจำเป็นในการผ่าตัดแบบเปิด

ในหลายกรณี การส่องกล้องสามารถทำหัตถการบางอย่างได้ เช่น ห้ามเลือด ตัดติ่งเนื้อ หรือขยายหลอดอาหาร ลดความเสี่ยงและเวลาในการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับการผ่าตัด

5.วิเคราะห์อาการผิดปกติได้ชัดเจน

อาการ เช่น ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องอืด อาจมีสาเหตุจากโรคในระบบทางเดินอาหาร การส่องกล้องช่วยให้วิเคราะห์ต้นเหตุได้ตรงจุดและวางแผนการรักษาได้แม่นยำ




หน้าแรก (Home)

 

เมาทุกขวดเจ็บปวด(ตับ)ทุกเพลง: เมื่อแอลกอฮอล์เป็นพิษกับตับ อกหักหนักๆ ระวังตับพัง (Alcohol Harms)

เมาทุกขวดเจ็บปวด(ตับ)ทุกเพลง: เมื่อแอลกอฮอล์เป็นพิษกับตับ อกหักหนักๆ ระวังตับพัง



ในช่วงเวลาอกหัก เศร้า เหงา หรือโดนทิ้ง หลายคนอาจหันหน้าเข้าหา "แก้วเหล้า" เพื่อคลายความเศร้า แต่รู้หรือไม่ว่า แอลกอฮอล์แม้จะเยียวยาหัวใจชั่วคราว แต่กลับทำร้ายตับอย่างถาวร การดื่มหนักต่อเนื่องอาจพาให้ “ตับพัง” โดยไม่รู้ตัว

ในบทความนี้ เราจะพาคุณเข้าใจว่าแอลกอฮอล์ทำร้ายตับอย่างไร ปริมาณที่เป็นอันตรายคือเท่าไร ดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย และจะดูแลตัวเองอย่างไรหากเลี่ยงการดื่มไม่ได้


พิษของแอลกอฮอล์ต่อตับ

ตับ คืออวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษในร่างกาย รวมถึงแอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไป เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์ เอนไซม์ในตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นอะเซทัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารพิษที่ส่งผลเสียต่อเซลล์ตับโดยตรง และหากดื่มบ่อยหรือในปริมาณมากเกินไป ตับจะอักเสบ เกิดไขมันพอกตับ และสุดท้ายอาจพัฒนาเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับ

อาการของผู้ที่มีปัญหาตับจากแอลกอฮอล์อาจไม่แสดงออกในระยะแรก แต่เมื่อมีอาการแล้ว มักเป็นระยะที่รุนแรงและรักษาได้ยาก เช่น

  1. ตัวเหลือง ตาเหลือง
  2. อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  3. ปวดชายโครงขวา
  4. ท้องโต มีน้ำในช่องท้อง
  5. เลือดออกง่าย ฟกช้ำง่าย

ดื่มหนักแค่ไหนถึงอันตราย?

เกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย (โดยประมาณ)

เบียร์
ปริมาณมาตรฐาน: 330 มิลลิลิตร (ประมาณ 1 กระป๋อง)
ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์: ประมาณ 13 กรัม


ไวน์
ปริมาณมาตรฐาน: 150 มิลลิลิตร
ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์: ประมาณ 13 กรัม


วิสกี้ หรือ เหล้าขาว
ปริมาณมาตรฐาน: 40 มิลลิลิตร
ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์: ประมาณ 13 กรัม

คำแนะนำ: หากคุณดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2–3 หน่วยต่อวัน และดื่มต่อเนื่องหลายวันในสัปดาห์ โดยไม่มีวันพักตับเลย จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับอย่างมีนัยสำคัญ


อกหักไม่ผิด แต่ดื่มโดยไม่พัก ตับผิดแน่

ในช่วงเวลาเศร้า หลายคนอาจคิดว่า “ดื่มให้ลืมเธอ” แต่หากเราดื่มทุกวัน หรือดื่มจนเมาหนัก นั่นไม่ใช่แค่ความเศร้า แต่เป็นการเปิดประตูให้ ตับล้มเหลวช้าๆ แม้จะยังหนุ่มสาวหรือดูแข็งแรงก็ตาม


การเตรียมตัวก่อนดื่ม ลดผลกระทบต่อตับ

แม้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการดื่มได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราควร เตรียมตัวและเลือกวิธีดื่มที่ลดผลร้ายต่อร่างกาย ดังนี้

1. กินอาหารก่อนดื่มเสมอ

การดื่มแอลกอฮอล์ขณะท้องว่างทำให้ดูดซึมเร็วขึ้น ส่งผลให้เมาเร็วและตับทำงานหนักขึ้น

2. เลือกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ

เช่น ไวน์ หรือเบียร์ ที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 5% หลีกเลี่ยงเหล้าที่เข้มข้น

3. ดื่มน้ำเปล่าระหว่างการดื่ม

ช่วยเจือจางแอลกอฮอล์และป้องกันภาวะขาดน้ำ

4. จำกัดปริมาณ

ไม่ควรเกิน 2 แก้วมาตรฐานต่อวัน และควรมีวันงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์


การดูแลตัวเองหลังจากดื่มแอลกอฮอล์

หลังผ่านค่ำคืนที่หนักหน่วง ควรฟื้นฟูตับและร่างกายด้วยวิธีต่อไปนี้

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ดื่มน้ำมากๆ ชดเชยการขาดน้ำ
  3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้สด
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มซ้ำในวันถัดไป
  5. งดการใช้ยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ทำให้ตับทำงานหนัก เช่น พาราเซตามอล

การตรวจสุขภาพตับสำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำ

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีประวัติดื่มหนักในช่วงหนึ่งของชีวิต แนะนำให้ ตรวจสุขภาพตับอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินความเสี่ยงและติดตามสุขภาพตับ

รายการตรวจสุขภาพตับที่แนะนำ

  1. ตรวจเอนไซม์ตับ (AST, ALT, GGT)
  2. ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง
  3. ตรวจไขมันพอกตับ (Fibroscan) หากมีประวัติการดื่มอย่างยาวนาน
  4. ตรวจไวรัสตับอักเสบ B และ C เพื่อแยกสาเหตุอื่นของโรคตับ

เมื่อใดควรพบแพทย์ทันที

หากมีอาการผิดปกติดังนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที:

  1. ตัวเหลือง ตาเหลือง
  2. ท้องโตผิดปกติ
  3. เบื่ออาหารมาก
  4. อ่อนเพลียเรื้อรัง
  5. ปัสสาวะสีเข้ม

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ตับอักเสบหรือตับแข็ง ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว


ทางเลือกของคนรักสุขภาพ: เลิกเหล้าเพื่อรักตับ

การลดหรือเลิกดื่มไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดที่เราจะให้กับ “ตับ” ของเราได้ เพราะ ไม่มีอวัยวะใดในร่างกายที่สามารถแทนที่หน้าที่ของตับได้อย่างสมบูรณ์ การฟื้นฟูตับต้องใช้เวลา และหากรอจนสายเกินไป อาจไม่มีโอกาสได้แก้ตัว


"ใจเราพังเพราะเค้าไปแล้ว อย่าให้ตับพังเพราะเค้าอีกนะ" ดูแลให้ ตับ ได้ไปต่อนะ

อาการเสี่ยงภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Common symptoms of polycystic ovary syndrome)


ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบคืออะไร?

ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS (Polycystic ovary syndrome) เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ หรือ ระบบฮอร์โมน มีลักษณะคือ พบถุงน้ำหลายใบภายในรังไข่ และมีอาการแสดงของโรคแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยภาวะนี้ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยากในเพศหญิง รวมถึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ การคลอดก่อนกำหนด และการเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์อีกด้วย
 


ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ เกิดจากสาเหตุอะไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ แต่อาจอธิบายสาเหตุจากอาการผิดปกติที่พบได้ ดังนี้

1.ฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง (Hyperandrogenemia)

คือภาวะที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนแอนโดรเจน (ฮอร์โมนเพศชาย) มากเกิน ทำให้แสดงลักษณะคล้ายกับเพศชาย ได้แก่ ขนขึ้นเยอะ (บริเวณหน้าอก หลัง ริมฝีปาก ต้นแขน ต้นขา) เป็นสิว ผิวมัน ศีรษะล้าน และมีกล้ามเนื้อเหมือนเพศชาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มาพบแพทย์มากที่สุด

2.ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance)

ภาวะดื้อต่ออินซูลินจะมีอาการคล้ายกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กล่าวคือ เมื่อร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง น้ำตาลในเลือดจึงสูง ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น เมื่อระดับอินซูลินในร่างกายสูงกว่าปกติจะส่งผลให้รังไข่ถูกกระตุ้นและผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนออกมามากเกินไป ซึ่งจะไปรบกวนการตกไข่และทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ นอกจากนี้ ภาวะดื้อต่ออินซูลินยังเป็นสาเหตุให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เกิดการสะสมไขมัน เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนอีกด้วย

3.พันธุกรรม (Heredity)

มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า บางครอบครัวที่มารดามีภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ ลูกสาวก็จะมีภาวะนี้ด้วย แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดว่าภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้


ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ มีอาการอย่างไร

อาการแสดงของภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ภาวะฮอร์โมนเพศชายสูงและภาวะดื้อต่ออินซูลิน

  1. ประจำเดือนมาไม่ปกติ (Irregular period) เช่น ประจำเดือนไม่มาติดต่อกันนานหลายเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมานานและอาจมามากหรือน้อยผิดปกติ
  2. ขนดก (Hirsutism) ที่แขน ขา ตามลำตัว มีหนวด เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศชายสูง
  3. เป็นสิว ผิวมัน (Acne, oily skin) เนื่องจากเป็นภาวะที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง ทำให้มีการสร้างไขมันที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดการอักเสบจึงกลายเป็นสิวตามมา
  4. ศีรษะล้าน ผมบาง (Male-pattern baldness) จากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชาย
  5. ภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน (Obesity)
  6. ไข่ไม่ตก มีบุตรยาก (Infertility) เนื่องจากมีความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ ประกอบกับเป็นประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ จึงส่งผลให้มีบุตรยาก
  7. ตรวจพบถุงน้ำในรังไข่ (Cysts in ovary)

แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบได้อย่างไร

การตรวจวินิจฉัยภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบนั้นยังไม่มีเกณฑ์ที่แน่ชัด แต่แพทย์จะใช้ข้อมูลจากการซักยใใมประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด ประกอบกับการตรวจร่างกายซึ่งได้แก่

  1. ตรวจเช็คภายใน (Pelvic exam)

  2. อัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) เป็นการตรวจสอบโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อแสดงภาพของอวัยวะภายในว่ามีความผิดปกติของขนาดหรือไม่

  3. การตรวจเลือด เพื่อวัดระดับของฮอร์โมนเพศ ระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงตรวจวัดระดับไขมันในเลือด


แนวทางการรักษาภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ

การรักษาแบบไม่ใช้ยา

  1. ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกิน และภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกัน การควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้ดีขึ้นได้
  2. กระตุ้นการตกไข่ด้วยวิธีต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร
  3. การป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ สำหรับผู้ที่พบการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกอาจสัมพันธ์กับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จึงมีความสำคัญ

การรักษาแบบใช้ยา

เนื่องจากภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบมีความความเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ การได้รับยาฮอร์โมนที่เหมาะสม ร่วมกับการรักษาสาเหตุอื่นๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์ จะช่วยให้อาการของภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบดีขึ้นได้

  1. ระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ รักษาโดยการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดประเภทฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เดี่ยว หรือฮอร์โมนรวมเอสโตรเจนและโปรเจสติน (Estrogen - Progestin) ซึ่งมีประโยชน์ในการคุมกำเนิดและต้านฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชาย
  2. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในรายที่มีภาวะนี้ร่วมด้วย แพทย์อาจใช้ยา Metformin เพื่อลดการสร้างกลูโคสจากตับและเพิ่มความไวของเนื้อเยื่อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ระดับอินซูลินลดลง
  3. ภาวะไข่ไม่ตก สำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร ยาที่เลือกใช้เพื่อกระตุ้นการตกไข่เป็นอันดับแรกคือ Clomiphene ซึ่งอาจใช้ร่วมกับยา Metformin ได้

 





เจ็บแน่นหน้าอก เป็นโรคหัวใจ หรือ แค่กรดไหลย้อน (Telling the difference between heartburn and heart attack)

เจ็บแน่นหน้าอก เป็นโรคหัวใจ หรือ แค่กรดไหลย้อน



การเจ็บแน่นหน้าอกเป็นอาการที่หลายคนเคยเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นจากการออกกำลังกายหนักๆ หรือเกิดขึ้นเฉยๆ ในระหว่างวัน แต่คำถามที่หลายคนกังวลคือ "เจ็บแน่นหน้าอกเป็นสัญญาณของโรคหัวใจหรือเป็นเพียงกรดไหลย้อน?" การทราบถึงความแตกต่างระหว่างอาการของทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที


อาการของการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ และกรดไหลย้อน

1.อาการทั่วไปของโรคหัวใจ

อาการเจ็บแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจมักเกิดขึ้นกลางหน้าอก และอาจรู้สึกเหมือนมีน้ำหนักกดทับ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแสบหรือปวดร้าวไปยังแขนซ้าย คอ หลัง หรือขากรรไกร รวมถึงรู้สึกเหนื่อยหอบ เหงื่อออกมาก และคลื่นไส้

2.ลักษณะเฉพาะของอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจ

อาการมักจะเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงาน และจะทุเลาลงเมื่อหยุดทำกิจกรรม นอกจากนี้อาการยังมักเป็นอยู่ไม่นาน แต่ถ้าเจ็บนานกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

3.อาการของกรดไหลย้อน

คนที่มีกรดไหลย้อนมักจะรู้สึกแสบร้อนบริเวณกลางอก และมีอาการเรอเปรี้ยวหรือมีน้ำลายไหลมาก นอกจากนี้ยังอาจมีอาการไอ หรือเสียงแหบ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารมื้อหนัก หรือเมื่อนอนราบ

4.ความแตกต่างระหว่างกรดไหลย้อนและโรคหัวใจ

อาการของกรดไหลย้อนมักไม่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และมักจะทุเลาลงเมื่อยืนหรือนั่งตรง ในขณะที่อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจมักจะแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรม

5.สาเหตุของการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ

สาเหตุหลักของการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจคือการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ


โรคหัวใจเกิดจากอะไร ป้องอย่างไร ปัจจัยเสี่ยง และการตรวจรักษา

1.ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ อายุที่มากขึ้น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และประวัติครอบครัวที่มีโรคหัวใจ

2.วิธีการตรวจโรคหัวใจ

การวินิจฉัยโรคหัวใจสามารถทำได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การทดสอบการออกกำลังกาย หรือการตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อดูการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดหัวใจ

3.การรักษาโรคหัวใจ

การรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง อาจเริ่มต้นด้วยการรับประทานยาเพื่อช่วยขยายหลอดเลือดหรือใช้เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การทำบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดบายพาส

4.วิธีป้องกันโรคหัวใจ

การป้องกันโรคหัวใจสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และการควบคุมน้ำหนัก


การแยกแยะระหว่างอาการเจ็บแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจกับกรดไหลย้อนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทั้งสองมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่ความรุนแรงและการรักษาจะแตกต่างกันอย่างมาก หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่สงสัยว่าอาจเกิดจากหัวใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและการรักษาที่ถูกต้องทันที การดูแลสุขภาพหัวใจและระบบย่อยอาหารตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 


 อาการเสี่ยง อย่าเดา เรามีหมอเฉพาะทาง

 


 

ทำไมไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ถึงอันตรายกว่าผู้ใหญ่ (Does the Flu Affect Adults and Children Differently)

ทำไมไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ถึงอันตรายกว่าผู้ใหญ่


 


ไข้หวัดใหญ่สามารถส่งผลกระทบต่อทุกวัย แต่ในเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก พวกเขามีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรง การเข้าใจถึงความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถป้องกันและจัดการโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 7-8 ปี และเด็กส่วนใหญ่ยังพึ่งจะเรียนรู้วิธีปิดปากเวลาจามหรือไอ และมักจะลืมล้างมือเป็นประจำ นอกจากนี้ เด็กยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ร่วมกันในกลุ่มใหญ่ เช่น ที่สถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไวรัสไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายในหมู่เด็ก โดยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4 ปีมี โอกาสป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่มากกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ อาการของไข้หวัดใหญ่ในเด็ก เช่น การอาเจียนและท้องเสีย มีแนวโน้มที่จะพบมากกว่าในผู้ใหญ่ และไข้ของเด็กมักจะสูงกว่า โดยอาจสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส หากคุณกังวลเกี่ยวกับอาการของบุตรหลาน อย่าลังเลที่จะติดต่อแพทย์เด็ก


ไข้หวัดใหญ่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่

โดยทั่วไปแล้ว วัยรุ่นและผู้ใหญ่ อายุประมาณ 18-49 ปี มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงที่สุดในบรรดากลุ่มอายุทั้งหมด ทำให้สัดส่วนของผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ของคนวัยนี้มีน้อย และโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงก็น้อย แต่ก็ไม่ควรละเลยที่จะใส่ใจในสุขภาพ การดูแลความสะอาด สำหรับคนวัยนี้สำคัญคือต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมเมื่อประเมินความเสี่ยง โดยผู้ในวัยรุ่นที่ยังคงเรียนหรืออาศัยอยู่ในหอพักหรือสถานที่อื่น ๆ ที่มีการสัมผัสกับคนจำนวนมากทุกวัน ซึ่งเพิ่มโอกาสในการพบเจอผู้ที่ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ยังมีโอกาสสัมผัสเชื้อไข้หวัดใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับเชื้อโรคอื่น ๆ หากบุตรหลานของพวกเขาเข้ารับการดูแลเด็กหรือโรงเรียน ครู ผู้ดูแลสุขภาพ และผู้ที่ติดต่อกับเด็กและผู้ป่วยเป็นประจำก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน


ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ

หากผู้สูงอายุป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ พวกเขามีโอกาสที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัดใหญ่มากกว่าเด็กหรือวัยรุ่นและผู้ใหญ่ จำให้กลุ่มผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปีเป็นต้องต้องได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากเช่นเดียวกันกับวัยเด็ก


เพราะอะไรเด็กถึงมีความเสี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่าผู้ใหญ่

1.ภูมิคุ้มกันของเด็กเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่เป็นปัญหาหนักกว่าในเด็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่เติบโตสมบูรณ์ เด็กเล็ก โดยเฉพาะวัยทารก มีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร ส่งผลให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคปอดอักเสบและการติดเชื้อที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ


2.อาการและการตอบสนองของร่างกาย

ร่างกายของเด็กมีปฏิกิริยาต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับ โดยเด็กจะแสดงอาการชัดเจน เช่น มีไข้สูง ไอหนัก และรู้สึกอ่อนเพลียมาก การตอบสนองที่รุนแรงนี้สะท้อนว่าร่างกายของเด็กพยายามต่อสู้กับเชื้อไวรัสอย่างเข้มข้น


3.ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

เด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อร้ายแรงอื่น ๆ มากกว่าผู้ใหญ่ ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งอาจนำไปสู่การลุกลามของโรคอย่างรวดเร็ว


4.การป้องกันและดูแลรักษา

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็กเป็นสิ่งสำคัญ การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ นอกจากนี้ การรักษาสุขอนามัย เช่น การล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ ยังช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อได้ หากเด็กเริ่มมีอาการของไข้หวัดใหญ่ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการและรับการรักษาที่ถูกต้อง การดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้หายเร็วขึ้น






วัคซีนเสริมสำหรับเด็ก สำคัญเหมือนกับวัคซีน หลักหรือไม่ (Optional Vaccines in Children)

ไม่อยากให้ลูกป่วยต้องรู้ วัคซีนทางเลือกคืออะไร ทำไมเด็ก ๆ ถึงควรฉีด?



การฉีดวัคซีนเสริมเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อลดความเจ็บป่วยต่อการเกิดโรคต่างๆ เด็กจะได้มีสุขภาพดี แข็งแรง สมบูรณ์ พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ การรับวัคซีนเสริมในแต่ละชนิดนั้นควรฉีดเมื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยสามารถปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความเสี่ยงของเด็กว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด หรือมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเน้นเฉพาะโรคใดเป็นพิเศษ


วัคซีนไข้หวัดใหญ่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีหลายสายพันธุ์ พบได้ตลอดทั้งปี ติดต่อผ่านละอองฝอยการพูดคุย ไอจามรดกัน เมื่อติดเชื้อจะมีไข้ขึ้นสูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ และเจ็บคอ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อย่างปอดบวมในเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ 


วัคซีนนิวโมคอคคัส (วัคซีนไอพีดี)

วัคซีนนิวโมคอคคัสช่วยป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) ที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศ ซึ่งเชื้อก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเล็ก รองจากเชื้อฮิป รวมถึงโรคปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และภาวะติดเชื้อในเลือด

การฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัส

  1. เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป 
  2. ฉีด 4 เข็ม ในช่วงอายุ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นในช่วง 12–15 เดือน 

วัคซีนอีสุกอีใส

วัคซีนอีสุกอีใสช่วยป้องกันไวรัสวาริเซลลา (Varicella zoster) ที่ก่อโรคอีสุกอีใส โดยเชื้อแพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศ และการสัมผัสกับผื่นโดยตรง จึงติดต่อได้ง่าย ระบาดเร็ว ส่งผลให้เกิดผื่นแดงคัน ตุ่มน้ำตามร่างกาย และเป็นไข้ 

การฉีดวัคซีนอีสุกอีใส

  1. เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป 
  2. ฉีด 2 เข็ม เข็มแรกฉีดช่วงอายุ 12–15 เดือน และฉีดเข็มสองในช่วงอายุ 18 เดือน–4 ปี กรณีเกิดการระบาดอาจฉีดก่อนอายุ 4 ปีได้ โดยให้ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
  3. ถ้าอายุมากกว่า 13 ปี ให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน 

วัคซีนมือเท้าปาก

เสริมเกราะปกป้องลูกน้อยของคุณจากไวรัสร้ายด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค มือ เท้า ปาก ในเด็กจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71)

  1. วัคซีนเหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 5 ปี
  2. (ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างจากเข็มแรก 1 เดือน)
  3. สำหรับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากมาก่อนสามารถฉีดวัคซีนได้

 

 

 

เช็กสิทธิประกันสังคมของตัวเองง่ายๆ ทำออนไลน์ก็ได้ (Check your social security rights)

วิธีเช็กสิทธิประกันสังคมในแต่ละช่องทาง



ผู้ประกันตนกับประกันสังคมจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  1. กรณีเจ็บป่วย:
    ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิ รวมถึงการเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน 

  2. กรณีทุพพลภาพ:
    ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 

  3. กรณีคลอดบุตร:
    ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์การคลอดบุตร 

  4. กรณีสงเคราะห์บุตร:
    ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตร 

  5. กรณีชราภาพ:
    ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเมื่อมีอายุครบ 

  6. กรณีเสียชีวิต:
    ทายาทผู้ประกันตนจะได้รับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์ 

  7. กรณีว่างงาน:
    ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงาน 

  8. ทันตกรรม:
    ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิในการทำฟัน (ถอน, อุด, ขูดหินปูน, ผ่าฟันคุด) 

  9. ตรวจสุขภาพประจำปี:
    ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 

  10. เงินสมทบ:
    ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบยอดเงินสมทบที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมได้ 

  11. เงินสะสมชราภาพ:
    ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบยอดเงินสะสมชราภาพที่สะสมไว้ได้ 

โดยผู้ประกันตนสามารถเช็กสิทธิ์ของด้วยเองได้ ง่ายๆ โดยในปัจจุบันมีหลายช่องทางให้เลือกได้รวมทั้ง ออนไลน์เพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ ทั้ง

  1. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (www.sso.go.th):
    ผู้ประกันตนสามารถเข้าสู่ระบบด้วยเลขบัตรประชาชนและรหัสผ่าน เพื่อตรวจสอบสิทธิและข้อมูลต่างๆ
  2. แอปพลิเคชัน SSO Plus:
    ผู้ประกันตนสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน SSO Plus เพื่อตรวจสอบสิทธิและข้อมูลต่างๆ
  3. LINE @ssothai:
    ผู้ประกันตนสามารถเพิ่มเพื่อนใน LINE และตรวจสอบสิทธิผ่านช่องทางนี้ได้ 

1. เว็บไซต์ www.sso.go.th

ขั้นตอน

  1. เข้าเว็บไซต์ www.sso.go.th
  2. เลือกเมนู "ผู้ประกันตน" แล้วคลิก "ตรวจสอบสิทธิประโยชน์"
  3. ลงชื่อเข้าใช้ระบบ (หากยังไม่มีบัญชี ให้ลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน)
  4. เลือกหัวข้อที่ต้องการตรวจสอบ เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล เงินสมทบ หรือเงินสะสม

2. แอปพลิเคชัน SSO Plus

ขั้นตอน

1.มีแอป SSO Plus อยู่แล้ว

สามารถเข้าไปตรวจสอบ สิทธิโรงพยาบาลที่เลือกได้ในหน้าแรกของแอปพลิเคชันเลย


2.ยังไม่มีแอป SSO Plus

  1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SSO Plus ผ่าน App Store หรือ Google Play
  2. ลงทะเบียนหรือเข้าสู่ระบบด้วยเลขบัตรประชาชน
  3. หลังเข้าสู่ระบบสามารถเข้าไปตรวจสอบ สิทธิโรงพยาบาลที่เลือกได้ในหน้าแรกของแอปพลิเคชันเลย

3. LINE @ssothai

ขั้นตอน

  1. เพิ่มเพื่อนใน LINE โดยค้นหา "@ssothai"
  2. เลือกเมนู "ตรวจสอบสิทธิ" หรือพิมพ์ข้อความสอบถามในแชท
  3. รับข้อมูลสิทธิผ่าน LINE ได้ทันที

เลือกช่องทางที่เหมาะสมกับคุณที่สุด แล้วตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา!



เช็กสิทธิประกันสังคมผ่านช่องทางอื่นๆ

1. โทรสายด่วน 1506 กด 1

ขั้นตอน

  1. โทร 1506 แล้วกด 1 เพื่อเลือกบริการตรวจสอบสิทธิ
  2. แจ้งหมายเลขบัตรประชาชนกับเจ้าหน้าที่
  3. รับข้อมูลสิทธิประกันสังคมผ่านสายด่วน

2. สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

ขั้นตอน

  1. นำบัตรประชาชนไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน
  2. แจ้งความประสงค์ขอตรวจสอบสิทธิประโยชน์
  3. รับข้อมูลสิทธิจากเจ้าหน้าที่

3. สถานพยาบาลในโครงการประกันสังคม

ขั้นตอน

  1. ติดต่อแผนกประกันสังคมของสถานพยาบาลที่คุณเลือกไว้
  2. แจ้งเลขบัตรประชาชนเพื่อขอข้อมูลสิทธิการรักษาพยาบาล
  3. รับข้อมูลสิทธิและบริการจากสถานพยาบาล

กิจกรรมสัมมนา ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย กับวัฒนแพทย์ 2 (Wattanapat Seminar Secrets of Child Development Workshop)

กิจกรรมสัมมนา “ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย กับวัฒนแพทย์” ครั้งที่ 2



โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้เนรมิตบรรยากาศอบอุ่นไปด้วยเสียงหัวเราะและความรู้ ด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อป “ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย” ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสาระ และการมีส่วนร่วมจากครอบครัวผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงาน ผู้ปกครองได้รับเกียรติพบกับ “หมอหยก” กุมารแพทย์เฉพาะทาง และ “พี่กระแต” นักกิจกรรมบำบัด ที่มาร่วมถ่ายทอดความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กผ่านภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้ปกครองได้เรียนรู้วิธีส่งเสริมศักยภาพลูกน้อยอย่างถูกต้องเหมาะสมตามวัย

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่การ สแกนลายนิ้วมือเพื่อค้นหาศักยภาพส่วนบุคคล (NST-Inter) ที่เปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจแนวโน้มลักษณะเฉพาะตัวของลูก เพื่อวางแผนการเลี้ยงดูและพัฒนาการในแบบที่เหมาะสมที่สุด พร้อมทั้งยังมีกิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธ์ในครอบครัว ของรางวัลมากมาย มูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับทุกครอบครัวที่เข้าร่วม

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณทุกครอบครัวที่ให้ความไว้วางใจและเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นแรงบันดาลใจในการเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างมีคุณภาพ และเติบโตอย่างสมวัย

เพราะทุกพัฒนาการสำคัญเสมอ... วัฒนแพทย์ Truly Care


โควิดไม่ลงปอด แต่ทำไมหายแล้วยังรู้สึกเหนื่อย (Long Covid and What you need to know)

Long COVID คืออะไร? สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับภาวะโควิดระยะยาว



Long COVID คืออะไร?

คุณเคยรู้สึกแบบนี้มั้ย?

"หลังหายจากโควิด ฉันยังเหนื่อยง่ายเหมือนเดินไม่กี่ก้าวก็หอบ ต้องไปฟื้นฟูอยู่หลายเดือน"
"ช่วงนั้นสมองเบลอ จำอะไรไม่ได้เลย นึกว่าตัวเองจะเป็นอัลไซเมอร์"

Long COVID หรือ “ภาวะหลังโควิด” (Post-COVID-19 Condition) คือภาวะที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการต่อเนื่องหลังหายป่วยแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ โดยอาการเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการวินิจฉัยอื่น

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า Long COVID ต้องดำเนินต่อไปอย่างน้อย 12 สัปดาห์และมีผลต่อชีวิตประจำวัน


สาเหตุของ Long COVID

1.ความเสียหายจากไวรัส

ไวรัสสามารถสร้างความเสียหายต่ออวัยวะและเซลล์โดยตรง เช่น ปอด หัวใจ และสมอง แม้หลังหายดีแล้ว ถุงลมในปอดอาจยังอักเสบหรือถูกทำลาย ส่งผลให้เหนื่อยง่ายและมีอาการไอเรื้อรัง

2.ปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน

บางรายระบบภูมิคุ้มกันยังคงตอบสนองผิดปกติแม้เชื้อหมดไปแล้ว อาจเกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune)

3.การอักเสบระดับเซลล์

เซลล์บางชนิดยังหลั่งสารอักเสบ (cytokines) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในหลายระบบของร่างกาย


กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิด Long COVID

ปัจจัยด้านอายุและเพศ

ผู้หญิงวัยกลางคนมีแนวโน้มเป็น Long COVID มากกว่าผู้ชาย เด็กและวัยรุ่นมักมีอาการน้อยกว่า

โรคประจำตัวร่วม

  1. เบาหวาน
  2. ความดันโลหิตสูง
  3. โรคหัวใจ
  4. โรคอ้วน

สถานะการฉีดวัคซีน

ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบและมีเข็มกระตุ้น มีแนวโน้มเกิด Long COVID น้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยฉีด


อาการของ Long COVID ที่พบบ่อย

ระบบหายใจ

  1. ไอเรื้อรัง
  2. หายใจลำบาก
  3. แน่นหน้าอก

ระบบประสาทและสมอง

  1. สมองเบลอ (brain fog)
  2. ความจำสั้นลง
  3. นอนไม่หลับ

ระบบหัวใจและหลอดเลือด

  1. ใจสั่น
  2. เจ็บหน้าอก
  3. ความดันโลหิตไม่คงที่

ระบบทางเดินอาหาร

  1. คลื่นไส้
  2. ท้องเสีย
  3. เบื่ออาหาร

วิธีวินิจฉัยและการติดตามอาการ

การซักประวัติ

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ติดเชื้อ อาการก่อนและหลังหาย รวมถึงผลตรวจต่าง ๆ

การตรวจร่างกาย

เช่น ตรวจสมรรถภาพปอด หัวใจ ความดันโลหิต และระบบประสาท

การประเมินสมรรถภาพเพิ่มเติม

อาจรวมถึงการตรวจเลือด CT scan X-ray ปอด หรือคลื่นหัวใจ (EKG)


การรักษา Long COVID

การใช้ยา

เช่น ยาแก้ไอ ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาลดการอักเสบหรือภูมิคุ้มกันผิดปกติ

กายภาพบำบัด

ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ เช่น การฝึกหายใจ ยืดกล้ามเนื้อ และออกกำลังกายเบา ๆ

การดูแลแบบองค์รวม

รวมถึงด้านจิตใจ โภชนาการ และการสนับสนุนจากครอบครัว


การฟื้นฟูสุขภาพหลัง Long COVID

โภชนาการและการพักผ่อน

  1. รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
  2. ดื่มน้ำมากกว่า 2 ลิตร/วัน
  3. นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

การออกกำลังกาย

เริ่มจากกิจกรรมเบา เช่น เดิน ยืดเหยียด ค่อย ๆ เพิ่มความหนักตามความสามารถ

สุขภาพจิตใจ

ควรฝึกสมาธิ หรือพูดคุยกับนักจิตวิทยาหากรู้สึกเครียด


ป้องกัน Long COVID อย่างไร

วัคซีนยังสำคัญ

ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิด Long COVID ได้มากกว่า 50%

ปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโควิด

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ไม่หักโหมกลับไปทำงานเร็ว
  3. สังเกตอาการหลังหายและเข้ารับการประเมินหากจำเป็น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Long COVID

1. Long COVID เกิดได้กับทุกคนไหม?

ใช่ แต่อัตราการเกิดต่างกันตามปัจจัยเสี่ยง

2. อาการจะหายเองได้ไหม?

บางรายอาการหายได้ภายในไม่กี่เดือน แต่บางรายอาจต้องรับการฟื้นฟูเฉพาะทาง

3. Long COVID อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่กระทบต่อชีวิตประจำวัน

4. ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่?

หากอาการยังอยู่หลังหายป่วยเกิน 4 สัปดาห์ ควรเข้ารับการประเมิน

5. เด็กสามารถเป็น Long COVID ได้หรือไม่?

เป็นได้ แต่อาการโดยมากเบากว่าผู้ใหญ่

6. Long COVID รักษาหายขาดหรือไม่?

สามารถควบคุมและฟื้นฟูได้ แม้ยังไม่มีวิธีรักษาหายขาด


Long COVID คือภาวะอาการหลังโควิดที่ส่งผลต่อหลายระบบในร่างกาย แม้ผู้ป่วยจะหายจากเชื้อแล้วก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน การฟื้นฟูหลังการติดเชื้อ และการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร

อ้างอิง: องค์การอนามัยโลก WHO

หน้าฝนต้องระวัง โรคไข้ดิน (Melioidosis Disease)

โรคไข้ดิน โรคเมลิออยโดสิส pseudomallei ความอันตรายของโรคเมลิออยโดสิส


 โรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยด์ (Melioidosis) พบมากในฤดูฝนเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและน้ำสามารถพบได้ทั่วประเทศไทย ความรุนแรงของโรคทำให้เสียชีวิตได้ หากติดเชื้อในกระแสเลือด


ความอันตรายของโรคเมลิออยโดสิส

คือการวินิจฉัยโรคช้าเกินไปทำให้รักษาไม่ทันเวลา ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตตามมา เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การเกิดภาวะไตวาย หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ทำให้อวัยวะอื่นทำงานบกพร่องไป การได้รับยาไม่ถูกชนิดเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคได้

ตัวเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ได้แก่ ผ่านทางผิวหนัง เช่น หากมีบาดแผลและเดินบนดินหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ผ่านทางลมหายใจ กรณีที่มีการฟุ้งของฝุ่นหรือดินที่มีเชื้ออยู่และสูดดมเข้าไป ก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ปอด จะส่งผลให้เกิดอาการปอดอักเสบ

ในคนดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเมลิออยโดสิส หากสัมผัสไปโดนสารคัดหลั่งก็มีโอกาสติดเชื้อได้ รวมถึงผู้ที่ดูแลวัวหรือควายซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถป่วยเป็นโรคเมลิออโดสิสได้ มีความเสี่ยงเช่นกัน สำหรับเชื้อที่อยู่ในซากสัตว์ที่ตายไปแล้วและถูกฝัง เชื้อจะคงอยู่ในดินบริเวณนั้นและอยู่ตลอดไป หากมีการสัมผัสที่ดินบริเวณนั้นก็มีโอกาสได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย


 

โรคเมลิออยโดสิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากมีการวินิจฉัยถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก รักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะใน 2 สัปดาห์แรกด้วยวิธีฉีด หลังจากนั้นแพทย์จะให้ยาชนิดกินต่อไปเป็นเวลา 5 เดือน หากมีภาวะแทรกซ้อนอาจให้ยาเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม


 

โรคเมลิออยโดสิส

 เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Burkholderia pseudomal lei (B. pseudomallei) ก่อให้เกิดอาการหลายลักษณะ ได้แก่ ติดเชื้อที่ผิวหนัง ติดเชื้อในปอด ติดเชื้อในกระแสเลือด และติดเชื้อในอวัยวะภายใน (ตับ ไตสมอง กระดูก)


การติดเชื้อผ่านทางผิวหนัง

 อาจทำให้เกิดอาการแผลเรื้อรัง เกิดฝีหรือหนองตามผิวหนัง และอาจมีตุ่มขึ้น เป็นที่อยู่ของเชื้อแบคทีเรีย หากรับเชื้อผ่านทางน้ำลาย เช่น การรับประทาน จะทำให้ติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย มีลักษณะบวมขึ้นมาเป็นฝีหรือหนอง หรืออาจบวมบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอ มีอาการกดเจ็บได้


การติดเชื้อในปอด

จะทำให้มีอาการไข้ขึ้น และอาการทางเดินหายใจ ไอ มีเสมหะ หากนำเสมหะมาตรวจดูอาจพบเชื้อได้ และหากเอ็กซเรย์ที่ปอดอาจพบก้อนหนอง บางครั้งแพทย์สับสนระหว่างวัณโรค


การติดเชื้อในกระแสเลือด

เชื้อสามารถเข้าทางผิวหนังหรือปอด เช่น กรณีที่มีบาดแผล เชื้ออาจเข้าทางบาดแผลและติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ความดันโลหิตต่ำ ช็อค เป็นฝีในตับหรือในม้าม สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 วัน หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากการติดเชื้อตามที่กล่าวมา ยังมีการติดเชื้อชนิดเรื้อรังอีกหนึ่งประเภทในโรคเมลิออยโดสิส


กลุ่มเสี่ยงได้แก่

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโลหิตจางหรือทาลัสซีเมีย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี รวมถึง คนไข้โรคมะเร็งบริเวณต่าง ๆ และกลุ่มเกษตรกรที่ต้องสัมผัสกับดินและน้ำด้วยเท้าเปล่า ขอแนะนำคือพยามสวมใส่รองเท้าบูทหากเป็นไปได้ หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนดินและน้ำไม่ได้ พยายามอย่าปล่อยให้เท้ามีบาดแผล และควรทำความสะอาดให้ดีหลังเดินบนดินและน้ำ หากมีไข้ควรรีบพบแพทย์แต่แรกอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพื่อการรักษาที่ทันเวลา ป้องกันอาการรุนแรงที่เป็นอันตราย


 


ข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article 

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข https://ddc.moph.go.th/ 

วัคซีนเสริมสำหรับเด็กๆ ป้องกันโรคหน้าฝน (6 Vaccines You Need to Defeat the Rainy Season)

หน้าฝนที่มากับเชื้อโรค เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะในเด็กดังนั้นการรู้เท่าทันโรคที่เด็กเป็นมากที่สุดในหน้าฝน พร้อมทั้งความสำคัญ สาเหตุ วิธีการป้องกันโรค และวัคซีนที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ป้องกันได้ทันท่วงที และสังเกตอาการได้อย่างรู้เท่าทัน



 1) วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza เป็นโรคที่พบบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย พบได้เกือบทั้งปี เพราะไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น แต่จะเป็นมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งบางปีอาจจะพบการระบาด ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แพทย์มักจะให้การวินิจฉัยเด็กที่มีอาการตัวร้อนมา 2 – 3 วัน โดยไม่มีอาการอย่างอื่นชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งบางครั้งก็อาจพบการผิดพลาดได้
       
“ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาการหลัก ๆ เด็กจะมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ไอหรือเจ็บคอ ซึ่งเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ ผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีโอกาสเสี่ยงและมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น”
       
ปัจจุบันประเทศไทยพบไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเฉพาะชนิดหลังที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลและกลัวว่าจะเกิดกับลูก ซึ่งเป็นเพียงโรคที่กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทั่วไป เพียงแต่รับเชื้อมาจากสัตว์ เช่น นกหรือหมู ฉะนั้นความรุนแรงของโรคไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะติดเร็วกว่าก็เท่านั้น เนื่องจากร่างกายของคนไม่เคยมีภูมิต่อโรคดังกล่าวมาก่อน ทำให้ติดและเป็นกันง่าย
       
อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประมาณ 1 – 2 เดือนก่อนฤดูกาลระบาดของโลกในทุก ๆ ปี และสามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป การป้องกันที่ดีที่สุด คือ คนป่วยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่น รวมถึงใส่หน้ากาก ล้างมือ และทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย จะเป็นการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี





2) วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก 

โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส (Enterovirus 71, Coxsackie) พบได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในฤดูฝน สำหรับกลุ่มอาการของโรค เด็กจะมีไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก บางรายอาจมีผื่นที่ขาและก้นร่วมด้วย พบมากในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี (อนุบาลถึงประถม) อาการมักหายได้เองภายใน 3 – 10 วัน สามารถติดต่อทางการไอ จาม น้ำลาย หรืออุจจาระ มีระยะฟักตัว 3 – 6 วัน พบเชื้อทางน้ำลาย 2 – 3 วัน ก่อนมีอาการ จนถึง 1 – 2 สัปดาห์หลังมีอาการ
        
“ถ้าเป็นแล้วเด็กบางคนจะรับประทานอาหารและน้ำไม่ค่อยได้ เพราะเจ็บปากมาก ซึ่งแม้แต่น้ำลายก็ไม่ยอมกลืน ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ดังนั้นอย่าให้เด็กมีไข้สูงเกินไป เพราะอาจจะชักได้ บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการ เมื่อผิดปกติต้องรีบพาพบแพทย์ทันที”
       
สำหรับการป้องกัน ผู้ปกครองควรดูแลลูกในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้ลูกไปอยู่ในสถานที่แออัด และควรมีกระติกน้ำ หรือแก้วน้ำส่วนตัวให้ลูกไปใช้กินที่โรงเรียนด้วย รวมถึงปลูกฝัง และฝึกให้ลูกใช้ช้อนกลางขณะรับประทานอาหารทุกครั้งไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือที่บ้านก็ตาม



3) วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มี “ยุงลาย” เป็นพาหะนำโรค มีโอกาสเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ถ้าได้รับเชื้อแล้วจะมีไข้สูงเกิน 3 วันขึ้นไป ตาและหน้าจะเริ่มแดง มีความรู้สึกอ่อนเพลีย และปวดท้อง
       
“โรคนี้ระบาดได้ทั้งปี โดยเฉพาะในหน้าฝน เพราะโอกาสที่น้ำจะขังมีได้มาก เพราะฉะนั้นอาการที่สงสัยเลยว่า ลูกคุณอาจจะเป็นไข้เลือดออก คือ มีไข้สูงมาก กินยาลดไข้เท่าไรก็ไม่ได้ผล ปวดหัว ปวกกระบอกตา หรือปวดเมื่อยตามตัว มีอาการตาแดง หน้าแดง ปากแดง เป็นต้น” 
       
นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบ ทำให้คนไข้มีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะตรงบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ นั่นเพราะตัวตับโต ขณะเดียวกันจะมีอาการอาเจียนร่วมด้วยและมีภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ ถ้ามาพบแพทย์ได้ทันจะคาดการณ์ได้ว่า ลูกคุณมีกลุ่มอาการตรงกับไข้เลือดออก และแพทย์จะทำการตรวจสอบต่อไป เช่น รัดแขนที่ความดันระดับหนึ่งเพื่อดูจุดที่มีเลือดออกว่าเกิดขึ้นได้หรือไม่ เป็นต้น
       
การป้องกันที่ดีคือ อย่าให้ยุงกัดและอย่าให้ยุงเกิด ด้วยการจำกัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดสิ้น และอย่ารอให้เกิดอาการที่รุนแรงก่อนแล้วจึงมาพบแพทย์ เช่น เป็นไข้สูงเกินไป ช็อก หรือมีปัญหาเลือดออกง่าย ต้องรีบพาลูกมาพบแพทย์ทันที



4)วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

หลายครอบครัวคงคุ้นเคยกับโรคนี้กันดี เพราะเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยและเป็นกันบ่อย แต่มักจะเป็นในบางช่วง เมื่อเป็นแล้วมักจะติดกันเป็นทอด ๆ โดยเฉพาะการติดต่อจากเพื่อนที่โรงเรียน กลุ่มอาการของโรค ผู้ป่วยจะมีไข้ เป็นผื่นแดง และมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามตัว โดยเริ่มจากบริเวณท้อง ลามไปตามต้นแขน ขา และใบหน้า หลังจากนั้นจะเกิดเป็นสะเก็ด และแผลเป็นขึ้นได้ มักหายได้เองประมาณ 2 – 3 สัปดาห์
        
“พยายามดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง เพราะโรคนี้เกิดขึ้นไม่ตรงตามวัย บางรายเป็นตอนเด็ก หรือบางรายอาจเป็นตอนโต ซึ่งถ้าเป็นในตอนโต จะมีอาการและการขึ้นตุ่มที่รุนแรงกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกายด้วย การป้องกันอย่าให้ลูกเข้าใกล้ผู้ป่วย ล้างมือบ่อย ๆ เป็นต้น”  
       
อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งมีประสิทธิภาพค่อนข้างดี เริ่มฉีดในเด็กตั้งแต่ 1 ขวบเป็นต้นไป และจะกระตุ้นอีกครั้งในตอน 4 ขวบ ซึ่งเป็นวัคซีนเสริม ยังไม่กำหนดเป็นมาตรฐานที่เด็กทุกคนจะต้องฉีด


5) โรคท้องเสียหรืออุจจาระร่วง

โรคท้องเสียเกิดขึ้นเพราะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส ซึ่งมาจากของเล่น อาหาร หรือของใช้ใกล้ตัวเด็กที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่เข้าใจเรื่องของสุขอนามัย จึงมักนำของเล่น หรือของใช้ที่มีเชื้อนี้เข้าปากโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจะถูกขับออกทางอุจจาระของผู้ป่วย เกิดการแพร่ระบาดได้ง่าย ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า ในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ขวบแทบทุกคนจะเคยติดเชื้อนี้มาแล้ว
       
ไวรัสโรต้าเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี โดยจากสถิติทั่วโลกและในประเทศไทยพบว่า ไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุหลักทำให้เด็กป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคอุจจาระร่วงถึงปีละประมาณ 6 แสนคน
       
“อาการส่วนใหญ่จะพบว่า ท้องเสีย อาเจียน บางรายจะมีไข้สูง กินได้น้อย งอแง ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ดังนั้นเด็กทารกควรให้กินนมแม่จะช่วยได้ระดับหนึ่ง และดูแลสุขลักษณะการกิน การเล่นให้เหมาะสม ต้องสะอาด ขณะเดียวกันไม่ควรพาเด็กเข้าเนิร์สเซอร์รีเร็วเกินไป เพราะเด็กที่อยู่ด้วยกันเยอะ ๆ การแพร่กระจายของเชื้อจะมีได้ง่าย” 
       
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับอนุมัติใช้ทั้งหมด 2 ชนิด คือ วัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อโรต้า 1 สายพันธุ์ และ 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน (หยอด) สามารถเริ่มให้กับทารกอายุตั้งแต่ประมาณ 6 – 12 สัปดาห์ การที่ต้องเริ่มให้ในช่วงอายุดังกล่าวนั้น เป็นเพราะในช่วงสัปดาห์แรก ๆ เด็กทารกจะยังได้รับภูมิคุ้มกันที่สร้างจากรกและการกินนมแม่ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโรต้าจึงควรเริ่มต้นในช่วงอายุประมาณ 2 เดือน ซึ่งเด็กอาจจะเริ่มมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้ว


6) วัคซีนป้องกันโรคไอพีดีและปอดบวม

โรคไอพีดี หรือที่เรียกว่า Invasive Pneumococcal Disease (IPD) คือ โรคติดเชื้อชนิดรุนแรงที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ “นิวโมคอคคัส” ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดและที่เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งมีความรุนแรงและอาจทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
       
ถ้าติดเชื้อที่ระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง เด็กเล็กจะมีอาการงอแง ซึม และชักได้ ส่วนการติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีไข้สูง งอแง ถ้ารุนแรงอาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ดีถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
       
นอกจากนี้เชื้อ “นิวโมคอคคัส” ยังเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบได้อีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลการประเมินขององค์กรอนามัยโลกและยูนิเซฟพบว่า ปอดบวมเป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีเด็กที่เสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึง 2 ล้านคนต่อปี ซึ่งมากกว่าโรคเอดส์ มาลาเรีย และหัดรวมกัน
       
“ปัจจุบันมีวัคซีนฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ส่วนในเด็กทารกควรเริ่มฉีดเมื่ออายุได้ 2 เดือนขึ้นไป และฉีดเข็มต่อไปเมื่ออายุได้ 4 เดือน, 6 เดือน และ 12 – 15 เดือน โดยเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง วัคซีนจึงมีส่วนสำคัญสำหรับการป้องกัน ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสร้างสุขอนามัยที่ดีกับลูก เป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุด” 
       

เด็กทุกคนมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะในหน้าฝน ถ้าลูกมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง กินอาหารได้น้อย อาเจียน อ่อนเพลียง่าย มีภาวะขาดน้ำ หรือมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอบ่อย หายใจเร็ว ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที เพราะถ้าวินิจฉัยโรคเร็ว ความรุนแรงของโรค และโอกาสที่รักษาให้หายจะมีแนวโน้มสูง


เมนูแนะนำ เมื่อลูกน้อยเป็นโรค มือ เท้า ปาก (What foods can you eat if you have hand foot mouth disease)

โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth Disease) 

เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส สายพันธุ์ที่พบบ่อย ได้แก่ Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 ซึ่งโรคนี้มักพบได้ในวัยทารกและเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี อย่างไรก็ตามสามารถพบได้ในเด็กโตและผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน อาการแสดงที่พบ ได้แก่ ไข้ เบื่ออาหาร เจ็บคอ อ่อนเพลีย 1-2 วันหลังจากที่ผู้ป่วยมีไข้ จะเริ่มมีแผลหรือเจ็บบริเวณปากหรือในปาก (ซึ่งเรียกว่าโรค Herpangina) และจะมีผื่นลักษณะคล้ายจุดขนาดเล็กสีแดงบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า บางครั้งอาจพบในลักษณะตุ่มพองเกิดขึ้นได้ ในกรณีเด็กเล็กบางคนสามารถพบภาวะขาดสารน้ำ/สารอาหารร่วมด้วย เนื่องจากมีอาการเจ็บบริเวณแผลในปากจึงทำให้สามารถรับประทานอาหารได้น้อย ทำให้ได้รับสารน้ำ/สารอาหารไม่เพียงพอ




การแพร่กระจายเชื้อ

การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง สามารถแพร่ติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการเจ็บป่วย โดยเชื้อไวรัสติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และเกิดจากการไอจามรดกัน โดยหายใจเอาเชื้อที่แพร่กระจายจากละอองฝอยของผู้ป่วย สำหรับการติดเชื้อจากอุจจาระจะเกิดได้ในระยะที่เด็กมีอาการทุเลาจนกระทั่งหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน แต่จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า ระยะฟักตัว 3-6 วัน 


การรักษา

ปัจจุบันโรคมือเท้าปาก ยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่ครอบคลุมเชื้อไวรัสมือเท้าปากทุกสายพันธุ์ มีเพียงวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเฉพาะบางสายพันธุ์ที่เป็นชนิดรุนแรง คือ ไวรัสเอนเทอโร ชนิด 71 (enterovirus 71) โดยวัคซีนจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะสมองอักเสบและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้

แต่หากว่าเป็นวิธีการรักษาแพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาชาแก้ปวดในรายที่มีแผลที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรเช็ดตัวเด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะและให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน รสไม่จัด ดื่มน้ำและน้ำผลไม้และนอนพักผ่อนมากๆ หากเป็นเด็กอ่อนอาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวด 


 


การป้องกันโรค

โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงดูเด็กให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ (ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร ภาย หลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังการดูแลเด็กป่วย) ตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน (เช่น ขวดนม แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดมือ) และใช้ช้อนกลาง


วิธีการควบคุมโรค

หากพบเด็กป่วยต้องรีบแยกเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5-7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้าง สรรพสินค้า ควรอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศได้ดี ใช้ผ้าปิดจมูก/ปากเวลาไอ จาม และระมัดระวังการไอจามรดกัน ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระด้วย


โภชนาการสำหรับโรคมือเท้าปาก

อาหารในช่วงวัยระหว่าง 1-6 ปี หรือวัยก่อนเรียน มีความสำคัญจะช่วยให้ร่างกายเด็กเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพ เด็กควรได้รับอาหารมื้อหลัก 3 มื้อที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่และหลากหลาย อาหารว่างไม่เกินวันละ 2 มื้อ และอย่าลืมให้เด็กดื่มนมวันละ 2-3 แก้วด้วย 

ปัญหาโภชนาส่วนใหญ่ในเด็กที่เกิดโรคมือเท้าปาก คือ กินอาหารได้น้อยลงจากการมีแผลในปาก หรือ เบื่ออาหาร ทำให้เด็กอาจขาดสารอาหารได้ หลักการสำคัญ คือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ 


หลักการเลือกอาหาร

1. เลือกเมนูอาหารอ่อน ลักษณะคือ เคี้ยวง่าย ไม่แข็ง ไม่มีกากใยมาก ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ให้บดละเอียดหยาบ ถ้าเป็นผัก ให้ต้มหรือลวก ถ้าเป็นผลไม้ ให้เลือกที่ผิวอ่อนนุ่ม เช่น มะละกอ มะม่วงสุก และส้มเขียวหวาน เป็นต้น ตัวอย่างอาหาร เช่น ข้าวต้มหมูสับใส่ไข่ ข้าวต้มปลา ไข่ตุ่นกับข้าวสวย ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กหมูสับ ผัดวุ่นเส้น และผัดฟักทองใส่ไข่ เป็นต้น

2. รับประทานอาหารที่สุก อุ่น สดใหม่ เพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อนมากับอาหาร

3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว สับปะรด และเสาวรส เป็นต้น และจำพวกน้ำอัดลม โซดา เพราะฤทธิ์ของกรดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อแผลบริเวณที่เกิดแผลได้ 

4. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและเผ็ดจัด เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บ ปวดแผลบริเวณปากได้

5. เลือกรับประทานของเย็นๆ ช่วยลดอาการปวด เจ็บบริเวณแผลได้ เช่น ไอศกรีมผลไม้ เชอร์เบท น้ำผลไม้ปั่นน้ำตาลน้อย และนมจืดเย็น เป็นต้น

6. กรณีไม่มีไข้สูง หรือไอ สามารถดื่มน้ำเย็น ช่วยลดอาการปวด เจ็บบริเวณแผล และทำให้บริโภคอาหารได้เพิ่มขึ้น

7. กลั้วปากด้วยน้ำอุ่นหลังรับประทานอาหารเสร็จ

8. ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร

 


พลังงานที่ต้องการ 1,300 – 1,400 กิโลแคลอรีต่อวัน และโปรตีน 22 – 40 กรัมต่อวัน

อายุเท่าไหร่ ถึงสามารถ ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกได้ (HPV vaccine why you need it and when)

การฉีดวัคซีน hpv ให้ได้ผลดี คือการฉีดตั้งแต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และอยู่ในช่วงวัยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ได้ดี เชื้อไวรัส HPV นับว่าเป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีรายงานว่า ในปี ค.ศ. 2003 – 2006 ผู้หญิงสหรัฐฯ มีการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศมากกว่า 1 สายพันธุ์ถึง 21.6% ก่อนที่ในปี ค.ศ. 2008 จะมีรายงานจาก Sexually Transmitted Diseases ว่ามีผู้ติดเชื้อ HPV ที่อวัยเพศ แบ่งเป็นผู้หญิงกว่า 39.9 ล้านคน และผู้ชายอีกกว่า 39.2 ล้านคน นี่จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้... หลายคนตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV



วัคซีน HPV ฉีดแล้ว...ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากแค่ไหน

เชื้อไวรัส HPV ที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักนั้นมีอยู่นับ 40 สายพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกที่พบมากถึง 70% คือสายพันธุ์ 16 และ 18 จึงได้มีการผลิตวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ แต่...ก็ยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ 33, 35, 39, 40, 43, 45, 51-56, 58 เพราะฉะนั้น วัคซีน HPV จึงไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ได้ อีกกรณีที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจไม่ได้ผลดีที่สุด คือกรณีที่หญิงสาวเคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ทำให้มีโอกาสว่าอาจเคยสัมผัสกับเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกมาก่อนที่จะฉีดวัคซีน แต่ก็ยังถือว่ามีประโยชน์ในการป้องกันการรับเชื้อเดิมซ้ำๆ เพิ่มเติม


แล้วการฉีดวัคซีน HPV ควรฉีดตอนไหนดีที่สุด

ด้วยปัจจัยข้างต้น ทำให้ปัจจุบันมีการส่งเสริมการฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และจากงานวิจัยที่พบว่า เด็กช่วงอายุ 9-15 ปีนั้น การฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็ม...ก็ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการฉีด 3 เข็มในผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายของเด็กช่วงวัยนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ได้ดี ในหลายๆ ประเทศรวมทั้งในไทย จึงได้มีการรณรงค์ให้เริ่มฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 9 ปี เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพจากวัคซีนสูงสุด ส่วนเด็กผู้ชายควรฉีดในช่วงอายุ 9-26 ปี โดยฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ เพื่อช่วยป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนัก (พบว่าโอกาสเสี่ยงมะเร็งทวารหนักในเพศชายมากพอๆ กับมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิงเลยทีเดียว)


ป้องกันได้ดีกว่า! หากตรวจคัดกรองร่วมด้วย

นอกจากการป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีน HPV แล้ว เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด...ควรทำร่วมกับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยวิธีการตรวจมีทั้งหมด 3 วิธี คือ

  1. การตรวจ Pap smear เป็นการใช้ไม้พายเล็กๆ เก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งการตรวจมะเร็งปากมดลูกวิธีนี้จะมีความแม่นยำประมาณ 50%
  2. การตรวจ ThinPrep เป็นการใช้อุปกรณ์เฉพาะในการเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูก ก่อนใส่ลงในขวดน้ำยาตินเพร็พเพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำประมาณ 90-95%
  3. การตรวจ ThinPrep + HPV DNA Test วิธีนี้เป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงที่สุด เพราะเป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจดีเอ็นเอของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก ซึ่งหากตรวจแล้วไม่พบว่ามีการติดเชื้อ ก็สามารถมั่นใจได้ถึง 99% เลยทีเดียว

 


ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจก่อนอุ่นใจกว่า คลิ๊ก


เลือกตรวจสุขภาพอย่างไร ให้เหมาะกับวัย (Checklist Check Up)

เลือกตรวจสุขภาพอย่างไร…ให้เหมาะกับวัย  


การตรวจสุขภาพตามช่วงวัยเป็นเรื่องสำคัญในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค เพราะโรคต่างๆ มักจะแสดงอาการหรือมีความเสี่ยงแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ การตรวจสุขภาพตามช่วงวัยช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้นและได้รับการรักษาที่เหมาะสม 



เลือกตรวจสุขภาพอย่างไร…ให้เหมาะกับวัย  

สภาพร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามวัย รวมถึงการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน หากเราเลือกตรวจสุขภาพให้เหมาะกับวัยและการใช้ชีวิต เราก็จะรู้เท่าทันโรค และรู้สภาวะต่างๆ ในร่างกายของเราได้มากดีขึ้น ว่าแต่… อายุเท่าไหร่ ควรตรวจอะไรบ้าง เรามีตัวอย่างมาให้


ช่วงวัยรุ่น (อายุ น้อยกว่า 30 ปี):

ส่วนใหญ่มักยังมีสุขภาพแข็งแรงอยู่ แต่ก็อาจมีโรคที่แฝงตัว จึงไม่ควรละเลยเรื่องการตรวจสุขภาพ คนช่วงวัยนี้ควรตรวจสุขภาพโดยรวมขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น
•    ตรวจความสมบูรณ์ในเม็ดเลือด
•    ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด
•    ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด
•    ตรวจวัดระดับกรดยูริก
•    ตรวจการทำงานของไต ตับ
•    ตรวจปัสสาวะ
•    เอกซเรย์ปอด


วัยทำงาน (อายุ 30-60 ปี):

ช่วงวัยนี้ หลายคนอาจทำงานหนักเพื่อสร้างความมั่นคงให้ชีวิต จนมองข้ามความสำคัญในการดูแลสุขภาพ ซึ่งหารู้ไม่ว่า ช่วงวัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นของบางโรคที่อาจส่งผลหรือแสดงอาการในวัยที่มากขึ้น

  1. ตรวจร่างกายทั่วไป (ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดเส้นรอบเอว วัดความดันเลือด) 
  2. ตรวจสุขภาพตา (อายุ 40-60 ปี) 
  3. ตรวจคัดกรองมะเร็ง (มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่) 
  4. ตรวจทางห้องปฏิบัติการ (CBC, FBS, HbA1c, ไขมันในเลือด) 
  5. ประเมินสภาวะสุขภาพ (ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด) 

วัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป):

ในช่วงวัยนี้จะพบว่าโรคภัยต่างๆ มักเริ่มแสดงอาการ แต่หากเราตรวจสุขภาพเป็นประจำ โรคที่พบอาจอยู่ในระยะแรกๆ ที่สามารถรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็ว หรือใช้เวลารักษาไม่นานนักฉะนั้นควรสังเกตร่างกายของตัวเองให้ดีว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่

  1. ตรวจร่างกายละเอียด เพื่อดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ (หัวใจ ไต สมอง ช่องท้อง) 
  2. ตรวจหาความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่างๆ 
  3. ตรวจสุขภาพตา (อายุ 60-64 ปี ทุก 2-4 ปี, อายุ 65 ปีขึ้นไป ทุก 1-2 ปี) 
  4. ตรวจหาภาวะซีด (ควรตรวจทุกปี เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป) 

ข้อควรจำเพิ่มเติม:

  • หากมีอาการน่าสงสัยเกี่ยวกับโรคต่างๆ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ควรเข้ารับการตรวจทันที 

    จะเห็นได้ว่า รายการตรวจสุขภาพของแต่ละวัยจะมีทั้งเหมือนและแตกต่างกัน หากยังเลือกไม่ถูกว่าควรตรวจอะไรบ้างดี เราสามารถปรึกษาแพทย์หรือเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพตามช่วงอายุไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกตรวจรายการอื่นๆ เพิ่มเติมตามความเสี่ยงของตนเอง ก็จะช่วยให้เรารู้ถึงสภาพร่างกาย เพื่อการดูแล หรือได้รับการรักษาที่เหมาะสม จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดูแลตนเอง และใช้ชีวิตได้อย่างใจปรารถนาในทุกช่วงอายุ


เสริมภูมิคุ้มกันเพื่อผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ด้วยวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และปอดอักเสบ (IPD) (Adult and Elderly Immunity: The Role of Influenza and Pneumococcal Vaccines (IPD))

สูงวัยอุ่นใจ วัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันปอดอักเสบช่วยได้



การฉีดวัคซีนเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องสำหรับเด็ก แต่จริงๆ แล้วการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงวัยก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มักมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ เมื่อได้รับวัคซีนเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้นในกรณีที่ติดเชื้อด้วย จากโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น ไข้หวัดใหญ่และโรคปอดอักเสบ 

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (Influenza vaccine with 4 strains)

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างฉับพลันที่เกิดจากเชื้อ Influenza Virus ซึ่งพบการแพร่ระบาดมากกว่าปกติในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ความรุนแรงของโรคมักขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน และโรคมะเร็ง หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ มีความเสี่ยงสูงที่จะพบอาการแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อไซนัสหรือหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้งเพื่อป้องกันการเกิดโรค นอกจากนี้วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของโรคและโอกาสในการเกิดโรคแทรกช้อนหากเป็น ขณะเดียวกันคนที่อายุต่ำกว่า 50 ปี แต่มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ กลุ่มนี้ควรได้รับวัคซีนเป็นประจำทุกปีเช่นกัน รวมไปถึงผู้ที่ดูแลหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง


วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) หรือวัคซีน IPD สำคัญกับผู้สูงวัยอย่างไร

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) หรือวัคซีน IPD (Invasive pneumococcal disease) เป็นวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเชื้อแบคทีเรียสตัวนี้ที่มีมากมายหลายสายพันธุ์ มากกว่า 90 สายพันธุ์ สามารถลุกลามไปยังอวัยวะในระบบหายใจ และอวัยวะสำคัญอื่นๆ โดยพบได้ทั่วไปในโพรงจมูกและลำคอเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อสู่คนอื่นได้ง่าย โดยการไอหรือจาม และเชื้อดังกล่าวอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ หูน้ำหนวก ฯลฯ หรือเป็นอันตรายถึงขั้นภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดได้


นอกจากวัคซีน IPD จะสามารถป้องกันโรคปอดอักเสบหรือปอดบวมที่มาจากเชื้อนิวโมคอคคัส สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 เดือนได้แล้วนั้น สำหรับสูงอายุ หรือผู้ที่มีความเสี่ยง ก็สามารถป้องกันได้เหมือนกัน ทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการฉีดวัคซีน โดยแนะนำสำหรับผู้ควรฉีดวัคซีน IPD ดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีอายุ 19-64 ปี ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่ไม่มีม้ามหรือการทำงานของม้ามบกพร่อง
  3. ผู้ที่มีอายุ 19-64 ปี ที่มีโรคเบาหวาน โรคหัวใจวายเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่

ประกาศ (announce)

นโยบายภาษีและบัญชี (Tax and accounting policy)

การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (Sustainable Organizational Development)

นั่งห้องน้ำนานระวังริดสีดวง (Why Sitting on the Toilet Too Long Can Harm Your Health)

นั่งห้องน้ำนานระวังริดสีดวง


 


ความเสี่ยงต่อโรคภัยอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดนะคะ โดยเฉพาะคนที่ชอบนั่งเล่นมือถือขณะเข้าส้วม หรือต้องพกสมาร์ทโฟนเข้าห้องน้ำด้วยทุกครั้ง โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะ ที่มีคนเข้า-ออกนับไม่ถ้วน บอกเลยว่าพฤติกรรมนี้อันตรายไม่ใช่ย่อย ไม่เชื่อมาลองดูกันสิว่า นั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนาน ๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้มากขนาดไหน


1. เสี่ยงท้องผูก

การเล่นโทรศัพท์ขณะนั่งส้วมทำให้เราสนใจแต่หน้าจอมือถือ มากกว่าการขับถ่าย ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนตัวของของเสียในลำไส้หยุดชะงัก แล้วไหลกลับไปคั่งอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกได้ หากใช้เวลาในห้องน้ำนานเกิน 15 นาที จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารเพิ่มขึ้น ดังนั้นควรเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวดถ่ายจริงๆ แทนการนั่งเล่นมือถือค่ะ


2. เสี่ยงเป็นริดสีดวงทวาร

เมื่อเกิดอาการท้องผูก การเบ่งถ่ายอาจทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องมาก เส้นเลือดดำถ่ายเทไม่สะดวก และเกิดอาการโป่งพองกลายเป็นริดสีดวงทวารได้ เพื่อป้องกัน ควรกินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยเยอะๆ และเลี่ยงการนั่งส้วมนานๆ


3. เสี่ยงต่อการถ่ายไม่สุด

การโฟกัสที่มือถือมากกว่าการขับถ่าย ทำให้การถ่ายอุจจาระกะปริดกะปรอย และรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด อาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้องไปทั้งวัน และอาจกลายเป็นโรคลำไส้แปรปรวนได้


4. เสี่ยงท้องร่วง

ห้องน้ำเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เช่น เชื้อซีดิฟฟิไคล์ (C. difficile), เชื้ออีโคไล (E. coli), และเชื้อแซลโมเนลล่า (Salmonella) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง ท้องเสีย และอาเจียน หากกดชักโครกโดยไม่ปิดฝา เชื้อโรคจะฟุ้งกระจายและเกาะติดที่มือถือ เมื่อเราเล่นมือถือแล้วจับอาหารเข้าปากก็จะได้รับเชื้อโรคไปด้วย


5. เสี่ยงสูดเชื้อโรคเข้าร่างกาย

ในห้องน้ำมีเชื้อราที่แฝงอยู่ในผ้าเช็ดตัว ฟองน้ำ และม่านกั้นห้องน้ำ ซึ่งเชื้อร้ายเหล่านี้ผสมกับอากาศที่เราสูดดมเข้าไป การใช้เวลาในห้องน้ำนานทำให้เสี่ยงต่อการสูดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น


6. เสี่ยงเป็นเหน็บชาและเวียนหัว

การนั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนานๆ อาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้ลุกขึ้นยาก เวียนหัวหรือหน้ามืดได้ ขอเตือนว่าอาจล้มในห้องน้ำและเกิดอันตรายได้



ข้อแนะนำ:


ลดเวลานั่งห้องน้ำ:

พยายามใช้เวลานั่งถ่ายอุจจาระให้น้อยที่สุด ไม่ควรเกิน 5-10 นาที.


หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย:

หากอุจจาระแข็งหรือถ่ายยาก ควรพยายามผ่อนคลายและไม่เบ่ง


รักษาความสะอาด:

รักษาความสะอาดห้องน้ำทุกครั้งก่อนและหลังใช้งาน.


ปรึกษาแพทย์:

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวด เจ็บ หรือมีเลือดออกบริเวณทวารหนัก ควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและการรักษา.


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าพฤติกรรมเคยชินของเราอาจนำอันตรายเข้าตัวได้มากถึงเพียงนี้ ดังนั้นใครไม่อยากบั่นทอนสุขภาพของตัวเอง ต่อไปก็อย่าเล่นหรือพกโทรศัพท์มือถือเข้าห้องน้ำด้วยเลยดีกว่า หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หมั่นทำความสะอาดมือถือบ่อย ๆ ด้วยการใช้แอลกอฮอล์เช็ดมือถือให้ทั่ว และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ รวมทั้งก่อนรับประทานอาหารด้วยนะคะ เพราะโทรศัพท์มือถือของเราเนี่ย เชื้อโรคมากกว่าบนฝาชักโครกซะอีกแหละ

การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)

นโยบายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Policy)

การกำกับการปฏิบัติงาน (Compliance) (Operational Supervision (Compliance))

แผนสืบทอดตําแหน่ง (Succession Planning )

การส่งเสริมความรู้และทักษะของพนักงาน (Promoting employee knowledge and skills)

โควิด JN.1 อาการเป็นอย่างไร ทำความเข้าใจกับตัวใหม่ล่าสุด (What to Know About the COVID-19 JN.1 Variant)

โควิด JN.1 อาการเป็นอย่างไร ทำความเข้าใจกับตัวใหม่ล่าสุด



โควิด JN.1 อาการเป็นอย่างไร? ทำความเข้าใจกับตัวใหม่ล่าสุด!

    สายพันธุ์โควิดล่าสุดหรือสายพันธุ์โควิด 2567 ก็คือ โควิดในสายพันธุ์ JN.1 โดยโควิดในสายพันธุ์ดังกล่าวนี้เป็นสายพันธุ์ที่มีการตรวจพบครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ในส่วนของประเทศไทยพบว่าในเดือนพฤศจิกายนมีสายพันธุ์หลักที่พบการระบาดอย่างหนัก คือ โควิดสายพันธุ์ HK3 (โควิดสายพันธุ์ HK3 ไม่ใช่โควิดสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นใหม่ แต่โควิดสายพันธุ์ HK3 นั้นเป็นโควิดสายพันธุ์ที่เกิดจากโควิดในสายพันธุ์ XBB.1.19.2.5 หรือในอีกชื่อหนึ่ง คือ โควิดสายพันธุ์ EG.5)


โควิด JN.1 อาการเป็นอย่างไร แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นอย่างไร

   โควิด JN.1 อาการไม่รุนแรงมากนัก และ โควิด JN.1 อาการ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสายพันธุ์เดิมแต่อย่างใด โดยโควิด JN.1 อาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคหวัด นั่นก็คือ การมีไข้อ่อน ๆ การเจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย จนทำให้หลาย ๆ ท่านเกิดความสับสนได้ว่าโควิด JN.1 อาการที่เป็นเป็นเพียงแค่โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจที่ไม่รุนแรงแต่อย่างใด


อาการและอาการแสดงของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19

พบได้ทั้งไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการรุนแรงมาก ซึ่งอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีหลายอย่างที่เหมือนกัน ได้แก่

  1. มีไข้
  2. ไอ
  3. หายใจถี่หรือหายใจลำบาก
  4. เหนื่อยง่าย
  5. เจ็บคอ
  6. น้ำมูกไหลหรือคัดจมูก
  7. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือปวดเมื่อยตามร่างกาย
  8. ปวดศีรษะ
  9. คลื่นไส้หรืออาเจียน แต่พบบ่อยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
  10. ท้องเสีย (พบบ่อยในเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ แต่สามารถเกิดได้ทุกช่วงวัยในโควิด-19)
  11. สูญเสียการรับรสหรือกลิ่น (พบได้บ่อยในโควิด-19)

แม้ว่าอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันหลายประการ แต่ก็มีข้อสังเกตของอาการบางประการที่มีความแตกต่าง ได้แก่

  1. อาการแรกของไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการหลังได้รับเชื้อ 1-4 วันหลังการติดเชื้อ ส่วนอาการแรกของโควิด-19 อาจเกิดขึ้นเร็วสุด 2 วันหลังติดเชื้อ แต่จากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่ามักแสดงอาการหลังการติดเชื้อ 5 วันโดยเฉลี่ย นอกจากนี้ในบางรายอาจไม่แสดงใด ๆ นานถึง 14 วัน
  2. ความรุนแรงของอาการไอในไข้หวัดใหญ่มักมีลักษณะไอแห้งเล็กน้อย แต่ในโควิด-19 บางสายพันธุ์ อาจมีอาการไอรุนแรงและต่อเนื่อง 
  3. ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการไข้สูง ส่วนโควิด-19 อาจพบลักษณะไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีไข้เลยในการติดเชื้อครั้งแรก 
  4. เมื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของอาการพบว่าโควิด-19 มีอาการรุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ และมีรายงานการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตมากกว่า

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19

หากจะแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 โดยดูจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจทำได้ยาก เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันมาก จึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจหาเชื้อที่เฉพาะเพื่อยืนยันการวินิจฉัย เช่นการตรวจด้วยวิธี RT-PCR หรือ วิธี FIA (fluoroimmunoassay) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหาเชื้อจากห้องปฏิบัติการ


สรุป

โดยทั่วไปเราแยกอาการความแตกต่างของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ได้ยาก และไม่สามารถแยกได้จากอาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาการแสดงของ 2 โรคนี้มีความคล้ายกันมาก การตรวจหาเชื้อไวรัสเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ทราบว่าเป็นเชื้อชนิดไหน เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจถึงความเหมือนและความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 และวิธีการปกป้องตัวเอง เช่น การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย และการรักษาระยะห่าง รวมไปถึงการเข้ารับวัคซีนป้องกันอาจช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรงจากไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ได้


 

นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (Human Rights Policy)

รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น (Report of the Shareholders Meeting)

 

เกี่ยวกับบริษัท (About Wattanapat)


            กลุ่มโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่ให้บริการครอบคลุมทั้งการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางที่หลากหลาย รวมทั้งการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนโดยทีมแพทย์มืออาชีพและทีมแพทย์เฉพาะทาง เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า กระดูกสันหลัง การผ่าตัดสมอง การผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ การตรวจสวนหัวใจ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง เป็นต้น 

                กลุ่มโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจที่จะ “มุ่งมั่น สู่ความเป็นผู้นำ ทางการแพทย์เฉพาะทางด้วยคุณภาพและการบริการที่ได้มาตรฐาน” ซึ่งบริษัทได้ยึดมั่นและปฏิบัติตามเสมอมานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ จึงเป็นที่มาของการให้บริการอย่างมีคุณภาพและการเติบโตของบริษัทฯ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลัก (Purposes) ขององค์กรคือ “การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth Organization)


 เครือข่ายโรงพยาบาล วัฒนแพทย์ ตรัง ได้แก่




          นโยบายการดําเนินงาน



01 : ผู้นำด้านเวชศาสตร์ป้องกัน

เป็นผู้นําด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (ค้นหา คัดกรอง) เชิงรุก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการเฉพาะกลุ่ม สร้างการรับรู้และเพิ่มฐานผู้รับบริการ

02 : การพัฒนาขีดความสามารถและสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

เพิ่มศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลรักษาโรคซับซ้อน โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง

03 : มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร

เป็นโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร การบริการ และความปลอดภัย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการภายใต้การประยุกต์ใช้ Digital Technology


กลยุทธ์การดำเนินงาน




Company Highlights (Company Highlights)

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน)

WATTANAPAT HOSPITAL TRANG PUBLIC COMPANY LIMITED


บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) ป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ครบวงจร  มีขอบเขตการให้บริการครอบคลุมจังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้นอกจากโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักที่ตั้งอยู่ในจังหวัดตรังแล้ว บริษัทฯยังมีบริษัทย่อยอีก 4 แห่ง





โครงสร้างการถือหุ้น




Our Hospitals (WPH Group)


 


Our Competitive Advantages (WPH)



Company Profile


ประวัติบริษัท (History)

รายงานผลการดำเนินงานด้าน ESG (ESG Performance Report)

จรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า (SUPPLIER CODE OF CONDUCT)

เชิญชวนร่วมรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (Anti Corruption Campaign)

คู่มือต่อต้านการคอร์รัปชัน (Anti-Corruption Manual)

ข้อบังคับบริษัท (Regulations Company)

นโยบายการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายใน (Internal control and Internal audit Policy)

นโยบายการป้องกันการใช้ข้อมูลภายในของบริษัท (Prevention of usage of internal information Policy)

นักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations)

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง จำกัด(มหาชน) หรือ "WPH" ซึ่งเป็นชื่อย่อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นธุรกิจ โรงพยาบาลขนาดกลางในประเทศไทย ในเชิงรายได้ และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในหมวดธุรกิจการแพทย์ บริษัทมีสินทรัพย์รวมกว่า 539.33 ล้านบาท ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2560 ปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลักคือ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง คลินิกอินเตอร์เนชั่นแนล และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ในปี 2561 บริษัทได้มุ่งมั่น พัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพในการรักษาพยาบาล ทั้งทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและคุณภาพในการรักษา การวินิจฉัยโรคที่เป็น มาตรฐานสากล รวมถึงความพร้อมและศักยภาพในการดูแลรักษา ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาตรฐานนานาชาติ

นโยบายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability policy)

นโยบายการรายงานการมีส่วนได้เสีย (Conflict of Interest Policy)

นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่น ( Anti-Corruption Policy)


การแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน


บุคคลใดหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริต หรือส่อไปในทางทุจริต ที่มีผลเกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ต้องไม่ละเลย หรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว ควรแจ้งให้คณะกรรมการตรวจสอบหรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารทราบทันที หรือแจ้งผ่านช่องทางการแจ้งเบาะแส ตามที่ได้กำหนด ดังนี้

1) แจ้งผ่านช่องทางอีเมล 

  • dhajjai.su@wattanapat.co.th ประธานกรรมการบริษัท
  • wichit.ch@wattanapat.co.th ประธานกรรมการตรวจสอบ
  • somchai.ch@wattanapat.co.th ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

 

2)แจ้งผ่านช่องทางเว็บไซต์ของบริษัท ที่ ติดต่อเรา www.wattanapat.co.th


เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน (Support Staff)

บุคลากรทางการแพทย์ (Medical Staff)

แพทย์ (Doctors)

ค้นหา (Search)

ภาพกิจกรรม ประกวดหนูน้อยพรีเซนเตอร์ (Wattanapat Kids Casting)


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง จัดกิจกรรม “Wattanapat Casting หนูน้อยพรีเซนเตอร์” สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับครอบครัว

เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ได้จัดกิจกรรมประกวด “Wattanapat Casting หนูน้อยพรีเซนเตอร์” ขึ้นอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ภายในงานมีน้องๆ หนูๆ อายุระหว่าง 3–8 ปี สมัครเข้าร่วมประกวดเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละคนต่างแสดงความสามารถและความมั่นใจบนเวทีได้อย่างน่าประทับใจ

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แสดงออกในทางสร้างสรรค์ เสริมสร้างความกล้าแสดงออก และเป็นเวทีให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิด “Truly Care” ของโรงพยาบาล ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพและความสุขของทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ ผู้ที่ได้รับรางวัลจากการประกวด จะได้รับโอกาสในการคัดเลือกเป็นพรีเซนเตอร์ตัวน้อยของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านยังได้ร่วมลุ้น ของรางวัลพิเศษภายในงานมูลค่ารวมกว่า 20,000 บาท สร้างความตื่นเต้นและความสุขให้กับทั้งเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมงาน


ภายในงานยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมตัดสินและให้คำแนะนำกับน้องๆ อย่างใกล้ชิด ได้แก่

  1. พญ.อภิญญา ยวงทอง – กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง
  2. คุณปนัดดา ส่งแสง – ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการพยาบาล
  3. คุณนงลักษณ์ เสพคง (คุณเหินฟ้า) – เจ้าของเพจ “เหินฟ้า ชาแนล”
  4. คุณวัชรฌาน์ เกียรติธีรวิชัย – ผู้บริหารสถาบัน Bloom Dance Studio
  5. คุณชาคริต นิพัทธมานนท์ – ผู้บริหารบริษัท Hop Production House

ทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ขอขอบพระคุณน้องๆ ที่มาร่วมประกวด ผู้ปกครองที่ให้การสนับสนุน และคณะกรรมการทุกท่านที่สละเวลามาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้

 


โหลดรูป Google Drive 

โรคไหนบ้างที่พบได้จากการตรวจ ultrasound (Reasons Why You Should Perform an Ultrasound)


ตรวจอัลตร้าชาวด์เช็คความผิดปกติ

การอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound หรือ Ultrasound scanning) คือการตรวจวินิจฉัยโรคโดยการใช้คลื่นเสียงกำลังสูงสะท้อนให้เกิดภาพ ซึ่งสามารถตรวจดูอวัยวะต่างๆ ทำให้เห็นได้ถึงความผิดปกติ บางชนิดซึ่งสามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์ได้ โดยทั่วไปการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด เพราะเป็นเพียงการใช้หัวตรวจเคลื่อนไปบนผิวหน้าท้องภายนอก ซึ่งไม่ต้องมีการใช้ยาชาหรือฉีดยา อีกทั้งคลื่นเสียงที่ใช้ก็มีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอันตราย โดยการตรวจ

สุขภาพส่วนใหญ่จะมีการอัลตร้าซาวด์อยู่ 2 ส่วน คือ

1.การอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen หรือ Upper Adomen Ultrasonography)

2.การอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง (Ultrasound Lower Abdomen หรือ Lower Adomen Ultrasonography)


การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน

เป็นการตรวจดูอวัยวะช่องท้องส่วนบนเหนือระดับสะดือขึ้นไป ได้แก่ ตับ, ม้าม, ถุงน้ำดี, ท่อน้ำดีส่วนต้น, ไต และหลอดเลือดแดงใหญ่, ตับอ่อน (บางรายเห็นได้บางส่วน) ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น มีก้อนที่ผิดปกติ นิ่วที่ไต นิ่วที่ถุงน้ำดี เป็นต้น ผู้ที่จะตรวจส่วนใหญ่คือผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือมีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ตรวจได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง


การตรวจอัลตร้าซาวช่องท้องส่วนล่าง

เป็นการตรวจดูอวัยวะของช่องท้องส่วนล่างต่ำกว่าระดับสะดือลงไป ได้แก่ มดลูก, รังไข่ (หญิง), ขนาดของต่อมลูกหมาก (ชาย), กระเพาะปัสสาวะ, ไส้ติ่ง และบริเวณช่องท้องส่วนล่าง อื่นๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ถุงน้ำในรังไข่, ก้อนเนื้อในมดลูก เป็นต้น

การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง มักจะตรวจกันมากในกลุ่มผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มที่ปวดท้องประจำเดือนเป็นประจำ หรือประจำเดือนมามากมาน้อย ผิดปกติ ตรวจโดยใช้หัวตรวจตรวจบริเวณหน้าท้อง การตรวจด้วยวิธีนี้จะต้องตรวจในขณะที่ปวดปัสสาวะมากพอสมควร (ผู้เข้ารับการตรวจจึงควรดื่มน้ำเปล่าและต้องกลั้นปัสสาวะ) ทั้งนี้เนื่องจากลมในลำไส้จะบดบังมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงหรือต่อมลูกหมากในผู้ชาย ทำให้มองเห็นภาพอวัยวะได้ไม่ชัดเจน แต่เมื่อมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะมากพอทำ กระเพาะปัสสาวะจะช่วยให้เห็นมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้


ทำไมต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง?

1.เพื่อตรวจสุขภาพโดยทั่วไปต่ออวัยวะภายในช่องท้องตามช่วงอายุ หรือตามโปรแกรมในรายการตรวจสุขภาพเพื่อหาความผิดปกติใด ๆ ในขณะที่ยังไม่มีอาการ เช่น นิ่วในไต นิ่วในถุงน้ำดี ก้อนเนื้อในตับ

2.ตรวจกรณีที่สงสัยว่าจะมีก้อนในช่องท้อง, ช่วยแยกว่าก้อนนั้นน่าจะมาจากอวัยวะใดและลักษณะของก้อนนั้นว่ามีส่วนประกอบเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำ

3.ตรวจเมื่อมีอาการปวด ตึง หรือแน่นท้องประจำหรือเรื้อรัง หรือมีการเพิ่มขนาดของอวัยวะในช่องท้อง หรือผลเลือดตับผิดปกติ

4.เพื่อนำทางในการตัดเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกในร่างกายไปตรวจ เพื่อเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น

5.ใช้ตรวจซ้ำเพื่อติดตามผล เนื่องจากความผิดปกติบางอย่างที่ได้รับการรักษาไปแล้ว หรือเพื่อเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของความผิดปกตินั้น ๆ


การเตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง

1.ในวันที่ทำการตรวจที่ต้องการตรวจ การตรวจช่องท้องส่วนบนควรงดอาหารที่มีไขมันและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป

2.การตรวจช่องท้องส่วนล่างควรดื่มน้ำเปล่า (อย่างน้อย 500ml) และกลั้นปัสสาวะไว้


ขั้นตอนการตรวจเป็นอย่างไร

การตรวจอัลตราซาวด์จะให้การตรวจโดยแพทย์ ผู้ป่วยจะนอนบนเตียง แพทย์จะทาผิวหนังในบริเวณที่ตรวจด้วยเจล (Gel) เย็นๆเหมือนเจลทั่วไป เพื่อช่วยการส่งผ่านคลื่นเสียงจากหัวตรวจ ผ่านผิวหนังเข้าไปดูอวัยวะต่างๆ ในขณะตรวจแพทย์จะกดหัวเครื่องตรวจบนผิวหนัง/ร่างกายส่วนที่จะตรวจเบาๆ เคลื่อนไปจนทั่วบริเวณที่ตรวจ โดยแพทย์และผู้ป่วยจะมองเห็นภาพอวัยวะจากการตรวจบนจอเครื่องตรวจไปพร้อม ๆ กัน การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 10-45 นาที ขึ้นกับตำแหน่งอวัยวะที่ต้องการตรวจและความผิดปกติ

หลังการตรวจอัลตร้าซาวด์มักไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ และสามารถกลับบ้านได้ทันที ผู้ป่วยจะสามารถขับรถ ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ ผลการตรวจอัลตราซาวด์ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นานหลังจากการตรวจเสร็จสิ้น ส่วนมากจะมีการวิเคราะห์ภาพที่ได้จากการอัลตราซาวด์และส่งรายงานไปยังแพทย์ที่สั่งตรวจ โดยแพทย์อาจอธิบายหรือพูดคุยเกี่ยวกับผลลัพธ์การตรวจได้ภายในวันนั้นเลยว่าปกติหรือมีความผิดปกติบริเวณอวัยวะส่วนไหนอย่างไร

 


สนใจแพ็กเกจ คลิ๊ก

ตรวจ CEA เพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งจากเลือด (Carcinoembryonic Antigen (CEA) What It Is and Results)

ตรวจ CEA เพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งจากเลือด



การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง คืออะไร

การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง เป็นการตรวจหาสารที่ผลิตจากเซลล์มะเร็ง โดยใช้วิธีการตรวจเลือด และสารคัดหลั่งอื่นๆ ตามชนิดของมะเร็งนั้นๆ เพื่อนำไปตรวจหาค่าความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งนั้นมักตรวจเพื่อหาแนวโน้มหรือความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หากพบความผิดปกติก็จะสามารถติดตามระยะของโรค และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้มากขึ้น

การตรวจ CEA คืออะไร

CEA  คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในร่างกาย สามารถหาได้จากการตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีการอักเสบของอวัยวะภายใน เช่น ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี มักจะพบสาร CEA มากกว่าค่าปกติ


ค่า CEA สูง มีความเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

ส่วนใหญ่ก็เป็นมะเร็งชนิด Adenocarcinoma หรือมะเร็งต่อม เช่น

  1. มะเร็งกระเพาะอาหาร
  2. มะเร็งปอด
  3. มะเร็งต่อมไทรอยด์

หรือโรคอื่นที่มาจากการอักเสบของอวัยวะภายใน เช่น

  1. ถุงน้ำดีอักเสบ
  2. ตับแข็ง
  3. โรคไตเสื่อม
  4. ลำไส้อักเสบ

สรุป! 5 ประโยชน์ของการตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง

  1. ช่วยคัดกรองโรคมะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยง

  2. ใช้เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็ง

  3. ใช้ติดตามผลการรักษา และป้องกันการกลับมาเป็นโรคมะเร็งซ้ำอีกครั้ง

  4. สามารถนำค่าที่ตรวจไปใช้ในการพิจารณาเลือกวิธีรักษาโรคมะเร็ง

  5. หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะแรก ก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หาย

เพราะการตรวจ ‘สารบ่งชี้มะเร็ง’ ร่วมกับ ‘การตรวจสุขภาพ’ อย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็ง แต่ยังช่วยให้เรามีโอกาสรักษาโรคที่พบในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ชีวิตในทุกๆ วันได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล เพราะมีสุขภาพที่แข็งแรงจากการวางแผนดูแลตัวเองเมื่อได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำในทุกๆ ปี

รายงานประจำปี (Main Annual Report)

คู่มือจริยธรรม (Manual ethics)

กฎบัตรคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee Charter)

กฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee Charter)

กฎบัตรคณะกรรมการสรรหา พิจารณาค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล (Charter of the Nomination, Remuneration, and Corporate Governance Committee)

กฎบัตรคณะกรรมการบริหาร (Executive Board Charter)

กฎบัตรคณะกรรมการบริษัท (Charter of the Board of Directors )

อบรมสอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR แก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม (CRP Save Life - Hat Chao Mai National Park)

อบรมสอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR แก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม


รพ.ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง  จัดคอร์ส อบรมสอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR ทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ แก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม





การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Advertising)

การแจ้งเบาะแสและข้อร้องเรียน (Whistleblowing Channel)

กิจกรรมสัมมนา รู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง STROKE (Stroke Seminar at Thung Song)

บรรยากาศกิจกรรมสัมมนา "รู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง (STROKE) อันตรายใกล้ตัว รู้เร็ว รักษาทัน โอกาสหายสูง"


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้เรื่อง โรคหลอดเลือดสมอง (STROKE) ณ โรงแรม THE GOLD LIVING LIFE อ.ทุ่งสง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสาระความรู้และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์



เจาะลึกเรื่อง STROKE กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ภายในงาน พญ.ดารารัตน์ สุขษาสุณี แพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมอง ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ อาการ สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อเพิ่มโอกาสฟื้นตัวและลดภาวะแทรกซ้อน



Workshop ฟื้นฟูร่างกายโดยนักกายภาพบำบัด

นอกจากการบรรยายให้ความรู้แล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมกิจกรรม Workshop ฝึกท่าทางกายภาพบำบัด กับทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเรียนรู้วิธีช่วยเหลือตัวเองและดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างถูกต้อง

 



วัฒนแพทย์ ตรัง มุ่งมั่นดูแลสุขภาพของคุณ

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยให้ทุกท่านสามารถป้องกันและดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ติดตามกิจกรรมดีๆ ครั้งต่อไปได้ที่ เพจ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง Wattanapat Trang Hospital

Investor Note (Investor Note )


สิทธิประโยชน์ผู้ถือหุ้น (Rights & Benefits)

โครงการ School Care Clinic (School Care Clinic )

โครงการ School Care Clinic


โดยคลินิกเด็กสุขภาพดี จัดทีมแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก และทีมพยาบาลและสหวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินกิจกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับโรงเรียนเอกชนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดในโรงเรียน กิจกรรมต่างๆ อาทิ  กุมารแพทย์ ให้ความรู้เรื่องโรคในเด็ก นักกิจกรรมบำบัด ให้ความรู้เรื่องพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็กนักเรียนยามเจ็บป่วยโดยการจัดตู้ยาสามัญประจำบ้าน ประจำห้องพยาบาล รวมไปถึงการส่งเสริมให้นักเรียน เข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายขึ้น เพื่อลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มนักเรียน  โดยมีจำนวนโรงเรียนในโครงการ  11 โรงเรียน  ส่งเสริมให้นักเรียน เข้าถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้กว่า 3,000 คน

โครงการ Active Case Finding Colon Cancer ( Active Case Finding (Colon Cancer) )

โครงการ Active Case Finding (Colon Cancer)


ส่งเสริมการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ กับกลุ่มเสี่ยง หน่วยงานการยางไทย จังหวัดตรัง ตรวจค้นหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรงพยาบาลฯ จัดแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับพร้อมด้วยพยาบาลและทีมสหวิชาชีพ ทำโครงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งมีอัตราในการเกิดโรคสูงขึ้นในปัจจุบัน โดยทำการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ของพนักงานหน่วยงาน การยางแห่งประเทศไทย สาขาตรัง จำนวน 39 ราย และได้วางแผนการดูแลและรักษาตามกลุ่มเสี่ยงได้ 100%

โครงการ อาสา พร้อมเคียงข้างคุณ (Stand Together)

โครงการ อาสา พร้อมเคียงข้างคุณ


ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน การสนับสนุนโปรแกรมตรวจสุขภาพในงานนาวากาชาด สนับสนุนให้ชาวตรังมีสุขภาพที่ดี ร่วมไปถึงการดูแลสุขภาพ ขบวนเดินลากพระ ในงานสำคัญประจำจังหวัด โดยรวมกิจกรรมทั้งสิ้น 3 กิจกรรม


1.แรงงานร่วมใจปลูกความดี ขยายพื้นที่สีเขียว ปลุกพลังจิตอาสา

บริษัท ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติ จังหวัดตรัง ประจำปี 2567 ภายใต้ชื่อกิจกรรม"แรงงานร่วมใจปลูกความดี ขยายพื้นที่สีเขียว ปลุกพลังจิตอาสา " ณ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ในวันที่ 30 เมษายน 2567 ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 500 คน



2.งานเรือพระประจำปี 

บริษัท ให้การดูแลประชาชนที่ร่วมขบวนลากพระ งานประเพณีสำคัญของจังหวัด ไปยังสนามกีฬาทุ่งแจ้ง เพื่อร่วมแข่งขันในงานเรือพระประจำปี ในวันที่ 18 ตุลาคม 2567  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 400 คน



3.งาน วันรวมน้ำใจกาชาด

3.บริษัท สนับสนุนโปรแกรมการตรวจสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน เห็นความสำคัญของการคัดกรอง และส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี ในงาน วันรวมน้ำใจกาชาด    เพื่อสนับสนุนของรางวัลในงานฉลองรัฐนูญและงานกาชาด ประจำปี 2567

โครงการ บริจาคโลหิต ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ (Blood Donation)

โครงการ บริจาคโลหิต ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์


โรงพยาบาลฯ ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสภากาชาดตรัง  เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลนครตรัง  โดย  ปี  2567 เป็นหน่วยงานรับบริจาคโลหิต จำนวน 3 กิจกรรม ได้รับโลหิตกว่า 187 ยูนิต ปริมาณเลือด 56,100 CC.

1.บริษัท ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสภากาชาดตรัง  เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลนครตรัง ครั้งที่ 1/2567 วันที่ 13 พฤษภาคม 2567  ณ  ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 53 คน จำนวนรับบริจาคโลหิต 47 คน



2.บริษัท ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสภากาชาดตรัง  เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลนครตรัง ครั้งที่ 2/2567 วันที่ 14 สิงหาคม 2567  ณ  ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 39  คน จำนวนรับบริจาคโลหิต 31 คน



3.บริษัท ซึ่งมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รับบริจาคโลหิต ร่วมกับสภากาชาดตรัง  เป็นตัวแทนหน่วยงานในการรับบริจาคโลหิต ประชาชนทั่วในเขตเทศบาลนครตรัง ครั้งที่ 3/2567 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567  ณ  ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 121  คน จำนวนรับบริจาคโลหิต 109  คน


โครงการ Ambulance Stand by (Ambulance Stand by)

โครงการ Ambulance Stand by

โรงพยาบาลฯ จัดทีมผู้เชี่ยวชาญในการปฐมพยาบาล และช่วยเหลือชีวิต ในกิจกรรมต่างๆ  พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น และรถพยาบาลประจำจุดบริการอย่างครบครัน เพื่อรองรับการเกิดเหตุในกรณีฉุกเฉิน และช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ในกิจกรรมต่างๆ ทั้งสิ้น 3 กิจกรรม ดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 1,350 คน


1.บริษัท จัดทีมผู้เชี่ยวชาญในการปฐมพยาบาล และช่วยเหลือชีวิต ในกิจกรรม B-Boy battle season  2   พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น และรถพยาบาลประจำจุดบริการอย่างครบครัน เพื่อรองรับการเกิดเหตุในกรณีฉุกเฉิน และช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที  ในวันที่ 16 มิถุนายน 2567  ณ ลานกิจกรรมโรบินสันตรัง  ดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 100 คน



2.บริษัท จัดทีมผู้เชี่ยวชาญในการปฐมพยาบาล และช่วยเหลือชีวิต ในกิจกรรม  Trang Balance Bike Campion#1  พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น และรถพยาบาลประจำจุดบริการอย่างครบครัน เพื่อรองรับการเกิดเหตุในกรณีฉุกเฉิน ที่เกิดจากการบาดเจ็บจากการแข่งขัน  ในวันที่ 13 ตุลาคม 2567  ณ ศาลากลาง จังหวัดตรัง ดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 250 คน



3.บริษัท จัดทีมผู้เชี่ยวชาญในการปฐมพยาบาล และช่วยเหลือชีวิต ในกิจกรรม  ตามขบวนพระออกโปรดสาธุชน ในเทศกาลถือศีลกินผัก ประจำปี 2567  ร่วมกับศาลเจ้าพ่อหมื่นรามและ ศาลเจ้ากิวอ๋องเอี่ย  พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น และรถพยาบาลประจำจุดบริการอย่างครบครัน เพื่อรองรับการเกิดเหตุในกรณีฉุกเฉิน ที่เกิดจากการบาดเจ็บจากการแข่งขัน  ในวันที่ 20 ตุลาคม 2567  ณ ศาลากลาง จังหวัดตรัง ดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 1,000 คน


โครงการ Community Care “CPR SAVE LIFE” (CPR SAVE LIFE - Project)

โครงการ Community Care “CPR SAVE LIFE”


ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรมประชาชนทั่วไป รวมไปถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ  เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้นของชุมชน  ในปี 2567  ได้ดำเนินกิจกรรมในการสร้างการเรียนรู้ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจำนวน  22  กิจกรรม  และเพิ่มทักษะในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสิ้นกว่า  1,820  คน


กิจกรรมในโครงการ โครงการ Community Care “CPR SAVE LIFE” 

1.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนบูรณะรำลึก ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 25 มกราคม 2567  ณ โรงเรียนบูรณะรำลึก จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 100 คน



2.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนพรศิริกุล ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567  ณ โรงเรียนพรศิริกุล จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 20 คน



3.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม บุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนตันติวัตร ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2567  ณ โรงเรียนตันติวัตร จังหวัดนครศรีฯ  จำนวนผู้เข้าอบรม 130 คน



4.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้จัดอบรมพนักงาน บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567  ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 40 คน


5.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงาน บริษัท ปาล์มพันล้าน ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567  ณ บริษัท ปาล์มพันล้าน จังหวัดกระบี่ จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน


6.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนสภาราชินี2 ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2567  ณ โรงเรียนสภาราชินี2 จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 120 คน


7.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนวัดเชียวชาญกิจ ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 13 มิถุนายน 2567  ณ โรงเรียนวัดเชียวชาญกิจ ต.หนองตรุด จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 150 คน


8.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนโรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 5 กรกฎาคม  2567  ณ โรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์  จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 100 คน


9.ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้จัดอบรมกู้ชีพ กู้ภัย มูลนิธิกุศลสถาน ตรัง ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 26 กรกฎาคม  2567  ณ ห้องประชุมวิทยา อาคาร wellness Center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 10 คน


10. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงาน บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) สาขาในภาคใต้ ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2567  ณ บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) สาขาตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน


11. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลนครตรัง และนักศึกษามหาวิทยาลัย ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 29 สิงหาคม 2567  ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง  จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 300 คน


12. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงาน บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) สาขาในภาคใต้ ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 30 สิงหาคม 2567  ณ บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) สาขาตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน


13. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลนครตรัง และนักศึกษามหาวิทยาลัย ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่  30 สิงหาคม 2567  ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 300 คน


14. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม พนักงานศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ตรัง ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 11 กันยายนม 2567  ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน


15. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนวัดนานอน ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 27 กันยายน 2567  ณ โรงเรียนวัดนานอน จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 80 คน


16. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนตรังคริสเตียน ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 7 ตุลาคม 2567  ณ โรงเรียนตรังคริสเตียน จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 20 คน


17. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรมพนักงานบริษัท กรีนริเวอร์ พาเนล ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 ณ บริษัท กรีนริเวอร์ พาเนล จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน


18. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลนครตรัง ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่  24 ตุลาคม 2567  ณ  สนามกีฬาทุ่งแจ้ง จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 30 คน


19. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรมพนักงานท่าอากาศยานตรัง ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ณ ท่าอากาศยานตรัง จังหวัดตรัง จำนวนผู้เข้าอบรม 125 คน


20. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม เด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านควนสวรรค์ ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567  ณ โรงเรียนบ้านควนสวรรค์ จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 100 คน


21. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรมพนักงานบริษัท เอส.พี.โอ อะโกร ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 ณ บริษัท เอส.พี.โอ อะโกร  จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 25 คน


22. ทีมผู้เชี่ยวชาญในการสร้างองค์ความรู้ ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ได้ลงพื้นที่อบรม นักกู้ชีพ กู้ภัยทางน้ำ ให้มีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 16 ธันวาคม 2567  ณ เลตรังบูทีค รีสอร์ท จังหวัดตรัง  จำนวนผู้เข้าอบรม 20 คน

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง รับรางวัลการใช้ระบบสินไหมอัตโนมัติดีเด่น ประจำปี 2566 (e-Claim Awards 2023)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง รับรางวัลการใช้ระบบสินไหมอัตโนมัติดีเด่น ประจำปี 2566


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับรางวัลการใช้ระบบสินไหมอัตโนมัติดีเด่น ประจำปี 2566 จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการข้อมูลสินไหมประกันภัยด้วยระบบ e-Claim อย่างมีประสิทธิภาพและมาตรฐานสูงสุด

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย จัดพิธีมอบรางวัล "e-Claim Awards 2023" ณ ห้อง THE PORTAL BALLROOM ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานในพิธี

ในปีนี้ มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 155 รางวัล ให้กับโรงพยาบาล เครือข่ายมูลนิธิ กู้ชีพ กู้ภัย และบุคลากรที่ใช้ระบบสินไหมอัตโนมัติได้อย่างโดดเด่น โดยโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถานพยาบาลที่สามารถบันทึกข้อมูลและดำเนินการผ่านระบบ e-Claim ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีและการบริหารจัดการด้านประกันภัยที่เป็นระบบและแม่นยำ


“Truly Care” ใส่ใจคุณภาพบริการ มุ่งสู่มาตรฐานสากล

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วย รวมถึงการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยในการบริหารจัดการข้อมูลสินไหมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ภายใต้แนวคิด "Truly Care" ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ในการพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ และเป็นแรงผลักดันให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากลต่อไป




 

 

 

ออกกำลังกายทุกวัน ก็เสี่ยงหัวใจวายได้ (Why Do Athletes Get Heart Attacks)

การออกกำลังกายทำให้ระดับความดันโลหิต ไขมัน, น้ำตาลในเลือด และ น้ำหนักลดลง ส่งผลให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ทำไมยังมีข่าวว่า คนทั่วไปหรือแม้กระทั่งนักกีฬาที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ยังเป็นโรคหัวใจหรือแม้กระทั่งมีการเสียชีวิตเฉียบพลัน?


สาเหตุของการเสียชีวิต

จากข้อมูลพบว่า การเสียชีวิตเฉียบพลันในนักกีฬา พบได้น้อยในอเมริกา พบแค่เพียง 1 ใน 100,000 รายต่อปี แต่จะพบมากขึ้นในกลุ่มนักกีฬาที่มีอายุมาก สาเหตุของการเสียชีวิตเฉียบพลันนั้นขึ้นอยู่กับอายุของนักกีฬา

  1. กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี ส่วนมากเป็นจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ, หลอดเลือดหัวใจผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือ หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง
  2. กลุ่มอายุมากกว่า 35 ปี ส่วนมากมักเป็นจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

   ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายจะลดโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่เมื่อมีหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว การออกกำลังกายอย่างหนักจะเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะโรคหัวใจเฉียบพลันได้ โดยส่วนมาก ประมาณ 2 ใน 3 มักไม่มีอาการ โดยอาการแรกคือ การเสียชีวิตเฉียบพลัน มีเพียง 1 ใน 3 (หรือน้อยกว่า) จะมีอาการนำอย่างอื่นมาก่อน


เช็คอาการเสี่ยง…หัวใจทำงานผิดปกติ

  1. เจ็บแน่นหน้าออกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับ
  2. จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
  3. หายใจสั้น หอบ
  4. อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม
  5. เหงื่อออกท่วมตัว
  6. คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

เราควรตรวจคัดกรองนักกีฬาก่อนหรือไม่

   สมาคมแพทย์โรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ซักประวัติบางอย่าง ได้แก่ ประวัติเรื่องอาการนำ, ประวัติเกี่ยวกับโรคหัวใจบางอย่างของคนในครอบครัว การเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือ การใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจและให้ตรวจร่างกาย รวมไปถึงการตรวจอย่างอื่น เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพานหรือการทำอัลตร้าซาวด์หัวใจ จะแนะนำให้ตรวจเมื่อสงสัยว่าอาจมีโรคหัวใจซ่อนอยู่ เป็นต้น


ตรวจก่อน ลดเสี่ยง เลี่ยงได้ แพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจ




โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง คว้ารางวัลเกียรติยศ (honorable awarded the 2024 excellent practices establishment On occupational safety and health national level)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง คว้ารางวัลเกียรติยศ "สถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่น" ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงาน ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2


ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2567 ได้มีการจัดพิธีมอบใบรับรอง และประกาศเกียรติคุณ พร้อมกับการมอบโล่และเกียรติบัตร ประจำปี 2567 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตรัง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเพื่อชี้แจงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง ตามข้อบังคับในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องธนารมย์ 3 ชั้น 3 โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณ ใบรับรอง และเกียรติบัตรให้แก่สถานประกอบกิจการและสถานศึกษา ที่ได้รับการยอมรับและผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีท่านวิชาญ ชัยเศรษรสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ให้เกียรติเป็นประธานในการมอบรางวัลครั้งนี้

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง แสดงถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริการ การรักษา และการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับมาตรฐานการดูแลให้สูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทีมงานทุกคนทุ่มเทแรงกายและแรงใจเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและชุมชน ว่าโรงพยาบาลจะคงความเป็นเลิศในทุกด้านของการรักษาพยาบาล


"เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อดูแลคุณให้ดีที่สุด"





โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เข้าร่วมงาน CAC Certification Ceremony 2/2024 (Wattanapapt Hospital Trang CAC Certification Ceremony 2/2024 )

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เข้ารับประกาศนียบัตรในงาน CAC Certification Ceremony 2/2024

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับเกียรติจากแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เข้าร่วมงาน CAC Certification Ceremony 2/2024 ภายใต้หัวข้อ "Navigating ESG: The Power of Integrity" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยมี นายเชน เหล่าสุนทร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นตัวแทนเข้ารับประกาศนียบัตรรับรองจาก CAC ในฐานะบริษัทที่ดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม

การเข้าร่วมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ปราศจากการทุจริต พร้อมสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้รับบริการและชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงแนวคิดการต่อต้านการทุจริต (Anti-corruption) กับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งเน้นบทบาทของ “Governance” ในการพัฒนาที่ยั่งยืน


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานที่โปร่งใส เพื่อสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม



 

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับรางวัล “Ocean Life Hospital Award 2024” ในหัวข้อ Best Healthcare Service (Wattanapat Hospital Trang - Best Healthcare Service Ocean Life Hospital Award 2024)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับรางวัล “Ocean Life Hospital Awards 2024”


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง คว้ารางวัล Best Healthcare Service จาก OCEAN LIFE Hospital Awards 2024

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับรางวัล Best Healthcare Service จากเวที "OCEAN LIFE Hospital Awards 2024" ซึ่งจัดโดย บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รักคือพลังของชีวิต เพื่อเชิดชูสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานการให้บริการสุขภาพครบวงจรและเป็นเลิศ โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง


การยกระดับมาตรฐานบริการสู่ความเป็นเลิศ

รางวัลนี้มาจากการประเมินคุณภาพของสถานพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 109 แห่ง โดยโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 14 โรงพยาบาลที่ได้รับรางวัล Best Healthcare Service ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับสถานพยาบาลที่มีการให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุม และสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงแรมเมธาวลัย จังหวัดเพชรบุรี โดยมีคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่โรงพยาบาลที่ได้รับรางวัลทั้ง 42 แห่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทรางวัล ได้แก่

  1. รางวัล Claim Management Excellent สำหรับโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานการจัดการสินไหมทดแทนที่โปร่งใสและเป็นธรรม

  2. รางวัล Best Healthcare Service สำหรับโรงพยาบาลที่มีการให้บริการสุขภาพครบวงจรที่เป็นเลิศ

  3. รางวัล Hospital Excellent Experience สำหรับโรงพยาบาลที่มอบประสบการณ์การรักษาที่เกินความคาดหมายของผู้ป่วย


มุ่งมั่นสู่การให้บริการที่เหนือระดับ

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสูงสุด ภายใต้แนวคิด “Truly Care” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา ความเอาใจใส่ต่อผู้ป่วย และการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด รางวัลนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความตั้งใจของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ในการเป็นผู้นำด้านการบริการสุขภาพระดับแนวหน้าของประเทศ



รางวัลที่ได้รับ (Awards)

ผู้ปกครองควรระวัง ไข้อีดำอีแดง ระบาดในเด็กวัยเรียน (Scarlet fever)

ผู้ปกครองควรระวัง "ไข้อีดำอีแดง" ระบาดในโรงเรียนติดต่อได้ง่ายเพียงการหายใจรดกันพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนอายุ 5-12 ปี



ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever)

ไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever) คือโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) โดยโรคนี้พบได้ในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยไข้อีดำอีแดงจะมีผื่นสีแดงขึ้นตามผิวหนังเกือบทั่วร่างกาย รวมถึงมีไข้สูง และมีอาการเจ็บคอเกิดขึ้นร่วมด้วย โรคไข้อีดำอีแดงถือเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งสำหรับผู้ป่วยเด็ก ไม่สามารถหายเองได้ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้อาการแย่ลงจนส่งผลร้ายแก่หัวใจ ไตและอวัยอื่นๆ ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนรักษาตัวที่บ้านก็จะช่วยบรรเทาอาการได้


อาการ

สัญญาณบ่งบอกถึงโรคไข้อีดำอีแดงประกอบไปด้วยอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ คอแดงและในบางครั้งมีรอยสีเหลืองหรือสีขาวขึ้นในลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีปัญหาในการกลืนอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้สูง (ราว ๆ 38.3 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า) บริเวณลิ้นและต่อมรับรสบนลิ้นจะนูนแดงอย่างชัดเจนและปลายลิ้นจะมีลักษณะคล้ายผิวของผลสตรอว์เบอร์รี่ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ด้วย เช่น หน้าแดง ผดผื่นขึ้นตามร่างกาย และลิ้นเปลี่ยนสีเป็นสีแดงหรือขาว ไข้อีดำอีแดงจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม อาการหลักของไข้อีดำอีแดงประกอบด้วย

  1. ผื่นไข้อีดำอีแดง มักเริ่มขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีไข้ แต่ในบางกรณีผื่นอาจขึ้นเป็นอาการแรกเลยก็ได้ โดยผื่นมักขึ้นที่บริเวณท้อง หน้าอก หรือบริเวณรอบคอ แล้วกระจายไปทั่วลำตัว แขน และขา รอยผื่นอาจมีสีชมพูหรือแดง และจะแดงมากเป็นพิเศษตามจุดที่เป็นข้อพับ เช่น ข้อศอก หรือรักแร้ นอกจากนี้รอยผื่นยังให้สัมผัสคล้ายกับกระดาษทราย (สามารถสังเกตได้ง่ายในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม) หรือผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ มองคล้ายหนังห่าน (Goose-pimple Appearance) หากใช้แก้วกดทับบริเวณผื่นจะพบว่ารอยผื่นแดงเหล่านั้นกลายเป็นสีขาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผื่นจะขึ้นอยู่ราว 3-4 วัน ก่อนจะเริ่มลอกออกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น ไล่จากใบหน้าและลำคอลงมาเรื่อย ๆ จนถึงมือ เท้า ปลายมือ ปลายเท้า
  2. แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดง ปกติผื่นแดงจะไม่ได้ลามมาที่ใบหน้า แต่แก้มมักจะเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดคล้ายโดนแดดเผา แต่บริเวณรอบปากจะขาวซีด
  3. ลิ้นเป็นสีแดง หรือที่เรียกว่าลิ้นสตรอว์เบอร์รี่ (Strawberry Tongue) ลิ้นจะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำและมีฝ้าขาวขึ้นในช่วงแรก



การป้องกัน

ไข้อีดำอีแดงเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก ผ่านละอองที่ออกมากับลมหายใจ การไอจาม หรือการใกล้ชิดกับผู้ป่วยคนอื่น ๆ (โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเด็กนักเรียน) ซึ่งหากละอองเชื้อโรคนั้นสัมผัสกับตา จมูก หรือปากก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีป้องกันในเบื้องต้นที่ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดงานหรือการหยุดโรงเรียนเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับประทานยาปฏิชีวนะ พยายามปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่เมื่อไอหรือจาม และให้รีบทิ้งกระดาษที่ใช้แล้วทันที พร้อมทั้งล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อย โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสกับทิชชู่ที่ใช้แล้ว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู อ่างอาบน้ำ ผ้าปูที่นอน หรือของเล่นสำหรับผู้ป่วยเด็ก ล้วนเป็นวิธีการป้องกันการแพร่ติดต่อของเชื้อโรคไข้อีดำอีแดงได้


ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค


ด้วยความห่วงใย หมอเด็กพร้อมให้บริการแก่คุณพ่อ คุณแม่ทุกท่าน ณ อาคารฝาก-ประภา ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.

ลูกป่วยก็อุ่นใจ ให้ "วัฒนแพทย์" ดูแลนะ

นัดหมายแพทย์คลินิกเด็ก

โทร 075-837000

Line: https://lin.ee/x6hXYMH


 

กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

แผนกกายภาพบำบัด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการปรึกษาและฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะร่างกายเสื่อมสมรรถภาพจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยนักกายภาพบำบัดวิชาชีพที่มีประสบการณ์ ดูแลท่านให้บรรเทาจากอาการเจ็บปวด และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ



ยินดีให้บริการ

  • 1.กายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางกล้ามเนื้อ, กระดูก, ข้อต่อ, เส้นประสาท
  • 2.ผู้ที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • 3.ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกสันหลังคดงอ
  • 4.กายภาพหลังการผ่าตัด
  • 5.คุณแม่หลังคลอดที่มีภาวะคัดตึงเต้านม
  • 6.ผู้ป่วยเวียนหัวบ้านหมุนจากตะกอนในหูชั้นในหลุด(BPPV)
  • 7.ผู้ทีมีปัญหาทางระบบหายใจ เช่น หายใจสั้นตื้น เหนื่อยง่าย เป็นต้น
  • 8.ผู้ทีมีปัญหาอันเกิดจากการทำงาน (Office syndrome)
  • 9.ให้คำปรึกษาและแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะการทำงาน

ให้บริการปรึกษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยแพทย์เฉพาะทางและนักกายภาพบำบัดวิชาชีพ ที่มีประสบการณ์


 แผนกกายภาพบำบัด พร้อมบริการ 

วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-20.00 น
วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 8.00-17.30 น

โทร. 075-837004












 

ทำอย่างไรเมื่อลูกติดไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (Type A Influenza)

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (Influenza A (H1N1)


เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน พบที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา แล้วแพร่ไปยังอีกหลายประเทศ และล่าสุดพบระบาดในประเทศไทย กลุ่มช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ วัยเด็กเล็กและวัยอนุบาล


ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เกิดจากเชื้ออะไร

เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 (A/H1N1) เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก


ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ติดต่ออย่างไร

การแพร่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เกิดขึ้นได้ง่าย เกิดจากถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายในระยะ 1 เมตร เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย แต่บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อม ผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย ช่วง 3 วันแรก จะแพร่เชื้อได้มากที่สุด ระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน


อาการเมื่อรับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส1-3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลา และหายป่วยภายใน 5-7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปวดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้


การรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

ในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง เช่น

  1. ไข้สูงเฉียบพลัน

  2. ปวดศีรษะอย่างหนัก

  3. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรง

ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดรับประทาน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี 


ผู้ป่วยที่อาการไม่มาก

อาการของไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A ที่ไม่รุนแรงมากนั้นจะมี ไข้ต่ำๆ ตัวไม่ร้อนจัด และยังรับประทานได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลิกนิก หรือขอรับยา และคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษาที่บ้านได้ดังนี้

  1. รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ วิตามิน เป็นต้น และเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ ด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น

  2. ดื่มน้ำสะอาด และน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็น

  3. พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มาพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น

  4. ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้น ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมด ตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา

  5. ให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี


ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A/H1N1 การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

  2. หากต้องการดูแลผู้ป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัย และให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที

  3. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

  4. ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

  5. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ไอ จาม

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ

  1. หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3-7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก

  2. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น

  3. สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูก ปาก ทุกครั้งที่ไอ จาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่

บทความที่ใกล้เคียง 

 




คลินิกเด็ก"ไว้ใจ"วัฒนแพทย์ 

หมอเด็กพร้อมดูแล "24 ชั่วโมง"  


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ จำเป็นแค่ไหน ทำไมต้องฉีดทุกปี (The important of Flu Shot (influenza vaccine))

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์


เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ในการผลิตวัคซีนแต่ละปี จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตามเชื้อไวรัสด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันร่างกายจากไข้หวัดใหญ่ เราจึงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี
ส่วนใครที่ฉีดวัคซีนโควิดแล้ว ต้องเว้นระยะก่อนฉีด 1 เดือน

ในประเทศไทย พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งปี แต่จะพบมากขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนทุกปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยสามารถฉีดซ้ำได้ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี


อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

หลังจากได้รับเชื้อ จะมีระยะฟักตัว 1-4 วัน จากนั้นจะเกิดอาการของระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง มักมีอาการสำคัญที่เด่นชัด เช่น

  1. มีไข้สูง
  2. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก
  3. มีน้ำมูก และไอ

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2564 ในประเทศไทย
ในประเทศไทย สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่เมื่อปี 2564 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 27ตุลาคม 2564 มีรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศถึง 9,314 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 14.05 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน และในกลุ่มจะพบผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันมากถึงร้อยละ 48 ที่อาจจะพบปอดบวม หรือสภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล หรือเสียชีวิต โดยเฉพาะในคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว เช่น ผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพบางอย่าง และผู้สูงอายุ


ผลกระทบต่อร่างกายเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

  1. เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจถูกทำลาย สามารถติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ อาจทำให้หูชั้นกลางอักเสบหรือปอดบวม
  2. หลอดเลือดอักเสบมากขึ้น เพิ่มโอกาสไขมันในเส้นเลือดแตกไปอุดตันเส้นเลือด จึงเพิ่มความเสี่ยงการกำเริบของหัวใจและหลอดเลือด
  3. เกิดการอักเสบของหลอดลม ทำให้โรคปอด โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพองกำเริบจนมีอาการรุนแรงมากขึ้น
  4. เกิดความผิดปกติของระบบเผาผลาญ คนเป็นโรคเบาหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้อาการของเบาหวานรุนแรงขึ้น
  5. ภาวะไข้สูง ร่างกายเกิดการเสียน้ำ ส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติ

ใครบ้าง? ที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน

เพราะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง อาจเกิดอาการรุนแรงหรือได้รับผลแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้สูง รวมถึงผู้ดูแลใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ดังนั้น ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จึงได้แก่

  1. เด็กเล็กตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  2. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  3. ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย โรคตับ มะเร็ง เบาหวาน ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  4. ผู้ที่มี BMI มากกว่า 35 หรือน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  6. หญิงมีครรภ์ ที่อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  7. บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการ
  8. ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และในประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่


ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

  1. ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ 70 ถึง 90%
  2. ลดการติดเชื้อในหูชั้นกลางในเด็กได้ 36%
  3. ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ มากกว่า 65 ปี ได้ 60%
  4. ลดอัตราการตายจากโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ มากกว่า 65 ปี ได้ 70 ถึง 80%

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยเบาหวาน

  1. ลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 79%
  2. ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 56%
  3. ลดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ 28%

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโรคหัวใจ

  1. ลดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ 75%
  2. ลดการเกิดภาวะของหัวใจและหลอดเลือดได้ 30%
  3. ลดการเกิดภาวะหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ 24%

ดาวโหลดแผ่นพับ คลิก 

 

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง เปิดโครงการ "วัฒนแพทย์ อาสา CPR SAVE LIFE" เสริมทักษะช่วยชีวิตแก่ประชาชน (wattanapat Trang CPR SAVE LIFE)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง เปิดโครงการ "วัฒนแพทย์ อาสา CPR SAVE LIFE" เสริมทักษะช่วยชีวิตแก่ประชาชน


วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2568) โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ได้จัดพิธีเปิดโครงการ "วัฒนแพทย์ อาสา CPR SAVE LIFE" ณ ห้องประชุมวิทยา 1 อาคารสุขภาพดี โดยได้รับเกียรติจาก พันจ่าโทอนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายแพทย์สมชาย จันทร์สว่าง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง กล่าวรายงาน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มกู้ชีพ กู้ภัย นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของพิธีเปิดคือการสาธิตการทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) หรือการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้และเห็นกระบวนการช่วยชีวิตที่ถูกต้อง

โครงการ "วัฒนแพทย์ อาสา CPR SAVE LIFE" มีเป้าหมายในการให้ความรู้และฝึกทักษะการช่วยชีวิตแก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มกู้ชีพ กู้ภัย นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยเน้นการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งการทำ CPR อย่างถูกต้องสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ

โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง และจะมีการจัดอบรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 เพื่อให้ประชาชนสามารถนำทักษะที่ได้รับไปใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามปณิธานของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังที่ว่า "Truly Care" ดูแลด้วยหัวใจ ใส่ใจทุกชีวิต


 




โรคหลอดเลือดสมอง (ischemic stroke)

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก

 

 

จะเป็นอย่างไร หากลูกไม่ได้รับวัคซีนตามช่วงอายุ (Why parents should not skip or delay their childs vaccination schedule)

วัคซีนหลักสำหรับลูกน้อยนั้นสำคัญยังไง ทำไมถึงต้องฉีดให้ตรงวัย และตรงเวลา



การฉีดวัคซีนเด็กวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปี นับว่าเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองไม่ควรละเลย เพราะฉะนั้นการพาลูกน้อยไปรับวัคซีน เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเด็กทารกจนถึงขวบปีแรก เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคสูง วัคซีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค อีกทั้งยังช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย

ดังนั้นการรับวัคซีนควรได้รับตามอายุและจำนวนครั้งตามตารางการรับวัคซีน ซึ่งกำหนดระยะเวลาที่ร่างกายสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานได้อย่างเหมาะสม จึงไม่ควรรอหรือเลื่อนรับวัคซีน เมื่อลูกน้อยได้รับวัคซีนตรงตามวัย ครบทั้งปริมาณและตามระยะเวลาที่กำหนดจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากโรคต่างๆ ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดการแพร่กระจายของโรค เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปยังผู้อื่น


เมื่อได้รับตรงวัยและตรงเวลา ก็เบาใจเพราะ

  1. จะช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน หรือภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสม

    เพราะการให้วัคซีนถูกกำหนดตามช่วงอายุ และระยะเวลาที่ร่างกายสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันโรคติดเชื้อเข้าไปในร่างกาย ซึ่งโรคติดเชื้อต่าง ๆ เมื่อเข้าสู่ร่างกายเด็ก อาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งการฉีดวัคซีน เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่สะดวก ง่าย และปลอดภัยที่สุด


  2. ป้องกัน และลดโอกาสการเกิดโรค

    การรับวัคซีนล่าช้าอาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการเป็นโรค การรับวัคซีนตรงตามกำหนด จะช่วยปกป้องลูกน้อยจากโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในเด็กได้


  3. เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของลูกสูงขึ้น พอที่จะป้องกันโรคได้

    เพราะเด็กต้องการระยะเวลาสักระยะหนึ่ง ที่วัคซีนจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโรคที่อาจจะเกิดขึ้น และวัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องได้รับหลายเข็ม ดังนั้นจึงไม่ควรรอ หรือเลื่อนการฉีดวัคซีนครับ


  4. สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด คือลูกหรือเด็กเล็ก ควรต้องได้รับวัคซีนครับ ทั้งปริมาณ และได้รับตามตามเวลา

    เพราะวัคซีนบางชนิดต้องการการกระตุ้น หรือรับวัคซีนมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่สูงสุด นานสุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะปกป้องเด็กๆ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ลดลง เมื่อเวลาผ่านไปมีการกำหนดจากกระทรวงสาธารณสุข ทั้งระดับประเทศและระดับโลก โดยอ้างอิงจากข้อมูลว่า อายุเท่าไหร่ที่ได้รับการศึกษามาแล้ว ว่าอายุเท่าไหร่ ควรได้รับวัคซีนเป็นจำนวนครั้งละเท่าไหร่ แล้วกำหนดเป็นตารางของแต่ละประเทศ เป็นตารางการให้วัคซีน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่ละประเทศเอง อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ตามโรคระบาดของแต่ละประเทศ และก็อาจจะวัคซีนเสริมพิเศษ วัคซีนเสริมพิเศษนี้แต่ละประเทศก็จะไม่เหมือนกัน


  5. ป้องกันโรคได้ในระยะยาว

    การฉีดวัคซีนถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันโรคต่าง ๆ ในระยะยาว จากโรคที่สามารถป้องกันได้ครับ


  6. ป้องกันการแพร่กระจายของโรค

    เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนดเวลา ไม่เพียงแต่ที่จะมีความเสี่ยงที่จะป่วยเองแล้ว แต่ยังสามารถป้องกันการแพร่กระจายโรคไปยังผู้อื่นได้


โปรโมชั่นวัคซีนพร้อม ก็เบาใจ ลูกปลอดภัย พ่อแม่อุ่นใจ Click

กิจกรรมวันเด็ก กับ วัฒนแพทย์ ปี 2568 (Wattanapat Kids Day 2025)

กิจกรรมวันเด็กสุดหรรษา ณ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง: เสริมพัฒนาการและความสนุกสนานให้เด็กๆ



วันเด็กแห่งชาติที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้จัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ ภายใต้ชื่อ “วันเด็กสุดหรรษา พาน้องๆ มาวัฒนแพทย์” ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเนื้อหาสาระที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้าน


กิจกรรมหลากหลายเพื่อเด็กๆ และครอบครัว

งานในครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม การทำกิจกรรมศิลปะ การทดลองวิทยาศาสตร์ และการเล่านิทานที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการจัดบูธให้ความรู้ที่เน้นเรื่องการพัฒนาทักษะเด็กในแต่ละช่วงวัย


การเสริมความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เน้นความสนุก แต่ยังมุ่งหวังให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง โดยทางโรงพยาบาลได้จัดการบรรยายและตอบคำถามเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก โดยแพทย์เฉพาะทางในสาขากุมารเวชศาสตร์ ผู้ปกครองได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม รวมถึงการดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ


ความสำเร็จของกิจกรรมและคำขอบคุณจากใจ

การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ได้รับความสนใจจากครอบครัวในพื้นที่ตรังและใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณทุกครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรมและให้ความไว้วางใจในบริการของเรา

ด้วยเป้าหมายในการสร้างความสุขให้เด็กๆ และสร้างสายสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัว โรงพยาบาลจะมุ่งมั่นพัฒนากิจกรรมเพื่อชุมชนในอนาคตต่อไป


ร่วมสร้างความสุขในวันเด็กไปกับวัฒนแพทย์

กิจกรรมวันเด็กครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการจัดงาน แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสำคัญของการพัฒนาทักษะและศักยภาพของเด็กๆ เพราะพวกเขาคืออนาคตของเรา หากคุณต้องการติดตามกิจกรรมอื่นๆ หรือรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือเพจ Facebook ของเราได้

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณทุกครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรมและให้ความไว้วางใจในบริการของเราด้วยเป้าหมายในการสร้างความสุขให้เด็กๆ และสร้างสายสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัว โรงพยาบาลจะมุ่งมั่นพัฒนากิจกรรมเพื่อชุมชนในอนาคตต่อไป


>> พิเศษ โปรโมชั่นวัคซีนเด็ก วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2568 เท่านั้น  คลิ๊กเลย<<


 

ใช้สิทธิ์ พ.ร.บ.ที่วัฒนแพทย์ (Comfortable act)

 อุบัติเหตุ เจ็บจากรถ นึกถึงเรา โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง




ล้มรถ รถชน มาวัฒนแพทย์ไม่ต้องเสียสักบาท มี พ.ร.บ. คุ้มครองทันที 30,000 บาท

ใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. ไม่ต้องสำรองจ่ายทุกกรณี !! คุ้มครองสูงสุด 80,000 บาท

  1. มี พ.ร.บ. และไม่หมดอายุ
  2. คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 30,000 บาท ทุกกรณี
  3. หลังพิสูจน์ ว่าเป็นฝ่ายถูก รับความคุ้มครองเพิ่มอีก 50,000 บาท

กฎหมายบังคับให้รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ทุกคันทุกประเภท จะต้องทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ "เรามักเรียกว่า พ.ร.บ." ซึ่งคุ้มครองทุกคนที่ประสบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต บาดเจ็บ ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้เป็นค่ารักษาพยาบาล หรือค่าปลงศพแล้วแต่กรณี แต่ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพย์สิน


ความคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับ

ค่าเสียหายเบื้องต้นไม่ต้องรอผลพิสูจน์ว่าฝ่ายใดชนหรือฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด

  1. กรณีบาดเจ็บ จ่ายตามค่ารักษาจริงสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
  2. กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท
  3. กรณีเสียชีวิตหลังจากรักษาพยาบาล จะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 30,000 บาท และค่าปลงศพอีกจำนวน 35,000 บาท รวมแล้วไม่เกิน 65,000 บาท

ค่าสินไหมทดแทน คือเงินชดเชยที่ฝ่ายถูกจะได้รับ หลังการพิสูจน์ผิดถูกแล้ว โดยได้รับความคุ้มครองรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นดังนี้

ค่ารักษาพยาบาล จ่ายตามค่ารักษาจริงสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทสูญเสียอวัยวะ แบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือเสียแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือเสียขา หรือตาบอด อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งรวมกันตั้งแต่ 2 กรณีขึ้นไป ชดเชย 300,000 บาท
  2. สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือเสียแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือเสียขา หรือสายตา (ตาบอดแบบไม่สามารถมองเห็นได้เลย) หรือหูหนวกเป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูดหรือลิ้นขาด หรือสูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถในการสืบพันธุ์ หรือจิตพิการอย่างติดตัว หรือเสียอวัยวะอื่นใด ชดเชย 250,000 บาท
  3. สูญเสียนิ้วตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ไม่ว่านิ้วเดียว หรือหลายนิ้ว ชดเชย 200,000 บาทค่าชดเชยกรณีเป็นผู้ป่วยใน 200 บาทต่อวัน แต่ไม่เกิน 20 วัน


หลักฐานที่ต้องเตรียม

  1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัยและเจ้าของรถ
  2. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
  3. สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ
  4. สำเนาหนังสือจดทะเบียนรถ
  5. ตารางกรมธรรม์ประกันภัย
  6. ใบเสร็จรับเงินและใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาล

 กรณีอุบัติเหตุจากรถดังต่อไปนี้

  1. ชนแล้วหนี
  2. รถที่ไม่มีประกันภัย และเจ้าของรถไม่ยอมจ่าย
  3. รถที่ถูกลักทรัพย์ ชิงทรัพย์
  4. ไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของรถและรถไม่มีประกันภัย
  5. บริษัทประกันภัยไม่จ่ายค่าเสียหายหรือจ่ายไม่ครบจำนวน

ใช้สิทธิ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วนฉุกเฉินโทร 0 7520 5500


 

โปรแกรมตรวจสุขภาพตับด้วยเครื่อง FibroScan (Liver health program with FibroScan)

ตรวจภาวะไขมันฟอกตับ กับโปรแกรมตรวจตับด้วยเครื่องไฟโบรสแกน


ตรวจง่าย ไม่เจ็บ ใช้เวลาไม่นาน 


ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ ย่อยอาหารประเภทไขมันขจัดสารพิษ
ทำลายเชื้อโรค ถ้าเราไม่ใช้งานตับมากเกินไป ตับก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่แน่ใจว่าตับของเราทำงานปกติดีหรือไม่ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเครื่อง
ตรวจตับที่เรียกว่า “ไฟโบรสแกน” ที่มีความแม่นยำสูงและสามารถทราบภาวะเริ่มต้นของ
โรคตับได้แต่เนิ่นๆ ทำให้มีโอกาสรักษาหายขาดก่อนลุกลามเป็นโรคตับแข็ง


ตรวจ “ไฟโบรสแกน” เจ็บปวดหรือไม่

  • ไม่เกิดความเจ็บปวด และไม่เป็นอันตรายใดๆกับร่างกาย
  • ง่าย รวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 5-10 นาที ทราบผลทันที
  • จะรู้สึกสั่นสะเทือนบริเวณผิวหนังที่ปลายหัวตรวจเล็กน้อย
  • ในกรณีที่ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจซ้ำหลายครั้งและปลอดภัย

ราคา 2,200 บาท


วัฒนแพทย์ Mother Class ตอบข้อสงสัยให้คุณแม่มือใหม่พร้อม 360 องศา (Wattanapat Mother Class 08/12/2024)

วัฒนแพทย์ Mother Class ตอบข้อสงสัยให้คุณแม่มือใหม่พร้อม 360 องศา




เกี่ยวกับ บมจ.วัฒนแพทย์ตรัง (About Trang Medical Plc)

ข้อมูลบริษัท
ชื่อบริษัท บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน)
ชื่อบริษัท (ภาษาอังกฤษ) Wattanapat Hospital Trang Public Company Limited ("WPH")
ประเภทธุรกิจ การแพทย์
กลุ่มอุตสาหกรรม บริการ
ทะเบียนเลขที่ 0107559000524
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 21 พฤศจิกายน 2534
วันที่จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด 27 ธันวาคม 2559
วันที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ 3 ตุลาคม 2560
ทุนจดทะเบียน 336,600,000.00 บาท
ทุนชำระแล้ว 336,599,971.50 บาท
จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด 673,200,000 หุ้น
จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด 673,199,943 หุ้น
จำนวนหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมด ไม่มี
มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ หุ้นละ 0.50 บาท
อัตราส่วนสิทธิออกเสียงต่อหุ้น 1:1
ที่อยู่ เลขที่ 247/2 ถนนพัทลุง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง 92000
แผนที่ ดูแผนที่
เบอร์โทรศัพท์ 075-205-555 
เบอร์โทรสาร 075-205-460
Website https://www.wattanapat.co.th/
E-mail ir@wattanapat.co.th

 

 

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) (Hyperbaric Oxygen Therapy)

รวมสารพัดประโยชน์ด้านสุขภาพ จากการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง


การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) คืออะไร?

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง หรือ HBOT เป็นการรักษาพยาบาลด้วยการนำออกซิเจนความดันสูงมาบำบัดโรค  โดยผู้ป่วยจะได้รับการให้ออกซิเจนที่มีลักษณะพิเศษ คือ ให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ขณะอยู่ในห้องปรับความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) โดยมีความดันภายในสูงกว่าทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงมากกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติ


ห้องปรับความดันบรรยากาศสูงมีลักษณะเป็นแคปซูลกระจกรอบด้าน ผู้ป่วยสามารถนอนพักได้อย่างไร้กังวล ไม่ต้องใช้หน้ากากระหว่างการบำบัด สามารถดูทีวี ฟังเพลงหรือหลับพักผ่อน 


การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงรักษาอะไรได้บ้าง

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) ช่วยเสริมสร้างการฟื้นฟูรักษาตัวของบาดแผล โดยเฉพาะแผลเรื้อรังที่เกิดจาก เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน หรือแผลที่เป็นผลมาจากการฉายรังสี การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) จะทำให้ปริมาณออกซิเจนในเนื้อเยื่อรอบมีแผลมีมากขึ้น เซลล์ต่าง ๆ ที่ได้รับออกซิเจนจะทำงาน สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ มีการสร้างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยใหม่ ๆ ที่ทำให้แผลหายได้ นอกจากนี้ การบาดเจ็บของอวัยวะที่ถูกบดกระแทก ภาวะติดเชื้อเรื้อรังของกระดูก บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ก็สามารถใช้ การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) ช่วยรักษาได้อีกด้วย

 

1. การปรับปรุงการฟื้นฟูหลังการออกกำลังกายหรือการแข่งขัน

HBOT อาจช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูหลังจากการฝึกหรือการแข่งขันที่เป็นที่ยากลำบาก การเสริมสร้างออกซิเจนในเลือดและเนื้อเยื่อสามารถช่วยลดอาการเมื่อลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังช่วยในการลดอาการปวด ซึ่งสามารถช่วยให้นักกีฬากลับมาฟื้นคืนสภาพสมบูรณ์ได้เร็วขึ้น


2. การลดความเครียดและการเจริญเติบโต

HBOT อาจช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสมรรถนะในการเรียนรู้และปรับตัวต่อสภาวะสภาพแวดล้อมที่แข็งแรง นักกีฬาที่ใช้ HBOT อาจพบว่าพวกเขามีสมรรถนะทางกายและทางจิตอยู่ในระดับที่ดีกว่าหลังจากการใช้งาน


3. การรักษาบาดแผลและบาดเจ็บ

HBOT อาจช่วยในกระบวนการฟื้นฟูจากบาดแผลหรือบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในการแข่งขันหรือการฝึก การเพิ่มออกซิเจนในเลือดสามารถช่วยเพิ่มกระบวนการฟื้นฟูเนื้อเยื่อและลดอาการอักเสบ


4. การป้องกันการทำลายเซลล์

HBOT อาจช่วยลดการทำลายเซลล์ในผู้เล่นกีฬา โดยเสริมสร้างออกซิเจนในเลือดและเนื้อเยื่อซึ่งช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ที่เกิดจากสารตะกั่วและสารออกซิเจนเสริมที่มีอยู่ในร่างกาย


5. การฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บที่รุนแรง

สำหรับบาดแผลหรือการบาดเจ็บที่รุนแรง HBOT อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการบำบัดที่ใช้ในการฟื้นฟูนักกีฬา โดยช่วยเพิ่มการไหลของเลือดและออกซิเจนไปยังพื้นที่ที่บาดเจ็บ


6. การฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บที่รุนแรง

การใช้ HBOT อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางกายของนักกีฬา โดยเสริมสร้างกระบวนการหายใจ สมรรถนะทางการทำงานและการฟื้นฟูหลังจากการออกกำลังกายหรือการแข่งขัน

 

อย่างไรก็ตาม การใช้ HBOT ในนักกีฬายังเป็นเรื่องที่ต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย นักกีฬาที่สนใจควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก่อนการใช้ HBOT 



 

  1. โรคฟองแก๊สอุดตันในหลอดเลือดแดง (Air or Gas Embolism)
  2. โรคคาร์บอนมอนนอคไซด์เป็นพิษ / การสำลักควันไฟ (CO Poisoning and Smoke Inhalation)
  3. การติดเชื้อของเนื้อเยื่อจากแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Clostridial Gas Gangrene)
  4. การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเนื่องจากการถูกบดขยี้ (Crush Injury : Compartment Syndrome, Acute Traumatic Ischemia)
  5. โรคลดความกด (Decompression Sickness)
  6. โรคแผลหายยาก (Problem Wounds) ได้แก่
    1. แผลเบาหวาน (Diabetic Ulcers)
    2. แผลเนื่องจากการกดทับ (Pressure Ulcers)
    3. แผลเนื่องจากการไหลเวียนในหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดงได้ดี (Ischemic Ulcers)

  7. โลหิตจางเนื่องจากเสียเลือดจำนวนมาก (Exceptional Blood Loss)

  8. การติดเชื้อและมีการตายของเนื้อเยื่อ (Necrotizing Soft Tissue)

  9. การติดเชื้อเรื้อรังของเยื่อหุ้มกระดูก (Refractory Osteomyelitis)

  10. การปลูกถ่ายผิวหนังและกล้ามเนื้อ (Compromised Skin Grafts or Flaps)

  11. การได้รับบาดเจ็บจากรังสี (Radiation Injury)
    1. กระดูกและเนื้อเยื่อตายเนื่องจากได้รับรังสี (Osteoradionecrosis, ORN
    2. เนื้อเยื่อตายเนื่องจากได้รับรังสี (Soft Tissue Radionecrosis, STRN)
    3. ฟันผุเนื่องจากได้รับรังสี (Radiation Caries)

  12. แผลไหม้จากความร้อน (Thermal Burn)

  13. โรคฝีในสมอง (Intracranial Abscess)

  14. หูดับเฉียบพลัน (Idiopathic Sudden Sensorineural Hearing Loss)

ผลดีของการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT)  คือ ลดโอกาสพิการและสูญเสียอวัยวะ ซึ่งในคนไข้บางรายนั้น แพทย์อาจต้องทำการผ่าตัดเอาอวัยวะส่วนนั้น อย่าง นิ้วมือหรือนิ้วเท้า ทิ้ง นอกจากนี้ HBO ยังช่วยลดบวมในแผลที่ถูกบดกระแทก ช่วยให้แผลเรื้อรังต่าง ๆ ที่เกิดจากการขาดออกซิเจนฟื้นฟูได้เร็วขึ้น ช่วยลดระยะเวลาการรักษาลง กลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันอย่างเต็มประสิทธิภาพได้เร็วยิ่งขึ้น



ทำความรู้จัก ไอกรน ภัยร้ายของเด็กเล็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง (Whooping cough (pertussis))

“ไอกรน” โรคติดต่อที่ทำให้ไอไม่หยุด ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง!



หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีอาการไอแห้งๆ ไข้ต่ำๆ ติดต่อกันนานหลายวัน ต้องระวัง “โรคไอกรน” โรคติดต่อสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก เพื่อรู้ให้เท่าทันโรคและให้ลูกรักปลอดภัยจากโรคไอกรน ชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูกันว่าโรคไอกรนมีอาการอย่างไร สาเหตุมาจากอะไร การรักษาและวิธีป้องกันที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เป็นอย่างไรมาฝากกัน


อาการของ โรคไอกรน

โรคไอกรนมีระยะฟักตัวประมาณ 7-10 วัน แต่อาจจะนานถึง 20 วันก็ได้ อาการจะแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะน้ำมูก (catarrhal stage) ระยะนี้อาการจะคล้ายไข้หวัด คือ ไอ มีน้ำมูก อาจจะมีไข้ต่ำ ๆ ตาแดง น้ำตาไหล ระยะนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และเป็นระยะที่มีการแพร่เชื้อได้มากที่สุด
  2. ระยะไอรุนแรง (paroxysmal stage) ระยะนี้มีอาการไอมากขึ้น ไอติดกันเป็นชุด ๆ ไอจนอาเจียน บางรายอาจจะมีหน้าเขียวเพราะหายใจไม่ทันโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ หรือมีอาการหยุดหายใจร่วมด้วย ระยะนี้จะเป็นอยู่นาน 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านี้ได้
  3. ระยะฟื้นตัว (convalescent stage) อาการไอจะค่อย ๆ ลดลง ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ระยะของโรคทั้งหมดถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนจะใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์

โรคไอกรนในเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจมีอาการรุนแรง เนื่องจากเด็กในช่วงอายุนี้ยังได้รับวัคซีนป้องกันที่ยังไม่ครบหรือบางรายอาจยังไม่เคยได้รับวัคซีนเลย ทำให้เด็กยังขาดภูมิคุ้มกัน โดยมักจะรับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่ป่วยและมีอาการไอ เนื่องจากในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ไม่มีไข้ มีเพียงอาการไอเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญของโรคไอกรนในเด็กเล็ก โดยเฉพาะถ้าอายุน้อยกว่า 3 เดือน นอกจากนี้อาจพบภาวะหยุดหายใจ นอกจากนี้ในรายที่ไอมาก ๆ อาจจะมีเลือดออกในเยื่อบุตา มีจุดเลือกออกที่ใบหน้า ส่วนอาการชักสามารถพบได้เช่นกันแต่พบไม่บ่อยนัก


การวินิจฉัยโรคไอกรน

โดยมาตรฐานต้องอาศัยวิธีการเพาะเชื้อ แต่การเพาะเชื้อนั้นทำได้ยาก จึงทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก อีกหนึ่งวิธีคือการตรวจสารพันธุกรรมของตัวเชื้อด้วยเทคนิค PCR แต่มีราคาแพงและสามารถทำได้ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ทำให้โดยภาพรวมการวินิจฉัยยังคงมีข้อจำกัดอยู่มากพอสมควร


การรักษาโรคไอกรน

คือการให้ยาปฏิชีวนะ โดยยารักษาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อให้ผู้ป่วยในช่วง 3-4 วันแรกที่มีอาการ หากผู้ป่วยได้รับยาหลังจากนั้นอาจไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้นหรือหายเร็วขึ้นมากเท่าไรนัก ดังนั้นควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเมื่อมีอาการเริ่มต้น


การป้องกันโรคไอกรน

คือการฉีดวัคซีน  โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้ออกคำแนะนำในปี 2565 ว่า เด็กไทยควรได้รับวัคซีนป้องกันไอกรนเมื่อตอนอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และได้รับการกระตุ้นที่อายุ 18 เดือน และอายุ 4-6 ปี (รวมทั้งหมด 5 ครั้ง) และแนะนำให้กระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 10-12 ปี โดยใช้วัคซีนรวม โรคคอตีบ โรคไอกรน และโรคบาดทะยัก


กลุ่มคนที่ควรได้รับวัคซีนไอกรนอีกหนึ่งกลุ่มคือหญิงตั้งครรภ์

จะเห็นได้ว่า กว่าเด็กจะได้รับวัคซีน 3 เข็ม ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน และดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า ในเด็กเล็กมักจะมีอาการที่รุนแรงกว่าเด็กโต เพื่อป้องกันภาวะดังกล่าวในเด็กเล็ก จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน 1 ครั้ง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรน และส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังทารกในครรภ์ได้ โดยสามารถฉีดรวมกับวัคซีนป้องกันบาดทะยักที่หญิงตั้งครรภ์จะต้องได้รับอยู่แล้วได้ นอกจากนี้ควรแนะนำให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกับเด็กเล็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรนเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นพาหะนำโรคมาสู่บุตรหลาน


ข้อแนะนำ

หากพบว่าเด็กมีอาการไอเรื้อรังนาน 2-3 สัปดาห์ ควรพาไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคไอกรนได้ ที่สำคัญควรป้องกันการแพร่เชื้อไปยังเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี โดยให้ผู้ใหญ่ในบ้านที่มีเด็กเล็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน


 


 

3 ท่าเคาะปอดเมื่อลูกมีเสมหะ (Chest Percussion)

3 ท่าเคาะปอด ลดเสมหะลูกน้อย ที่พ่อแม่ต้องรู้


อาการไอ และมีเสมหะ เป็นหนึ่งในอาการป่วยยอดฮิตที่ลูกน้อยเป็นอยู่ประจำ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจรู้สึกกังวลใจเวลาที่ลูกน้อยไม่สบายและไม่รู้ว่าจะช่วยลูกเอาเสมหะนั้นออกมายังไง ยิ่งในเด็กเล็กที่ยังสั่งน้ำมูกเองไม่ได้ ทำให้เสมหะนั้นค้างอยู่ วัฒนแพทย์จึงขอแนะนำวิธีที่ระบายเสมหะให้เจ้าตัวน้อย วิธีนั้นก็คือการ “เคาะปอด”



การ "เคาะปอด" คืออะไร

การเคาะปอด เป็นการใช้ฝ่ามือทำลักษณะเป็นอุ่ง แล้วเคาะไปบนบริเวณหลัง หรือหน้าอกเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนผ่านผนังทรวงอกลงไปถึงแขนงหลอดลมและปอด มีผลทำให้เสมหะหลุดจากหลอดลม เป็นการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อย ไอ หรือระบายเสมหะออกมาได้ แต่ก่อนจะเคาะก็ต้องรู้ไว้ก่อนว่าควรจะเคาะก็ต่อเมื่อลูกมีอาการ ไอ มีเสมหะมาก หายใจเสียงดังครืดคราด และลูกยังไม่สามารถระบายเสมหะได้ด้วยตนเอง

การวางมือสำหรับท่าเคาะปอด

ทำมือในลักษณะเป็นอุ่ง นิ้ว ชี้ กลาง นาง ก้อย ชิดกัน


 3 ท่าเคาะปอดเมื่อลูกมีเสมหะ


ท่าที่ 1 อุ่มลูกหันหน้าเข้าตัวในเด็กเล็ก หรือ นั่งโดยวางหมอนหนุนไว้ที่หน้าอกในเด็กโต

อุ้มลูกให้หันหน้าเข้าหาอกคุณพ่อคุณแม่ ให้ศีรษะลูกพาดบนไหล่พ่อแม่หรือแนนลำตัวในเด็กเล็ก ส่วนเด็กโตนั้นให้นั่งหันหน้าออกจาก พ่อแม่แล้วใช้หมอนหนุนไว้ที่หน้าอกโน้มตัวไปข้างหน้า แล้วเคาะด้านหลังส่วนบนเหนือกระดูกสะบักขึ้นไป หลีกเลี่ยงการเคาะบริเวณกระดูกสะบัก


ท่าที่ 2 จัดท่านอนหงาย

จัดท่านอนหงาย ให้ศรีษะหนุนหมอน ใช้ผ้าบางรองบริเวณหน้าอก เคาะบริเวณระดับไหปลาร้าถึงใต้ราวนม

 


ท่าที่ 3 จัดท่าให้ลูกนอนตะแคง

จัดท่าให้ลูกนอนตะแคง ยกแขนลูกขึ้นไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วเคาะบริเวณเหนือชายโครงด้านข้าง ต่ำจากรักแร้ลงมาเล็กน้อย

 


โดยในเวลาที่เคาะปอดในแต่ละท่า ให้หาผ้าบางๆ มาวางในตำแหน่งที่จะเคาะด้วยนะคะ จะได้ช่วยลดแรงกระแทกลงได้ ลูกจะได้ไม่เจ็บค่ะ และที่สำคัญก็มีข้อที่ควรระวังด้วยนะคะ ควรสังเกตอาการของลูกให้ดี เช่น ถ้าลูกเจ็บหรือปวดบริเวณที่เคาะ หรือมีประวัติการกระแทกที่หน้าอก มีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น ริมฝีปากซีดคล้ำหายใจจมูกบาน ร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ ให้หยุดก่อนนะคะ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ และแนะนำเวลาเคาะให้ใช้อุ้งมือ ไม่ใช่ใช้ฝ่ามือเคาะ ต้องเคาะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และใช้เวลาเคาะแต่ละท่านาน 1- 3 นาที ค่ะ ทั้งนี้การเคาะเป็น 1 ในวิธีการที่ช่วยบรรเทาอาการให้ลูกน้อยจากเสมหะได้ แต่หากอาการป่วยของลูกน้อยไม่ทุเลาลง การไปปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนะคะ


"ลูกป่วยก็อุ่นใจ" วัฒนแพทย์ ดูแลด้วยใจ ด้วยแพทย์เฉพาะทาง


 

 

BIRTHDAY PACKAGE ตรวจแล้วรู้อะไรบ้างนะ มาดูกัน (WHAT IN WATTANAPAT 62nd BIRTHDAY PACKAGE)

ในปัจจุบันไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มักมีพฤติกรรมที่ทำให้สุขภาพแย่ลง เช่น นอนดึก สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารรสจัดหรือปิ้งย่างบ่อยๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมากขึ้น การออกกำลังกายสม่ำเสมอและทานอาหารที่มีประโยชน์อาจไม่เพียงพอ บางครั้งเราคิดว่าสามารถดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่โรคต่างๆ อาจกำลังเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว

การตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นการตรวจคัดกรองโรคต่างๆ เพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคหรืออาการแอบแฝงของโรคเรื้อรังบางชนิดที่ผู้ป่วยไม่ทราบมาก่อน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง



WATTANAPAT 62nd BIRTHDAY PACKAGE ตรวจแล้วรู้อะไรบ้างนะ มาดูกัน

  • การตรวจร่างกายโดยแพทย์ จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดของคนในครอบครัว ประวัติอาการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยา รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ ร่วมกับการตรวจเบื้องต้น เช่น การตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจหาดัชนีมวลกาย ประกอบกับการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถแยกโรคได้ในระดับหนึ่ง
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ประเมินความเข้มข้นของเลือด ซึ่งอาจบอกถึงสภาวะผิดปกติเช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) เพื่อประเมินความเสี่ยง และคัดกรองโรคเบาหวาน
  • ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อดูระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดีและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เพื่อูประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
  • ตรวจระดับกรดยูริก เพื่อประเมินความ0เสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
  • ตรวจการทำงานของไต เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูระดับค่าครีเอตินิน (creatinine) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ และ ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) ซึ่งเป็นค่าของเสียจากการย่อยสลายโปรตีน เพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไต
  • ตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจดูความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี โดยตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่างๆ ในเลือดเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ตับเสื่อมสภาพ ภาวะดีซ่าน
  • ตรวจไวรัสตับอักเสบ โดยไวรัสตับอักเสบบีสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้จากส่วนประกอบของเชื้อ HBsAg และการตรวจระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้แก่การตรวจ HBsAb ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซีสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้โดยตรวจ Anti-HCV
  • ตรวจปัสสาวะ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น รวมถึงโรคอื่นๆ ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะเช่น โรคเบาหวาน
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการประเมินการทำงานของหัวใจในขณะพัก เพื่อดูความผิดปกติเช่นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • เอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติในช่องทรวงอก เช่น ขนาดของหัวใจ  วัณโรคและโรคต่างๆของปอด
  • ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสำคัญภายในช่องท้องเช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงและต่อมลูกหมากในผู้ชาย

รายการ ตรวจโปรเสริม

  • ตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันลูกตา เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงต่อภาวะต้อหิน
  • ตรวจอุจจาระ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหารเบื้องต้น เช่น ภาวะการอักเสบติดเชื้อในลำไส้ พยาธิ รวมถึงตรวจหาภาวะเลือดปนในอุจจาระซึ่งอาจเกิดจากแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ริดสีดวงทวาร มะเร็งทางเดินอาหาร 
  • ตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง ได้แก่ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ในสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี และตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) ในสุภาพบุรุษทุกช่วงวัย

การตรวจต่างๆ เหล่านี้เหมาะกับกลุ่มคนวัยทำงานขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี โดยอาจมียกเว้นบ้าง สำหรับการตรวจบางอย่างในผู้สูงอายุ เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นกรณีไป

 

 

 

 

วิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยม (Vision, Mission and Values)

คณะกรรมการต่างๆ (Committee)

คณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการตรวจสอบ
คณะกรรมการบริหาร


คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
คณะผู้บริหาร โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (WPH)
คณะผู้บริหาร โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง (WPA)
คณะผู้บริหาร โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ สมุย (WPS)

รวมทริคดีๆ ให้คุณพ่อ คุณแม่ ดูแลสุขภาพลูก สู้เปิดเรียนปลายฝน ต้นหนาว (Best parenting tips for the rainy weather)

รวมทริคดีๆ ให้คุณพ่อ คุณแม่ ดูแลสุขภาพลูก สู้เปิดเรียนปลายฝน ต้นหนาว



เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว สภาพร่างกายของเด็กๆ ยังอาจปรับตัวไม่ทัน ประกอบกับความเย็นที่เป็นตัวเพาะเชื้ออย่างดีในการกระจายไวรัส ในส่วนของเด็กเล็กอาจต้องดูแลใกล้ชิด เพราะเขาไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ผู้ปกครองจึงต้องช่วยเฝ้าระวัง



สร้างความอบอุ่น สบาย ไม่อึดอัด

ควรดูแลให้มั่นใจว่าร่างกายของเด็ก ๆ อบอุ่นอยู่เสมอ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นอย่างเพียงพอ เนื้อผ้ามีความนุ่ม ไม่หนาจนรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว และเมื่อถึงเวลานอนควรใช้ผ้าห่มที่มีความหนาอย่างเหมาะสม โดยเลือกผ้าห่มที่ด้านนอกทำจากผ้าฝ้ายด้านในเป็นใยสังเคราะห์ ซึ่งช่วยทำให้เด็ก ๆ นอนหลับสบาย นอกจากนี้หากอากาศหนาวมากควรใช้หมวกไหมพรม ผ้าพันคอ ถุงมือ ถุงเท้า ที่มีเนื้อผ้านุ่ม ไม่รัดแน่น ก็สามารถช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายของเด็ก ๆ ได้ยิ่งขึ้น 


เลี่ยงสัมผัส ลดโอกาสติดโรค

ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก โรคปอดบวม โรคหัด โรค RSV เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง ควรเพิ่มความระมัดระวังในการให้เด็ก ๆ สัมผัสกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเล่น หรือ คนในครอบครัวเองก็ตามที่เมื่อออกไปนอกบ้านแล้วอาจนำเชื้อโรคมาสู่ลูกน้อยได้ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงควรอาบน้ำล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสหรือเล่นกับเด็ก ๆ และควรหลีกเลี่ยงที่จะพาเด็กเล็กไปในที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่มีผู้แออัด แต่หากในกรณีจำเป็นก็ควรระวังไม่ให้เด็กสัมผัสกับผู้อื่น และอยู่ให้ห่างไกลจากผู้ที่ไอหรือจาม เพื่อไม่ให้ละอองสารคัดหลั่งต่าง ๆ มาสัมผัสเด็ก ๆ ได้


ดูแลความสะอาด ลดโอกาสเจ็บป่วย

เด็กเล็กวัยใส ช่วงวัยกำลังซน การใช้มือสัมผัสหรือหยิบจับสิ่งของเข้าปากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลให้เด็ก ๆ ล้างมือบ่อย ๆ เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ พร้อมสอนให้เข้าใจและระมัดระวังตัวเองในเรื่องความสะอาด ส่วนผู้ใหญ่เองก็จะต้องเคร่งครัด ไม่ละเลยในการดูแลเรื่องความสะอาดของตัวเองเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้นำเชื้อโรคจากนอกบ้านมาติดเด็ก ๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ควรหมั่นทำความสะอาดบ้าน และของใช้ภายในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ หรือของเล่นต่าง ๆ


ดูแลผิวพรรณ ไม่ให้แห้ง ไม่ให้คัน

เมื่อหน้าหนาวมาเยือน อุณหภูมิและความชุ่มชื้นลดลงทำให้อากาศแห้ง ดังนั้นอย่าลืมปกป้องผิวของเด็ก ๆ ด้วยการเลือกใช้ครีมหรือโลชั่นสำหรับเด็ก เพื่อไม่ให้ผิวแห้งจนเกิดความระคายเคืองหรือคัน โดยหลังจากอาบน้ำเช็ดตัวแล้วให้ลูบไล้เนื้อครีมหรือโลชั่นทันที เพราะเนื้อครีมสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ดีหลังอาบน้ำเสร็จ และไม่ควรอาบน้ำบ่อยนักเพราะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวลดลงไปอีก ส่วนน้ำที่ใช้อาบควรเป็นน้ำอุ่น แต่ระวังไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนเกินไปเพราะทำให้ผิวแห้งและคันได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็นซึ่งอาจทำให้เด็ก ๆ ไม่สบายได้ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เบบี้ออยล์ผสมลงในน้ำเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น รวมถึงควรเช็ดตัวด้วยความระมัดระวัง และเบามือ เพื่อไม่ให้เกิดความระคายเคือง


คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง ต้องอย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองและบุคคลอื่นภายในครอบครัวไม่ให้เจ็บป่วยด้วยนะคะ เพราะหากเกิดมีใครเจ็บป่วย หรือ ไม่สบาย ก็จะสามารถแพร่กระจายเชื้อโรคสู่กันและกันได้อย่างง่ายดายจากความใกล้ชิด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เด็ก ๆ จะเจ็บป่วยไปด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแค่ดูแลแต่เด็ก ๆ เท่านั้น ทุกคนในบ้านก็ต้องดูแลตนเองให้ปลอดภัยด้วยค่ะ



สารจากคณะกรรมการ (Message From Board of Directors)


         


     

        

ทำไมซื้อยาทานเองน่ากลัวกว่าผี (Dangers of Self-Medication)

ทำไมซื้อยาทานเองน่ากลัวกว่าผี



เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่สบายเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนคิดถึงก็คงเป็น ยา” และช่องทางการได้มาซึ่งยานั้นก็มีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาล หรือไปหาคุณเภสัชกรที่ร้านยา แต่วิธีที่กล่าวไปนั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาและไม่ได้สะดวกสบายสำหรับทุกคนเสมอไป และบางครั้งอาจจะต้องเหนื่อยใจกับการขัดแย้งกับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ให้บริการได้ไม่ถูกใจไปบ้าง บางคนจึงเลือกเข้าถึงยาโดยการ ซื้อยากินเอง” ไม่ว่าจะเป็นจากทางออนไลน์ จากโฆษณาต่าง ๆ จากร้านยาที่ไม่มีเภสัชกร รวมถึงการซื้อยาตามคำบอกเล่าของเพื่อนหรือคนรู้จัก ในบทความนี้จะมาพูดถึงเหตุผล 3 ข้อ ที่คุณ ไม่ควรซื้อยากินเอง


1.วินิจฉัยไม่ถูกต้อง

การวินิจฉัยโรค จะต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และอาจจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม ในกรณีที่เราวินิจฉัยตัวเราเอง เราก็จะรู้เพียงแต่ประวัติ ทำให้ข้อมูลที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อการวินิจฉัยไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว การรักษาก็จะผิดและเกิดอันตรายขึ้นได้ 


2.กินยาไม่ครบ

การรักษาโรคแต่ละชนิดจะมีระยะในการรักษาที่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หากเป็นครั้งแรกในคนปกติ ต้องกินยาเพียง 3 วัน แต่ในกรณีกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่เป็นซ้ำ อาจจะต้องกินยานานขึ้นเป็น 7 วัน เป็นต้น การรู้ข้อมูลไม่ครบแล้วซื้อหายามาเอง ก็อาจทำให้กินยาไม่ครบ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาได้ 


3.กินยาผิด ข้อมูลที่ได้มาล้าสมัย

บางคนพอจะทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคอะไร แต่ใช้วิธีค้นหาข้อมูลแล้วไปซื้อยากินเอง และอาจจะไปได้ข้อมูลเก่าที่ล้าสมัยไปแล้ว ทำให้ได้ยาที่ผิดจากที่ควรจะได้รับ กรณีที่เจอบ่อยๆ เช่น การรักษาโรคหนองใน ซึ่งมีการขายยาออนไลน์อย่างผิดกฎหมาย โดยขายยาสูตรที่เลิกใช้กันไปแล้ว 20 กว่าปี ทำให้เมื่อรักษาไปแล้ว เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้นและไม่หายขาด การแพทย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้ติดตามต่อเนื่องอาจไม่ทราบข้อมูลครับ 


4.แพ้ยา

ในกรณีที่เราเคยแพ้ยามาก่อน เราจะทราบชื่อยาที่เราแพ้ และอาจคิดว่าเพียงหลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดนั้นก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริงยาบางชนิดมีการแพ้ในกลุ่มเดียวกันได้ เช่น ในผู้แพ้เพนนิซิลิน อาจจะแพ้ยาอะม็อกซี่ซิลลินหรือไดคล๊อกซ่าซิลลินอันอยู่ในกลุ่มเดียวกันร่วมด้วย หรือในบางครั้งอาจจะมีโอกาสแพ้ยาข้ามกลุ่ม การซื้อยารับประทานเองโดยไม่มีความรู้ด้านนี้ จึงสามารถเกิดการแพ้ยาซ้ำได้ 


5.ไม่ทราบข้อห้ามในการใช้ยา

เวลาแพทย์สั่งยา นอกจากจะต้องดูข้อบ่งใช้ในการใช้ยาหน้านั้นแล้ว ยังจะต้องพิจารณาตัวผู้ป่วยว่า มีการใช้ยาชนิดใดหรือมีโรคชนิดใดที่เป็นข้อห้ามในการใช้ยานั้นหรือไม่ เช่น ในผู้ป่วยตับแข็ง ที่มีการทำงานของไตไม่ดี ยาแก้ปวดธรรมดาๆ บางชนิดเพียง 1-2 เม็ด ก็สามารถทำให้เกิดภาวะไตวายรุนแรงได้ หรือผู้ป่วยไตวายอาจจะต้องระมัดระวังยาปรับความดันบางตัวที่ขับออกทางไต หากเราเลือกใช้ยาโดยเปิดอ่านจากอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือแบบไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อน ก็อาจเลือกซื้อยาที่มีผลเสียต่อตัวเรามาใช้ได้ 


"อันตรายที่สุดของยาปฏิชีวนะคือการแพ้ยา อาการแพ้ยาที่พบผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจติดขัด บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังถึงขั้นรุนแรงหรือที่เรียกว่า สตีเว้น จอนสัน ซินโดรม (Stevens-Johnson Syndrome) ถ้าส่งแพทย์ทำการรักษาไม่ทันอาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้  ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่ใช้ยับยั้ง ฆ่า และหรือต้านทานเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน อาทิ ยากลุ่มเพนิซิลลิน ยากลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ เตตราไซคลีน หรือยากลุ่มซัลฟา เป็นต้น หลักสำคัญของการใช้ยาปฏิชีวนะ คือ ต้องมีการคัดกรองประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วย และต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะสม ตรงกับชนิดของโรคที่จะรักษา เช่น กรณีที่ป่วยเป็นไข้หวัด มีอาการปวดหัว ตัวร้อน น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักคิดว่าคออักเสบติดเชื้อ แล้วไปหาซื้อยาแก้อักเสบมากินเอง แต่การกินยาแก้อักเสบนี้กลับเป็นการเพิ่มยาปฏิชีวนะเข้าสู่ร่างกายโดยเปล่าประโยชน์ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเองอย่างพร่ำเพรื่อ"

เสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้นและเสนอชื่อบุคคลเพื่อเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท (Propose AGM agenda)

ตรวจ NIPT จำเป็นหรือไม่กับคุณแม่ตั้งครรภ์ (How important is NIPT test in pregnancy)

ตรวจ NIPT จำเป็นหรือไม่กับคุณแม่ตั้งครรภ์



การตรวจ NIPT คืออะไร? แม่นยำในการคัดกรองโรคดาวน์ซินโดรมมากแค่ไหน?

การตรวจนิฟ (Non-Invasive Prenatal Testing: NIPT) บางคนอาจเรียกว่า “การตรวจเอนไอพีที” หรือ “การตรวจนิฟตี้” คือ การตรวจดีเอ็นเอของทารกที่ปะปนอยู่ในเลือดของมารดา ด้วยวิธีการเจาะเลือดมารดา แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซมที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของประเภทการตรวจแบบ “ตรวจคัดกรอง” การตรวจ NIPT มีความแม่นยำในการหาความผิดปกติของโครโมโซมค่อนข้างสูง โดยจะอยู่ที่ประมาณ 99% เลยทีเดียว ซึ่งดีกว่าการตรวจคัดกรองวิธีอื่น เช่น การตรวจหาสารเคมีในเลือดซึ่งจะมีความแม่นยำอยู่ที่ 80-85%



ควรตรวจ NIPT เมื่อไหร่?

หญิงตั้งครรภ์ที่สนใจตรวจ NIPT สามารถมาตรวจได้เมื่ออายุครรภ์อยู่ที่ประมาณ 10-12 สัปดาห์ และควรตรวจในช่วงที่อายุครรภ์ยังอยู่ในไตรมาสแรกหรือไม่เกิน 20 สัปดาห์จะดีที่สุด




ก่อนตรวจ NIPT ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ผู้เข้ารับบริการไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษเลย เพียงมาเลือกตรวจ NIPT ซึ่งปัจจุบันมีหลายยี่ห้อให้บริการจากห้องปฏิบัติการในและต่างประเทศ พร้อมคำแนะนำในการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์กับแพทย์โดยตรงก็พอแล้ว 


การตรวจนิฟตี้เหมาะกับคุณแม่ท้องที่มีคุณสมบัติอย่างไร

  1. คุณแม่ตั้งท้องอายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. แพทย์ตรวจพบความผิดปรกติของทารกที่อาจมีความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรมด้วยการตรวจอัลตร้าซาวด์
  3. ต้องการตรวจยื่นยันผลความผิดปรกติทางพันธกรรมของทารกจากการตรวจครั้งแรกด้วยวิธีอื่น
  4. มีภาวะเสี่ยงที่ไม่อาจเจาะตรวจน้ำคร่ำ เช่น ภาวะแท้งบุตรง่าย ภาวะรกเกาะต่ำ หรือรกเกาะอยู่บริเวณส่วนล่างของปากมดลูก หรือแม่ติดเชื้อไวรัสดับอักเสบชนิดบี หรือ ซี
  5. มีความผิดปรกติทางพันธกรรมของทารกชนิด trisomy จากการท้องครั้งก่อน
  6. การมีภาวะแท้งซ้ำซ้อนหรือเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีการเด็กหลอดแก้ว
  7. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคผิดปรกติทางพันธุกรรม

จากการเก็บข้อมูลทางสถิตินั้นได้พบว่า มากกว่า 80% ของทารกที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมเกิดจากคุณแม่ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ละเลยในการตระหนักถึงความเสี่ยงและไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง สำหรับคุณแม่หลายท่านอาจไม่ได้รับคำแนะนำเพื่อตรวจคัดกรองหาความเสี่ยงด้วยวิธี NIPT ก็อาจไม่ทราบว่า ตนเองมีความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะมีภาวะดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติของโครโมโซมอื่น ๆ จึงไม่ได้สนใจและมองข้ามการตรวจคัดกรองนี้ไป


ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าคุณแม่จะอายุเท่าไหร่ ก็ควรได้รับคำแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมทารกในครรภ์ค่ะ เพราะคุณแม่ทุกท่านและทุกวัย ต่างก็มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ทารกที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติของโครโมโซมคู่อื่นอีกด้วยค่ะ อีกทั้งการตรวจ NIPT เป็นการตรวจที่ใช้ตัวอย่างเลือดของคุณแม่มาใช้ในการวิเคราะห์ ไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ สามารถทำการตรวจได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือมีความแม่นยำสูงกว่าวิธีการตรวจคัดกรองอื่น ๆ






เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์อันตรายกับลูกในครรภ์แค่ไหน (How Gestational Diabetes Can Impact Your Baby)

เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์อันตรายกับลูกในครรภ์แค่ไหน

สิ่งที่คุณแม่กังวลเมื่อตั้งครรภ์หนีไม่พ้นเรื่องของภาวะเสี่ยงที่ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องทำการฝากครรภ์เพื่อเฝ้าระวังภาวะเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงภาวะเบาะหวานขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ที่ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์โดยตรง ร้ายแรงที่สุดยังอาจส่งผลให้เด็กพิการและเสียชีวิตได้ด้วย



ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อย

คุณแม่จึงจำเป็นต้องฝากครรภ์เพื่อเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าว โดยแพทย์จะทำการตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่ฝากครรภ์ในครั้งแรก โดยการเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล หลังจากนั้น 7 เดือน แพทย์จะทำการตรวจสอบความสามารถของร่างกายในการจัดการน้ำตาลว่าปกติหรือไม่ โดยในคนปกติหากไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวานแต่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคดังกล่าว เมื่อตั้งครรภ์มักแสดงอาการออกมา เนื่องจากในคนตั้งครรภ์จะมีการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งจากรกขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ต้านอินซูลิน จึงทำให้คนที่ตั้งครรภ์มีน้ำตาลสูงมากกว่าคนปกติ ทั้งนี้เป็นกลไกของร่างกายที่ต้องการส่งน้ำตาลไปยังเด็กในครรภ์ เพื่อการเจริญเติบโต แต่ในคนที่มีแนวโน้มว่าจะป่วยเป็นโรคเบาหวาน หากตั้งครรภ์อาจเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวเด็กโดยตรง


กลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์


สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รกจะสร้างฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของอินซูลิน ที่เรียกว่า  ฮอร์โมนฮิวแมนพลาเซนต้าแลกโตรเจน (Human Placental Lactogen: HPL) หรือ ฮอร์โมน HPL

ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะเพิ่มมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ขณะตั้งครรภ์ ร่วมกับตับอ่อนของหญิงตั้งครรภ์ ไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์


ผลกระทบของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์กับคุณแม่

  1. คลอดยาก และเป็นอันตรายต่อช่องคลอด เนื่องจากทารกตัวโต
  2. เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งสามารถพบได้ค่อนข้างบ่อย
  3. ครรภ์แฝดน้ำ
  4. ติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะระบบทางเดินปัสสาวะ
  5. ตกเลือดหลังคลอด
  6. แท้งหรือคลอดก่อนกำหนด
  7. ภาวะอันตราย เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
  8. เบาหวานขึ้นตา อาจทำให้จอตามีปัญหา ตาพร่ามัว มองไม่ค่อยชัด หรือตาบอดได้
  9. เบาหวานลงไต ส่งผลให้เกิดภาวะไตวาย
  10. ชาปลายมือปลายเท้า

วิธีสังเกตตัวเองของคุณแม่ ว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือเปล่า

อาการส่วนใหญ่จะเหมือนเบาหวานทั่วไป เนื่องจากหากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ ทำให้

  1. ปัสสาวะบ่อย
  2. กระหายน้ำ
  3. รับประทานอาหารมากขึ้น

ซึ่งอาการจะให้เคียงอาการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นสามารถตรวจเช็คได้จากการวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยการเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อประเมิน ที่สำคัญควรมีการตรวจเรื่องเบาหวานตั้งแต่มีการฝากครรภ์ครั้งแรก


 

 


 


สมัครงาน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ สมุย (Work with Wattanapat Samui)

สมัครงาน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง (Work with Wattanapat Ao Nang)

สมัครงาน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (Work with Wattanapat Trang)

ตำแหน่งงานแพทย์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (Work with Wattanapat Trang)

ตำแหน่งงานแพทย์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง (Work with Wattanapat Ao Nang)

ตำแหน่งงานแพทย์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ สมุย (Work with Wattanapat Samui)

ตั้งครรภ์ตอนอายุ 35 ปีควรตรวจอะไรบ้าง (A Guide to Pregnancy After 35)

การเตรียมตัวสำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่กำลังอยากมีลูก

ควรตรวจร่างกายเมื่อมีแผนที่จะมีลูก

เมื่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น ก็จะมีโอกาสที่จะมีโรคประจำตัวมากขึ้น ไม่ว่าเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรตรวจร่างกาย หากพบความผิดปกติ จะได้ทำการรักษาก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ระหว่างตั้งครรภ์

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือมีภาวะอ้วน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์


ความเสี่ยงที่อาจะเกิดขึ้น

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน และมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากกว่าคุณแม่อายุน้อย จึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษและเข้าตรวจตามคำแนะนำของแพทย์ ตั้งแต่เดือนแรกจนถึงไตรมาสสุดท้ายก่อนคลอด และหากคุณแม่ตั้งครรภ์อายุมากขึ้นยิ่งพบว่าอัตราการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น ดังนั้นการตรวจคัดกรองภาวะคลอดก่อนกำหนดสามารถทำได้โดยการวัดความยาวปากมดลูกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด ซึ่งช่วยลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 50% 


การฝากครรภ์สามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณแม่และทารกได้

โดยแพทย์จะเริ่มจากการตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ จากนั้นจึงมีการตรวจเลือดและตรวจภายในเพื่อเช็คโรคต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก  เอดส์ กามโรค ตับอักเสบ และคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น

ยิ่งคุณแม่ตั้งครรภ์มีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงทั้งต่อตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย  เช่น เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน การคลอดก่อนกำหนด รวมถึงภาวะดาวน์ซินโดรมในลูกน้อย

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น คุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษและเข้าตรวจตามคำแนะนำของแพทย์  ตั้งแต่เดือนแรกจนถึงไตรมาสสุดท้ายก่อนคลอด


สิ่งที่คุณแม่อายุ 35+ ต้องได้รับการตรวจ

1. การตรวจคัดกรองโครโมโซม

สามารถทำได้โดยการตรวจเลือดของแม่ เพื่อคัดกรองภาวะผิดปกติของโครโมโซม โดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ แต่หากตรวจพบความเสี่ยงอาจต้องมีการเจาะน้ำคร่ำเพิ่มเติม 

2. ตรวจภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง

จากการศึกษาพบว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักมีภาวะความดันโลหิตสูงและเป็นโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มากกว่าแม่ที่ตั้งครรภ์อายุน้อย ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ตรวจหาภาวะน้ำตาลในเลือดในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากหรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรฐานนอกจากนี้การตรวจเลือดยังช่วยตรวจหาโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี รวมถึงโรคซิฟิลิส ซึ่งเป็นโรคที่มีอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างมาก 

3. การตรวจภาวะแทรกซ้อนด้วยอัลตร้าซาวด์

เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานเมื่ออายุครรภ์ 5 เดือน โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ตรวจดูโครงสร้างร่างกายทารกในครรภ์ สามารถเห็นความผิดปกติของทารกได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รวมถึงความผิดปกติของหัวใจ  ซึ่งต้องทำโดยสูติแพทย์เฉพาะทาง ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (Maternal Fetal Medicine – MFM) ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงในการดูแลในดูแลในเชิงลึกเกี่ยวกับทางด้านทารกและมารดา ถ้าหากเกิดภาวะผิดปกติจะได้เตรียมทีมแพทย์เพื่อทำการรักษาทันทีหลังคลอด  ทั้งนี้บางกรณียังสามารถรักษาได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์

4. การตรวจคัดกรองภาวะคลอดก่อนกำหนด

ยิ่งคุณแม่ตั้งครรภ์อายุมากขึ้นยิ่งพบว่าอัตราการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น เนื่องจากอายุคุณแม่ขณะตั้งครรภ์มากส่งผลให้เกิดปัญหารกเกาะต่ำ หรือรกลอกก่อนคลอด รวมถึงทารกที่คลอดออกมาอาจมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าทารกที่คลอดในคุณแม่ที่อายุน้อย การตรวจคัดกรองภาวะคลอดก่อนกำหนดสามารถทำได้โดยการวัดความยาวปากมดลูกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด (Transvaginal Cervical Length Measurement) ซึ่งช่วยลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 50%

5. ตรวจภาวะครรภ์เป็นพิษ

โดยการตรวจปัสสาวะคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อดูโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ภาวะดังกล่าวถือเป็นอันตรายทั้งต่อตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์ หากไม่มีการตรวจพบหรือได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ อาจส่งผลให้คุณแม่หรือทารกเสียชีวิตได้  ปัจจุบันสามารถตรวจภาวะครรภ์เป็นพิษได้ก่อนในช่วงอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ 6 วันซึ่งจะช่วยลดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ถึง 90% และยังสามารถป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้ถึง 70%  


เป็นที่รู้กันว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน และมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากกว่าคุณแม่อายุน้อย ดังนั้นนอกจากการปรับเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35+ ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ และเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมมากกว่าการตรวจขั้นพื้นฐาน การรู้ผลการตรวจแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

 



 

นมแม่ แน่แค่ไหน ควรให้นานเท่าไหร่ดี (How Long Should You Breastfeed)

นมแม่ดีอย่างไร ควรให้นานแค่ให้ อยากเป็นคุณแม่สายให้นมต้องรู้


องค์การอนามัยโลกบอกไว้ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีประโยชน์มากสำหรับทารกแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ โดยเฉพาะการได้ที่ลูกน้อยได้รับนมแม่ตั้งแต่ 1-3 วันแรกหลังคลอด เพราะนมในช่วงแรกนั้น คือน้ำนมเหลืองที่มีแลคโตเฟอร์ริน


นมหยดแรก = วัคซีนหยดแรก

แลคโตเฟอร์ริน คือโปรตีนในนมแม่ที่จะพบได้มากที่สุดในน้ำนมเหลือง หรือน้ำนมระยะแรกที่จะไหลออกมาใน 1-3 วันแรกหลังคลอด ซึ่งทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา จึงช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย


นมน้ำแม่มี 3 ระยะ

น้ำนมแม่ ที่ร่างกายแม่ผลิตได้โดยตามธรรมชาติ แบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน โดยไม่ว่าจะเป็นระยะใด ก็ตามล้วนดีต่อสุขภาพลูกทั้งสิ้น ได้แก่

  1. ระยะนมสีเหลือง (Colostrum)  เกิดใน 24-36 ชั่วโมงแรกหลังคลอด

    น้ำนมจะมีสีเหลือง มีแคโรทีนสูงกว่านมระยะหลังมากประกอบไปด้วยโปรตีนต่างๆ ที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของสมองและการมองเห็นของลูก

  2. ระยะนมปรับเปลี่ยน (Transitional Milk) 

    เมื่อผ่านช่วง 5 วัน ถึง 2 สัปดาห์แรก น้ำนมจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น  ซึ่งจะมีสารอาหารเพิ่มขึ้นทั้งไขมันและน้ำตาลที่มีปริมาณเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

  3. ระยะน้ำนมแม่ (Mature Milk)

    เมื่อผ่านช่วง 2 สัปดาห์แรกแล้ว น้ำนมแม่จะมีปริมาณที่มากขึ้น และมีสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูก ได้แก่

    1. โปรตีน ที่มีส่วนช่วยในการยับยั้งจากเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด เพิ่มภูมิต้านทาน และเอนไซม์ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียได้
    2. ไขมัน ที่เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ DHA (Docosahexaenoic Acid) และ AA (Arachidonic Acid) ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น
    3. น้ำตาลแลคโตส โดยพบว่าในนมแม่มีโอลิโกแซคคาไรด์หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้น (Human Milk Oligosaccharides หรือ HMOs) มากกว่า 200 ชนิด และมีปริมาณมากกว่าปริมาณที่พบในนมวัวถึง 5 เท่า และยังพบอีกว่า HMOs ในน้ำนมแม่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้
    4. วิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่ A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุซึ่งได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น

    นอกจากนี้ในน้ำนมแม่ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) โกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor) ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบทางเดินลำไส้ เส้นเลือด ระบบประสาท และระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต



อยากให้นมลูก ให้ได้ถึงเมื่อไหร่

ประโยชน์ของนมแม่นั้นมากมาย เปรียบได้กับวัคซีนหยดแรก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ช่วยให้ลูกฟื้นตัวเร็วหากเจ็บป่วย มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนมแม่กับการเพิ่มของไอคิวลูกน้อย อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกผูกพันและปลอดภัยให้แก่ลูกน้อย

สำหรับตัวคุณแม่เอง การให้ลูกกินนมแม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และเบาหวาน อีกทั้งช่วยให้ประหยัดค่านมผง ค่ารักษาพยาบาลของลูก (เพราะลูกเจ็บป่วยน้อยลง เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคดีขึ้น)

โดยองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดังนี้

  1. ควรให้นมแม่ทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  2. ควรให้นมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด
  3. ควรให้นมแม่ต่อเนื่อง ควบคู่กับอาหารเสริมที่ปลอดภัย มีคุณค่าและเหมาะกับอายุ ตั้งแต่เดือนที่ 6 ไปจนถึงลูกอายุ 2 ขวบ หรือนานกว่า

โดยระยะเวลาของการกินนมแม่ยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแม่และลูก ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กที่จะกินนมแม่เป็นเวลานานๆ แม้ว่าเราจะเคยชินกับทารกที่กินนมแม่ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เด็กโตอาจจะกินนมแม่ไม่บ่อยมากเหมือนเดิม และการหย่านมจากเต้าอาจจะใช้ระยะเวลายาวนาน เพราะเด็กผูกพันกับแม่ และรู้สึกมั่นคง อบอุ่นใจเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดแม่นั่นเอง



Working Mother คุณแม่สายทำงาน แต่ลูกก็ไม่ขาดนมแม่

ในช่วงเวลา 3 เดือนที่คุณแม่ลาคลอดเพื่ออยู่กับลูกและเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ลูกได้กินนมแม่อย่างเต็มที่ แต่หลังจากนั้นคุณแม่ต้องกลับไปทำงาน หากต้องการให้ลูกกินนมแม่ต่อ คุณแม่ต้องมีการเตรียมตัวกันนะคะ 

การเตรียมตัวก่อนไปทำงาน

  1. คุณแม่ควรเตรียมเก็บนมเป็นระยะตั้งแต่ช่วงเดือนที่ 1-2 โดยบีบหรือปั๊มนม เก็บ ตุนนมเป็นสต๊อคไว้ให้ลูก เริ่มได้ตั้งแต่เมื่อน้ำนมมาเต็มที่ คือช่วง 1-2 เดือนหลังคลอด

  2. บีบหรือปั๊มให้พอกิน ประมาณ 3-4 ออนซ์ต่อครั้ง

  3. ระยะ 2 สัปดาห์ก่อนกลับไปทำงาน นำน้ำนมที่แม่เก็บไว้มาฝึกให้ลูกกิน โดยใช้ช้อนหรือแก้วใบเล็กๆ เอียงป้อน หรือจะใช้ขวดนมก็ได้ ถ้าจะใช้ขวดนมป้อนลูก คุณแม่ควรฝึกหลังลูกอายุ1 เดือนไปแล้ว เพื่อป้องกันลูกสับสนกับเต้านมคุณแม่ เพราะถ้าฝึกให้เร็วกว่านี้ ลูกจะมีโอกาสติดหัวนมยาง จนไม่ยอมกินนมจากอกแม่

  4. คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมจากเต้าช่วงเช้าหลังตื่นนอนและก่อนออกไปทำงาน จากนั้นให้ดูดจากเต้าเมื่อแม่กลับถึงบ้านตอนเย็น และอีกครั้งตอนกลางคืน ทั้งนี้อาจปั๊มนมอีกข้างพร้อมกันไปด้วยเวลาลูกดูด หรือหลังจากดูดอิ่มแล้วเอาเก็บเข้าตู้เย็นไว้

  5. กำชับคนดูลูกว่า ระยะ 2-3 ชั่วโมงก่อนแม่จะกลับมาถึงบ้าน อย่าให้ลูกกินนมที่ปั๊มเก็บไว้ ให้รอกินจากเต้าแม่ เพื่อให้เต้านมยังคงผลิตน้ำนมได้ดี

ที่ทำงาน

  1. ช่วงเวลากลางวัน เมื่อแม่ต้องไปทำงาน อย่าลืมกำชับให้คนดูแลให้ป้อนนมแม่ที่บีบไว้

  2. ส่วนแม่ขณะที่ทำงาน เริ่มปั๊มหรือบีบน้ำนมทุกครั้งที่รู้สึกว่าเต้านมตึงคัด หรือในช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด เช่น ก่อนเริ่มงาน พักเที่ยง หรือบ่าย เลือกตามสะดวก และไม่ควรเว้นช่วงนานเกินไป เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนมอย่างต่อเนื่อง

  3. ควรเลือกสถานที่ปั๊มนมที่ปลอดภัย มิดชิด และเป็นมุมสงบ

 

 

นอนกรนอันตรายกว่าที่คิด (Sleep Disorders and Snoring)

ปัญหานอนกรน อาจมีอะไรซ่อนอยู่ ตรวจดูให้รู้ด้วย Sleep Test


 


นอนกรนเกิดจากอะไร?

การนอนกรน เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้น โดยในขณะที่เรานอนหลับ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณช่องคอส่วนบน ได้แก่
ลิ้นไก่ เพดานอ่อน คอหอย โคนลิ้น และฝาปิดกล่องเสียง จะหย่อนตัวลง ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบ เมื่อลมเคลื่อนที่ผ่านบริเวณดังกล่าวจึงเกิดเสียงดังขึ้น กลายเป็นเสียงกรนเจ้าปัญหาในที่สุด


นอนกรน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1.นอนกรนธรรมดา (snoring) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรืออาจเกิดขึ้นเป็นประจำก็ได้ กรณีนี้น่าเป็นห่วงคนข้างกายที่อาจหลับไม่สนิทหรือต้องลุกขึ้นกลางดึกเพราะเสียงดังรบกวน หากหาสาเหตุหรือแก้ไขได้ก็จะเป็นเรื่องดี

2.นอนกรน และมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea; OSA) ร่วมด้วย กรณีนี้ น่าเป็นห่วงทั้งคนข้างกายและ
ตัวผู้นอนเองด้วย เนื่องจากร่างกายมีโอกาสที่จะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาในระยะสั้นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และเกิดความผิดปกติต่อระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายในระยะยาวได้

โดยอาการนอนกรนบ่งบอกถึงทางเดินหายใจบางส่วนถูกอุดกั้น ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เราจะทราบได้อย่างไรว่า อาการนอนกรนของเรานั้นมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย


อาการนอนกรนร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

มีข้อสังเกตคือ หากเป็นกรณีที่นอนกรนแล้วมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย เสียงกรนจะมีลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอ โดยผู้ป่วยจะหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ สลับกับเสียงกรน

ในช่วงที่ผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือดแดงอาจจะต่ำลงกว่าค่าปกติ มีผลให้หัวใจ ปอด และสมองทำงานหนักมากขึ้น
ผู้ป่วยอาจสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อย ๆ ทำให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาการนอนหลับและมีอาการทางสุขภาพตามมา เช่น

  1. มีอาการหยุดหายใจขณะหลับ
  2. มีอาการนอนกระสับกระส่าย (โดยได้ประวัติจากคนใกล้ชิด)
  3. ตื่นนอนด้วยความรู้สึกที่ไม่สดชื่น
  4. มีอาการเจ็บคอ คอแห้งเมื่อตื่นนอน
  5. รู้สึกเหมือนนอนไม่พอ และมีอาการง่วงมากผิดปกติในช่วงกลางวัน 
  6. สมาธิไม่ดี หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน
  7. ปัสสาวะรดที่นอน (มักพบในเด็ก)

อันตรายจากการนอนกรน

ปัญหาสุขภาพที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ อาจเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญในการใช้ชีวิตประจำวัน บางคนอาจจะทนไหว และคิดว่าพยายามพักผ่อนให้มากขึ้นอาจจะดีขึ้นเอง แต่อาการเหล่านี้มักไม่หายได้เอง จนกว่าผู้ป่วยจะปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังหรือได้รับการรักษาที่
ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งหากปล่อยไว้ บางทีอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงต่อสุขภาพได้ เช่น

โรคความดันโลหิตสูง

การนอนกรนร่วมกับภาวะหยุดหายใจทำให้มีการขาดออกซิเจน ผู้ป่วยตื่นบ่อยๆ กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นได้ และเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ที่เราสามารถรักษาแก้ไขได้

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การนอนกรนร่วมกับภาวะหยุดหายใจทำให้ขาดออกซิเจน ร่างกายจะมีการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นมาเพื่อส่งออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย สลับกับกลับมาเต้นช้าเมื่อออกซิเจนเพียงพอ เมื่อหัวใจเต้นเร็วสลับช้าแบบนี้บ่อยครั้งเวลานอนส่งผลให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะในที่สุด

ความต้องการทางเพศลดลง

ปัญหาการนอนกรนเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากการนอนหลับและเกิดการขาดออกซิเจน ส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดและ ส่งผลต่อการไม่แข็งตัวของอวัยวะเพศชาย และในเพศหญิงเกิดการทำหน้าที่ผิดปกติทางเพศสัมพันธ์

ภาวะความดันเลือดในปอดสูง

ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะความดันเลือดในปอดสูง ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ทำให้การสูบฉีดและแลกเปลี่ยนออกซิเจนทำได้น้อยลง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากปล่อยให้การนอนกรนเป็นแค่เรื่องของเสียงดังรบกวน และไม่รีบมาตรวจหรือวางแผนการรักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้อีกมากมายเลยทีเดียว



รู้จัก Sleep test หรือ การตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

Sleep test คือ การตรวจการนอนหลับ เพื่อบันทึกลักษณะความผิดปกติขณะนอนหลับ ซึ่งแพทย์จะนำผลไปวินิจฉัย เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับต่อไป

Sleep test ตรวจอะไรบ้าง

ในขณะที่ทำ Sleep test นักเทคนิคการแพทย์จะทำการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น

    1. การตรวจวัดระดับความลึกของการนอนหลับ
    2. การตรวจวัดระดับออกซิเจน ลมหายใจ และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและหน้าท้อง
    3. การตรวจวัดการทำงานกล้ามเนื้อตา การกัดฟันและกระตุกของขาขณะหลับ
    4. ท่านอนและเสียงกรน
    5. การตรวจการเต้นของหัวใจ เป็นต้น

หลังจากนั้น จะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่บันทึกได้ พร้อมกับผลการตรวจร่างกาย มาวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไป

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม Trang Balance Bike Campion 1 (Trang Balance Bike Campion 1)

เสริมสร้างพัฒนาการ ให้น้องๆสุขภาพดี กับ คลินิกเด็กสุขภาพดี "วัฒนแพทย์"


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม Trang Balance Bike Campion#1 ณ ศาลากลางจังหวัดตรัง ทั้งนี้ยังแำนวยความสะดวกให้แก่ผู้กครองและน้องๆที่เข้าร่วมงาน ด้วยจุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น








วัฒนแพทย์ อาสา เเจกน้ำดื่มงานลากพระ (Trang Lak-Phra Festival 2024)

วัฒนแพทย์ อาสาเคียงข้าง "ชาวตรัง" 


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมแจกน้ำดื่มแก่ประชาชนในประเพณีลากพระ ประจำจังหวัดตรัง 2567


ลูกร้องตอนกลางคืน เพราะไม่สบาย หรือเป็นโคลิค นะ (Colic in Babies)

ลูกร้องตอนกลางคืน เพราะไม่สบาย หรือเป็นโคลิค



เด็กร้องไห้ มีสาเหตุมาจากอะไร

การที่ลูกรักของคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่มีอาการร้องไห้ไม่หยุด เด็กบางคนอาจร้องไห้เป็นเวลานาน หรือบางคนอาจร้องแค่เพียงครู่เดียว ซึ่งการร้องไห้ของเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป เพราะเด็กยังไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ รวมทั้งการร้องไห้ยังเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็ก นอกจากนี้การร้องไห้ของเด็กยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของอาการเจ็บป่วยของโรคบางอย่างได้ โดยสาเหตุที่ทำให้เด็กร้องไห้ ได้แก่


เด็กร้องไห้เนื่องจากอาการเจ็บป่วย

ต่อมาคืออาการเจ็บป่วย เช่น ไม่สบาย ตัวร้อน ปวดหัว ท้องอืด เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถส่งผลทำให้เด็กร้องไห้ได้ คุณพ่อและคุณแม่ควรตรวจสอบและหมั่นสังเกตความผิดปกติทางร่างกายลูกอย่างสม่ำเสมอ เช่น การใช้ที่วัดไข้ดิจิทัลวัดอุณหภูมิลูกเพื่อดูว่าลูกตัวร้อนและไม่สบายหรือเปล่า หากพบว่ามีอาการดังกล่าวควรพาลูกไปพบแพทย์ในทันที


วิธีสังเกตอาการเวลาลูกร้องว่าเป็นการร้องโคลิคหรือไม่

หากลูกร้องเพราะป่วย จะสามารถสังเกตได้จากที่ลูกมักจะร้องทั้งวัน ไม่ได้เป็นแค่บางช่วงเวลา ร่วมกับมีอาการต่างๆ เช่น ไข้ อาเจียน ท้องเสีย ไม่กินนม น้ำหนักไม่ขึ้น เป็นต้น  แต่หากเด็กร้องโคลิคจะร้องแบบไม่ทราบสาเหตุ  ปลอบให้หยุดได้ยาก   ช่วงไม่ร้องก็จะปกติ กินนมดี สบายตัว เล่นได้ แต่พอถึงช่วงที่ร้องก็จะร้องเสียงดัง เสียงสูง ร้องไม่หยุดเป็นชั่วโมง หน้าท้องเกร็ง  แต่อาการจะเกิดเป็นช่วงเวลา

โดยที่พบกันบ่อยที่สุดจะเป็นช่วงเย็น ช่วงค่ำ โดยอาการร้องโคลิคสามารถพบได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด พบบ่อยมากสุดในเด็กอายุช่วง 4 - 6 สัปดาห์ และอาการมักจะเป็นไม่เกินอายุ 5 เดือน แต่หากลูกร้องมาก ร่วมกับมีอาการต่างๆ อาจต้องปรึกษากุมารแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ ทางแก้ไขและรักษาต่อไป


ขณะเด็กร้อง ควรทำอย่างไร? ดูแลเด็กอย่างไร?

การให้เด็กหยุดร้องในเด็กที่มีอาการโคลิกนั้นค่อนข้างยากเด็กอาจหยุดร้องเป็นพักๆ หากเด็กระบายลมออกมาได้ หรือมีการขยับของลำไส้ อาการจะดีขึ้น อย่างไรก็ตามขณะเด็กร้อง ให้ทำดังนี้

  1. ดูว่าเด็กร้องเพราะหิวนมหรือไม่ เพราะเด็กที่หิวนมก็จะร้องกวนพอได้กินนมจะหยุดร้อง
  2. อย่าให้เด็กอยู่ในที่ที่มีสิ่งกระตุ้น เช่นเสียงดัง แสงรบกวน
  3. จับเด็กอุ้มพาดบ่า เด็กจะรู้สึกสบายขึ้น และช่วยดันลมในท้องออกมาด้วย
  4. นวดเด็ก หรือเขย่าเบาๆไปมา ลูบหลังให้
  5. เปิดเพลงเบาๆให้ฟัง
  6. อย่าปล่อยให้เด็กร้องนานโดยไม่เข้าไปดูแล
  7. หาคนช่วยดูเด็ก เพื่อแม่จะได้พักบ้าง เช่น คุณพ่อช่วย หรือพี่เลี้ยงมาสลับ ไม่เช่นนั้นคุณแม่จะเครียดมาก 

เมี่อไรจะไปพบแพทย์ควรนำเด็กพบแพทย์/กุมารแพทย์/หมอเด็ก

  1. เด็กมีอาการร้องมาก ร้องนานในครั้งแรกซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาอาการ หรือความเจ็บป่วยอื่นๆที่อาจทำ
  2. ให้เกิดอาการคล้ายโคลิก ซึ่งแพทย์ขะซักประวัติอาการตรวจร่างกาย หรือหาวิธีการวินิจฉัยโรคอื่นๆ เพื่อตัดโรคที่ทำให้เกิดอาการคล้าย
  3. โคลิกออกไป เพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
  4. เด็กมีการร้องมาก ร้องเป็นพักๆ หรือมีอาการผิดปกติอื่น เช่นมีไข้ตัวร้อน อาเจียน อุจจาระผิดปกติ เช่น อุจจาระมีสีแดงเหมือนแยม (Cerrant jelly stool) ซึ่งอาจเป็นอาการของลำไส้กลืนกัน การรีบไปพบแพทย์โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นมีอาการ จะทำให้การรักษาง่ายขึ้นอาจไม่ต้องผ่าตัด
  5. เด็กมีอาการร้องเลียนแหบ มีอาการหายใจผิดปกติ อาจต้องระวังเรื่องการสำลักสิ่งแปลกปลอม ต้องรีบพาแพทย์/โรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

 

 

โครงสร้างองค์กร (Organisation Structure)

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) (Hyperbaric Oxygen Therapy for Anti Aging)

ออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เพื่อการฟื้นฟูร่างกายลึกถึงระดับเซลล์


Anti-Aging ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ

ชะลอวัยให้ดูอ่อนเยาว์ โดยการเสริมสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มออกซิเจนให้เลือด ช่วยฟื้นฟูเซลล์ ให้ผิวพรรณสดใส เพิ่มความชุ่มชื้น


Well Being ฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้า ให้หลับมาสดชื่น

ช่วยการไหลเวียนของเลือด รวมถึงกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ดีขึ้น เช่น ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน อาการล้า นอนไม่หลับ


แพ็กเกจบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT)

เริ่มต้น 2,500 บาท / ครั้ง


หมายเหตุ:

1.สำหรับการเข้ารับบริการในครั้งแรก ผู้รับบริการจะต้องตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ(EKG) และเอ็กซเรย์ปอด

2.ผู้รับบริการสามารถใช้ผลตรวจเดิมหากเคยตรวจตามรายการดังกล่าวมาแล้ว โดยผลตรวจต้องไม่เกิน 1 เดือน

3.กรณีไม่มีผลตรวจสามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลโดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 1,200 บาท

4.ค่าบริการดังกล่าวไม่รวมค่าปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ และการตรวจน้ำตาลในเลือด


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โทร.โทร. 075 205 555 ต่อ 1900




test canva (test canva)

น้ำเข้าหูอาจเสี่ยงเป็นหูอักเสบ แพทย์แนะนำให้ทำอย่างนี้ (Water in the Ear Could Lead to Inflammation Doctor Advice on Prevention)

5 อาหารเจที่อาจเสี่ยงทำลายสุขภาพมากกว่าที่คาดคิด (5 Unhealthy way to eat vegetarian food)

5 อาหารเจที่อาจเสี่ยงทำลายสุขภาพมากกว่าที่คาดคิด

แม้ว่าการเลือกบริโภคอาหารเจจะเป็นทางเลือกที่หลายคนมองว่าเป็นแนวทางในการรักษาสุขภาพ ด้วยการหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์และไขมันจากสัตว์ แต่ทว่าการบริโภคอาหารเจบางชนิด หากขาดการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คาดคิด เนื่องจากการเลือกอาหารที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้



ความนิยมในการบริโภคอาหารเจ

อาหารเจคืออะไร?

อาหารเจ คือ อาหารที่ไม่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งปวง เช่น นม ไข่ หรือน้ำผึ้ง โดยส่วนใหญ่จะเน้นการบริโภคผัก ผลไม้ และธัญพืชเป็นหลัก

เหตุผลที่เลือกกินเจเพื่อสุขภาพ

การที่คนจำนวนไม่น้อยหันมาบริโภคอาหารเจ มักมาจากความตั้งใจที่จะลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงสุขภาพ แต่หากการเลือกอาหารเจไม่ถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่ผลเสียที่ไม่คาดคิด


5 อาหารเจที่อาจทำลายสุขภาพ

1.อาหารทอดที่มีไขมันมาก

อาหารเจที่ผ่านการทอด เช่น เต้าหู้ทอด หรือโปรตีนเกษตรทอด มักเต็มไปด้วยไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และอาจทำให้เกิดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดได้


2.อาหารเจที่มีปริมาณโซเดียมสูง

อาหารเจสำเร็จรูป เช่น ซอสเจ น้ำพริกเจ มักจะมีปริมาณโซเดียมสูง การบริโภคโซเดียมมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตในระยะยาว


3.อาหารเจที่มีน้ำตาลมากเกินไป

ขนมหวานเจหรืออาหารที่ใช้สารให้ความหวานเจ หากบริโภคมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง


4.โปรตีนเกษตรและผลกระทบต่อสุขภาพ

โปรตีนเกษตรที่ถูกแปรรูปเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อาจเต็มไปด้วยสารเติมแต่งและสารกันบูด ซึ่งหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย


5.อาหารจากแป้งขัดขาวและการย่อยอาหาร

อาหารจากแป้งขัดขาว เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปังเจ มีปริมาณไฟเบอร์ต่ำ ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์และอาจก่อให้เกิดท้องอืด รวมถึงการขาดสารอาหารสำคัญ


ผลกระทบระยะยาวจากการบริโภคอาหารเจที่ไม่สมดุล

การขาดสารอาหารที่จำเป็น

การบริโภคอาหารเจที่ขาดความสมดุลอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีน วิตามินบี12 และเหล็ก ซึ่งเป็นสารที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย

การเพิ่มน้ำหนักจากการบริโภคอาหารเจที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

อาหารเจที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน หรือแป้งสูง อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน

ผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือด

อาหารเจที่มีไขมันทรานส์และโซเดียมสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเรื้อรังต่างๆ


วิธีเลือกอาหารเจที่ดีต่อสุขภาพ

เน้นอาหารจากธรรมชาติ

การเลือกทานผักสด ผลไม้ และธัญพืชที่ไม่ผ่านการแปรรูป ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากมีสารอาหารที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

เลือกโปรตีนจากพืชที่ดี

ควรเน้นทานโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชนิดต่างๆ เมล็ดพืช และเต้าหู้ เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและระบบการทำงานของร่างกาย

ลดการบริโภคอาหารแปรรูป

ควรเลี่ยงอาหารเจแปรรูป เช่น โปรตีนเกษตรหรือขนมสำเร็จรูปเจ เนื่องจากมักมีสารเติมแต่งและสารกันบูดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ


การกินเจอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพ

การเลือกทานอาหารเจที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมสุขภาพได้ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารเจในระยะยาว หรือสั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตัดสินใจที่จะเลือกทานอาหารเจในระยาว หรือทานเจไปตลอด การเลือกทานอยากถูกต้องและเหมาะสม ระวังการบริโภคอาหารที่มีไขมัน โซเดียม และน้ำตาลสูง จะช่วยให้การทานอาหารเจในครั้งนี้ดีต่อทั้งความรู้สึก และสุขภาพของคุณด้วยนะ

โครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลาง (The reimbursement of medical expenses)


ข้าราชการไทย อุ่นใจ ผ่าตัดด้วยสิทธิ์กรมบัญชีกลาง เช็กสิทธิ์เลย


ห่วงใยและใส่ใจเพื่อข้าราชการไทยยิ้มได้ โครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล กับกรมบัญชีกลาง ประเภทผู้ป่วยใน(ผ่าตัด)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังให้บริการนัดผ่าตัดล่วงหน้าเพื่อใช้เบิกตรงสิทธิกรมบัญชีกลางโดยแพทย์เป็นผู้วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดด้วยโรคและเงื่อนไขของโรค ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด เงื่อนไขและสิทธิการเบิกเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง


 


เช็กสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์กรมบัญชีกลางคลิ๊ก https://mbdb.cgd.go.th/wel/

 


หรือตรวจสอบสิทธิ์กรมบัญชีกลางกับทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โทร. 0-7520-5555 ต่อ 2481


ผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์

  1. ข้าราชการ
  2. ลูกจ้างประจำ
  3. ข้าราชการบำนาญ
  4. ผู้รับเบี้ยหวัด
  5. ครอบครัวของผู้มีสิทธิ์  บิดา/มารดา คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกำหนด โดยมีการลงทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางแล้วเท่านั้น
  6. สงวนสิทธิ์สำหรับการนัดผ่าตัดล่วงหน้าเท่านั้น

หมายเหตุ : ผู้ที่มีสิทธิซ้ำซ้อน อาทิ สิทธิประกันสังคม เบิกรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมือง หรือสิทธิปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล ไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ แต่สามารถนำใบเสร็จไปเบิกต้นสังกัดได้ตามเงื่อนไขสวัสดิการของท่านได้


รายการที่สามารถนัดผ่าตัดล่วงหน้าเบิกตรงกรมบัญชีกลาง

  1. ผ่าตัดคลอด
  2. ผ่าตัดคลอด และทำหมัน
  3. ผ่าไส้เลื่อน
  4. ผ่าตัดต้อกระจกด้วยคลื่นเสียง

การผ่าตัดส่องกล้อง ดีกว่ายังไง ทำได้ทุกหัตถการมั้ย (The Difference between Open and Minimally Invasive Surgery)


การผ่าตัดส่องกล้อง ดีกว่ายังไง ทำได้ทุกหัตถการมั้ย

การผ่าตัดส่องกล้องเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีหลายอย่างมีเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัดที่เล็กลงมาก ช่วยในการลดความเสี่ยงอื่นๆ และแผลเป็นที่เล็กลง ทั้งการฟื้นตัวที่เร็วขึ้น แล้วเมื่อมีข้อดีมากมายแบบนี้หลายคนอาจสงสัยว่าการผ่าตัดส่องกล้องสามารถทำได้ในทุกหัตถการหรือไม่ ในบทความนี้วัฒนแพทย์จะช่วยให้คุณรู้จักเกี่ยวกับการผ่าตัดส่องกล้องและข้อดีข้อเสียต่างๆ ให้มากขึ้น


การผ่าตัดส่องกล้องคืออะไร

การผ่าตัดส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery) คือการใช้กล้องและเครื่องมือขนาดเล็กที่สอดผ่านรูขนาดเล็กในร่างกายเพื่อทำการผ่าตัด ซึ่งต่างจากการผ่าตัดแบบเปิดที่ต้องใช้การผ่าร่างกายเป็นแผลใหญ่ การผ่าตัดส่องกล้องช่วยลดการบาดเจ็บที่เกิดจากการผ่าตัด



ประโยชน์ของการผ่าตัดส่องกล้อง

ความเสี่ยงต่ำกว่า

หนึ่งในข้อดีที่สำคัญของการผ่าตัดส่องกล้องคือความเสี่ยงที่ลดลงเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด เนื่องจากแผลที่เล็กกว่า ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อก็ลดลงตามไปด้วย


การฟื้นตัวที่เร็วขึ้น

ด้วยการผ่าตัดที่ทำผ่านแผลเล็ก การฟื้นตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดจึงเร็วขึ้นมาก โดยพักฟื้นที่โรงพยาบาลตั้งแต่ 2-5 วัน ทำให้สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น


แผลเป็นน้อยกว่าและเล็กลง

แผลที่เกิดจากการผ่าตัดส่องกล้องมีขนาดเล็กกว่าแผลจากการผ่าตัดแบบเปิดอย่างมาก โดยมีขนาดเพียง 0.5 – 1 ซม. เมื่อแผลหายดี แทบจะไม่หลงเหลือรอยแผลเป็นให้เห็นบริเวณหน้าท้องทำให้เกิดแผลเป็นน้อยลงและดูแลได้ง่ายกว่า



การผ่าตัดส่องกล้องเหมาะสำหรับหัตถการอะไรบ้าง

แม้ว่าการผ่าตัดส่องกล้องจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้ในทุกหัตถการ เช่น หัตถการที่ต้องใช้การผ่าตัดใหญ่หรือการผ่าตัดที่ซับซ้อนเกินไป โดยเราจะมาดูตัวอย่างของการผ่าตัดที่เหมาะกับการผ่าตัดส่องกล้อง

1.โรคในช่องท้อง: แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กบริเวณช่องท้อง แล้วสอดท่อที่มีกล้องฉายภาพออกหน้าจอเพื่อให้เห็นชัดเจน ซึ่งโรคที่สามารถรักษาด้วยการส่องกล้อง ได้แก่ การผ่าตัดไส้ติ่ง การผ่าตัดไส้เลื่อน และการผ่าตัดถุงน้ำดี

2.โรคนรีเวช: แพทย์จะสอดกล้องเข้าทางช่องคลอดเพื่อผ่าตัดชิ้นเนื้อหรือเนื้องอก เช่น ผ่าตัดมดลูก หรือถุงน้ำบริเวณรังไข่

3.โรคในทรวงอก: ใช้การผ่าตัดผ่านซี่โครง โดยสอดท่อกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในการรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจและเนื้องอกในทรวงอก

4.โรคทางเดินหายใจ: แพทย์สอดกล้องผ่านจมูกหรือปากเพื่อผ่าตัดเนื้อเยื่อหรือสิ่งแปลกปลอมในคอ หลอดลม หรือปอด

5.โรคกระดูกสันหลัง: ใช้กล้องขนาดเล็กและท่อยืดหยุ่นเพื่อแก้ไขปัญหากระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก โดยมีการดูภาพ X-ray แบบเรียลไทม์ 


คลินิกพิเศษเฉพาะทางศัลยกรรมด้านการผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

ให้บริการ วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

สอบถามข้อมูลหรือนัดหมายได้ที่ แผนกศัลยกรรม โทร 075-837000 ต่อ 1900

 


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งแม้ว่าค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าการผ่าตัดแบบทั่วไป แต่ข้อดีคือผู้ป่วยจะมีแผลผ่าตัดที่เล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว การผ่าตัดส่องกล้องเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความแม่นยำ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนเจ็บนาน อีกทั้งสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ในระยะเวลาที่สั้นเพียงไม่กี่วัน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้อง พร้อมด้วยอุปกรณ์และห้องผ่าตัดที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล

ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เราให้บริการหัตถการผ่าตัดส่องกล้องดังนี้

  1. การผ่าตัดส่องกล้องรักษานิ่วในถุงน้ำดี
  2. การผ่าตัดส่องกล้องรักษาไส้ติ่งอักเสบ
  3. การผ่าตัดส่องกล้องรักษาไส้เลื่อน

ไม่ว่าคุณจะมีอาการหรือความเจ็บป่วยแบบใด สามารถไว้วางใจให้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ดูแลและให้คำปรึกษาได้อย่างเต็มที่ 




 

ทำไมการฝึกกลืนกับนักกิจกรรมบำบัด ถึงจำเป็นมากในคนไข้หลัง stroke (Dysphagia treatment in stroke patients)

 


 

ภาวะกลืนลำบากพบได้บ่อยหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

โดยผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองในระยะเฉียบพลัน จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์จะมีการฟื้นตัวจากภาวะกลืนลำบากในช่วง  2-4 สัปดาห์หลังจากเจ็บป่วย จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ จะประสบปัญหาการกลืนลำบากเป็นเวลายาวนาน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้ตามปกติ การใส่สายให้อาหารทางจมูก (nasogas-tric tube : NGT) หรือ ใส่สายให้อาหารทางหน้าท้อง (percutaneous endoscopic gastrostomy: PEG) จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ การกลืนอาหารจะเป็นการทำงานผสานกันตั้งแต่ระยะช่องปาก ระยะคอหอย จนถึงระยะหลอดอาหาร โดยผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่จะมีปัญหาการกลืนลำบากในระยะคอหอย ทำให้อาหารหลุดเข้าหลอดลมเกิดการสำลักได้ "ในการบำบัดรักษาผู้ที่มีปัญหาภาวะการกลืนลำบากจะต้องมีความรู้ มีทักษะที่ดี และนำเทคนิคใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการฝึกกลืน" เมื่อผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองได้รับการบำบัดรักษาอาการกลืนลำบาก จะช่วยให้มีการฟื้นตัวจากภาวะการกลืนลำบากเร็วขึ้น


การประเมินความสามารถทางการกลืน 

การฟื้นฟูความสามารถทางการกลืน จะต้องทราบสาเหตุของปัญหา ระดับความรุนแรง ของการกลืนลำบาก เพื่อใช้ในการวางแผนการฟื้นฟู ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากจะประเมินได้โดยพิจารณาประวัติผู้ป่วยและประวัติการเจ็บป่วย ได้แก่ อายุ วันที่เริ่มป่วย (onset) โรคและตำแหน่งรอยโรคที่เป็น และการเป็นโรคเดิมซ้ำ (recurrent) การประเมินศักยภาพทั่วไป ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร คุณภาพของเสียง ความสามารถทางการหายใจ ปริมาณน้ำลายในช่องปาก ประวัติการ

รับประทานทั้งก่อนและหลังป่วย ระยะเวลาที่ใช้ในการรับประทานอาหาร ประเมินภาวะทางโภชนาการและลักษณะอาหารที่ใช้รับประทาน การประเมินการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน ได้แก่ ศีรษะ ปาก ลิ้น ฟัน ขากรรโกร เพดานปาก กล่องเสียงที่อาจพบ การอ่อนแรง การเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึกที่ผิดปกติ การประเมินความผิดปกติของปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (retlex) ได้แก่ bite reflex, gag reflex, swallowreflex, cough reflex รวมถึงการประเมินการกลืนด้วยการให้รับประทานน้ำ (water test) อาจพบความผิดปกติเช่น การไอ เสียงเปลี่ยน ความเร็วในการกลืนลดลง หรือกลืนน้ำไม่ลง"


รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยมี “ภาวะกลืนลำบาก” 

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู /นักกิจกรรมบำบัด และพยาบาลจะทำการประเมินปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียหน้าที่ในการกลืน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อน โดยอาการแสดงของภาวะกลืนลำบากได้แก่ การสำลัก มีการไอ เสียงแหบ เสียงเครือ ระหว่างการกลืนน้ำและอาหาร รู้สึกเหมือนมีอาหารติดที่ลำคอหรือ มีอาหารเหลือค้างในช่องปากหลังกลืน เป็นต้น ส่งผลให้เกิดการเหนื่อย หายใจเร็วขึ้นระหว่างรับประทานอาหาร

เมื่อพบปัญหาภาวะกลืนลำบาก จำเป็นต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและได้รับคำแนะนำจากนักกิจกรรมบำบัดเพื่อให้สามารถกลืนได้อย่างปลอดภัย โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ปรับลักษณะของอาหาร และน้ำ ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้ป่วย โดยอาจให้สารเพิ่มความหนืดใส่ลงในอาหารและของเหลวต่าง ๆ เพื่อช่วยลดโอกาสการสำลัก
  2. ดูแลความสะอาดของปาก และฟัน ก่อน และหลังการรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อขจัดเสมหะหรือ เศษอาหารที่ตกค้างอยู่ในช่องปาก ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดปอดอักเสบได้

  3. ฝึกการออกกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อรอบปาก และลิ้น โดยการเม้มปาก ทำปากจู๋ ฉีกยิ้ม อ้าปาก – ปิดปากสลับกัน ฝึกออกเสียง “อา- อี-อู” เป็นต้น ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อลิ้น นักกายภาพบำบัดจะให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมาด้านหน้าให้มากที่สุด ใช้ปลายลิ้นแตะริมฝีปากบน ใช้ลิ้นแตะมุมปากทั้งสองข้างสลับกันซ้าย – ขวา ฝึกออกเสียง “ลา ๆ ๆ ๆ ทา ๆ ๆ ๆ” โดยจะมีการบันทึกวัดผลเพื่อวางแผนพัฒนาการฝึกต่อไป

  4. การปรับท่าทางขณะกลืน ให้เหมาะสมกับความผิดปกติที่ตรวจพบในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การก้มหน้า เอียงคอ หรือหันศีรษะไปด้านหนึ่งขณะกลืนเพื่อให้กลืนได้อย่างปลอดภัย ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก นักกายภาพบำบัดอาจแนะนำเทคนิคการกลืนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรง หรืออาการที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล เช่น การให้กลืนโดยออกแรงเต็มที่ หรือการไอหลังการกลืนอาหารแต่ละคำ เพื่อช่วยไล่เศษอาหารที่ตกค้างอยู่ เป็นต้น

แผนกกายภาพบำบัด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมให้บริการ
สอบถามข้อมูลหรือปรึกษาเรื่องการรักษา โทร.075-837004


เอกสารเผยแพร่และเว็บแคสต์ (Webcast and Presentation)

การจ่ายปันผล (Dividend Payment)

ข้อมูลผู้ถือหุ้น (Shareholders)

ข้อมูลหลักทรัพย์ (Company Profile)

ข้อมูลสำคัญทางการเงิน (Financial Highlight)

สอบถามข้อมูล (IR Contact)

เอกสารเผยแพร่และเว็บแคสต์ (Webcast and Presentation)

ข้อมูลผู้ถือหุ้น (Shareholders Info)

การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance)

ข้อมูลทางการเงิน (Financial Info)

ข้อมูลบริษัท (Company Info)

ข้อมูลบริษัท

คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ คลึงมดลูกให้ถูกวิธี ลดความเสี่ยงตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Haemorrhage and Fundal Massage)


การนวดคลึงมดลูกมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันการตกเลือดหลังคลอดได้ โดยคุณแม่หลังคลอดไม่ว่าจะเป็นคลอดธรรมชาติ หรือผ่าตัดคลอดควรทำการนวดคลึงมดลูกในช่วง 24 ชั่วโมงแรกนะคะ โดยที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เรามีพยาบาลคอยช่วยและสอนการนวดคลึงมดลูกให้กับคุณแม่เป็นการส่วนตัวที่ห้องระหว่างพักฟื้นค่ะ


คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ คลึงมดลูกให้ถูกวิธี ลดความเสี่ยงตกเลือดหลังคลอด

1. การคลึงมดลูกหลังคลอด: ความสำคัญและประโยชน์

การคลึงมดลูกภายหลังการคลอดเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถลดความเสี่ยงของการตกเลือดหลังคลอดได้ การคลึงมดลูกช่วยกระตุ้นให้มดลูกหดตัวกลับไปสู่ขนาดปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันการตกเลือดที่อาจเกิดขึ้นหลังคลอดและช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้รวดเร็วมากขึ้น


2. ความเสี่ยงของการตกเลือดหลังคลอด

ภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Hemorrhage) เป็นภาวะที่เกิดการสูญเสียเลือดมากเกินไปหลังการคลอดลูก ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน สาเหตุของการตกเลือดหลังคลอดมีหลากหลายประการ เช่น มดลูกไม่หดตัวหลังคลอด การติดเชื้อ หรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อในบริเวณช่องคลอด


3. วิธีการคลึงมดลูกให้ถูกวิธี

การคลึงมดลูกให้ถูกวิธีนั้นมีขั้นตอนที่ง่ายๆ คุณแม่สามารถทำได้เอง ดังนี้:

  1. ล้างมือให้สะอาดและเตรียมตัวในท่านั่งหรือนอนที่สบาย
  2. โดยคุณแม่ใช้มือข้างที่ถนัดคลำหาส่วนยอดมดลูก โดยปกติจะอยู่เหนือสะดือไปเล็กน้อย
  3. กดมือลงเบา ๆ และใช้มือคลึงเบา ๆ วนไปทางเดียวกันเป็นวงกลมประมาณ 2 นาที จนกว่ารู้สึกถึงการหดรัดของมดลูก โดยจะรู้สึกกลม แข็ง
  4. ทำซ้ำอย่างต่อเนื่องทุก 15 นาทีค่ะ โดยจะให้ความสำคัญกับช่วง 24 ชั่วโมงแรก หลังคลอดที่ควรนวดคลึงในทันทีนะคะ

เคล็ดลับในการคลึงมดลูกให้ได้ผลดีที่สุดคือการทำอย่างต่อเนื่องและระมัดระวัง ไม่ควรใช้แรงมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดหรือบาดเจ็บได้ 



4. ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

ในการคลึงมดลูกมีข้อควรระวังหลายประการ เช่น ไม่ควรทำในกรณีที่มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง หรือมีเลือดออกผิดปกติ นอกจากนี้ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการคลึงมดลูกในกรณีที่มีการติดเชื้อในมดลูก หรือมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด


5. การดูแลสุขภาพหลังคลอดอย่างครบวงจร

นอกจากการคลึงมดลูก การดูแลสุขภาพหลังคลอดยังครอบคลุมถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ คุณแม่ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ เช่น การทำโยคะหรือการนั่งสมาธิ


6. การสนับสนุนจากครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญ

การสนับสนุนจากครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คุณแม่ควรได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ เช่น พยาบาลหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านการดูแลหลังคลอด


7. ประสบการณ์ของคุณแม่หลังคลอด

หลายๆ คนได้แชร์ประสบการณ์การคลึงมดลูกหลังคลอด และพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดี เช่น อาการปวดท้องลดลงและการฟื้นฟูร่างกายเร็วขึ้น คุณแม่หลายคนยังกล่าวถึงความรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจเมื่อได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญ


สรุปและข้อแนะนำสุดท้าย

การคลึงมดลูกหลังคลอดเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการลดความเสี่ยงของการตกเลือดและช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจรและการสนับสนุนจากครอบครัวยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพดีและมีความสุขในช่วงเวลาหลังคลอด


คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคลึงมดลูกและการดูแลหลังคลอด

  1. การคลึงมดลูกควรทำเมื่อไหร่? ควรทำทันทีหลังคลอดและทำอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด
  2. สามารถคลึงมดลูกได้ทุกคนหรือไม่? โดยทั่วไปสามารถทำได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงในกรณีที่มีอาการเจ็บปวดหรือมีภาวะแทรกซ้อน
  3. การคลึงมดลูกจะช่วยลดอาการปวดท้องหรือไม่? ใช่ การคลึงมดลูกจะช่วยกระตุ้นให้มดลูกหดตัวและลดอาการปวดท้องได้
  4. ถ้ามีอาการเลือดออกหลังคลอดควรทำอย่างไร? ควรหยุดการคลึงมดลูกและปรึกษาแพทย์ทันที
  5. การคลึงมดลูกมีผลข้างเคียงหรือไม่? โดยทั่วไปไม่มีผลข้างเคียงถ้าทำอย่างถูกวิธี แต่ควรระวังไม่ใช้แรงมากเกินไป

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ทำไมต้องฉีดก่อนมีเพศสัมพันธุ์ (HPV Vaccination Recommendations)

รู้จักวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก


ก่อนหน้านี้คุณผู้อ่านเคยได้ยินเรื่องของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกไหมมาก่อนบ้างมั้ย ? มันคือวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดฮิวแมนแปปปิโลมาไวรัส (Human Papillomavirus) หรือเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยส่วนใหญ่จะติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โดยการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนั้นมักแนะนำให้ทำในวัยที่ยังไม่มีประสบการณ์ทางเพศ หรือในช่วงอายุช่วง 11-12 ปี ซึ่งเป็นการป้องกันก่อนที่จะมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อ ซึ่งจะทำให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเลือกฉีดซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอายุเท่าไหร่ การพูดคุยและปรึกษากับแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแพทย์สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของการฉีดวัคซีน HPV ได้



10 ข้อต้องรู้ ก่อนฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก


1. ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้หรือไม่

ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วก็ยังคงสามารถฉีดวัคซีนได้ เพียงแต่อาจจะไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันจากวัคซีน ถ้าเทียบกับผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ซึ่งวัคซีนสามารถให้การป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้หลายสายพันธุ์ แม้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ไปแล้ว แต่ก็ยังได้รับประโยชน์จากการป้องกันการติดเชื้อในบางสายพันธุ์อื่นๆที่มีอยู่ในวัคซีนได้


2. จำเป็นจะต้องตรวจหาเชื้อ HPV ก่อนรับการฉีดวัคซีนหรือไม่

คำแนะนำของคณะกรรมการสร้างภูมิคุ้มกันแห่งสหรัฐอเมริกานั้น ผู้หญิงที่ไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า “ แปปสเมียร์” ( Pap Smear Test) เป็นประจำและไม่พบผลผิดปกติใดๆ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจหาเชื้อ HPV ก่อนการได้รับวัคซีน


3. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ 100% หรือไม่

สามารถป้องกันการติดเชื้อชนิดสำคัญที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้ 70% ดังนั้นจึงยังมีเชื้อ HPV บางส่วนที่วัคซีนยังไม่สามารถให้การป้องกันได้ ผู้หญิงจะได้รับประโยชน์เต็มที่จากการฉีดวัคซีนดังกล่าว ในกรณีที่ยังไม่เคยสัมผัสกับเชื้อ HPV ชนิดที่มีอยู่ในวัคซีนมาก่อน วัคซีน HPV ที่ผลิตได้สำเร็จเป็นตัวแรก และได้การรับรองใช้กว่า 80 ประเทศทั่วโลกแล้วนั้น สามารถครอบคลุมเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด ประมาณ 70% ยังสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดบริเวณอวัยวะเพศประมาณ 90%


4. ทำไมวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก จึงสามารถป้องกันเราจากมะเร็งปากมดลูกได้

การเกิดมะเร็งปากมดลูกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นๆ เพราะไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์ แต่เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งสามารถติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก เชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงเซลล์บริเวณปากมดลูก ทำให้กลายเป็นเซลล์เนื้อร้าย หรือมะเร็ง การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นการป้องกันต่อการติดเชื้อ HPV ชนิดสำคัญได้


5. แนะนำการฉีดวัคซีน HPV ในช่วงอายุใดจึงเหมาะสมที่สุด

วัคซีน HPV นี้จะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในกรณีที่ยังไม่เคยมีการสัมผัสกับเชื้อ จึงเป็นวัคซีนที่แนะนำให้ฉีดในเด็ก หรือหญิงสาววัยรุ่น เป็นการป้องกันล่วงหน้าก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก โดยคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับรองการใช้ในเด็กผู้หญิงและหญิงสาวอายุ 9-26 ปี ว่าวัคซีนสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์หลักคือ 16 และ 18 ได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน และในอีกหลายประเทศชั้นนำมีการพิจารณาให้เป็นวัคซีนบังคับที่ใช้ในเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นหญิง อายุช่วง 11-12 ปี ซึ่งเป็นการป้องกันก่อนที่จะมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อ เพราะในช่วงอายุที่พบการติดเชื้อมาที่สุดคือ 18-28 ปี และเชื้อ HPV อาจใช้เวลาในการก่อตัวนานนับ 10 ปีก่อนที่จะปรากฏอาการผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมานั้นเอง


6. วัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสำหรับการฉีดในเด็กมากน้อยเพียงใด

วัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง เพราะเป็นวัคซีนที่สังเคราะห์เลียนแบบโครงสร้างของเชื้อ HPV โดยที่ไม่ได้นำส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของสายพันธุกรรมของเชื้อไวรัสมาใช้ผลิตวัคซีน เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนก็จะสามารถสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อ HPV โดยอาการข้างเคียงรุนแรงพบน้อยมาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนในเด็กจะมีผลดีในเรื่องการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าในผู้ใหญ่


7. ถ้าอายุเกิน 26 ปี ยังสามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลในแง่ของความคุ้มค่าที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีน ถ้าหากเป็นการฉีดก่อนที่จะเกิดการสัมผัสเชื้อหรือก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกก็จะทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัคซีน รวมทั้งการตอบสนองของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกัน ก็เหมือนกับวัคซีนอีกหลายๆชนิด


8. วัคซีนชนิดนี้สามารถฉีดในสตรีมีครรภ์หรือสตรีในระยะให้นมบุตรได้หรือไม่

ในกรณีที่มีการตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แต่พบว่าวัคซีนนี้ไม่มีอันตรายต่อเด็กที่คลอดจากแม่ที่ได้รับวัคซีนในขณะตั้งครรภ์ ส่วนในระยะให้นมบุตรสามารถที่จะฉีดวัคซีนได้ หากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในระหว่างที่รอฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 หรือ 3 นั้น ควรหยุดฉีดก่อน และกลับมาฉีดเข็มต่อไปหลังจากที่คลอดโดยไม่ต้องเริ่มเข็มแรกใหม่


9. การฉีดวัคซีน HPV จะฉีดบริเวณใด และมีผลข้างเคียงหรือไม่

ในการฉีดวัคซีนเข้าที่บริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการเหมือนกับการได้รับวัคซีนชนิดอื่นๆ เช่น อาจมีไข้ต่ำๆในบางราย หรือปวดบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด หลังฉีดแนะนำให้นั่งลงพักสังเกตอาการประมาณ 30 นาที


10. วัคซีน HPV ต้องฉีดทั้งหมดกี่เข็ม และป้องกันได้นานเท่าไหร่

วัคซีนจะต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มว่าวัคซีน HPV จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถจดจำและสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HPV ที่มีอยู่ในวัคซีนได้ โดยช่วงแรกที่มีการใช้วัคซีนก็ยังไม่ทราบระยะเวลาของภูมิคุ้มกันที่ชัดเจน แต่ต่อมาพบว่าภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิด 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์ต่างกันอย่างไร


วัคซีน HPV แบบ 4 สายพันธุ์

สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ และสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์

วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่พัฒนามาจากวัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่


 


 แพ็กเกจวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก


โปรโมชั่น 9.9 คลิ๊ก


 

ทำความสะอาด สะดือลูกน้อยตามนี้ ถูกวิธี สะอาด ปลอดภัย (Caring for the umbilical cord)

ทำความสะอาด สะดือลูกน้อยตามนี้ ถูกวิธี สะอาด ปลอดภัย

 


การทำความสะอาดสะดือทารก

สายสะดือเป็นทางติดต่อระหว่างคุณแม่และลูกน้อยขณะอยู่ในครรภ์ เป็นส่วนสำคัญทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร และออกซิเจนมาให้ลูกระหว่างอยู่ในครรถ์ เมื่อถึงเวลาหลังคลอด คุณหมอจะตัดสายสะดือของลูกให้เหลือยื่นออกมาประมาณ 1-2 นิ้วและผูกไว้ด้วยเชือก โดยในช่วง 2-3 วันแรกสายสะดือจะอ่อนและเปียก แต่จะค่อยๆ แห้ง จากส่วนปลายเข้าหาโคนสะดือ สายสะดือที่แห้งนี้ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก จึงไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเจ็บเวลาที่เช็ดสะดือแต่อย่างใด การที่ลูกร้องนั้นมาจากความเย็นของแอลกอฮอล์ 

สะดือของทารกเป็นบริเวณที่สำคัญในการดูแลเป็นพิเศษหลังจากคลอด เนื่องจากเป็นแผลที่ต้องการความสะอาดและการดูแลอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการเกิดแผลอักเสบ


วิธีทำความสะอาดสะดือทารก

  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนทำความสะดือทารก
  2. ใช้คอตตอนบัดหรือสำลี ชุบแอลกอลฮอล์ 70% ให้พอชุ่มเช็ดบริเวณโคนสะดือ ถึงปลายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ให้สะอาด
  3. เช็ดบริเวณโคนสะดือ และบริเวณผิวหนังรอบ ๆ สะดือ จากด้านในออกมาด้านนอก และไม่เช็ดย้อนไปย้อนมา เช็ดเที่ยวเดียวแล้วเปลี่ยนไม้พันสำลีใหม่เช็ด
  4. ไม่ใช้แป้ง หรือยาโรยสะดือ 


การดูแลสะดือลูกน้อยหลังคลอด

1.ทำความสะอาดสะดือลูกน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังอาบน้ำ

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ทำความสะอาดรอบๆ บริเวณสะดือ โดยทำการเช็ดจากโคนสะดือไปจนถึงปมสายสะดือ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของสะดือให้สะอาด

2.รักษาสะดือให้แห้งเสมอ

หลังทำความสะอาดเสร็จ ควรเช็ดสายสะดือให้แห้งทุกครั้ง และระวังไม่ให้บริเวณสะดือเปียกชื้น อย่าให้น้ำเข้าซอกสะดือ

3.หลีกเลี่ยงการใช้แป้งหรือสารเคมีใดๆ

ควรหลีกเลี่ยงการใช้แป้งหรือสารเคมีใดๆ ที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือการติดเชื้อราบริเวณสะดือ

4.เมื่อแผลแห้งดีแล้วจะมีสะเก็ดลอกออกมาเอง

หลังจากที่สะดือแห้งแล้ว สะเก็ดจะค่อยๆ หลุดออกมา ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องแกะสะเก็ดออกเอง

 



กี่วันสายสะดือถึงจะหลุด

วันที่ 1: สะดือของทารกจะยังคงมีลักษณะเปียกชื้น

วันที่ 4-10: สะดือจะเริ่มแห้งและมีสีคล้ำขึ้น

วันที่ 11: สะดือจะเริ่มแห้งสนิทและมีสะเก็ดลอกออกมา

วันที่ 14-18: สะดือของลูกน้อยจะหลุดออกไปและผิวหนังบริเวณนั้นจะกลับมาเป็นปกติ


สังเกตสายสะดือลูก เป็นแบบนี้ควรพบแพทย์

  1. ถ้าสะดือมีเลือดไหลออกมากเกินไป หรือมีหนองไหล ควรรีบพบแพทย์ทันที
  2. หากสะดือมีกลิ่นเหม็นหรือมีอาการบวมแดง อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  3. การดูแลสะดือลูกน้อยอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อและทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง

วัฒนแพทย์ Mother Class เตรียมตัวเป็นแม่แบบไม่เยิน (Wattanapat Mother Class)


กายภาพบำบัด หลัง stroke สำคัญแค่ไหน (The importance of physical therapy in stroke rehabilitation)


ประโยชน์ของการทำกายภาพบำบัดหลังจากโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองถูกขัดขวาง ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมองตีบ หลอดเลือดสมองอุดตัน หรือหลอดเลือดสมองแตก เป็นสาเหตุทำให้สมองไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองเสียหายและทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาทางการเคลื่อนไหวและการทำงานของร่างกายในส่วนต่าง ๆ ได้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผ่านกายภาพบำบัดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการช่วยปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น


ความสำคัญของการทำกายภาพบำบัดหลังโรคหลอดเลือดสมอง

การทำกายภาพบำบัดหลังโรคหลอดเลือดสมองมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเพิ่มเติม

1.ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย

หนึ่งในประโยชน์หลักของการทำกายภาพบำบัดคือการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย โดยการทำกายภาพบำบัดจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอื่นๆ เพิ่มเติมตามมาได้ การทำกายภาพบำบัดที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้งและรวมถึงช่วยปรับปรุงความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน

2.ด้านการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิต

การทำกายภาพบำบัดไม่เพียงช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ลดความห่อเหี่ยวใจได้อีกด้วย การที่ผู้ป่วยกลับมาทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ช่วยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่าและเพิ่มความมั่นใจในตนเองได้อย่างดีอีกด้วย


 

ปรึกษาแผนกกายภาพบำบัด โทร.075-834-004


กระบวนการทำกายภาพบำบัดหลังโรคหลอดเลือดสมอง

การทำกายภาพบำบัดหลังโรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ ตรวจประเมินสภาวะของผู้ป่วย การวางแผนการบำบัด และการปฏิบัติตามแผนการบำบัด

1.ตรวจประเมินสภาวะของผู้ป่วย

ขั้นตอนแรกของการทำกายภาพบำบัดคือการตรวจประเมินสภาวะของผู้ป่วย ซึ่งรวมทั้งการตรวจร่างกายและการประเมินสภาพจิตใจ เพื่อให้แพทย์และนักกายภาพบำบัดสามารถวางแผนการรักษาและบำบัดที่เหมาะสมได้

2.การวางแผนการบำบัด

หลังจากการประเมินสถานะสุขภาพแล้ว แพทย์และนักกายภาพจะตั้งเป้าหมายการฟื้นฟูและเลือกวิธีการบำบัดที่เหมาะสม การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงบันดาลใจในการปฏิบัติตามแผนการบำบัด

3.การปฏิบัติตามแผนการบำบัด

การปฏิบัติตามแผนการบำบัดเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้ป่วยจะต้องทำกิจกรรมบำบัดตามแผนที่วางไว้ และแพทย์และนักกายภาพจะคอยติดตามและปรับปรุงแผนการบำบัดเพื่อให้ตอบโจทย์กับการรักษาได้มากที่สุด


ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดมีประโยชน์หลายอย่างที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

1.การฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหว

การทำกายภาพบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้งและปรับปรุงการเคลื่อนไหวทั่วไป การลดการเสี่ยงต่อการหกล้มเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

2.การเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกาย

การออกกำลังกายที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกาย ผู้ป่วยจะได้รับการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวที่ช่วยให้พวกเขาสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.การปรับปรุงความสามารถในการทำงาน

การฟื้นฟูทักษะการทำงานเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญของการทำกายภาพบำบัด ผู้ป่วยจะได้รับการสนับสนุนในการกลับไปทำงานและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การดูแลสุขภาพของจิตใจผ่านกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดไม่เพียงช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วย

1.การลดความวิตกกังวล

การทำกายภาพบำบัดช่วยลดความวิตกกังวลผ่านการออกกำลังกายเพื่อความผ่อนคลายและการฝึกการหายใจ

2.การเพิ่มความมั่นใจในตนเอง

การตั้งเป้าหมายและบรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเอง ผู้ป่วยจะรู้สึกมีกำลังใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้


การสร้างแผนกายภาพบำบัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การสร้างแผนกายภาพบำบัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

1.การประเมินสภาวะส่วนบุคคล

การทบทวนประวัติการรักษาและการประเมินสมรรถภาพปัจจุบันเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างแผนกายภาพบำบัดที่เหมาะสม

2.การปรับแผนการบำบัดตามความต้องการ

การปรับกิจกรรมบำบัดตามความสามารถและการสนับสนุนการฟื้นฟูในระยะยาวช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ


 

โปรแกรมกายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟู Re-Happy (แบบเฉพาะบุคคล)



คำถามที่พบบ่อย สำหรับการทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

  1. การทำกายภาพบำบัดหลังโรคหลอดเลือดสมองต้องใช้เวลานานเท่าใด? เวลาที่ใช้ในการทำกายภาพบำบัดหลังโรคหลอดเลือดสมองขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย แต่โดยทั่วไปแล้วอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปี
  2. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถทำกายภาพบำบัดที่บ้านได้หรือไม่? ใช่ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถทำกายภาพบำบัดที่บ้านได้ โดยมีการปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการบำบัดที่เหมาะสม
  3. กายภาพบำบัดสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอีกครั้งได้หรือไม่? ใช่ การทำกายภาพบำบัดช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางกายและสุขภาพทั่วไป ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอีกครั้ง
  4. การทำกายภาพบำบัดมีผลข้างเคียงหรือไม่? ส่วนใหญ่แล้วการทำกายภาพบำบัดไม่มีผลข้างเคียง แต่ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดเมื่อยหรืออ่อนล้าหลังการทำกายภาพบำบัด
  5. ต้องทำกายภาพบำบัดบ่อยแค่ไหนเพื่อให้เห็นผล? ความถี่ในการทำกายภาพบำบัดขึ้นอยู่กับแผนการบำบัดที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญกำหนด แต่โดยทั่วไปแล้วอาจต้องทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งเพื่อให้เห็นผล

ออกซิเจนบำบัด ช่วยรักษาแผลเบาหวานได้แค่ไหน (Hyperbaric oxygen therapy for diabetic foot ulcers)


การทำออกซิเจนบำบัดเพื่อรักษาแผลเบาหวาน


โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดย 1 ในอาการขึ้นชื่อที่ที่กัลงวลของผู้ป่วยเบาหวานเลยนั้นก็คือ การที่แผลหายช้าและสามารถลุกลามจนถึงกับต้องตัดส่วนนั้นๆ ออกไปเลย จนเป้นที่มาของคำว่า “หวานตัดขา” โดยเบาหวานจะส่งผลให้เมื่อเกิดแผลขึ้น แผลมักจะหายช้าและต้องการการดูแลมากกว่าปกติ โดยแผลเบาหวานเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้

การทำออกซิเจนบำบัด (Hyperbaric Oxygen Therapy หรือ HBOT) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมในการรักษาแผลเบาหวาน การบำบัดนี้คือการให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ในห้องพิเศษที่มีความดันสูงกว่าปกติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย


การทำงานของการทำออกซิเจนบำบัด

  1. การเพิ่มการส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ: การทำออกซิเจนบำบัดช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหาย
  2. การลดการอักเสบและบวม: การให้ออกซิเจนในระดับสูงช่วยลดการอักเสบและบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
  3. การกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่: การทำออกซิเจนบำบัดช่วยกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาแผลที่ยากต่อการหาย
  4. การฆ่าเชื้อแบคทีเรีย: การทำออกซิเจนบำบัดสามารถช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ไม่สามารถเจริญเติบโตในสภาวะที่มีออกซิเจนสูง


ข้อดีของการทำออกซิเจนบำบัด

  • ช่วยเพิ่มอัตราการหายของแผล
  • ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
  • ช่วยให้การรักษาแผลเบาหวานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของการต้องตัดอวัยวะ

การใช้ออกซิเจนบำบัดควบคู่ไปกับการรักษาแผลเบาหวานแบบปกติ

วารสารแพทย์นาวี ได้ทำ การวิจัยเชิงเปรียบเทียบแบบย้อนหลัง พบว่า ผู้ป่วยแผลเท้าเบาหวานที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูงถูกตัดเท้าและขา ร้อยละ 49.12 และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบปกติถูกตัดเท้าและขา ร้อยละ 70.18 เมื่อเปรียบเทียบการถูกตัดเท้าและขา พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัด ด้วยออกซิเจนแรงดันสูงมีโอกาสถูกตัดเท้าและขาน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบปกติ ร้อยละ 30%


รูปภาพที่ 1 แสดงการรักษาแผลเบาหวานด้วยการทำออกซิเจนบำบัด แหล่งที่มา https://www.mdpi.com/2310-2861/9/1/66

 


รูปภาพที่ 2 แสดงการรักษาแผลเบาหวานด้วยการทำออกซิเจนบำบัด แหล่งที่มา https://link.springer.com/article/10.1007/s40200-022-01172-3


การรักษาแผลเบาหวานด้วยการทำออกซิเจนบำบัดเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ป่วยที่มีแผลเบาหวาน อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มการรักษาเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งผลการรักษาอาจแตกต่างกันในสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย


 

 

รักษาแผลเบาหวานด้วย HBOT ดีกว่ายังไง (Hyperbaric Oxygen Therapy Diabetic Wound Treatment)

รักษาแผลเบาหวานด้วย HBOT ดีกว่าอย่างไร


ปัญหาแผลเบาหวาน มีหนึ่งปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ด้วยความที่แผลนั้นมักเป็นแผลเรื้อรัง หายยาก ต้องได้รับการรักษาและดูแลเป็นอย่างมากทั้งจากตัวผู้ป่วยเองและผู้ใกล้ชิด ซึ่งการรักษาแบบดั้งเดิมมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งบ่อยครั้งเกิดการลุกลามเป็นหนักขึ้น จนสุดท้ายถึงขั้นต้องขัดออก สร้างความกังวลให้ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันได้มีการรักษาที่สามารถช่วยฟื้นฟูแผลให้ดีขึ้นและสามารถช่วยลดโอกาสที่ผู้ป่วยแผลเบาหวานจะต้องตัดขาได้มากถึง 30% โดยการรักษาที่ว่านี้คือการใช้ออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric oxygen therapy หรือ HBOT)  เป็นการเสริมในการรักษาแผลเบาหวานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น


การรักษาแผลเบาหวานแบบเดิม

การรักษาแผลเบาหวานแบบเดิมประกอบด้วยการทำแผล ใช้ยาปฏิชีวนะ และการดูแลที่บ้าน การทำแผลประกอบด้วยการทำความสะอาดและการปิดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การใช้ยาปฏิชีวนะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ อย่างไรก็ตาม การรักษาแบบเดิมอาจใช้เวลานานและมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในกระดูกและการต้องตัดอวัยวะ



ข้อดีของการรักษาด้วย HBOT

  1. เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจน: HBOT ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณแผล ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ในปริมาณมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและลดการบวมอักเสบ

  2. ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย: ด้วยการเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด HBOT ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่และเสริมสร้างเนื้อเยื่อที่เสียหาย ทำให้แผลหายเร็วขึ้น

  3. ควบคุมการติดเชื้อ: HBOT มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ ซึ่งช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรีย

  4. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน: การรักษาด้วย HBOT ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระดูกและการต้องตัดอวัยวะ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักพบในผู้ป่วยแผลเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม


ประสิทธิภาพและสถิติในการรักษาแผลเบาหวานด้วย HBOT


วารสารแพทย์นาวี ได้ทำ การวิจัยเชิงเปรียบเทียบแบบย้อนหลัง พบว่า ผู้ป่วยแผลเท้าเบาหวานที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูงถูกตัดเท้าและขา ร้อยละ 49.12 และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบปกติถูกตัดเท้าและขา ร้อยละ 70.18 เมื่อเปรียบเทียบการถูกตัดเท้าและขา พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัด ด้วยออกซิเจนแรงดันสูงมีโอกาสถูกตัดเท้าและขาน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบปกติ ร้อยละ 30 



ขั้นตอนการรักษาด้วย HBOT

ขั้นตอนการรักษาด้วย HBOT เริ่มจากการที่แพทย์จะตรวจร่างกายผู้ป่วยเพื่อประเมินว่าสามารถทำการรักษาได้หรือไม่ ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการไข้ เป็นหวัด หรือโรคติดเชื้อ จากนั้นผู้ป่วยจะถูกพาเข้าสู่ห้องปรับบรรยากาศ (Hyperbaric Chamber) ซึ่งเป็นห้องที่มีความกดบรรยากาศสูง ผู้ป่วยจะนั่งหรือนอนในห้องนี้เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้ง โดยขึ้นอยู่กับลักษณะในการรักษา โดยระหว่างการรักษาผู้ป่วยสามารถนอนพักหรือดูทีวีได้ตามปกติ หลังจากการรักษาครบ 2 ชั่วโมง แพทย์จะปรับลดความดันอากาศในห้องปรับบรรยากาศให้ลดลงมาเท่ากับความกดบรรยากาศปกติ แล้วผู้ป่วยสามารถออกจากห้องปรับบรรยากาศและกลับบ้านได้

การรักษาด้วย HBOT จะทำซ้ำประมาณ 5-7 ครั้งต่อสัปดาห์ และแพทย์จะประเมินแผลเป็นระยะ ๆ เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม การรักษานี้ไม่ได้ยุ่งยากสามารถทำควบคู่ไปกับการรักษาแบบปกติได้ โดยเป็นการเสริมให้การรักษาแผลเบาหวานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการรักษาแผลเบาหวานด้วย HBOT มีข้อดีหลายประการ ทั้งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจน การซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย การควบคุมการติดเชื้อ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ในขณะที่การรักษาแบบเดิมอาจใช้เวลานานและมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า HBOT จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการรักษาแผลเบาหวานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 

4 สัญญาณเสี่ยง มะเร็งลำไส้ (5 Warning Signs of Colon Cancer)

4 สัญญาณเตือน มะเร็งลำไส้ บอกเลยว่าใกล้ตัวกว่าที่คิด


มะเร็งลำไส้เป็นโรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาการเริ่มต้นมักไม่แสดงชัดเจน และในจำนวนผู้ที่เป็นกว่า 97% ไม่มีการแสดงอาการของโรคในระยะเริ่มต้น ทำให้กว่าที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้ก็อาจจะลุกลามมากไปแล้ว การรู้จักและเฝ้าระวังสัญญาณเสี่ยงของโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น มารู้จักกับ 4 สัญญาณเตือน ว่าคุณอาจจะกำลังเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ ที่บอกเลยว่าอาจใกล้ตัวกว่าที่คิด



1.ปวดท้องไม่หาย 

อาการปวดท้องหรือท้องอืดเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่


2. ถ่ายเป็นเลือด

การที่มีเลือดปนในอุจจาระไม่ว่าจะเป็นเลือดสดหรือเลือดแห้งที่ปนในอุจจาระ ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม และอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงมะเร็งลำไส้ได้


3. ท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง

ปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ ที่ฟังดูธรรมดาอย่างอาการท้องผูกหรือท้องเสีย หากเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งต่อเนื่องจนเรียกได้ว่าเรื้อรัง หรือการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงอุจจาระ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการมีสิ่งผิดปกติในลำไส้ได้ที่นำไปสู่มะเร็งลำไส้ได้


4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

การที่น้ำหนักลดลงอย่างมากโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของมะเร็งลำไส้ เนื่องจากมะเร็งอาจทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานมากขึ้น


ความสำคัญของการตรวจสุขภาพและการตรวจส่องกล้องลำไส้

การตรวจสุขภาพเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญในการเฝ้าระวังโรคต่าง ๆ รวมถึงมะเร็งลำไส้ การตรวจส่องกล้องลำไส้ (Colonoscopy) เป็นวิธีการตรวจที่สามารถตรวจพบการเจริญเติบโตผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่ได้อย่างแม่นยำ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจส่องกล้องลำไส้เมื่อมีสัญญาณที่น่าสงสัยหรือเมื่อมีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือเมื่อมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้

การรู้จักและเฝ้าระวังสัญญาณเสี่ยงมะเร็งลำไส้เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำสามารถช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการรักษาและการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น


 

"เพราะมะเร็งไม่รอ ตรวจก่อน รักษาได้"


แผนกโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


แพ็กเกจส่องกล้องทางเดินอาหาร Click


กิจกรรมสัมมนา ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย กับวัฒนแพทย์ (Wattanapat Seminar Secrets of Child Development Workshop)

 

ขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา "ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย กับวัฒนแพทย์" ที่จัดขึ้นโดย โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมกับ สถาบันสแกนลายนิ้วมือเพื่อค้นหาศักยภาพ (NST-Inter) สถาบันสอนภาษายีราฟทุ่งสง และโรงเรียนดนตรีโมเดิร์น

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ณ The Gold Living Life อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช


ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเติมเต็มความรู้และประสบการณ์ที่มีค่าในวันนั้น มาร่วมกันถักทออนาคตที่สดใสให้กับลูกน้อยของเรา

ด้วยความห่วงใยและความรักจากใจจริง พบกันใหม่ในกิจกรรมหน้า ขอบคุณจากใจ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


รักษาต้อเนื้อ ด้วยเยื่อหุ้มรก ดีกว่ายังไง (Resection followed by amniotic membrane graft)

รักษาต้อเนื้อ ด้วยเยื่อหุ้มรก ดีกว่ายังไง



ต้อเนื้อ รักษาได้หลายวิธี

การรักษาต้อเนื้อ หากเป็นในระยะเริ่มต้นหรือยังเป็นไม่มาก มักจะเป็นการรักษาตามอาการโดยการให้ยาหยอดเพื่อลดอาการเคือง คัน ปวด บวม หรือการอักเสบ ร่วมกับการใส่แว่นกันแดดเพื่อป้องกันไม่ให้โรคต้อเนื้อลุกลามมากขึ้น

แต่เมื่อขนาดของต้อเนื้อลุกลามมากขึ้นจนเข้าใกล้บริเวณตรงกลางของกระจกตา จนอาจจะบดบังการการมองเห็นได้ มีอาการเคืองหรือแดงมากขึ้น ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของลูกตา หรือเกิดความไม่สวยงามของดวงตาเกิดขึ้น การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยปกติการผ่าตัดรักษาต้อเนื้อมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะของต้อเนื้อ ความเหมาะสมในการผ่าตัดและความเห็นของแพทย์


  1. ผ่าตัดต้อเนื้อและเปิดส่วนที่เป็นตาขาวทิ้งไว้ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้สูง

  2. ผ่าตัดต้อเนื้อและดึงเยื่อตาที่อยู่รอบเข้ามาชิดขอบตาดำพร้อมเย็บปิด ใช้ในกรณีที่ต้อเนื้อมีขนาดเล็กมากแต่อาจจะต้องผ่าตัดเนื่องจากมีความจำเป็นบางอย่าง
  3. ผ่าตัดต้อเนื้อและปลูกถ่ายเยื่อตาของผู้ป่วยในบริเวณที่ลอกออก

  4. ผ่าตัดต้อเนื้อและปลูกถ่ายเนื้อเยื่อขอบตาดำ (ข้อ 3 กับข้อ 4 หมอไม่แน่ใจว่าต่างกันยังไง อ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่หมอว่าเปลี่ยนเป็นข้อเดียวแต่ใช้คำว่า ผ่าตัดต้อเนื้อและใช้เนื้อเยื่อบุตาขาวของผู้ป่วยมาเย็บปิดแผล) รวมทั้งเยื่อตาของผู้ป่วยในบริเวณที่ลอกออก
  5. ผ่าตัดต้อเนื้อและปลูกถ่ายเยื่อหุ้มรกในบริเวณที่ลอกออกโดยใช้กาวติด (Fibrin Glue)



ผ่าตัดลอกต้อเนื้อและปลูกถ่ายเยื่อหุ้มรกคืออะไร

การผ่าตัดลอกต้อเนื้อและปลูกถ่ายเยื่อหุ้มรก เป็นวิธีการที่มีการนำเยื่อหุ้มรก (Amniotic Membrane) มาปลูกถ่ายในบริเวณที่ลอกต้อเนื้อออกไป ซึ่งเยื่อหุ้มรกนี้มีคุณสมบัติที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การลดการอักเสบ ลดการเกิดแผลเป็น ลดโอกาสในการติดเชื้อ และส่งเสริมการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อตา


การผ่าตัดโดยใช้กาว Fibrin Glue แทนการเย็บแผล คืออะไร

คือ การผ่าตัดแบบโดยไม่ต้องเย็บแผลด้วยไหมเย็บชนิดไนลอน แต่จะใช้กาวที่ผลิตจากสารสกัดในเลือดที่ชื่อว่า ไฟบริโนเจน กับ ทรอมบิน โดยจะเป็นตัวเชื่อมให้เยื่อบุที่ปลูกถ่ายเกิดการติดแน่น


ข้อดีของการผ่าตัดลอกต้อเนื้อและปลูกถ่ายเยื่อหุ้มรกโดยใช้กาว Fibrin glue

  1. ลดการเกิดซ้ำของต้อเนื้อ: การใช้เยื่อหุ้มรกช่วยลดอัตราการเกิดต้อเนื้อซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเยื่อหุ้มรกมีคุณสมบัติในการลดการเกิดแผลเป็นและลดการอักเสบ

  2. ฟื้นฟูเนื้อเยื่อตาได้เร็วขึ้น: เยื่อหุ้มรกมีปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth Factors) ที่ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อตา ทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

  3. ลดการอักเสบและอาการปวด: คุณสมบัติของเยื่อหุ้มรกในการลดการอักเสบ ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการปวดน้อยลง และการไม่ต้องมีไหมเย็บค้างอยู่ในตาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนตัดไหม ก็ช่วยลดอาการปวดและระคายเคืองได้อย่างมาก

  4. ผลลัพธ์ทางด้านความงามที่ดีขึ้น: เนื่องจากการลดการเกิดแผลเป็นและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อตาที่ดีขึ้น ผลลัพธ์ทางด้านความงามหลังการผ่าตัดจึงดีขึ้น ไม่มีรอยแผลเป็นที่ชัดเจน

  5. ใช้เวลาในการผ่าตัดรวดเร็วกว่า ฟื้นตัวไว ไม่ต้องเย็บแผลและไม่ต้องตัดไหมหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์

การผ่าตัดลอกต้อเนื้อและปลูกถ่ายเยื่อหุ้มรกโดยใช้กาว Fibrin glueอาจมีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือในการผ่าตัด และการดูแลหลังผ่าตัดไม่ดีนัก เช่น การขยี้ตาอย่างแรง อาจทำให้เยื่อบุที่ปลูกถ่ายหลุดล่อนได้



สนุกกับกิจกรรมพร้อมพัฒนาลูกน้อยอย่างถูกหลัก ด้วย กิจกรรมบำบัด (Child Developmental Stimulation)

กิจกรรมบำบัด กระตุ้นพัฒนาการเด็ก ทำอะไรได้บ้าง



กิจกรรมบำบัด กระตุ้นพัฒนาการเด็ก มีอะไรบ้างและช่วยพัฒนาการด้านใด (Treatment Program)


1. Child Developmental stimulation program

สําหรับเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Delayed Developmental) ด้านต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อมัดใหญ่, มัดเล็ก, การพูด, การช่วยเหลือตนเอง, ADHD, Learning Disorder, SPD, Autism, CP, Down's syndrome


2.Preschool training

สําหรับเด็กทุกคนทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษ ที่ต้องการเตรียมความพร้อมทักษะด้านต่างๆก่อนเข้าโรงเรียน เช่น ฝึกเด็กทํากิจวัตรประจําวัน(ADL)ได้ ด้วยตนเอง, การสื่อสาร, การเขียน, ทักษะทางสังคม, การปรับตัว เป็นต้น


3.Hand writing program

สําหรับเด็กที่มีปัญหาด้านการเขียน การจับดินสอ เขียนกลับด้าน เขียนขนาดไม่สม่ําเสมอ เว้นบรรทัดไม่เหมาะสม (ปัญหาด้าน Visual perception)


 


ปรึกษานักกิจกรรมบำบัด ฟรี โทร. 075-837004


 

 


ตัวอย่างพฤติกรรมที่เกิดจากความไม่สมดุล ของระบบประสาทรับความรู้สึก


1. การมองเห็น (Visual System)


  • พฤติกรรมไวเกินไป หลีกเลี่ยงหรือวิตกกังวลเมื่อเจอแสงที่คนทั่วไปรู้สึกว่าไม่ได้จ้าเกินไป
  • พฤติกรรมช้าเกินไป ชอบมองแสงกระพริบ ไฟสีๆ ภาพที่หมุนหรือเคลื่อนไหวได้ นั่งจ้อง สิ่งของที่ เคลื่อนไหวเร็วๆ เป็นเวลานาน

2. การได้ยิน (Auditory System)


  • พฤติกรรมไวเกินไป หวาดกลัวหรือวิตกกังวลต่อเสียงปกติ ทั่วไปในชีวิตประจําวัน เช่น เสียงแอร์
  • พฤติกรรมช้าเกินไป เฉยชา เพิกเฉยต่อเสียงเรียกเรียกแล้วไม่หิน

3. การรับสัมผัสทางผิวหนัง (Tactile System)


  • พฤติกรรมไวเกินไป หลีกเลี่ยง ไม่ยอมสัมผัสสิ่งของที่มีพื้นผิวหยาบหรือเหนียวหนืด เช่น พื้นหญ้า ใบไม้ โคลน กาว
  • พฤติกรรมช้าเกินไป ชอบลูบคลํา ถูไถ สัมผัสกับพื้นผิวต่างๆ

4. การได้กลิ่น (Olfactory System)


  • พฤติกรรมไวเกินไป กลัวหรือวิตกกังวลเมื่อได้กลิ่นบางชนิด ที่เป็นกลิ่นปกติทั่วไป เช่น กลิ่นส้ม กลิ่นสตรอเบอร์รี่
  • พฤติกรรมช้าเกินไป ชอบเข้าไปดมกลิ่นที่ฉุนจัด มีกลิ่นแรงเช่น กลิ่นตัวเพื่อน กลิ่นเหงื่อ กลิ่น นํ้ายาล้างห้องน้ำ

5. การรับรส (Gustatory System)


  • พฤติกรรมไวเกินไป มักหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีรสสัมผัสบางอย่าง เช่น ผัก หรือ เนื้อสัตว์
  • พฤติกรรมช้าเกินไป ชอบกินอาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัดหรือชอบอาหารกรอบๆ

6. การรับรู้ท่าทางของร่างกายผ่านข้อ ต่อ (Proprioception)


  • พฤติกรรมไวเกินไป ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย ชอบอยู่นิ่งๆ มีความยากลําบากในการควบคุมร่างกาย
  • พฤติกรรมช้าเกินไป ชอบปีนป่าย กระโดด กระแทกตัว ซุ่มซ่าม ไม่ค่อยระมัดระวังตัว

7. การทรงตัว (Vestibular)


  • พฤติกรรมไวเกินไป ชอบอยู่นิ่งๆ ไม่กล้าเดินขึ้นที่สูง ไม่กล้าเดินขึ้นบันได กลัวการเล่นชิงช้า
  • พฤติกรรมช้าเกินไป ชอบหมุนตัว หรือเคลื่อนไหวตัวเร็วๆ ไม่กลัวอันตราย

 


การใช้กิจกรรมบำบัด


Sensory integration training เป็นกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย (purposeful activities) ผ่านการ วิเคราะห์ตามหลักของ Sensory integration theory เช่น กิจกรรม “การเล่นต่างๆ"


ปรึกษานักกิจกรรมบำบัด ฟรี โทร. 075-837004

 

 

รายละเอียดแพทย์ (Doctor Detail)

ไขมันมันในเลือดสูงทำคุณเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (Hyperlipidemia and the Risk of Cardiovascular Diseases)

 


เลือกอ่าน หัวข้อที่สนใจ

• บทนำภาวะไขมันในเลือดสูงและความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

• ภาวะไขมันในเลือดสูงคืออะไร?

• ภัยลอบเร้นของภาวะไขมันในเลือดสูง อันตรายที่ไม่มีสัญญาณเตือน

• สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของภาวะไขมันในเลือดสูง

• ภาวะไขมันในเลือดสูงส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างไร

• ภาวะไขมันในเลือดสูง ต้องตรวจถึงจะรู้ อาการและการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง

• การป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อคุณมีภาวะไขมันในเลือดสูง

• คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

 

ภาวะไขมันในเลือดสูงและความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

  ภาวะไขมันในเลือดสูง เพียงแค่ได้ยินว่าคุณมี "ภาวะไขมันในเลือดสูง" ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เรารู้สึกกังวลและร้อนๆ หนาวๆ เอาได้แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช้เรื่องแปลกเลยภาวะไขมันในเลือดสูง จะทำให้เรารู้สึกแบบนั้น ตัวไขมันในเลือดที่สูงขึ้นนั้นเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเราโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ และหนึ่งตัวการที่ค่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดของคุณได้ การเข้าใจความเชื่อมโยงกันระหว่างภาวะไขมันในเลือดสูงและสุขภาพของหัวใจนั้นจึงสำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะกำลังต่อสู้กับภาวะนี้อยู่หรือกำลังพยายามป้องกันมันก็ตาม

  ภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะทางการแพทย์ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงเกินไป ซึ่งภาวะนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก การเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างภาวะไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและจัดการกับปัญหาสุขภาพเหล่านี้ ในบทความนี้ เราจะสำรวจว่าภาวะไขมันในเลือดสูงคืออะไร สาเหตุของภาวะนี้ ผลกระทบต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และวิธีการจัดการและลดความเสี่ยงของคุณ


1.ภาวะไขมันในเลือดสูงคืออะไร?

ภาวะไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับระดับไขมันในเลือดที่สูงเกินไป รวมถึงคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลเป็นสารไขมันที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ที่แข็งแรง แต่ระดับสูงเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้ ภาวะไขมันในเลือดสูงมีสองประเภทหลัก:

1.ภาวะไขมันในเลือดสูงปฐมภูมิ

ภาวะนี้เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งหมายความว่าได้รับสืบทอดมาจากพ่อแม่ มักจะทำให้ระดับไขมันสูงขึ้นอย่างมากและควบคุมได้ยากด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพียงอย่างเดียว


2.ภาวะไขมันในเลือดสูงทุติยภูมิ

ภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ต่ำ หรือปัจจัยการดำเนินชีวิต เช่น การกินอาหารไม่ดี การขาดการออกกำลังกาย และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป


2.ภัยลอบเร้นของภาวะไขมันในเลือดสูง อันตรายที่ไม่มีสัญญาณเตือน

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งของภาวะไขมันในเลือดสูงคือมันมักไม่มีสัญญาณเตือน คุณอาจรู้สึกว่าร่างกายปกติดีโดยไม่รู้ว่าหลอดเลือดของคุณกำลังถูกอุดตันขึ้นเรื่อยๆ การตรวจเลือดเป็นประจำมักเป็นวิธีเดียวที่จะตรวจพบมันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ การพัฒนาที่เงียบสงบนี้ทำให้เราจำเป็นต้องใส่ใจสุขภาพหัวใจของเราอย่างจริงจัง


3.สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของภาวะไขมันในเลือดสูง

มีปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะไขมันในเลือดสูง ทั้งพันธุกรรม อาหาร ไลฟ์สไตล์การชีวิต และปัญหาสุขภาพอื่นๆ หากคุณมีคนในครอบครัวที่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือหากคุณมีภาวะเช่นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วน ความเสี่ยงของคุณจะยิ่งสูงขึ้น การรับรู้ถึงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นก้าวแรกในการหาทางป้องกันได้

1.ปัจจัยทางพันธุกรรม

พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญในภาวะไขมันในเลือดสูงปฐมภูมิ ภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรมเป็นภาวะที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ซึ่งเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลอย่างมาก


2.ปัจจัยการดำเนินชีวิต

การกินอาหารที่ไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินชีวิตที่ส่งผลต่อภาวะไขมันในเลือดสูง


3.สภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

สภาวะเช่น โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไทรอยด์ต่ำสามารถเพิ่มระดับไขมันในเลือดได้


4.ภาวะไขมันในเลือดสูงส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างไร

คอเลสเตอรอลเดินทางผ่านกระแสเลือดในรูปแบบต่างๆ ของไลโปโปรตีน ไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) ซึ่งมักเรียกว่าคอเลสเตอรอล "เลว" หรือไขมันเลว สามารถสะสมบนผนังหลอดเลือดและก่อให้เกิดพลัค กระบวนการนี้เรียกว่าโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งทำให้หลอดเลือดตีบและจำกัดการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจและอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

1.บทบาทของคอเลสเตอรอลในร่างกาย

คอเลสเตอรอลเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ ฮอร์โมน และวิตามินดี อย่างไรก็ตาม คอเลสเตอรอล LDL มากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้


2.กลไกของการสะสมของพลัค

เมื่อมีคอเลสเตอรอล LDL มากเกินไปในเลือด มันสามารถสะสมบนผนังหลอดเลือด เมื่อเวลาผ่านไป การสะสมเหล่านี้จะแข็งตัวและก่อให้เกิดพลัค ซึ่งสามารถแตกออกและก่อให้เกิดลิ่มเลือด


 3.ผลกระทบต่อหลอดเลือดและสุขภาพหัวใจ

การสะสมของพลัคทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว เพิ่มความเสี่ยงของหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ


 


5.ภาวะไขมันในเลือดสูง ต้องตรวจถึงจะรู้ อาการและการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง

ภาวะไขมันในเลือดสูงมักไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดความเสียหายอย่างมาก การตรวจสุขภาพและการตรวจเลือดเป็นประจำมีความสำคัญในการติดตามระดับไขมันในเลือดและสุขภาพหัวใจโดยรวม การตรวจพบและแทรกแซงแต่เนิ่นๆ สามารถป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูงจากการพัฒนาไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรงได้

1.อาการที่ควรระวังของภาวะไขมันในเลือดสูง

แม้ว่าภาวะไขมันในเลือดสูงเองมักจะไม่มีอาการ แต่ผลของมันจะไม่เป็นเช่นนั้น อาการของโรคหัวใจ เช่น อาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ควรถูกมองข้าม พวกเขาอาจเป็นสัญญาณเตือนของเหตุการณ์หลอดเลือดที่รุนแรง


2.การทดสอบวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง

การตรวจเลือดเป็นประจำเพื่อวัดระดับคอเลสเตอรอล การตรวจไขมันในเลือดมักรวมถึง:

    1. คอเลสเตอรอลรวม
    2. คอเลสเตอรอล LDL
    3. คอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL)
    4. ไตรกลีเซอไรด์

6.การป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อคุณมีภาวะไขมันในเลือดสูง

การจัดการภาวะไขมันในเลือดสูงประกอบด้วยการดูแลและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไลต์ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้ง อาหาร การออกกำลังกาย ทานยา และการตรวจสุขภาพ

1.บทบาทของอาหารในการจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง

สิ่งที่คุณกินมีบทบาทสำคัญในการจัดการระดับไขมันในเลือด อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และคอเลสเตอรอลสามารถทำให้ระดับไขมันในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน การรวมอาหารที่ดีต่อหัวใจ เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืช และโปรตีนลีน สามารถช่วยจัดการและลดระดับไขมันเหล่านี้ได้


2.การออกกำลังกาย: เพื่อนที่ดีที่สุดของหัวใจคุณ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการต่อต้านภาวะไขมันในเลือดสูง การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล HDL (high-density lipoprotein) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "คอเลสเตอรอลดี" และลดคอเลสเตอรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์ การทำกิจกรรมในระดับปานกลาง เช่น การเดิน การว่ายน้ำ หรือการขี่จักรยาน สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก


3.ยารักษาและการรักษา

ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์อาจให้ยาเพื่อใช้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล โดยการใช้ยาร่วมกับการดูแลสุขภาพที่ดี สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ


4.ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไลต์ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต

นอกจากการรักษาทั่วไปแล้ว บางวิธีธรรมชาติก็สามารถช่วยได้เช่นกัน กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่พบในน้ำมันปลาและเมล็ดแฟลกซ์สามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้ เส้นใยละลายน้ำจากข้าวโอ๊ต ถั่ว และผลไม้บางชนิดสามารถลดคอเลสเตอรอล LDL ได้ นอกจากนี้ การเลิกสูบบุหรี่และการลดการบริโภคแอลกอฮอล์เป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง


5.ความสำคัญของการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจสุขภาพและการตรวจเลือดเป็นประจำมีความสำคัญในการติดตามระดับไขมันในเลือดและสุขภาพหัวใจโดยรวม การตรวจพบและแทรกแซงแต่เนิ่นๆ สามารถป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูงจากการพัฒนาไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรงได้


 วัฒนแพทย์ "ดูแลด้วยใจ" ด้วยแพทย์เฉพาะทาง


คำถามที่พบบ่อยภาวะไขมันในเลือดสูง (FAQs) 

คำถาม

คำตอบ

1. วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดระดับคอเลสเตอรอลคืออะไร?

วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดระดับคอเลสเตอรอลคือการผสมผสานระหว่างการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาหากแพทย์สั่ง

2. ภาวะไขมันในเลือดสูงสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้หรือไม่?

แม้ว่าภาวะไขมันในเลือดสูงจะไม่สามารถหายขาดได้อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการใช้ยา ซึ่งจะลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้
3. ควรตรวจระดับคอเลสเตอรอลบ่อยแค่ไหน? ผู้ใหญ่ควรตรวจระดับคอเลสเตอรอลทุก 4-6 ปี แต่ควรตรวจบ่อยขึ้นหากมีปัจจัยเสี่ยง
4. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใดบ้างที่สามารถช่วยจัดการภาวะไขมันในเลือดสูงได้?  การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่สำคัญในการจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง
5. มีวิธีการธรรมชาติใดบ้างในการจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง? มีวิธีการธรรมชาติบางอย่าง เช่น การเพิ่มใยอาหารในอาหาร การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 3 และการใช้สเตอรอลจากพืช ซึ่งสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ อย่างไรก็ตาม ควรใช้ควบคู่ไปกับการรักษาแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ทดแทนการรักษา

รวมรีวิว สวยปลอดภัย มั่นใจวัฒนแพทย์ (Wattanapat beauty reviews )

รวมรีวิว สวยปลอดภัย มั่นใจวัฒนแพทย์


 ฉีดฟิลเลอร์ (filler)


UltraLift HIFU




Pico Laser


 



 

ฉีด Botox

ทำอย่างไรดี เมื่อลูกไอบ่อย (Causes and Treatment of Coughs in Children)

ทำอย่างไรดี เมื่อลูกไอบ่อย

การที่ลูกไอบ่อยเป็นเรื่องที่ทำให้พ่อแม่หลายคนกังวลใจ แต่การรู้จักสาเหตุและวิธีการดูแลที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ลูกหายไอได้เร็วขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดอาการนี้บ่อยครั้งอีก ในบทความนี้ เราจะสำรวจถึงสาเหตุที่ทำให้ลูกไอบ่อย วิธีการดูแลลูกที่ไอบ่อย และวิธีป้องกันไม่ให้ลูกไอบ่อย รวมถึงข้อแนะนำในการพาลูกไปพบแพทย์


"บ่อยครั้งที่ลูกไอบ่อยจนพ่อแม่รู้สึกกังวล การเข้าใจถึงสาเหตุ และลักษณะการไอของลูกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ มาทำความเข้าใจพร้อมกันไปกับบทความนี้นะคะ"


สาเหตุของอาการไอในเด็ก เพราะอะไรลูกถึงไอ

  การไอในเด็กถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะมันสามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย บางครั้งการไออาจเป็นเพียงการตอบสนองต่อการติดเชื้อเล็กน้อยในทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด แต่ในบางกรณี อาการไออาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรงกว่า เช่น โรคปอดบวม โรคหอบหืด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องการการรักษาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

  นอกจากนี้ การไอที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรงยังสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก ทำให้เด็กมีปัญหาในการนอนหลับ การเรียน และการทำกิจกรรมประจำวัน อาการไอที่ยาวนานอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบาย และในบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น อาการเจ็บคอ หรือเสียงหาย ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก

  ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการไอในเด็กจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถระบุและรักษาได้อย่างถูกต้อง การรู้จักและเข้าใจถึงสาเหตุต่างๆ เช่น การติดเชื้อ การแพ้ หรือการไหลย้อนของกรด จะช่วยให้พ่อแม่หรือผู้ดูแลสามารถจัดการกับอาการไอได้อย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นแย่ลงได้


อาการไอในเด็กคืออะไร

  อาการไอในเด็กคือการขับอากาศออกจากปอดอย่างรวดเร็วและรุนแรงผ่านทางลำคอและปาก อาการไอนี้เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่ช่วยขจัดสิ่งระคายเคืองหรือสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ อาการไอในเด็กอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การแพ้ สภาพแวดล้อมที่มีสารระคายเคือง หรือแม้กระทั่งการมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจ อาการไอสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือไอเฉียบพลันและไอเรื้อรัง โดยไอเฉียบพลันมักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนไอเรื้อรังคืออาการไอที่ต่อเนื่องยาวนานกว่าสองสัปดาห์และอาจต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสม


ประเภทของอาการไอที่พบในเด็ก

ไอแห้ง: อาการไอที่ไม่มีเสมหะหรือมีเสมหะน้อยมาก


ไอเปียก: อาการไอที่มีการสร้างเสมหะมากขึ้น ซึ่งอาจมีลักษณะเสมหะเป็นสีขาวหรือเป็นสีเขียว


สังเกตุการไอของลูก ไอแบบนี้หมายถึงอะไร

1. ไอแบบมีเสียงก้อง

  เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนมีอาการบวม ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากโรคครูปหรือภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ เนื่องจากทางเดินหายใจของเด็กมีขนาดเล็ก เมื่อมีอาการบวมเกิดขึ้นจึงอาจส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีที่มีทางเดินหายใจแคบจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคครูป (Croup)


2. ไอแบบมีเสียงหวีด

  หากทางเดินหายใจส่วนล่างตีบตันหรือปอดอักเสบ อาจส่งผลให้ลูกน้อยไอแบบมีเสียงหวีดขณะหายใจออกได้ ซึ่งอาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นในเด็กที่ป่วยเป็นโรคหืดและโรคหลอดลมอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส นอกจากนี้ อาการไอแบบมีเสียงหวีดก็อาจเกิดจากการมีวัตถุแปลกปลอมอุดกั้นในทางเดินหายใจส่วนล่างได้เช่นกัน ดังนั้น หากพบว่าเด็กไอแบบมีเสียงหวีดหลังจากสูดดมอาหารหรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เข้าไป ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที


3. ไอเรื้อรัง

  ไข้หวัดที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดอาการไออย่างเรื้อรังนานหลายสัปดาห์ได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดบ่อย ๆ นอกจากนี้ โรคหืด โรคภูมิแพ้ รวมถึงการติดเชื้อในโพรงจมูกและทางเดินหายใจก็อาจส่งผลให้เกิดอาการไออย่างเรื้อรังได้เช่นกัน โดยผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์หากพบว่าลูกน้อยไอติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์


4. ไอกรน

  เด็กที่มีอาการไอกรนจะไอติดต่อกันโดยไม่ได้หายใจเป็นพัก ๆ เมื่อการไอสิ้นสุดลงจะมีอาการหายใจเข้าที่ทำให้มีเสียงดังวู้ป รวมถึงอาจมีอาการอื่น ๆ อย่างน้ำมูกไหล จาม หรือมีไข้ต่ำร่วมด้วย โดยไอกรนเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียบอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส ไอกรนสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่อาการจะรุนแรงมากในทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบตามที่กำหนด


5. ไอตอนกลางคืน

  อาการไออาจรุนแรงขึ้นได้ในเวลากลางคืน โดยเฉพาะเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัด เพราะน้ำมูกและเสมหะจากจมูกและโพรงจมูกอาจไหลลงสู่ช่องคอ เป็นเหตุให้เกิดอาการไอขณะนอนหลับได้ โดยโรคหืดก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอในตอนกลางคืนได้เช่นกัน เนื่องจากทางเดินหายใจจะไวต่อสิ่งกระตุ้นในช่วงเวลากลางคืนมากกว่าช่วงกลางวัน


6. ไอและมีไข้

  ไข้หวัดที่ไม่รุนแรงก็อาจทำให้เด็กไอได้ แต่หากเด็กไอขณะมีไข้สูงกว่า 39 องศาอาจมีสาเหตุมาจากภาวะปอดบวม โดยเฉพาะเด็กที่มีร่างกายอ่อนแอและมีอาการหายใจหอบแบบเร็วมาก ซึ่งพ่อแม่ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที


7. ไอจนอาเจียน

  การไออย่างหนักอาจไปกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณโคนลิ้นและคอหอย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการอาเจียนได้ นอกจากนี้ การไอจากโรคไข้หวัดหรือโรคหืดที่รุนแรงขึ้นก็อาจทำให้อาเจียนได้หากน้ำมูกและเสมหะไหลลงสู่ช่องท้องในปริมาณมากจนทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ 


ลูกไอบ่อย: สาเหตุ, การดูแล, และการป้องกัน

สาเหตุที่ทำให้ลูกไอบ่อยมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

1.การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

  หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกไอบ่อยคือการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการไอเพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไป


2.ภูมิแพ้และการระคายเคือง

  สารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ สามารถทำให้ลูกเกิดอาการไอได้ นอกจากนี้ การระคายเคืองจากสารเคมี เช่น ควันบุหรี่ หรือมลพิษในอากาศ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกไอบ่อย


3.โรคหอบหืดและปัญหาทางเดินหายใจ

  หอบหืดเป็นโรคที่ทำให้ทางเดินหายใจหดตัวและเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ลูกมีอาการไอเป็นประจำ นอกจากนี้ โรคทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ ก็สามารถทำให้ลูกไอบ่อยได้


4.การรับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด

  บางครั้งลูกอาจจะรับสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษอาหารหรือของเล่นขนาดเล็ก เข้าไปในทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดการไอเพื่อพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา


วิธีการดูแลลูกที่ไอบ่อย

1.การเพิ่มความชุ่มชื้น

  การให้ลูกดื่มน้ำมาก ๆ และใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องนอน สามารถช่วยให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและลดอาการไอได้ นอกจากนี้ การอาบน้ำอุ่นก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกรู้สึกสบายขึ้น


2.การใช้ยาและสมุนไพร

  หากลูกมีอาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาลดการอักเสบ นอกจากนี้ สมุนไพรเช่น น้ำผึ้ง มะนาว และขิง ก็มีสรรพคุณช่วยลดการไอได้


3.การปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

  การรักษาความสะอาดในบ้าน การซักผ้าปูที่นอนเป็นประจำ และการใช้เครื่องกรองอากาศสามารถลดสารก่อภูมิแพ้และช่วยให้ลูกไม่ไอบ่อย นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญ


4.การให้ลูกพักผ่อนเพียงพอ

  การให้ลูกได้พักผ่อนเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เพราะร่างกายของลูกจะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้นเมื่อมีการพักผ่อนอย่างเหมาะสม


วิธีป้องกันลูกไม่ให้ไอบ่อย

1.การสร้างภูมิคุ้มกัน

การรับวัคซีนป้องกันโรคหวัดใหญ่และโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการไอ


2.การรักษาความสะอาด

  การล้างมือบ่อย ๆ และการรักษาความสะอาดของของใช้ส่วนตัว จะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ทำให้ลูกไอบ่อย


3.การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

  การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และขนสัตว์ จะช่วยลดโอกาสที่ลูกจะเกิดอาการไอจากภูมิแพ้


4.การออกกำลังกายและโภชนาการที่ดี

  การออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการไอ


อาการไอแบบไหนที่ควรพาลูกไปหาหมอ

สังเกตุอาการไอของลูก ไอแบบไหนที่ พ่อแม่ควรกังวล

  หากลูกมีอาการไอที่รุนแรง หรือไอติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน โดยเฉพาะหากมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจลำบาก มีไข้สูง หรืออาเจียน


วิธีการตรวจวินิจฉัยของแพทย์

  แพทย์จะทำการตรวจร่างกายของลูก และอาจจะขอให้ทำการเอ็กซเรย์ปอด หรือการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อหาสาเหตุของการไอ และให้การรักษาที่เหมาะสม


 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไอบ่อยของลูก

คำถาม

คำตอบ

ลูกไอทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก ควรทำอย่างไร?

หากลูกไอทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก อาจเป็นเพราะแพ้ฝุ่นละอองหรือมลพิษในอากาศ การให้ลูกสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองและหลีกเลี่ยงการพาลูกไปในที่ที่มีมลพิษมาก จะช่วยลดอาการไอได้

ลูกไอหนักมากในเวลากลางคืน ควรทำอย่างไร?

หากลูกไอหนักในเวลากลางคืน อาจเกิดจากการที่ทางเดินหายใจแห้งหรือมีสารก่อภูมิแพ้ในห้องนอน การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นและการรักษาความสะอาดของห้องนอนจะช่วยลดอาการไอได้
ไอนิดหน่อย ไม่อยากให้ลูกทานยา มีวิธีธรรมชาติใดที่ช่วยลดการไอของลูกได้บ้าง? การใช้น้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น ๆ ให้ลูกดื่มก่อนนอน สามารถช่วยบรรเทาอาการไอได้ นอกจากนี้ การให้ลูกอาบน้ำอุ่นเพื่อให้ไอน้ำช่วยเปิดทางเดินหายใจก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดี
ลูกไอบ่อยเกิดจากการแพ้อาหารได้หรือไม่? การแพ้อาหารบางชนิด เช่น นมวัว หรือถั่ว สามารถทำให้เกิดอาการไอได้ หากสงสัยว่าลูกแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการทดสอบและหาอาหารที่เหมาะสมให้ลูก
การให้วัคซีนจะช่วยลดการไอได้หรือไม่? การให้วัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือ หรือวัคซีนป้องกันโรค IPD จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการไอได้ ดังนั้น การให้ลูกได้รับวัคซีนเป็นสิ่งที่ควรทำ

"ลูกป่วยก็อุ่นใจ" วัฒนแพทย์ ดูแลด้วยใจ ด้วยแพทย์เฉพาะทาง



กิจกรรม Mother Class สำหรับคุณพ่อคุณแม่ชาวพัทลุง (Wattanapat Mother Class 2024)

ภาพกิจกรรม Mother Class "คุณแม่อุ่นใจ คลอดปลอดภัย ลูกน้อยแข็งแรง" กับวัฒนแพทย์


วันที่ 18 พฤษภาคม 2567 ณ ร้าน Pin House Cafe จ.พัทลุง

 

ขอบคุณ คุณแม่คุณพ่อชาวพัทลุงทุกท่านกับการตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับกิจกรรม Mother Class คุณแม่อุ่นใจ "คลอดปลอดภัย ลูกน้อยเเข็งแรง" ณ ร้าน Pin House Cafe จ.พัทลุง ในครั้งนี้นะคะ เราพร้อมดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนวันคลอด คิดจะท้องคิดถึงวัฒนแพทย์ นะคะ


กิจกรรม Mother Class อบรมครรภ์คุณภาพ สนุกๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมให้ความรู้โดยตรงจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทาง และกุมารแพทย์เฉพาะทางประจำโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


สัมมนาและ Workshop

โดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทาง

  1. การดูแลคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์
  2. การกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์
  3. เทคนิคการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่แบบถูกวิธี

โดยกุมารแพทย์เฉพาะทาง

  1. การดูแลทารกแรกเกิด
  2. วัคซีนทางเลือกสำหรับลูกน้อย

โดยทีมห้องคลอดเด็กอ่อน

  1. การการอาบน้ำ ห่อตัวทารก

โดย บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

  1. แนะนำเรื่องการเก็บสเต็มเซลล์


@wattanapat.tranghospital #CapCut #กิจกรรม #คุณแม่มือใหม่ #ตั้งครรภ์ #ลูกน้อย #สูตินรีแพทย์ #ให้ความรู้ #จังหวัดพัทลุง #พัทลุง #คลอดลูก #ปลอดภัย #วัฒนแพทย์ตรัง #สเต็มเซลล์ #medeze #เมดีสส์ ♬ เสียงต้นฉบับ - wattanapat.tranghospital

โรคหอบหืดในเด็ก สังเกตจากอะไร? (Asthma in Children Signs, Symptoms and Treatment)

จะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกเป็นโรคหอบหืด การสังเกตอาการ และการรักษา



โรคหอบหืด คืออะไร?

โรคหืด คือ โรคที่หลอดลมมีการตีบแคบฉับพลัน เนื่องจากหลอดลมมีการอักเสบเรื้อรัง จึงทำให้หลอดลมมีความไวต่อสารกระตุ้นต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เวลาคนไข้มีอาการ จะมีอาการ ไอ แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ออกซิเจนในเลือดต่ำ โดยโรคหืดในเด็กเกิดจากสาเหตุใดนั้นยังไม่มีสาเหตุที่เเน่ชัด แต่พบว่ามีความสัมพันธ์กับปัจจัยบางอย่าง ได้แก่

1. กรรมพันธุ์ พ่อแม่ พี่น้อง มีประวัติโรคประจำตัวภูมิแพ้ หรือ หืด


2. สารก่อภูมิแพ้ อาจสัมพันธ์กับสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนแมว ขนสุนัข และเกสรดอกหญ้า


3. ปัจจัยอื่นๆ

    1. การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิด

    2. การเปลี่ยนแปลงของอากาศ
    3. สิ่งระคายเคืองและมลภาวะ

    4. การออกกำลังกาย

    5. ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และจิตใจ

อาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกต

ในเด็กอาจต้องอาศัยการสังเกตอาการ เพราะเด็กไม่สามารถบอกอาการเองได้ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยเป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดบวมบ่อยๆ โดยลักษณะหรืออาการที่อาจเป็นโรคหืด มีดังนี้

  1. ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี  เด็กที่มีอาการ ไอ หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อยบ่อยๆ  เกิน 3 ครั้งขึ้นไป

  2. ได้ยินเสียงหายใจวี๊ด

  3. ไอนานๆ หายใจเสียงวี๊ดนานๆ หลังจากติดเชื้อ

  4. อาการไอ หรือหายใจวี๊ด มักเป็นตอนกลางคืน หรือหลังได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้ ออกกำลังกาย หัวเราะ ร้องไห้

  5. อาการไอ หรือหายใจวี๊ด เกิดขึ้นเองโดยที่ไม่มีไข้หรือการติดเชื้อในทางเดินหายใจ

  6. มีประวัติปอดติดเชื้อ หรือหลอดลมอักเสบบ่อยๆ

  7. ภายหลังจากที่ได้รับการพ่นยาขยายหลอดลมเเล้วไอลดลง

  8. มีประวัติ คุณพ่อคุณแม่หรือพี่น้องเป็นโรคหืด

  9. เด็กมีอาการของภูมิแพ้ เช่น ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้หรือเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือเคยทดสอบภูมิแพ้แล้วผลเป็นบวกต่อสารก่อภูมิแพ้ในอาการหรืออาหารบางชนิด

  10. ในเด็กที่อายุมากกว่า 6 ปี สามารถตรวจสมรรถภาพปอดแล้วพบผลผิดปกติ

การตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ

  1. ตรวจสมรรถภาพปอดเพื่อดูว่ามีภาวะทางเดินหายใจมีการอุดกั้นจากการตีบแคบชั่วคราวของหลอดลมในปอด และตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมหรือไม่

  2. ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อย อาจจะตรวจ peak flow meter ก่อนเเละหลังพ่นยาขยายหลอดลม เพื่อดูการเปลี่ยนเเปลงของค่าแรงดันอากาศที่หายใจ

  3. เด็กมีอาการของภูมิแพ้ แนะนำให้ตรวจการทดสอบภูมิแพ้

  4. Film Chest X-ray ตามดุลยพินิจของแพทย์

อาการแสดงเมื่อมีอาการหอบ

  1. หายใจเร็ว พูดแล้วเหนื่อย หรือพูดไม่เป็นประโยค

  2. อาการไอถี่ หรือหายใจแล้วได้ยินเสียงวี๊ด

  3. มีอาการแน่นหน้าอก

  4. ริมฝีปากเขียวคล้ำ

ในเด็กที่เป็นโรคหืด หากลูกมีอาการหอบ หรือหืดจับต้องทำอย่างไร?

  1. ให้หยุดทำกิจกรรมนั้นๆ

  2. ใช้ยาขยายหลอดลมตามเทคนิคที่แพทย์ได้สอนไว้

  3. หากอาการหอบไม่ดีขึ้นภายใน 15-20 นาที ให้ใช้ยาซ้ำได้อีกครั้งหนึ่ง

  4. ถ้าอาการดีขึ้นพ่นห่าง 6 – 8 ชั่วโมงจนดีขึ้นไป 2-3 วัน

  5. หากยังมีอาการหายใจลำบากหรือไม่ดีขึ้น หลังจากพ่นยาขยายหลอดลมไปแล้ว 3 ครั้ง ให้รีบไปพบแพทย์

โรคหืดในเด็กสามารถรักษาได้อย่างไร?

1.การใช้ยารักษาโรคหืด แบ่งยารักษาออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่

1.1 ยาสำหรับการบรรเทาอาการ

เป็นยาบรรเทาอาการเวลาเด็กมีอาการ ไอหรือหอบหืดกำเริบ เช่น ยาขยายหลอดลม ซึ่งสามารถออกฤทธิ์บรรเทาอาการหลอดลมตีบได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยจะต้องใช้ยาขยายหลอดลมบ่อยมากขึ้นหรือใช้ในปริมาณที่สูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

1.2 ยาสำหรับควบคุมอาการ

ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาตามความรุนแรงของโรค และแนะนำให้ใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการไม่ให้เกิดโรคกำเริบ


2. การเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารอื่นๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการ


3. การรักษาโรคร่วมที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เช่นโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ เป็นต้น


4. การดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสม การนอนหลับให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์


5. รับวัคซีนป้องกันโรค โดยเฉพาะกลุ่มโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนนิวโมคอคคัส (IPD) วัคซีนหัด


ปัจจัยที่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงจากการเป็นโรคหืดในเด็ก  

  1. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ สารก่อภูมิแพ้และสารอื่นๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการ

  2. เด็กที่คลอดด้วยวิธีการคลอดธรรมชาติ

  3. เด็กที่ได้รับนมแม่ตั้งแต่เกิดจนถึง อย่างน้อยอายุ 4-6 เดือน

  4. ดูแลความสะอาดและดูแลให้ลูกไม่เสี่ยงกับการติดเชื้อที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในช่วงอายุ 1 ปีแรก

การตรวจภูมิแพ้  "ตรวจให้รู้ว่าลูกแพ้อะไร"

สารก่อภูมิแพ้  1 ในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ลูกเป็นหอบหืด "รู้แล้ว ลดเสี่ยง เลี่ยงได้"

ช่วงเวลาที่ลำบากใจที่สุดของพ่อแม่ คือวันที่ลูกไม่สบาย (Testimonial covid patient )

ช่วงเวลาที่ลำบากใจที่สุดของพ่อแม่ คือวันที่ลูกไม่สบาย

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เราพร้อมดูแลผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับการดูแลและรักษาด้วยความใส่ใจ เพราะลูกน้อยของท่านเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ ให้เราเป็นแม่คนที่สองคอยดูแลนะ


ผ่าตัดต้อกระจก ไม่หน้ากลัวอย่างที่คิด (Cataract surgery patient experience)

 เล่าประสบการและความประทับใจจากคุณบุสดี ชูคต ผู้รับบริการผ่าตัดต้อกระจก  ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง



ทุกคำขอบคุณคือกำลังใจให้เราสู้ต่อ (Covid Patients Testimonials)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอบคุณทุกคำขอบคุณของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มอบให้แก่ทีมแพทย์ และบุคลากรทุกท่าน

เพราะทุกคำขอบคุณ คือกำลังใจให้เราสู้ต่อไป แล้วเราจะก้าวผ่านไปด้วยกันนะคะ

กิจกรรม ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย (Wattanapat Workshop: Secrets of child development)

คุณพ่อ คุณแม่ นครศรีฯ พร้อมมั้ย วัฒนแพทย์ ตรัง ชวนคุณพาลูกน้อยร่วมกิจกรรมสัมมนา ไขความลับพัฒนาการในตัวลูกน้อย


พบกับกิจกรรม Workshop ทดสอบพัฒนาการโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางและนักกิจกรรมบำบัด
✅ เลี้ยงลูกอย่างไร ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ห่างไกลโรค
✅ กิจกรรมบำบัดสำหรับเด็กสำคัญอย่างไร และช่วยอะไรหนูๆ บ้าง
✅ ตรวจประเมินพัฒนาการของลูกน้อยแต่ละช่วงวัยสถาบันสแกนลายนิ้วมือเพื่อค้นหาศักยภาพ (NST-Inter) ค้นหาและวิเคราะห์ศักยภาพในแต่ละด้านของลูกน้อย เพื่อวางแผนการเรียนอนาคต ด้วยการแสกนลายนิ้วมือ
✅ บูธจากสถาบันชั้นนำ สถาบันสอนภาษายีราฟทุ่งสง และ โรงเรียนดนตรีโมเดิร์นมิวซิค


 รับจำนวนจำกัด รีบลงทะเบียนเลย Click


รับของที่ระลึกและลุ้นรับของสมนาคุณ รวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท
พบกัน วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00-16.00 น.
โรงแรม THE GOLD LIVING LIFE อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช





โปรโมชั่น ส่วนเกินค่าห้องเท่ากับศูนย์ เดือน มิถุนายน-กรกฏาคม 2567 (No room rent capping with wattanapat)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ สมุย (Wattanapat Hospital Samui)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง (Wattanapat Hospital Aonang)

ความประทับใจของผู้รับบริการ (Patients Testimonials)

ห้องผู้ป่วยใน Standard 1 (Standard 1)

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก 

สอบถามข้อมูลห้องพัก โทร. 0 7520 5555 ต่อ 2402





ห้องผู้ป่วยในเด็ก Kid (Kid)

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก 

สอบถามข้อมูลห้องพัก โทร. 0 7520 5555 ต่อ 2402






ห้องผู้ป่วยใน ICU (ICU)

หออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)



ห้องพักผู้ป่วยหนัก 8 ห้อง

ㆍห้องพักแบบแยกเป็นส่วนตัวลดความเสี่ยงของการติดเชื้อจากผู้ป่วยอื่น

ㆍห้องพักผู้ป่วยมีพื้นที่กว้างขวาง รองรับการบริบาลอย่างมีประสิทธิภาพ

ㆍ รองรับการทำการฟอกไต


ห้องพักผู้ป่วยหนักแบบความดันลบ 2 ห้อง

ㆍNegative Pressure ห้องความดันลบเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อที่เกิดจากทางเดินหายใจชนิดติดต่อทางอากาศ (airborne) แพร่กระจายไปสู่ภายนอกห้อง

ㆍห้องแยกแบบ Ante Room ทางเข้าออก 2 ชั้นไม่เปิดต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจาย





ห้องผู้ป่วยใน Suite 3 (Suite 3)

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก 

สอบถามข้อมูลห้องพัก โทร. 0 7520 5555 ต่อ 2402


 

ห้องผู้ป่วยใน Standard 2 (Standard 2)

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก 

สอบถามข้อมูลห้องพัก โทร. 0 7520 5555 ต่อ 2402



 

ห้องผู้ป่วยในเด็ก Kid Suite 3 (Kid Suite 3)

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก 

สอบถามข้อมูลห้องพัก โทร. 0 7520 5555 ต่อ 2402



 


 




ข่าวประชาสัมพันธ์ (News)

บทความสุขภาพ (Article Health)

ร้านค้าและบริการ (Shops and Services)

Wellness Food Park (By Mom Cuisine)

ให้บริการอาหารสำหรับทานที่ร้าน หรือทานบนห้องพักสำหรับผู้ป่วยและญาติ โดย ร้านอาหาร MOM CUISINE ชั่น 1 อาคารสุขภาพดี Wellness Center


  • บริการ อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง และเครื่องดื่ม ดูแลโดยนักโภชนากร ตามหลักโภชนบำบัด เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00น.
  • ร้านกาแฟสด บริการกาแฟสดและเครื่องดื่ม ทั้งชนิดร้อน ชนิดเย็น หรือปั่น และเครื่องดื่มทั่วไป รวมถึงขนมและเบเกอรี่ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-16.00 น.


 


 

สตาร์บัคส์ (Starbucks)


ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven


มินิมาร์ท

FOCUSสุขภาพ ต้นแบบสุขาภิบาลอาหารในโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (Clean Food Good Taste Plus)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ได้รับการคัดเลือกเป็นต้นแบบด้านสุขาภิบาลอาหารในเรื่องมาตรฐานสถานที่ปรุงประกอบอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาลและสถานที่จำหน่าย โดยได้รับการคัดเลือกจากศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา กรมอนามัย ภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับการจัดการสุขาภิบาลอาหารและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการท่องเที่ยว

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการสุขาภิบาลอาหารให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของพื้นที่ โดยโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบด้านสุขาภิบาลอาหาร ทั้งในส่วนของมาตรฐานสถานที่ปรุงประกอบอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล และสถานที่จำหน่าย ในศูนย์อาหาร ร้านมัมคิวซีน ผ่านมาตรฐาน อาหารสะอาดรสชาติอร่อยระดับ ก้าวหน้า (Clean Food Good Taste Plus)

การได้รับมาตรฐาน "Clean Food Good Taste Plus" ยืนยันถึงการที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังมุ่งมั่นในการให้บริการอาหารที่สะอาดและมีรสชาติที่ดี ไม่เพียงแต่ในส่วนของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้มาใช้บริการทั่วไปในศูนย์อาหารอีกด้วย ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความใส่ใจในด้านสุขาภิบาลอาหารของโรงพยาบาล และเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนามาตรฐานด้านอาหารสำหรับโรงพยาบาลและสถานที่จำหน่ายอาหารอื่น ๆ ทั่วประเทศ


FOCUSสุขภาพ เรื่อง...ต้นแบบสุขาภิบาลอาหารในโรงพยาบาลวัฒนแพทย์จังหวัดตรัง

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) บริจาคเตียงทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลตรัง (Wattanapat Hospital Trang Public Company Limited Donates Medical Beds to Trang Hospital)

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) บริจาคเตียงทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลตรัง



วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 - บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) ในนามของนายแพทย์ วิทยา ลีละวัฒน์ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นำโดย นายเชน เหล่าสุนทร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวพิชาภา บุญสันติสุข

ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้บริจาคเตียงผู้ป่วยระบบไฟฟ้าพร้อมเบาะนอน และอุปกรณ์เสริม ยี่ห้อ Paramount Bed จำนวน 15 เตียง มูลค่ารวม 1,575,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลตรัง โดยมีนายแพทย์สมบัติ สธนเสาวภาคย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตรัง และ พญ.กรองแก้ว ทองเรืองสุกใส เป็นผู้รับมอบ

การมอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงพยาบาลตรังสามารถจัดสรรการใช้งานเตียงทางการแพทย์เหล่านี้ตามความเหมาะสม เพื่อให้การดูแลและรองรับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเตียงทางการแพทย์ที่ได้รับการมอบนี้จะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลตรังให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของนายแพทย์วิทยา ลีละวัฒน์ ที่มีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด

โดยการมอบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ในการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและการดูแลรักษาที่มีคุณภาพให้แก่ชุมชนตรังและพื้นที่ใกล้เคียง


บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของเราในการสร้างสรรค์และพัฒนาการบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง


สื่อมวลชนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

ฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน)

โทร: 0-7520-5555

อีเมล: contact@wattanapat.co.th

อย่าให้ความปวดหลังทำลายการทำงานและสุขภาพ (What is office syndrome)

ทำความรู้จักกับอาการปวดจากการทำงาน Office Syndrome



ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคยอดฮิตคนทำงานออฟฟิศ

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เนื่องมาจากรูปแบบการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณ คอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ซึ่งอาการปวดดังกล่าวอาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง

ออฟฟิศซินโดรม มักพบได้บ่อยในคนทำงานออฟฟิศ  เนื่องจากพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่ ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง และกล้ามเนื้ออักเสบได้ จึงเป็นสาเหตุหลักและปัจจัยสำคัญให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม


อาการแบบไหน ที่เรียก "ออฟฟิศซินโดรม”

  1. ปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง มักมีอาการปวดแบบว้างๆ ๆไม่สามารถชี้จุดหรือระบุตำแหน่งที่ปวดได้อย่างชัดเจน เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก
  2. ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือในบางครั้งมีอาการปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียดหรือการที่ใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน
  3. ปวดหลังเรื้อรัง เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง นั่งไม่ถูกท่า นั่งหลังค้อม อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ เมื่อย เกร็งอยู่ตลอด รวมถึงงานที่ต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง
  4. ปวดตึงที่ขา หรือเหน็บชา อาการชาเกิดจากการนั่งนานๆ ทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ
  5. ปวดตา ตาพร่า เนื่องจากต้องมีการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานาน
  6. มือชา นิ้วล็อค ปวดข้อมือ เพราะการใช้คอมพิวเตอร์จับเมาส์ในท่าเดิมๆ นาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดทำให้ปวดปลายประสาท นิ้วหรือข้อมือล็อคได้

การรักษาออฟฟิศซินโดรม 

การรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมมีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยยา การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การทำกายภาพบำบัด การออกกำลังกายเพื่อรักษาอาการปวด การรักษาด้วยวิธีทางเลือกอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวดแผนไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม  ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมควรมาปรึกษาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการ ว่าเกิดจากสาเหตุใด มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หรือไม่ เพื่อให้แพทย์ได้รักษาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล


 

 

ความดันโลหิตสูง เสี่ยงโรคอะไรบ้าง (Hypertension and risk of other diseases)

ความดันโลหิตสูง เสี่ยงโรคอะไรบ้าง



รู้จักโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่ความดันโลหิตในหลอดเลือดสูงเกินระดับปกติ ซึ่งสามารถวัดได้จากสองค่าหลักคือ ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic) และความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic) หากค่าทั้งสองนี้สูงกว่าระดับปกติ จะถือว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มแรก แต่มีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อร่างกายในระยะยาว


ระดับความดันโลหิตแค่ไหนถึงเรียกว่าสูง

การแบ่งระดับความดันโลหิตสามารถทำได้ดังนี้:


  1. ความดันโลหิตปกติ (Normal Blood Pressure):
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic) น้อยกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic) น้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

  1. ความดันโลหิตเริ่มสูง (Elevated Blood Pressure):
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic) อยู่ระหว่าง 120-129 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic) น้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

  1. ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 (Hypertension Stage 1):
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic) อยู่ระหว่าง 130-139 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic) อยู่ระหว่าง 80-89 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

  1. ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 (Hypertension Stage 2):
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic) 140 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ขึ้นไป
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic) 90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ขึ้นไป

  1. ความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง (Hypertensive Crisis):
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic) มากกว่า 180 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)
    • ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic) มากกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)
    • ต้องได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินที่มีผลต่อชีวิต

การวัดความดันโลหิตเป็นสิ่งสำคัญในการติดตามสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ควรวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง


ความดันโลหิตสูง เสี่ยงโรคอะไรบ้าง

  1. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases): ความดันโลหิตสูงทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) และหัวใจวาย (Heart Failure)

  2. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง อาจเกิดจากการตีบตันหรือการแตกของหลอดเลือดในสมอง

  3. โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease): ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดในไตเสื่อมสภาพ ส่งผลให้การทำงานของไตลดลงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรัง

  4. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease): ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดในร่างกายส่วนปลาย เช่น ขาและเท้า เกิดการตีบตัน ซึ่งสามารถนำไปสู่การตัดขาหรือเท้าในกรณีที่รุนแรง

  5. ตาบอดจากโรคจอตาเสื่อม (Retinopathy): ความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในดวงตา ทำให้เกิดโรคจอตาเสื่อม ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น

การดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง


  1. การปรับพฤติกรรมการกิน: ลดการบริโภคเกลือและอาหารที่มีโซเดียมสูง เน้นการบริโภคผักผลไม้และอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย อโวคาโด และผักใบเขียว

  2. การออกกำลังกาย: ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เช่น การเดินเร็ว วิ่ง หรือว่ายน้ำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

  3. การควบคุมน้ำหนัก: รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะน้ำหนักที่เกินสามารถเพิ่มความดันโลหิตได้

  4. การลดความเครียด: ใช้วิธีการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ การฝึกโยคะ หรือการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบเพื่อลดความเครียด

  5. การใช้ยา: ในบางกรณีแพทย์อาจจำเป็นต้องสั่งยาลดความดันโลหิต ซึ่งผู้ป่วยควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ข้อมูลข้างต้นอ้างอิงจาก:

 


 

"ตรวจก่อนลดเสี่ยง เลี่ยงได้"


แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคหัวใจ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก


ตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

กิจกรรมบำบัด สำคัญอย่างไรสำหรับเด็กๆ (The Benefits of Occupational Therapy)

พัฒนาประสาทสัมผัสองค์รวมของเด็ก ด้วยกิจกรรมบำบัด



กิจกรรมบำบัดคืออะไร? 

กิจกรรมบำบัดเป็นการบำบัดรักษา เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยส่งเสริมด้านพัฒนาการ เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ และดำเนินชีวิตได้เต็มศักยภาพ โดยกิจกรรมบำบัดให้ความสำคัญกับ


  1. การกระตุ้นประสาทสัมผัสองค์รวม sensory integration ที่ประกอบไปด้วย
    1. การมองเห็น (Visual System)
    2. การได้ยิน (Auditory System)
    3. การรับสัมผัสทางผิวหนัง (Tactile System)
    4. การได้กลิ่น (Olfactory System)
    5. การรับรส (Gustatory System)
    6. การรับรู้ท่าทางของร่างกายผ่านข้อต่อ (Proprioception)
    7. การทรงตัว (Vestibular)

  2. การกระตุ้นพัฒนาการข้องกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่
  3. การกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา
  4. การกระตุ้นการรับรู้ทางด้านสติปัญญาและสมาธิ

โดยกิจกรรมบำบัดจะช่วยให้เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้นโดย



สังเกตพฤติกรรมลูก เป็นแบบนี้บ่อยๆ แก้ได้ด้วย กิจกรรมบำบัด


พัฒนาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประสาทสัมผัส กล้ามเนื้อ ภาษา และสมาธิ มีส่วนสำคัญต่อการทำกิจวัตรของเด็กเป็นอย่างมาก หากส่งผลให้การแสดงออกบางอย่างที่เราพบเห็นได้จากกิจวัตรประจำวันของเขา สามารถเป้นตัวช่วยบ่งบอกได้ว่า ลูกเราอาจกำลังต้องการ“กิจกรรมบำบัด” ที่จะมาช่วยด้านพัฒนาการของเขาให้ดียิ่งขึ้นได้ โดยผู้ปกครองสามารถสังเกตุจากพฤติกรรมง่ายๆ ดังนี้


  1. เด็กแสดงออกถึงความลำบากในการหยิบจับวัตถุชิ้นเล็ก เช่น การติดกระดุม
  2. แสดงออกในพฤติกรรม ที่ชอบผลักหรือแตะผู้อื่นแรงๆ โดยไม่มีเหตุผล
  3. มีการรับรู้ตำแหน่งของร่างกายได้ไม่ดีนัก ทำให้เดินชนคน ชนของ กะระยะไม่คล่อง
  4. การกะน้ำหนัก การออกแรงต่างๆ เช่น เขียนหนังสือแรงหรือเบาเกินไป
  5. ไม่สามารถเลียนแบบท่าทาง หรือเคลื่อนไหวตามไม่ค่อยได้
  6. มีอาการกลัวเมื่ออยู่บนเครื่องเล่นต่างๆ ที่ทำให้เท้าลอยจากพื้น
  7. ไม่ชอบอยู่นิ่ง มีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ชอบใช้มือลูบหรือสัมผัสตามเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซ้ำๆ
  8. มีความรู้สึกไวต่อแสง เสียงที่มีระดับปกติ หรือมีการรับรู้ต่อกลิ่น รสชาติมากหรือน้อยผิดปกติ
  9. แสดงอาการเจ็บปวดต่อการบาดเจ็บมากเกินไป หรือไม่ค่อยรับรู้ต่อการบาดเจ็บที่เกิดกับตัวเอง
  10. หลีกหนีการถูกสัมผัสบริเวณใบหน้าและช่องปาก
  11. มักจะชอบเล่นของเล่นเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่รู้จักการปรับเปลี่ยนวิธีเล่น
  12. มีลักษณะงุ่มง่าม ไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ ทำเกินขั้นตอนบ้าง ทำผิดขั้นตอนบ้าง
  13. ไม่ยอมเริ่มต้นทำกิจกรรมด้วยตนเอง หรือ ต้องให้คนอื่นบอกเพื่อจะหยุดกิจกรรมนั้นๆ
  14. การใช้ร่างกายซีกซ้าย ขวา ไม่ประสานกัน เช่น การผูกเชือกรองเท้า การขีดเส้นโดยใช้ดินสอกับไม้บรรทัด
  15. มีปัญหาในการลอกข้อความที่เห็นจากกระดานหรือจากหนังสือลงสมุด
  16. มีความสับสนในทิศทาง ซ้าย ขวา บน ล่าง
  17. มีความสับสนในตัวเลข ตัวอักษร และมีปัญหาในการแยกเสียงและคำ


ห้องกิจกรรมบำบัด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


เด็ก ๆ จะได้รับการ ประเมินพัฒนาการ โดยนักกิจกรรมบำบัดเพื่อเลือกสรรกิจกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนา เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของเด็ก ๆ


เสริมความสนุกไปพร้อมกับสร้างการพัฒนาการและสมาธิที่ดีของเด็ก ๆ


"อุ่นใจ" เรื่องพัฒนการเด็ก ให้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ดูแลนะคะ

 

เลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพยังไง ให้ใช่สำหรับคุณ (How to Choose your Health Checkup Package)

เทคนิคการเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพ...ที่ใช่สำหรับคุณ



ปัญหาเรื่องสุขภาพอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการช่วยหาสาเหตุของโรคหรือความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้ถึงสภาพร่างกายว่าเป็นปกติดีหรือไม่ ซึ่งการตรวจสุขภาพแต่ละบุคคลมีปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่แตกต่างกัน เมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพทุกครั้ง แพทย์จะมีการตรวจร่างกายทั่วไปก่อนเสมอ เช่น ดูน้ำหนัก ความสูง ประเมินภาวะอ้วนและผอม ตรวจดูระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ตลอดจนซักถามข้อมูลของผู้รับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นอายุ ประวัติของคนในครอบครัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อคัดกรองความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงของโรคเบื้องต้นได้


ใครบ้างที่ควรตรวจสุขภาพ

  1. กลุ่มเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0-18 ปี)
  2. กลุ่มวัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี)
  3. กลุ่มวัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป

การตรวจสุขภาพแต่ละช่วงวัยควรตรวจสุขภาพอย่างไร


กลุ่มเด็กและวัยรุ่น อายุ 0 – 18 ปี

  1. ตรวจเช็กสุขภาพทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ทุกครั้งที่มาตรวจพัฒนาการและรับการฉีดวัคซีนในวัยรุ่นควรเช็กด้วย BMI ด้วย
  2. ได้รับวัคซีนที่เหมาะสมตามช่วงวัย
  3. ตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการ
    – ตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยเครื่องมือ OAE ภายใน 6 เดือนหลังคลอด
    – ตรวจเลือด เพื่อค้นหาภาวะซีด ในทารกแรกเกิดและให้การดูแลรักษาภาวะซีดเพื่อป้องกันไม่ให้ IQ ต่ำ ช่วงอายุ 6 – 12 / 3 – 6 ปี / ช่วงวัยรุ่น (หญิง)
  4. ตรวจคัดกรองพัฒนาการ
    – ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และเล็ก
    – ด้านการใช้ภาษาและการสื่อสาร
    – ด้านการช่วยเหลือตัวเองและการเข้าสังคม
    – ด้านสติปัญญาและจริยธรรม
  5. ค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงตามวัย
    – การปล่อยปละละเลยจนเสี่ยงอันตราย
    – ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์
    – ปัญหาการเรียน ติดเกม เครียด
    – ปัญหาครอบครัว เรื่องเพศ ยาและสารเสพติด
  6. ส่งเสริมสุขภาพด้านอื่นเพื่อการเจริญเติบโตที่เหมาะสม
    – ดูแลช่องปากและฟัน

    – การมีโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกายที่เหมาะสม มีผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

กลุ่มวัยทำงาน อายุ 18 – 60 ปี

  1. ตรวจรายการทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง BMI และวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  2. ตรวจสายตา อายุระหว่าง 40 – 60 ปี ควรตรวจวัดสายตา 1 ครั้ง
  3. การตรวจคัดกรองมะเร็งที่จำเป็น
    – มะเร็งเต้านม อายุ 30 – 39 ปี ควรตรวจทุก 3 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจทุกปี ควรคลำเต้านมด้วยตนเอง หากมีความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
    – มะเร็งปากมดลูก อายุ 30 – 65 ปี ควรตรวจทุก 3 ปี
    – มะเร็งลำไส้ใหญ่ อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจอุจจาระทุกปี
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    – ตรวจหาภาวะซีด อายุ 18 – 60 ควรตรวจหาภาวะซีด 1 ครั้ง เพื่อให้การดูและรักษาที่เหมาะสม
    – ตรวจหาเบาหวาน อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 3 ปี ถ้าตรวจเจอเร็วจะรักษาได้เร็ว ป้องกัน และชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
    – ตรวจหาไขมันในเลือด อายุ 20 ปีขึ้นไปควรตรวจทุก 5 ปี ช่วยคัดกรอง และป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
  5. แบบประเมินสภาวะสุขภาพของคนวัยทำงานที่จำเป็น สามารถคัดกรองได้ด้วยตนเอง หรือ บุคลากรสาธารณสุข โดยใช้แบบประเมิน ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด การติดบุหรี่ สุรา ยาและสารเสพติด เพื่อให้รับคำปรึกษาและการดูแลที่เหมาะสม

กลุ่มวัยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

  1. ตรวจร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง BMI และวัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  2. ตรวจสายตา อายุ 60 – 64 ปี ตรวจทุก 2 – 4 ปี อายุ 65 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการมองไม่เห็น
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น
    – ตรวจปัสสาวะ ควรตรวจทุกปี เพื่อคัดกรองความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
    – ตรวจหาภาวะซีด ควรตรวจทุกปี เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป
    – ตรวจหาไขมันในเลือด ควรตรวจทุก 5 ปี
    – ตรวจหาเบาหวาน ควรตรวจทุกปี
    – ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต ควรตรวจทุกปี เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติของไต
  4. ตรวจคัดกรองมะเร็ง
    – มะเร็งปากมดลูก ตรวจทุก 3 ปีจนถึงอายุ 65 ปี
    – มะเร็งเต้านม ตรวจทุกปีจนถึงอายุ 69 ปี
    – มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจอุจจาระทุกปี
  5. ประเมินสภาวะสุขภาพในผู้สูงอายุ
    – ภาวะโภชนาการ เพื่อลดภาวะทุพโภชนาการ และได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม
    – ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาติ
    – ความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหัก
    – ภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต
    – ภาวะซึมเศร้า เพื่อคัดกรองภาวะซึมเศร้า และได้รับการวินิจฉัยช่วยเหลือที่ถูกต้องและเหมาะสม

ปัญหาผิว หลังสงกรานต์ ซ่อมยังไงดี (Guide for post-holiday skin care)


เมื่อพูดถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็บ่งบอกได้ถึงกิจกรรมกลางแจ้งสุดสนุกสนานที่ทุกคนชื่นชอบ เตรียมพร้อมอุปกรณ์ ปืนฉีดแล้วออกไปลุยกับความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ กับแสงแดดอันร้อนแรง และปาตี้ข้ามวัน แล้วหลังจากนั้นล่ะ เพราะบอกได้เลยว่าหลังจากความสนุกสุดเหวี่ยงนี้ จะตามมาด้วยความล้าของทั้งร่างกายและผิวอย่างแน่นอน

การเลือก Drip Vitamin หรือวิตามินบำบัด จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีในการส่งเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายและผิวหนัง มีความกระปรี้กระเปร่า สดใส พร้อมกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสดชื่น


วิตามินบำบัด หรือ Drip Vitamin เหมาะกับใคร?

วิตามินบำบัด หรือ Drip Vitamin เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารเป็นกรณีพิเศษ เพราะการรับประทานอาหารเสริมอย่างเดียวอาจจะไม่พอ การให้สารอาหารโดยตรงทางกระแสเลือด เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันโรค และฟื้นฟูคุณภาพของเซลล์ได้เป็นอย่างดี ส่งผลลัพธ์ได้จากภายในสู่ภายนอก 


โปรแกรม วิตามินบำบัด หรือ Drip Vitamin ที่ วัฒนแพทย์ ตรัง


1.สูตร Liver Detox

เหมาะกับคนที่ต้องเผชิญสารพิษเยอะ ทั้งจากอากาศ และ มลภาวะในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงสายปาร์ตี้ คอแอลกอฮอล์ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคตับมากกว่าใครเพื่อน วิตามิน Liver Detox จะช่วยขับสารพิษจากร่างกาย ทำให้ตับสะอาดและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


2.สูตร Immune Booster

เป็นสารละลายเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยบำรุงม้าม และตับ ให้ทำงานขับสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง และช่วยขจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย


3.สูตร Brightening Skin

ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และบรรเทาหวัดและโรคภูมิแพ้


 


การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความสนุกสนานและความประทับใจ แต่อย่าลืมดูแลสุขภาพและผิวของเราอย่างเหมาะสมเสมอ เพื่อให้เรามีประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ประทับใจและมีความสุขอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้ปัญหาผิวและความเหนื่อยล้ามาทำร้ายความสนุกของคุณได้นะคะ

รักษาข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องผ่าตัดด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP (PRP Injection for knee osteoarthritis)


ปวดเข่าเพราะข้อเข่าเสื่อม

หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อม เจ็บบริเวณข้อเข่า ปวดเข่า อาการเหล่านี้เป็นปัญหาส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันเป็นอย่างมาก โดยอาการข้อเข่าเสื่อมเป็นอาการที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนบนผิวข้อเข่า ทำให้บริเวณผิวข้อไม่เรียบหรือหากมีน้ำหล่อเลี้ยงในเข่าลดลง เมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย เดินหรือขยับขาที่ต้องมีการเคลื่อนไหวที่เข่า ก็จะเกิดการเสียดสีระหว่างข้อเข่า ทำให้เกิดเสียงดังในข้อเข่าและมีอาการเจ็บหรือปวดที่ข้อเข่า โดยอาการเหล่านี้ทำให้เคลื่อนไหวได้ลำบากและหากเป็นเรื้อรังข้อเข่าจะบวมอักเสบและมีน้ำขังในข้อ อาจมีข้อเข่าผิดรูป หรือข้อเข่ายึดติดทำให้เหยียดหรืองอขาไม่ได้


ทางเลือกในการรักษา หรือลดอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม

ปัจจุบันการรักษาอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อมนั้นมีหลายหลายวิธี ผู้ป่วยสามารถปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมและตอบโจทย์วคามต้องในการรักษาอาการปวดเข่าที่เหมาะสมที่สุด โดยขึ้นอยู่กับระดับของอาการด้วยโดยมีทั้งการทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือเฉพาะเพราะบรรเทาอาการปวดข้อเข่า ทั้งการใช้ยาเพื่อรักษาอาการ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม และกับวิธีการรักษาหรือลดอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อมอย่าง การใช้การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)

  1. การทำกายภาพบำบัด ด้วยวิธีการที่เหมาะสมสามารถช่วยเสริมกล้ามเนื้อของเข่า และการเสริมกล้ามเนื้อที่รอบข้อเข่า เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของข้อเข่าและช่วยบรรเทาอาการปวดข้อเข่าได้
  2. การใช้ยารักษาอาการปวดข้อเข่า การใช้ยาต้านการอักเสบ เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบในข้อเข่า
  3. ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมที่มีคุณสมบัติเหมือนน้ำเลี้ยงข้อเข่าตามธรรมชาติเข้า โดยฉีดไปในข้อเข่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหล่อลื่นและช่วยดูดซับแรงกระแทกมากขึ้น
  4. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาข้อเข่าเสื่อม โดยการผ่าตัดที่ตัดผิวข้อส่วนที่เสื่อมออกแล้วทดแทนข้อเข่าเทียม
  5. การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)  เป็นการการฉีดเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง เพื่อรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม

รักษาข้อเข่าเสื่อม ด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP

PRP (PLATELET RICH PLASMA) เป็นการการฉีดเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง เข้าไปยังจุดที่ต้องการรักษาหรือฟื้นฟู โดยเกล็ดเลือดจะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆ ให้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บหรือฉีกขาด และยังมี Growth Factors ที่จะเป็นตัวกระตุ้นกระบวนรักษา ที่ทำได้ทั้งการสมานแผลหรือ ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจน กระตุ้นการเติบโตและการแบ่งเซลล์ ซึ่งสามารถช่วยซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดของข้อเข่าที่เสื่อมสภาพได้

โดย PRP จะเป็นการนำเลือดมาปั่น เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง โดยจะเป็นการนำเลือดของตัวเองมาผ่านกระบวนการปั่นเพื่อแยกชั้นของพลาสม่า (Plasma) และข้างในนั้นจะมีเกล็ดเลือด (Platelet) ที่จะใช้ในการฉีดอยู่ และจากการศึกษาและการใช้ PRP ในการรักษาผู้ป่วยที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าได้ผลดีและมีผลข้างเคียงต่ำ เนื่องจากเป็นสารสกัดจากเลือดของผู้ป่วยเอง


แพ็กเกจเกจฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP รักษาอาหารปวดจากข้อเข่าเสื่อม

ราคาเริ่มต้น 7,900 บาท


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โทร. 075 205 555 ต่อ 1900


PRP นวัตกรรมการรักษาและฟื้นฟู ด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet Rich Plasma Injection How It Works)

รู้จักกับ PRP หรือ PLATELET RICH PLASMA



PRP (PLATELET RICH PLASMA) เป็นการการฉีดเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง เข้าไปยังจุดที่ต้องการรักษาหรือฟื้นฟู โดยเกล็ดเลือดจะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆ ให้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บหรือฉีกขาด และยังมี Growth Factors ที่จะเป็นตัวกระตุ้นกระบวนรักษา ที่ทำได้ทั้งการสมานแผลหรือ ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจน กระตุ้นการเติบโตและการแบ่งเซลล์

โดย PRP จะเป็นการนำเลือดมาปั่น เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง โดยจะเป็นการนำเลือดของตัวเองมาผ่านกระบวนการปั่นเพื่อแยกชั้นของพลาสม่า (Plasma) และข้างในนั้นจะมีเกล็ดเลือด (Platelet) ที่จะใช้ในการฉีดอยู่ และจากการศึกษาและการใช้ PRP ในการรักษาผู้ป่วยที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าได้ผลดีและมีผลข้างเคียงต่ำ เนื่องจากเป็นสารสกัดจากเลือดของผู้ป่วยเอง


การทำ PRP หรือ PLATELET RICH PLASMA เหมาะกับใคร

PRP มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ทั้งด้าน การรักษาอาการบาดเจ็บของของกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น ข้อ ทั้งในนักกีฬาและใช้ในการรักษาผู้ป่วย ทั้งใช้กับการฟื้นฟูเซลล์ผิว โดยแพทย์ผิวหนังมีการใช้ PRP เพื่อให้ผิวหน้ากระจ่างใส กระชับรูขุมขน กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจน รวมไปถึงการฉีดบริเวณศีรษะเพื่อบรรเทาอาการผมร่วง ผมบาง เป็นต้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาและฟื้นฟูเซลล์จากภายในโดยใช้เกล็ดเลือดของตัวเอง เป็นการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง


สามารถใช้ PRP หรือ PLATELET RICH PLASMA รักษาอะไรได้บ้าง

เนื่องจาก PRP อุดมไปด้วยโปรตีนที่ช่วยในการกระตุ้นเซลล์ให้เกิดการซ่อมแซม กระตุ้นการหายของแผล ลดการอักเสบ กระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจน รวมไปถึงการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง โดยมีตัวอย่างการใช้สำหรับการรักษาทั้งผิวหน้า และปัญหาผม ดังนี้

  1. PRP เพื่อรักษาผิวหน้า แก้ปัญหาผู้ที่มีความยืดหยุ่นของผิวน้อย มีรอยคล้ำใต้ตา มีร่องแก้ม รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยตามส่วน ต่างๆ ของใบหน้า ทั้งหน้าผาก หว่างคิ้วหรือหางตา ผิวหย่อนคล้อย ผู้ที่มีแผลเป็น เป็นสิว รอยดำจากสิว ฝ้า กระ ผิวหน้าแห้งกร้าน
  2. PRP เพื่อรักษาปัญหาผม แก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง ด้วยการชะลออาการผมร่วง บำรุงเซลล์รากผมให้แข็งแรง และกระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม
  3. PRP เพื่อรักษาปัญหาเอ็น ข้อ และกล้ามเนื้อ แก้ปัญหาเอ็นอักเสบเรื้อรัง (Chronic Tendinitis) เช่น บริเวณ เอ็นข้อศอก, เอ็นหน้าเข่า, เอ็นร้อยหวาย, เอ็นฝ่าเท้า, เอ็นข้อเท้า, เอ็นข้อสะโพก เป็นต้น ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อเท้าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ข้อไหล่เสื่อม เป็นต้น และกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (Myofacial pain)

รู้จักการทำ PRP ทำอย่างไร ถึงจะมาเป็นเกล็ดเลือดเข้มข้นให้ฉีดได้


การทำ PRP (PLATELET RICH PLASMA) จะมีอุปกรณ์ในการทำได้แก่ อุปกรณ์เจาะเลือด หลอดใส่เลือดหรือเรียกว่า Tube และเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เจาะเลือดจากข้อพับ ประมาณ 8-10 ซีซี
  2. นำเลือดใส่ในหลอดใส่เลือด หรือเรียกว่า BCT Tube (Blood Cell Therapy) เป็น tube ที่มี Anti-Coagulant หรือสารต้านการแข็งตัวของเลือด โดยใช้เป็น Sodium Citrate (โซเดียมซิเตรท) ซึ่งบรรจุมาในหลอดเรียบร้อยแล้ว และมีค่า pH = 7 มีค่าเป็นกลาง ทำให้ปลอดภัยไม่กระทบต่อคุณภาพของเกล็ดเลือดและไม่เกิดอาการแสบขณะฉีด
  3. นำเลือดมาปั่นเพื่อสกัดผ่านเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นและมี Growth Factor สูง
  4. แยกเกล็ดเลือดที่สมบูรณ์และเข้มข้นออกมา (PRP)
  5. ฉีดเกล็ดเลือด PRP กลับเข้าไปสู่ส่วนต่างๆ ที่ต้องการทำการรักษาและฟื้นฟู เช่น ผิวหน้า บริเวณศีรษะ เป็นต้น

 

การตรวจหานิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone Sceening)

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone)


 

เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อย โดยนิ่วเกิดจากการตกตะกอนของหินปูนหรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี อุบัติการณ์ของคนไข้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีสามารถตรวจพบนิ่วในท่อน้ำดีแบบที่ไม่มีอาการร่วมด้วยได้ 6 – 12% แต่ถ้าอายุมากกว่า 60 ปีอาจพบภาวะนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 20 – 25%

โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่สามารถเกิดขึ้นได้และมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา  ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบได้ตั้งแต่อายุ 30 – 50 ปี อาจพบอาการที่น่าสงสัย ได้แก่ ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ปวดใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา พบอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ถ้ามีนิ่วในถุงน้ำดีไหลตกลงไปที่ท่อน้ำดีและเกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน โดยในผู้สูงอายุมักพบภาวะนี้เพิ่มขึ้น


 

การตรวจอัลตร้าซาวด์บริเวณช่องท้องส่วนบน (Upper abdomen) สามารถตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดีได้

 

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy)

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง HBOT



เทคโนโลยีการรักษาและบำบัดโดยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy หรือ HBOT) เป็นการรักษาผู้ป่วยด้วยการให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ขณะอยู่ในห้องปรับความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงมากกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติ โดยในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์ ระดับของเม็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้นทันที ตามขนาดความดันของความกดดันของบรรยากาศ ออกซิเจนจะทำการจับกับเม็ดเลือดแดงได้อย่างดีและละลายอยู่ในเลือดสูงกว่าปกติถึง 20 เท่า จึงสามารถแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจนและออกฤทธิ์โดยลดการบวมของเนื้อเยื่อ ช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมบาดแผลการสร้างเส้นเลือดใหม่ ช่วยเม็ดเลือดขาวกำจัดและทำลายเชื้อโรค



โดยการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง HBOT มีประสิทธิภาพในการรักษาและบำบัดอาการหรือโรคได้มากมาย

  1. รักษาการอุดตันของหลอดเลือดจากฟองอากาศหรือฟองก๊าซ (Air or Gas Embolism) ช่วยลดขนาดของฟองอากาศ ช่วยให้เนื้อเยื่อที่ขาดออกซิเจนกลับฟื้นคืนมา
  2. รักษาการเป็นพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซค์ และการสำลักควันไฟ เพื่อกำจัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกจากฮีโมโกลบินและเนื้อเยื่อให้เร็วขึ้น เพิ่มออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อที่ขาดออกซิเจน
  3. รักษาการติดเชื้อคลอสทริเดียม(Clostridium) และกล้ามเนื้อตาย
  4. รักษาแผลฉกรรจ์จากอุบัติเหตุและบาดเจ็บของเนื้อยื่อเนื่องจากการถูกบดขยี้ทำให้บริเวณที่ขาดเลือดได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น ลดอาการบวม
  5. รักษาโรคลดความกดหรือโรคน้ำหนีบ ภาวะสมองขาดเลือดจากการอุดตันของก๊าซไนโตรเจนในนักดำน้ำโดยจะช่วยลดขนาดของฟองก๊าซในเนื้อเยื่อและตามอวัยวะต่างๆ
  6. รักษาภาวะขาดเลือดแดงไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ การอุดตันของหลอดเลือดแดงกลางจอตา กระตุ้นการสมานแผลหายยาก เช่น แผลเบาหวาน, แผลจากการกดทับ, แผลจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี
  7. รักษาโลหิตจางอย่างรุนแรง ช่วยให้เนื้อเยื่อที่ขาดออกซิเจนหรือขาดเลือดมาเลี้ยงได้รับออกชิเจนมากขึ้น และทำให้ออกซิเจนละลายได้มากขึ้น
  8. รักษาฝีภายในกะโหลกศีรษะ ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายมีกลไกในการป้องกันตัวดีขึ้น และลดการบวมบริเวณสมองได้
  9. รักษาการติดเชื้อที่แผล และการติดเชื้อที่ทำให้เกิดเนื้อตาย ทำให้สภาพแผลดีขึ้น หายได้เร็วขึ้น
  10. รักษาการติดเชื้อของกระดูกชนิดที่รักษาด้วยวิธีปกติไม่ได้ผล โดยเพี่มออกซิเจนในบริเวณกระดูกที่ติดเชื้อ ช่วยเสริมฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษา
  11. รักษาเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บภายหลังได้รับรังสี ช่วยเสริมสร้างหลอดเลือดใหม่ ในบริเวณที่เกิดความผิดปกติจากการฉายรังสี และบริเวณเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน
  12. รักษาการปลูกถ่ายผิวหนัง และเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง กระตุ้นให้มีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่
  13. รักษาบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จำกัดการสูญเสียน้ำในเนื้อเยื่อ ส่งเสริมให้มีการซึมผ่านของเนื้อเยื่อซึ่งทำให้แผลปิดเร็วขึ้น และลดอาการบวม
  14. รักษาโรคหูดับฉับพลันที่ไม่ทราบสาเหตุ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการได้ยิน ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการฉับพลัน



หน้าหลักนักลงทุนสัมพันธ์ (Welcome Investor Relations)

 

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง จำกัด(มหาชน) หรือ "WPH" ซึ่งเป็นชื่อย่อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นธุรกิจ โรงพยาบาลขนาดกลางในประเทศไทย ในเชิงรายได้ และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในหมวดธุรกิจการแพทย์ บริษัทมีสินทรัพย์รวมกว่า 539.33 ล้านบาท ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2560 ปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลักคือ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง คลินิกอินเตอร์เนชั่นแนล และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ในปี 2561 บริษัทได้มุ่งมั่น พัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพในการรักษาพยาบาล ทั้งทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและคุณภาพในการรักษา การวินิจฉัยโรคที่เป็น มาตรฐานสากล รวมถึงความพร้อมและศักยภาพในการดูแลรักษา ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาตรฐานนานาชาติ

ข้อมูลราคาหลักทรัพย์ (Stock Information)

มะเร็งตับ ไม่ใช่สายดื่มหนักก็เสี่ยง (Liver Cancer Risk Factors)

โรคมะเร็งตับ กับการดื่มแอลกอฮอล์



โรคมะเร็งตับ

เป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งที่เกิดในผู้ชายไทย โดยมักพบในคนอายุ 30-70 ปี และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า เนื่องจากเพศชายมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ


มะเร็งตับจากการดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์จัดจะนำไปสู่การเกิดภาวะตับอักเสบ และตับแข็ง จากนั้นก็เกิดเป็นโรคมะเร็งตับตามมา แต่สำหรับคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์จัดจะนำไปสู่มะเร็งตับได้เลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น การที่เราจะเป็นมะเร็งตับได้นั้นก็ใช่ว่าจะต้องเป็นคนที่ดิ่มแอลกอฮอล์เป็นประจำแต่เพียงเดียว เพราะยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งตับนี้ได้


มะเร็งตับมีกี่ชนิด ?

  1. มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ ที่พบบ่อยคือ
    1. เกิดจากเซลล์เนื้อตับ ซึ่งพบบ่อยที่สุด
    2. เกิดจากเซลล์บริเวณท่อน้ำดี
  1. มะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ คือ มะเร็งตับที่เกิดจากการแพร่กระจายมาจากมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งรังไข่ โดยกระจายมาที่เนื้อตับในเวลาต่อมา 

สาเหตุของมะเร็งตับ, มะเร็งเซลล์ตับ 

  1. ไวรัสตับอักเสบบีและซี
  2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  3. สารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) หรือเชื้อราที่อยู่ในถั่วลิสงที่อับชื้น, พริกแห้ง, กระเทียม และหัวหอมเป็นต้น
  4. ไขมันพอกตับ

สาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดีของเนื้อตับ

1.สาเหตุที่พบเจอได้บ่อย เกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

ซึ่งเป็นพยาธิที่มีการปนเปื้อนอยู่ในอาหารประเภท ของหมักดอง ปลาร้า ปลาดิบ เนื้อดิบ อาหารสุกๆ ดิบๆ โดยพยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารจะอาศัยและชอนไชไปตามท่อน้ำดีที่อยู่ในเนื้อตับ เนื่องจากในท่อน้ำดีจะมีสารอาหารซึ่งเป็นที่ต้องการของพยาธิใบไม้ บางครั้งพบว่าพยาธิใบไม้มักจะไปอุดตันในท่อน้ำดี ก่อให้เกิดอาการตัวเหลืองหรือตาเหลือง

2.การได้รับสารไนโตรซามีน (Nitrosamine)

ซึ่งเป็นสารพิษที่พบได้ในอาหารจำพวก ปลาร้า ปลาส้ม หรือแหนม เป็นต้น หรืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ผสมดินประสิว เช่น ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อเค็ม และปลาเค็ม เป็นต้น  และอาหารรมควัน เช่น ไส้กรอกรมควัน ปลารมควัน จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สาเหตุอันดับต้นๆ ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งตับในประเทศไทย คือ “การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี” ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากติดต่อจากแม่มาสู่ลูก แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ คือ “การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”


อาการและอาการแสดง

  1.  ระยะแรก - ไม่แสดงอาการใด ๆ
  2.  อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง
  3.  จุกเสียดท้อง ท้องอืด
  4.  อาการปวดชายโครงด้านขวา
  5.  ตัวเหลือง ตาเหลือง
  6.  ท้องโตขึ้น มีน้ำในช่องท้อง
  7.  ขาบวม มีน้ำในเยื่อหุ้มปอด
  8.  อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ


"มะเร็งตับ" ตรวจก่อน ลดเสี่ยง เลี่ยงได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งตับสามารถทำได้โดยการอัลตร้าซาวด์ผ่านทางช่องท้อง และ/หรือ ร่วมกับการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ AFP (Alpha fetoprotein) โดยแนะนำให้ตรวจทุกๆ 6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ดังนี้

  1. ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรัง
  2. ผู้ชายที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
  3. ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
  4. ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นมะเร็งตับ
  5. ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะตับแข็ง
  6. ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และตรวจพบว่ามีพังผืดในตับ

มะเร็งไม่รอ ตรวจก่อน รักษาได้ ที่ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคมะเร็งฮิต หญิง และชาย



 

 

โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก ภัยร้ายช่วงหน้าร้อน (Heat Stroke)

“ โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก “ รับมืออย่างไรเมื่ออากาศร้อนจัด



“โรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก” ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ หากได้รับการรักษาที่ล่าช้า อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้


อาการของโรคลมแดด

  1. ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงถึง 40 องศา
  2. ไม่มีเหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก
  3. หายใจถี่ ชีพจรเต้นแรง
  4. ปวดศีรษะ หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ
  5. อ่อนเพลีย คลื่นไส ้อาเจียน

การป้องกันโรคลมแดด

  1. ดื่มน้ำดับกระหาย ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  2. ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
  3. ใช้ครีมกันแดด SPF 15 และไม่ควรทาครีมกันแดดหนาจนเกินไป
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด หรือ การเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
  5. งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์

หากพบผู้มี “อาการโรคลมแดด” ขอให้รีบนำเข้าที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้นอนราบยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียน ถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้น คลายชุดชั้นใน ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น น้ำแข็งประคบตามซอกคอ หน้าผาก รักแร้ ขาหนีบร่วมกับใช้พัดลมเป่า เพื่อระบายความร้อนและลดอุณหภมิร่างกายให้ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุด หากไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด


 ฉุกเฉิน "อุ่นใจ" ให้วัฒนแพทย์ดูแล


เมนูอาหาร (Food Menu)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ประกาศเจตนารมณ์ ต่อต้านคอร์รัปชัน (Wattanapat Hospital Trang COLLECTIVE ACTION AGAINST CORRUPTION)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ประกาศเจตนารมณ์ เข้าร่วม CAC

COLLECTIVE ACTION AGAINST CORRUPTION

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งใน แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน ของภาคเอกชนไทย


 


 

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครื่อ มุ่งมั่นที่จะสร้างและรักษาวัฒนธรมองค์กรที่ยึดมั่นว่า การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งการกระทำธุรกรรมกับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน โดยประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตโปร่งใส ยึดมั่นในความรับผิดชอบ

ต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมุ่งมั่นที่จะป้องกันและต่อต้านการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้เข้าร่วมประกาศจตนารมณ์เป็นแนวร่วมปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยจัดให้มีนโยบายและแนวปฏิบัติ มาตรการป้องกันและมีบทกำหนดโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางที่กำหนดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตลอดจนปลูกฝังวัฒนธรมองค์กร ให้กรรมการ ผู้บริหาร

และพนักงานทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด


 

 

นวดกระตุ้นน้ำนม ช่วยให้แม่มีน้ำนมได้จริงมั้ย (Lactation massage for breastfeeding)


คุณแม่หลังคลอดกับปัญหาน้ำนมไหลน้อย

ปัญหาน้ำนมไหลน้อยอาจเกิดมาจากสาเหตุต่างๆ ทั้งจากความอ่อนเพลียหลังคลอด หรือคุณแม่พักผ่อนน้อยเกินไป คุณแม่ไม่สบาย มีความวิตก กังวล หงุดหงิด หรือเครียด การเริ่มต้นให้นมลูกน้อยในช่วงหลังคลอดช้าเกินไปก็มีส่วน หรือหากคุณแม่มีอาการเต้านมอักเสบ หรือเต้านมบอด ทำให้น้ำนมน้อย ไหลได้ไม่ดี

ซึ่งโดยส่วนมากแล้วการที่น้ำนมไหลไม่ดีมักมีสาเหตุมาจากอาการเต้านมคัดตึง เต้านมอักเสบ เต้านมเป็นฝี ท่อน้ำนมอุดตัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมไหลออกมาน้อย


การนวดกระตุ้นน้ำนม ช่วยกระตุ้นให้คุณแม่มีน้ำนมได้จริงมั้ย

การนวดกระตุ้นน้ำนม หรือเปิดท่อน้ำนม เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยกระตุ้นให้น้ำนมของคุณแม่ไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ทารกสามารถดื่มนมได้เต็มที่ มีน้ำนมไหลออกมอย่างเพียงพอ การนวดเปิดท่อ เป็นการนวดเพื่อช่วยเปิดให้ท่อน้ำนมที่คั่งค้าง เนื่องมาจากปัญหาเต้านมคัดตึง เต้านมอักเสบ เต้านมเป็นฝี ท่อน้ำนอุดตัน การนวดเต้านมจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมแม่สามารถไหลเวียนออกมาได้ดีขึ้น

โดยวิธีการที่จะช่วยในกระตุ้นการไหลของน้ำนม หรือแก้ปัญหาการอุดตันของเต้านมมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีคือ

  1. การนวดกระตุ้นน้ำนม
  2. การอัลตร้าซาวด์เปิดท่อน้ำนม

การนวดกระตุ้นน้ำนม

เป็นการช่วยลดอาการแข็งตึงของเต้านม และกระตุ้นการสร้างน้ำนม รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมีการระบายที่สะดวกขึ้น (Breast massage) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด พร้อมยังช่วยลดความตึงตัวบริเวณเต้านมได้ โดยคุณแม่สามารถนวดได้ด้วยตัวเองแต่แต่ช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 35 สัปดาห์เป็นต้นไป เพื่อเป็นการเตรียมเต้าก่อนคลอดโดยการนวดเต้า มีส่วนช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมสะสมมากเพียงพอที่จะใช้หลังคลอด รวมกับการนวดหลังคลอดที่จะเป็นการช่วยสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาน้ำนมไหลน้อย ไม่ค่อยไหล

โดยการนวดกระตุ้นน้ำนมจะเป็นการนวดควบคู่ไปกับการประคบร้อนเพื่อช่วยเรื่องการไหลเวียนได้ดีขึ้น หากคุณแม่ที่สนใจนวดด้วยตนเอง สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนง่าย ๆ ตามนี้ได้ลเยค่ะ

4 ท่านวดเต้า น้ำนมไหลดี คุณแม่ทำได้

  1. ท่าที่ 1 นวดเป็นรูปก้นหอยไล่ตั้งแต่ฐานนมออกมารอบๆ เต้า
  2. ท่าที่ 2 ใช่มือ 2 ข้าง นาบเต้านม มือข้างหนึ่งอยู่ใต้ฐานนมและมืออีกข้างหนึ่งอยู่บนเนินอกจากนั้นใช้มือลูบไล้จากเต้าลงไปที่หัวนม
  3. ท่าที่ 3 ใช้นิ้วโป้งลูบไล้จากเต้าไปหัวนมโดยมีมือประคองเต้าอยู่
  4. ท่าที่ 4 นำนิ้วโป้ง และนิ้วชี้ลูบไล้ ไล่จากเต้าลงมาบรรจบกันที่หัวนม

การนวดเพื่อเปิดท่อน้ำนมด้วยตัวเองนั้นคุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะสังเกตอาการของตนเองด้วยว่า มีอาการปวดเต้านมเต้านมบวม มีไข้ หรือครั่นเนื้อครั่นตัวหรือไม่หากมีอาการดังที่กล่าว ให้หยุดนวดและปรึกษาแพทย์ก่อน

 


การอัลตร้าซาวด์เปิดท่อน้ำนม

การใช้คลื่นอัลตร้าซาวนด์เปิดท่อน้ำนมโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงไปยังเนื้อเยื่อที่ต้องการรักษา ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและเกิดเป็นพลังงานความร้อน ทำให้รู้สึกอุ่นๆ ในเต้านม คลื่นอัลตร้าซาวน์ สามารถกระตุ้นให้น้ำนมไหลโดยใช้ความแรงของคลื่นเบาและเคลื่อนที่รอบๆ เต้านม ส่วนกรณีที่ใช้กับการรักษาการอุดตันของท่อน้ำนม จะใช้ความแรงของคลื่นที่สูงกว่าและเน้นในบริเวณที่มีอาการ โดยใช้เวลาในการทำข้างละประมาณ 15 นาที

ข้อดีของอัลตราซาวนด์เปิดท่อน้ำนม

  1. ไม่เจ็บปวด 
  2. ใช้เวลาไม่นานในการรักษา
  3. เร่งกระบวนการซ่อมสร้างเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ 
  4. เพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อและการไหลเวียนเลือด 
  5. กระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้นในบริเวณเต้านมที่ทำการอัลตราซาวนด์ 
  6. ลดอาการปวดจากภาวะท่อน้ำนมอุดตัน 
  7. ช่วยให้ท่อน้ำนมขยายออก 
  8. กระตุ้นให้ท่อน้ำนมที่อุดตันสลายได้ง่ายขึ้น

แพ็กเกจกระตุ้นน้ำนมสำหรับคุณแม่ "คลอดแล้วอุ่นใจ ให้วัฒนแพทย์ดูแลต่อ"

แพ็กเกจตรวจสุขภาพ Health Checkup Package (Health Checkup Package)

 


สิทธิประโยชน์ Mother Club Card (Mother Club Card Benefits )

คิดจะท้อง คิดถึงวัฒนแพทย์ "ดูแลมากกว่าแค่คลอด" กับสิทธิประโยชน์ Mother Club Card



บัตรเดียวอยู่ สำหรับคุณแม่และลูกน้อย



สิทธิพิเศษสำหรับคุณแม่

  1. ฟรี Consult  (สายด่วน / Telemedicine)
  2. รับส่วนลด ในหมวดค่าห้อง ค่ายา ค่าตรวจทางห้องปฎิบัติการ 15%  ตลอดระยะเวลาที่กำหนด (ตั้งแต่วันที่ทำการคลอด – 31 ธันวาคม 2568)
  3. รับสิทธิ์ซื้อแพ็กเกจสำหรับคุณแม่ในราคาพิเศษ 
    1. นวดกระตุ้นเต้านม ในราคา 790 บาท
    2. นวดเปิดท่อน้ำนม ในราคา  1,390 บาท
    3. ตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูก ในราคา 990 บาท
    4. โปรแกรม Vitamin Drip ฟื้นฟูคุณแม่ หลังให้นมบุตร  1  ครั้ง 1,599 / คอร์ส 4 ครั้ง 5,999 

สิทธิพิเศษสำหรับลูกน้อย

  1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธ์ 1 เข็ม
  2. รับส่วนลด ในหมวดค่าห้อง ค่ายา ค่าตรวจทางห้องปฎิบัติการ 15%  ตลอดระยะเวลาที่กำหนด (ตั้งแต่วันที่ทำการคลอด – 31 ธันวาคม 2568)
  3. รับสิทธิ์ซื้อแพ็กเกจสำหรับลูกค้า ในราคาพิเศษ
    1. แพ็กเกจวัคซีนและตรวจพัฒนาการเด็ก ตามอายุ 2 เดือน-1 ปี ชุด 1 / 2   ในราคา 7,599 / 7,999 บาท
    2. แพ็กเกจวัคซีนแพ็กเกจวัคซีนและตรวจพัฒนาการเด็ก  ตามอายุ 1-4 ปี  ในราคา 8,999 บาท

แพ็กเกจราคาพิเศษสำหรับคุณแม่




 


แพ็กเกจวัคซีนราคาพิเศษสำหรับลูกน้อย

โรคไต และศูนย์ไตเทียม (Kidney and Hemodialysis Center)

ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการฟอกเลือด ล้างไต ด้วยเครื่องมือที่สะอาด ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ป่วยไตวายทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่อบอุ่น สะดวกสบาย และปลอดภัย โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมโรคไต และทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คอยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด


พร้อมฟอกไตด้วยเทคโนโลยี Online Hemodiafiltration ที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยโรคไตดีขึ้น ภาวะติดเชื้อลดลง และลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
✅ แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัว
✅เพลิดเพลินได้มากกว่าเดิม ด้วยจอทีวี พร้อมหูฟัง
✅ ได้รับการดูแลจากพยาบาลวิชาชีพโดยเฉพาะ
บริการฟอกไตด้วยวิธี Online Hemodiafiltration (Online HDF)
ราคา 3,300 บาท (รวมค่าบริการทางการแพทย์)




ล้างไตออนไลน์ : Online Hemodiafiltration (OL-HDF) คืออะไร? คลิ๊ก


ทำไมผู้สูงวัย จึงควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบ High Dose (High dose flu vaccine)


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้สูงอายุ

เพราะผู้สูงวัยนับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงกว่าคนวัยหนุ่มสาว โดยจากสถิติพบว่า ผู้สูงวัยเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น รวมถึงมักเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้มากกว่า


ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงวัยเสี่ยงอาการหนักหรือเสียชีวิตเมื่อได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงวัยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

1. ภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย (Immunosenescence)
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกที่ป้องกันและช่วยกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ เสื่อมถอยหรือลดน้อยลงตามอายุที่มากขึ้นเมื่อผ่านพ้นวัยหนุ่มสาว ซึ่งจะมีผลกระทบที่ชัดเจนกับคนในช่วงวัย 60 ปีขึ้นไป โดยยิ่งสูงวัยมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสป่วยจากการติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งพบได้ว่าในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาดจะมีผู้สูงอายุที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น
 


2. โรคประจำตัว (Underlying disease)
ผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน และโรคมะเร็ง หากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนสูง เช่น เกิดไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต


3. ภาวะเปราะบางและความอ่อนแอในผู้สูงอายุ (Frailty)
ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายซึ่งอยู่ระหว่างกลางของความสามารถในการทำงานได้กับภาวะไร้ความสามารถ และอยู่ระหว่างความมีสุขภาพดีกับความเป็นโรค นับเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและพบมากในผู้สูงอายุ เมื่อผู้สูงอายุติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ พบว่า 10% ของผู้สูงอายุจะสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองด้านกิจวัตรประจำวัน และจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น รวมทั้ง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่นอนโรงพยาบาลยังไม่สามารถกลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติภายใน 1 ปี


ทั้งนี้ 50%-70% ของผู้ที่ต้องนอน รพ. และยังพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้บ่อย จนทำให้เกิดความสูญเสียทางสุขภาพ คุณภาพชีวิต ไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดย85% ของผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด High Dose ทางเลือกใหม่ของผู้สูงวัย

ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยจะเป็นชนิด 4 สายพันธุ์ แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ปัจจุบันมีวัคซีนอีกทางเลือกหนึ่ง คือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ชนิด High Dose


 


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ชนิด High Dose คืออะไร?

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ชนิด High Dose เป็นวัคซีนเชื้อตายที่มีข้อบ่งใช้สำหรับการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และลดการนอนโรงพยาบาลจากปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัดใหญ่ ในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป โดยมีการนำมาใช้แล้วนานกว่า10 ปีในประเทศสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ซึ่งประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น มีดังนี้

  • 1.มีปริมาณแอนติเจนในการกระตุ้นภูมิเพิ่มขึ้น 4 เท่า
  • 2.มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นจากขนาดปกติ (Standard Dose) ถึง 24 %
  • 3.สามารถลดอัตราความเสี่ยงในการนอน รพ. จากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ คือ
  • 4.จากการเกิดปอดอักเสบ ลดเพิ่มขึ้นอีก 27.3%
  • 5.จากโรคหัวใจและระบบหายใจ ลดเพิ่มขึ้นอีก 17.9%
  • 6.จากไข้หวัดใหญ่ ลดเพิ่มขึ้นอีก 11.7%
  • 7.จากสาเหตุทั้งหมดที่เกี่ยวกับการติดเชื้อไขหวัดใหญ่ ลดเพิ่มขึ้นอีก 8.4% 

อาการข้างเคียงและวิธีการดูแลผู้สูงวัยหลังได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังคงพบอาการข้างเคียงได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและยอมรับได้ และอาการจะหายไปในระยะเวลา 2-3 วัน ปัจจุบันมีการใช้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด High Dose ไปแล้วมากกว่า 202 ล้านโดสทั่วโลก และมีการติดตามความปลอดภัยในผู้ใช้วัคซีนทั่วโลก พบว่าไม่มีข้อกังวลทางด้านความปลอดภัย


สำหรับปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุดหลังได้รับวัคซีน คือ อาการปวดบริเวณที่ฉีด ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และรู้สึกไม่สบาย โดยจะเกิดขึ้นภายใน 3 วันแรกหลังการฉีดวัคซีน และปฏิกิริยาหลักๆ ที่เกิดขึ้นจะหายไปได้ภายใน 3 วัน

โรคไข้เลือดออก (Dengue fever)

ไข้เลือดออก (Dengue fever) รู้จักอาการและการรักษา


ยุงลายวายร้ายไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก (Dengue fever) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยที่ผู้เป็นไข้เลือดออกแรก ๆ อาจไม่มีการแสดงอาการใด ๆ จนกระทั้งเริ่มมีไข้สูง มากปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน มีจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง ไข้เลือดออกรุนแรงอาจทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ช็อก และเสียชีวิต ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

อาการของโรคไข้เลือดออก ต้องระวัง

ในผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกครั้งแรก 90% มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเริ่มแรกที่ไม่รุนแรงคล้ายและเหมือนไข้หวัดธรรมดา โดยจะเริ่มมีอาการใน 4-10 วัน ซึ่งเป็นระยะที่พ้นระยะฟักตัวของไวรัสไปแล้ว และสิ่งที่น่ากลัวในโรคไข้เลือดออกนี้คือ ถ้าหากเราเป็นโรคไข้เลือดออกเป็นครั้งที่ 2 และเป็นการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่ต่างสายพันธุ์ที่เป็นในครั้งแรก อาการของโรคไข้เลือดออกในครั้งที่ 2 อาจพัฒนาไปสู่การเป็นโรคไข้เลือดออกรุนแรงได้เลย โดยอาการไข้เลือดออกแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

 



ระยะไข้สูง (Febrile phase)

เป็นระยะที่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีมีไข้สูงลอยแบบเฉียบพลัน 39-40 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 2-7 วัน โดยมีอาการคล้ายไข้หวัดแต่ไม่มีอาการไอและไม่มีน้ำมูก และมักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ ระยะไข้สูงมีอาการดังต่อไปนี้

  • 1.ปวดศีรษะ หน้าแดง
  • 2.ปวดเบ้าตา ปวดรอบกระบอกตา
  • 3.คลื่นไส้ อาเจียน
  • 4.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • 5.เบื่ออาหาร
  • 6.ปวดข้อ หรือปวดกระดูก
  • 7.มีจ้ำเลือด หรือผื่นแดงขึ้นที่บริเวณผิวหนังร่างกาย
  • 8.อาจมีอาการปวดท้อง (บริเวณชายโครงขวา) กดเจ็บบริเวณลิ้นปี่

ระยะวิกฤต (Critical phase)

เป็นระยะที่ 2 ของโรคไข้เลือดออกหรือประมาณ 3-7 วันหลังระยะไข้สูง ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าสู่ระยะนี้ ระยะวิกฤตเป็นระยะที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด เนื่องจากอาจเกิดภาวะช็อกจากไข้สูง หรือช็อกจากอาการเลือดออกที่อวัยวะภายในที่เกิดจากสารน้ำในหลอดเลือดรั่วไหลออกนอกหลอดเลือด เช่น น้ำเหลืองรั่วไหลไปยังช่องปอด ตับ หรือช่องท้อง ทำให้ความดันโลหิตต่ำ ชัก หมดสติ และหัวใจหยุดเต้นที่นำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด ระยะวิกฤตมีอาการดังต่อไปนี้

  • 1.ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • 2.คลื่นไส้ อาเจียนอย่างต่อเนื่อง เบื่ออาหาร
  • 3.ภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • 4.เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล
  • 5.ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • 6.มีจ้ำเลือด หรือจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง
  • 7.หายใจลำบาก หายใจถี่เร็ว
  • 8.อาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย
  • 9.เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย มีอาการซึม
  • 10.มือเท้าเย็น ตัวเย็น
  • 11.มีเหงื่อออกตามตัว
  • 12.ปัสสาวะน้อย
  • 13.ชีพจรเบาเร็ว
  • 14.ประจำเดือนมามาก หรือมานานผิดปกติ (ในเพศหญิง)
  • 15.ภาวะช็อกจากอาการขาดน้ำหรือเสียเลือด ที่มักเกิดขึ้นใน 3-8 วันหลังจากที่มีไข้สูงลอย
  • 16.ไข้ลดลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 18.เลือดออกในทางเดินอาหาร
  • 19.ความดันโลหิตไม่สม่ำเสมอ วัดชีพจรไม่ได้ หรือความดันโลหิตลดต่ำในผู้ที่มีอาการรุนแรง
  • 20.ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือภาวะช็อก
  • 21.อาจเสียชีวิต

ระยะฟื้นตัว (Recovery phase)

เป็นระยะสุดท้ายของการเป็นไข้เลือดออก ผู้ที่ผ่านพ้นระยะไข้สูงที่ไม่ได้เข้าสู่ระยะวิกฤต หรือผู้ที่ผ่านพ้นระยะวิกฤตมาแล้ว 1 - 2 วันจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว เป็นช่วงที่ร่างกายค่อย ๆ ฟื้นตัว อาการต่าง ๆ ของโรคไข้เลือดออกค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ เส้นเลือดกลับมาทำงานตามปกติ โดยหากสังเกตเห็นผื่นแดงสาก ๆ เป็นวงสีขาวขึ้นตามร่างกายแสดงว่ากำลังจะหายจากโรค เป็นระยะที่มีความปลอดภัย ระยะฟื้นตัวมีสัญญาณดังต่อไปนี้

  • 1.อาการทั่วไปดีขึ้นตามลำดับ
  • 2.ไข้ลดลง อุณหภูมิร่างกายเป็นปกติ
  • 3.ชีพจรเต้นแรงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • 4.ปัสสาวะออกมากขึ้น
  • 5.ภาวะตับโตลดลงภายใน 1-2 สัปดาห์
  • 6.อยากรับประทานอาหารมากขึ้น
  • 7.มีผื่นสีแดงเล็ก ๆ สาก ๆ เป็นวงสีขาวขึ้นตามร่างกาย

ไข้เลือดออก เป็นซ้ำได้หรือไม่?

ตลอดชีวิต มนุษย์สามารถติดเชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ซ้ำได้หลายครั้ง โดยหากเคยติดเชื้อสายพันธ์ใดสายพันธ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิตแต่จะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีในอีก 3 สายพันธุ์ทีเหลือหรือมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่นเพียงชั่วคราว โดยอาการของโรคไข้เลือดออกจะทวีความรุนแรงขึ้นในการเป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 2, 3 หรือ 4


การป้องกัน ไข้เลือดออกมีวิธีการอย่างไร?

  • 1.ป้องกันตนเองไม่ให้ยุงกัด เช่น การทายากันยุง สวมใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และสวมถุงเท้า หรือการใส่เสื้อผ้าที่มีการเคลือบสารกันยุง
  • 2.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันยุง (Mosquito repellents) ที่มีส่วนผสมของสาร DEET เพื่อป้องกันยุง
  • 3.กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเฉพาะบริเวณน้ำนิ่งและน้ำขัง ทั้งในและรอบบริเวณบ้าน ใช้ฝาปิดครอบภาชนะหรือถังขยะ
  • 4.ปิดหน้าต่างไม่ให้ยุงเข้า ติดมุ้งลวดที่ประตู หรือนอนในมุ้งลวดเพื่อกันยุง
  • 5.การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก 4 สายพันธุ์ ชนิดใหม่ (New 4 serotype dengue fever vaccine) ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันไวรัสเดงกีรุ่นล่าสุดที่ถูกพัฒนาให้สามารถป้องกันได้ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยสามารถเข้ารับการฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4-60 ปี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นปกติ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุตั้งแต่ 4 ปี ขึ้นไป สามารถพาบุตรหลานและทุกคนในครอบครัวเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งที่มีวัคซีนไว้คอยบริการ

วัคซีนไข้เลือดออก

ในปัจจุบัน ไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้โดยการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันไวรัสเดงกีที่ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 ปี-60 ปี ทั้งในคนที่เคยเป็น หรือไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนโดยไม่จำเป็นเจาะเลือดหาภูมิต้านทาน วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก 4 สายพันธุ์ ชนิดใหม่ เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ถึง 80.2% ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคไข้เลือดออกซ้ำ และช่วยป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 90.4%


การปฐมพยาบาลไข้เลือดออกเบื้องต้น มีวิธีการอย่างไร?

  • 1.ทานยาแก้ปวด ลดไข้กลุ่มพาราเซตามอน หรือ ยาอะเซตามีโนเฟน ห้ามทานยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยากลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เพราะอาจทำให้มีเลือดออกมากขึ้น
  • 2.จิบน้ำเกลือแร่โอ อาร์ เอส (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง
  • 3.เช็ดตัวเป็นระยะด้วยน้ำอุ่น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
  • 4.ทานอาหารอ่อน อาหารที่ย่อยง่าย และดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
  • 5.หมั่นสังเกตอาการ หากมีไข้ขึ้นสูง และไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด ควรรีบพบแพทย์

ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน วัฒนแพทย์ ตรัง (WPH Emergency Services)

EMS หน่วยปฏิบัติการ การแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง | โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง


 


มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบของผู้หญิง (Ovarian Cancer)

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบของผู้หญิง สังเกตอาการจากอะไรได้บ้าง



มะเร็งรังไข่ คือ การที่มีเซลล์มะเร็งไปเจริญเติบโตอยู่ในรังไข่ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในสตรีที่ทำหน้าที่ในการผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง การวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ คุณหมอจะต้องทำการตรวจภายในและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ซึ่งถ้าหากคลำพบก้อนที่ปีกมดลูกส่วนใหญ่จะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ รู้ถึงหน้าตาและลักษณะของก้อนนั้นๆ


โดยทั่วไปมะเร็งรังไข่จะมีด้วยกันอยู่ 4 ระยะ โดยแบ่งระยะของมะเร็งรังไข่ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 คือตัวมะเร็งอยู่เฉพาะแต่ในรังไข่
  • ระยะที่ 2 คือตัวมะเร็งมีการกระจายในอุ้งเชิงกราน
  • ระยะที่ 3 คือตัวมะเร็งมีการแพร่กระจายในช่องท้อง
  • ระยะที่ 4 คือตัวมะเร็งมีการกระจายไปที่เนื้อตับหรืออวัยวะอื่นๆ นอกช่องท้อง

อาการที่ต้องสังเกต

1.ท้องอืด ท้องเฟ้อ

คนส่วนใหญ่จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะในช่องก่อนมีประจำเดือน หรือหลังจากกินอาหารมื้อใหญ่ แต่หากท้องอืดท้องเฟ้อบ่อย หรือท้องอืดทุกวัน อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งรังไข่ โดยอาการอาจมีตั้งแต่ท้องอืดธรรมดาไปจนถึงท้องอืดรุนแรง และอาการอาจแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป


 

2.ปวดหรือมีแรงกดที่บริเวณอุ้งเชิงกราน

การปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน ลักษณะคล้ายปวดประจำเดือน ไม่ว่าจะปวดแค่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือปวดทั่วบริเวณอุ้งเชิงกราน เป็นอาการที่พบบ่อยใน มะเร็งรังไข่ ระยะแรก โดยปกติผู้หญิงจะมีอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน แต่หากเลยช่วงนั้นไปแล้ว อาการปวดยังคงอยู่ และรู้สึกเหมือนมีแรงกดบริเวณอุ้งเชิงกราน คุณควรไปพบคุณหมอ


 

3.รู้สึกอิ่มเร็ว

ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่หลายคนให้ข้อมูลว่า พวกเธอรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังจากกินอาหาร และอาจมีความรู้สึกนี้ระหว่างมื้ออาหาร รวมถึงอาจมีแก๊สและอาการอาหารไม่ย่อยร่วมด้วย นอกจากนี้ บางคนอาจน้ำหนักลดโดยที่ไม่ได้พยายามลดน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นอาการของโรคมะเร็งรังไข่ที่รุนแรงขึ้น


 

4.ปัสสาวะบ่อย

อาการปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปวดปัสสาวะต้องรีบไปห้องน้ำทันที อาจเกิดขึ้นในผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่ระยะเริ่มแรก เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น กระเพาะปัสสาวะถูกเนื้องอกกดทับ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดจากเนื้องอกบางประเภท


 

5.การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง

การขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แค่สัญญาณที่สำคัญที่สุดของโรคมะเร็งลำไส้ แต่ยังเป็นอาการของ มะเร็งรังไข่ ด้วย เมื่อการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย เนื้องอกในลำไส้และในช่องท้อง อาจเป็นเหตุให้ลำไส้อุดตัน จนทำให้มีอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ


 

6.เจ็บหรือปวดเวลามีเพศสัมพันธ์

ความเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรือภาวะปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) อาจเกิดขึ้นเนื่องจากมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ ยังเป็นอาการที่พบบ่อยของภาวะอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน โดยปกติแล้วจะปวดข้างเดียว ซึ่งอาการปวดจะคล้ายกับการปวดประจำเดือน และอาจเกิดขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์หรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์ก็ได้ การปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ไม่เพียงแค่เป็น สัญญาณและอาการของมะเร็งรังไข่ แต่ยังเป็นเหตุให้อารมณ์และความสัมพันธ์แย่ลงได้ด้วย


 

7.ปวดหลัง

อาการปวดอาจเกิดขึ้นที่บริเวณหลังส่วนล่างหรือหลังด้านข้าง ช่วงระหว่างซี่โครงและสะโพก โดยจะรู้สึกเหมือนปวดประจำเดือน ทั้งที่ไม่ได้ยกของหนัก หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้ปวดหลัง


 

8.น้ำหนักลด หรือน้ำหนักขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุ

งานวิจัยพบว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ที่น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นโรคมะเร็งบางชนิด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หมายถึง น้ำหนักลดลง 5% ของน้ำหนักตัวภายในเวลา 6-12 เดือน นอกจากนี้ ยังอาจเกิดขึ้นเพราะรู้สึกอิ่มเร็ว ไม่อยากอาหาร ดังนั้น ถ้าน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรไปพบคุณหมอ


 

9.ความอ่อนเพลีย

ความอ่อนเพลียเป็นอาการที่พบบ่อย โดยความอ่อนเพลียจากโรคมะเร็ง หรือโรค มะเร็งรังไข่ มีแนวโน้มว่าจะแตกต่างจากความเหนื่อยในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความอ่อนเพลียจะไม่ดีขึ้นด้วยการนอนหลับอย่างเพียงพอ หรือการดื่มกาแฟ นอกจากนี้เซลล์มะเร็งสามารถทำลายเซลล์ที่ดีในร่างกาย ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลีย


การตรวจและวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่

การตรวจมะเร็งรังไข่เพียงวิธีเดียวอาจไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเนื้อร้ายมะเร็งหรือไม่ ดังนั้นแพทย์อาจต้องอาศัยการตรวจหลายวิธีร่วมกัน ดังนี้


  • 1. ตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นวิธีแรกๆ ที่แพทย์อาจใช้ในการตรวจคัดกรอง เนื่องจากสามารถมองเห็นความผิดปกติภายนอกได้ชัดเจน สามารถคลำก้อนเนื้อด้านในและกดดูว่ามีอาการเจ็บหรือไม่ ช่วยให้ง่ายต่อการวินิจฉัย นอกจากการตรวจภายในจะสามารถให้ข้อมูลได้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ไหม ยังสามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกไปพร้อมกันได้อีกด้วย


  • 2. อัลตราซาวด์

การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound) คือการใช้คลื่นอัลตราซาวด์สร้างภาพอวัยวะภายในขึ้นมาเพื่อดูความผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้อ ซีสต์ และถุงน้ำ


  • 3. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography scans: CT scans) เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ปล่อยลงไปในช่องท้อง เพื่อสร้างภาพระหว่างช่องท้องกับกระดูดเชิงกรานขึ้นมาให้แพทย์ตรวจสอบ


  • 4. ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging: MRI) เป็นการถ่ายภาพอวัยวะภายในร่างกายเช่นกันกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ MRI จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุ MRI สามารถแยกระหว่างก้อนเนื้อที่ผิดปกติกับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ได้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ในระยะแรกๆ (ขนาดเนื้องอก 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป) โดยปกติ เครื่อง MRI สามารถใช้ตรวจความผิดปกติของอวัยวะภายในได้หลายอย่าง เช่น สมอง หัวใจ ปอด ช่องท้อง กระดูกสันหลัง ตับ ไต รังไข่ มดลูก ข้อต่างๆ เป็นต้น


  • 5. ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง CA-125

ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่หลายคนอาจมีโปรตีน CA-125 อยู่ในเลือดจำนวนมาก การตรวจพบโปรตีนชนิดนี้จึงอาจเป็นข้อมูลประกอบคำวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ ส่วนมากโปรตีนชนิดนี้จะสูงในผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่ระยะแรกๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นมะเร็งรังไข่จะมีโปรตีนชนิดนี้สูง โปรตีนชนิดนี้อาจพบได้ในคนที่กระดูกเชิงกรานอักเสบด้วยเช่นกัน ดังนั้นการตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ 100% ว่าเป็นมะเร็งรังไข่


  • 6. ตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy)

การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กเก็บเอาตัวอย่างชิ้นเนื้อไปเข้าห้องปฎิบัติการเพื่อหาสัญญาณของโรคมะเร็งโดยการตรวจชิ้นเนื้อมักเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะทำเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย


การรักษา

  • 1.การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเพื่อนำเอาก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ ออก หรืออาจรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง
  • 2.การใช้เคมีบำบัด เป็นการใช้ยาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง เคมีบำบัดมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น การใช้ยาเม็ด ยาฉีดเข้าเส้นเลือดหรือผ่านสายเข้าในช่องท้อง
  • 3.การใช้รังสีรักษา (มีการใช้รักษาแต่น้อยในมะเร็งรังไข่) เป็นการใช้รังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง การใช้รังสีอาจเป็นการฉายรังสีจากภายนอกร่างกายและฉายตรงเข้าสู่ร่างกาย
  • 4.การให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) เป็นการรักษาโดยการใช้ยาหรือสารอื่นๆ ที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งและก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ใช้ในการรักษามะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม

ทั้งนี้ความสำเร็จจากการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็ง หากไม่ทำการรักษาเซลล์มะเร็งอาจลุกลามไปที่บริเวณช่องท้องหรืออวัยวะอื่นในร่างกายได้


การป้องกันโรคมะเร็งรังไข่

  • 1.ดูแลการรับประทานอาหารที่ปลอดสารก่อมะเร็งและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาภูมิต้านทานในร่างกายให้ดีอยู่เสมอ
  • 2.ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่สามารถตรวจจับมะเร็งรังไข่ได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ ผู้หญิงทุกคนจึงควรตรวจภายในและพบสูตินรีแพทย์เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวหรือญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งรังไข่ตั้งแต่อายุยังน้อย

ร่วมงานกับเรา (job)

 

 

 

 

อาการแพ้อาหารในเด็ก เรื่องเล็กๆที่ไม่ควรละเลย (Food allergies in babies and young children)

เมื่อลูกน้อยอายุ 4-6 เดือน เป็นวัยที่ควรได้รับอาหารเสริมนอกเหนือจากนมแม่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจมีความกังวลเรื่องการแพ้อาหารในเด็กเล็ก ไม่มั่นใจว่าลูกแพ้อาหารอะไรบ้าง? เพราะอาจเสี่ยงต่ออาการรุนแรงที่ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทางคลินิกเด็กวัฒนแพทย์ ตรัง จึงเตรียมความพร้อมเพื่อลดความกังวลเหล่านี้ ด้วยการทดสอบการแพ้อาหารในเด็ก


เด็กแพ้อาหาร ตรวจภูมิแพ้ในเด็ก


อาการแพ้อาหารในเด็ก สามารถแบ่งออกได้หลายแบบ เช่น

  • แบ่งตามอาการที่แสดงตามอวัยวะของร่างกาย
  • ผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ ผื่นเม็ดทรายที่ผิวหนัง
  • ทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก ถ่ายมีมูกปนเลือด เป็นต้น
  • ทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก นอนกรน หายใจเสียงดังเหมือนมีเสมหะ หลอดลมตีบแคบ เป็นต้น
  •  แบ่งตามเวลาที่แสดงอาการ
  • แสดงอาการแบบฉับพลัน คือ มีอาการแพ้ทันทีหลังรับประทานอาหาร ภายใน 2-6 ชั่วโมง ถ้ามีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น มีผื่นลมพิษขึ้นทั้งตัว หน้าแดง รอบปาก รอบตาบวมแดง หลอดลมตีบ อาจรุนแรงถึงขั้นความดันโลหิตต่ำ หมดสติ และเสียชีวิตได้ แต่ในกรณีที่ไม่รุนแรงมากอาจมีอาการเพียงระบบใดระบบหนึ่ง เช่น เป็นผื่นเม็ดทรายขึ้นตามตัว มีน้ำมูกหรือคัดจมูก เป็นต้น
  • แสดงอาการแบบล่าช้า คือ อาการแพ้อาหาร หลังรับประทานอาหารไปแล้วมากกว่า 12-24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นอาการทางระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก เช่น มีอาเจียน หรือมีท้องเสียอุจจาระมีมูกหรือเลือดปน เป็นต้น

อาหารที่เด็กๆ มักมีอาการแพ้

ได้แก่ นมวัว ไข่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วชนิดต่างๆ และอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู หอย ปลา เป็นต้น


อยากรู้ว่าลูกแพ้อาหารอะไรบ้าง

หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกแพ้อาหาร เบื้องต้นควรมาพบแพทย์ เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากแพทย์สงสัยว่าแพ้อาหารชนิดไหน สามารถทำการทดสอบด้วยวิธีสะกิดผิว (Skin Prick Test) หรือการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับการแพ้ที่จำเพาะต่ออาหารชนิดนั้นๆ (Allergy Screening Blood Test)


การสะกิดผิวหนัง หรือ Skin Prick Test คืออะไร?

คือ การนำสารสกัดของอาหารที่สงสัยว่าแพ้มาสะกิดที่ผิวหนัง สังเกตดูอาการนูนแดงที่ 15-20 นาที โดยการตรวจวิธีนี้เด็กต้องหยุดยาแก้แพ้ต่างๆ อย่างน้อย 7 วันก่อนทำการทดสอบ หากมีลักษณะนูนแดงและสัมพันธ์กับอาหารและเวลาที่กิน แสดงว่าแพ้อาหารชนิดนั้น


ทดสอบภูมิแพ้โดยการเจาะเลือด (Allergy Screening Blood Test)

การทดสอบเลือดในโรคภูมิแพ้ สามารถทดสอบได้ในผู้ที่ไม่สามารถทดสอบทางผิวหนังแบบสะกิดได้ หรือมีอาการแพ้อย่างรุนแรงต่อสารที่จะทำการทดสอบ และยังทดสอบในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนได้ โดยการเจาะเลือดหาภูมิต่อต้านสารก่อภูมิแพ้

ประกาศเรื่องการทำลายแฟ้มเวชระเบียน ประจำปี 2566 (Announcement of Medical Record Disposal 2023)

ประกาศเรื่องการทำลายแฟ้มเวชระเบียน ประจำปี 2566


โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จะมีการทำลายเวชระเบียนที่ขาดการติดต่อกับโรงพยาบาล เกิน 10 ปี (รับบริการครั้งล่าสุด ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2557) โดยจะมีการทำลาย ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566

หากท่านใดที่เคยมีประวัติการรักษากับโรงพยาบาล ในช่วงเวลาดังกล่าว และมีความประสงค์ที่จะเก็บประวัติการรักษาของท่านไว้สามารถนำบัตรประชาชน มาติดต่อขอเก็บประวัติ การรักษา ได้ที่ แผนกเวชระเบียน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566


ประกาศเรื่องการทำลายแฟ้มเวชระเบียน ประจำปี 2565 (Announcement of Medical Record Disposal 2022 )

ประกาศทำลายเวชระเบียน ประจำปี 2565


 เนื่องด้วยทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จะมีการทำลายเวชระเบียนที่ขาดการติดต่อกับโรงพยาบาล เกิน 10 ปี คือ รับบริการครั้งล่าสุด ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งจะเริ่มมีการทำลาย ในวันที่ 1 กันยายน 2565

หากท่านใดที่เคยมีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาดังกล่าว และมีความประสงค์ที่จะเก็บประวัติการรักษาของท่านไว้ สามารถนำบัตรประชาชนมาติดติอขอแก็บประวัติการรักษาต่อได้ที่แผนกเวชระเบียน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2565


 

สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม รู้ก่อนรักษาได้ที่วัฒนแพทย์ (Breast cancer)

มะเร็งเต้านม สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย


แม้ว่า มะเร็งเต้านม จะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับ 1 ก็ตาม แต่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและเข้ารับการรักษาได้ทันเวลา ก็สามารถหายขาดจากโรคได้ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมักไม่มีอาการเริ่มแรกแสดงให้เห็น อาจคลำพบเพียงก้อนเนื้อบริเวณเต้านมหรือใต้รักแร้  อาจกดเจ็บหรือไม่ก็ได้ ผู้หญิงหลายคนจึงมองข้ามคิดว่าเป็นเรื่องปกติ จนโรคมะเร็งร้ายลุกลามมากแล้ว จึงค่อยตัดสินใจพบแพทย์ ส่งผลให้การรักษาล่าช้าและอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้


 สัญญาณเตือนที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองมีดังนี้

  1. คลำพบก้อนเนื้อบริเวณเต้านมหรือใต้รักแร้
    สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านเป็นประจำ โดยก้อนเนื้อที่พบอาจจะกดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ผู้หญิงทุกคนควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังรอบเดือนหมด ประมาณ 1 สัปดาห์
  2. ขนาดหรือรูปร่างของเต้านมเปลี่ยนไป
    แม้ปกติเต้านมทั้ง 2 ข้างอาจมีขนาดและรูปร่างที่ต่างกันบ้าง แต่การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิม จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันหากเกิดโรคร้ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  3. ผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม
    หรือบวมหนาเหมือนเปลือกส้มรวมถึงสีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ละเอียด เนื่องจากอาจเป็นอาการของเซลล์มะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
  4. มีน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม
    โดยเฉพาะหากพบว่าน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลนั้นมีสีคล้ายเลือด และออกจากหัวนมเพียงรูเดียว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเต้านมโดยละเอียด
  5. อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือผิวหนังของเต้านมอักเสบ
    หากมีอาการเจ็บเต้านมโดยที่ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน หรือพบว่าผิวหนังรอบๆ เต้านมบวมแดงอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อคลำพบก้อนเนื้อร่วมด้วย อย่าละเลยว่าเป็นเรื่องธรรมดาเด็ดขาด
  6. ผื่นคันบริเวณเต้านมรักษาแล้วไม่หายขาด
    ผื่นคันอาจเกิดขึ้นที่หัวนมหรือบริเวณเต้าส่วนใหญ่ เริ่มต้นเป็นเพียงผื่นแดงแสบๆ คันๆ แม้จะรักษาโดยแพทย์ผิวหนังแล้วยังไม่หายขาดจนกลายเป็นแผลตกสะเก็ดแข็ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมอีกครั้ง เนื่องจากอาจเกิดจากเซลล์มะเร็งลามขึ้นมาที่ผิวหนังด้านบนบริเวณหัวนมหรือเต้านมแล้ว


 ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม โดยมีปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงมากมาย ทั้งอายุ พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การป้องกันที่ดีคือหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกายและเต้านมสม่ำเสมอ หากพบสัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

มะเร็งชนิดไหนผู้ชายเสี่ยงเป็นมากกว่า (3 Most Common Cancers in Men)

โรคมะเร็งร้ายแรง ที่ผู้ชายเสี่ยงที่สุด 3 อันดับ


 

     โรคมะเร็ง ถือเป็นโรคยอดฮิตมีอัตราการเสียชีวิตสูง และยังเป็นโรคที่ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการ โรคมะเร็งเกิดจากร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้ หรือ เป็นเซลล์ที่ไม่รู้จักตาย (มีการตายที่ผิดปกติ) รวมถึงความผิดปกติของพันธุกรรม เมื่อควบคุมไม่ได้ก็จะทำให้เซลล์ในกลายพันธุ์และอาจจะกระตุ้นให้เซลล์ชนิดเดียวกันในร่างกายกลายพันธุ์ตามไปด้วย ถึงแม้ปัจจุบันจะมีวิธีการรักษาที่ต้านเชื้อมะเร็งได้ แต่ก็ใช่ว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่จะรอดพ้นจากโรคร้ายแรงนี้
 
     โรคมะเร็งมีโอกาสเกิดขึ้นได้จากทุกสาเหตุ และทุกบริเวณ ดังนั้นคำที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา และ มะเร็งเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นจะได้รับสารก่อมะเร็ง หรือ มีความเสี่ยงหรือไม่ วันนี้พี่หมีมาพร้อมกับความรู้ว่า มะเร็งชนิดไหนที่ผู้ชายเสี่ยงเป็นมากกว่าผู้หญิง อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าเกิดได้ทุกเพศ เพราะฉะนั้นต่อให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรง ออกกำลังกายทุกวัน แต่ถ้าการใช้ชีวิตประจำวันเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายก็หนีไม่พ้น โดยเฉพาะมะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก เรียกได้ว่าเป็นมะเร็ง 3 ชนิดอันดับแรกที่ผู้ชายต้องรับมือ
 


มะเร็งตับ

     มะเร็งตับ ถือเป็นสาเหตุอันดับต้นของมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีกระแสเลือดมาเลี้ยงมากที่สุด และทำให้เกิดมะเร็งชนิดอื่น ๆ มีการกระจายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ จะมีอาการ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ท้องอืด น้ำหนักลด มีอาการปวด หรือ เสียวชายโครงด้านขวา ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นต้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี จะต้องได้รับการดูแล เฝ้าระวังอย่างดี แนะนำทำการตรวจอัลตราซาวด์ตับ หรือ ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ ที่เรียกว่า Alpha-fetoprotein (AFP) ทุก 6 - 12 เดือน หากพบว่ามีความผิดปกติจะได้รับมือทัน
 

มะเร็งต่อมลูกหมาก

     มะเร็งต่อมลูกหมาก เสี่ยงมากสำหรับผู้ชาย และยังเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์ ทำหน้าที่ผลิตน้ำหล่อลื่นที่อยู่ในน้ำอสุจิ หากพบปัญหาความเสี่ยงจะมีอาการ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะติดขัด เป็นต้น แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจเช็คร่างกายสม่ำเสมอ หากมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อจะได้เข้ารีบการรักษามะเร็งในระยะแรก และมะเร็งต่อมลูกหมากนี้มีโอกาสหายได้

มะเร็งปอด

     มะเร็งปอด มีสาเหตุจากเนื้องอกเกิดจากเซลล์ของเนื้อเยื่อในปอดที่มีการแบ่งตัวเร็วผิดปกติ โตได้เร็ว ลุกลามไปสู่อวัยวะข้างเคียง และยังมีการกระจายตัวไปเรื่อย ๆ เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ อย่างเช่น ความบกพร่องที่ซ่อนอยู่ในกรรมพันธุ์ และ ความเสื่อมของเซลล์ สำหรับผู้ชายเกิดจากสารก่อมะเร็งในบุหรี่ สิ่งแวดล้อม หากเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดจะมีอาการไอเรื้อรัง คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ แนะนำให้ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ งดสูบบุหรี่ หรือ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่สร้างความเสี่ยงให้ปอดทำงานหนัก
 
 จะเห็นได้ว่าสาเหตุต่าง ๆ ที่เกิดโรคร้ายแรง หรือ โรคร้าย มักเกิดจากผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็ง พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และยังเกี่ยวข้องกับประวัติของครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้โรคมะเร็งเองในช่วงเริ่มต้น แทบไม่มีอาการแสดงออก จึงสำคัญมากที่จะต้องมีการตรวจคัดกรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุที่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ควรตรวจคัดกรอง เพราะโรคมะเร็งนั้นถ้าตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถรักษาได้ง่ายและมีโอกาสหายที่สูงกว่ามาก

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดไว้กันอะไรได้บ้าง (The benefits of a flu shot)

วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำคัญยังไง แล้วทำไมเราถึงควรฉีด



โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ซึ่งมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ A , B และ C สายพันธุ์ A และ B เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน โดยอาการติดเชื้อมักเริ่มขึ้นในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน (จมูกและคอ) และอาจแพร่กระจายไปยังปอดและหลอดลมได้

โรคไข้หวัดใหญ่มีการแพร่ระบาดได้ตลอดทั้งปีและทุกกลุ่มอายุโดยไม่จำกัดแค่ในเด็กเล็กหรือคนที่มีสุขภาพอ่อนแอเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงก็สามารถติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเป็นพาหะแพร่กระจายเชื้อให้แก่ผู้คนรอบข้างได้ ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแสดงเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรงต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีจำนวนไม่น้อยที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่าทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ ถึงปีละ 250,000 – 500,000 คน ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีประมาณ 50,000 คน ในปีที่มีการระบาดมากจะพบได้ถึง 70,000 คน
ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดปกติ ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีความเสี่ยงต่ออาการโรคประจำตัวกำเริบและภาวะแทรกซ้อน ซึ่งรวมถึงภาวะปอดบวม หลอดลมอักเสบ หรือมีผลกระทบรุนแรงต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาทจนถึงขั้นเสียขีวิตได้


ไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ กับวัคซีนป้องกัน

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ให้แก่ร่างกาย ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A/H1N1 และ A/H3N2 และป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้ 1 ตระกูล การเพิ่มไวรัสสายพันธุ์ B ในวัคซีนอีก 1 ตระกูล ก็จะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่มีการแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1993 ก็มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดในปี ค.ศ. 2012 องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้แนะนำให้เพิ่มไวรัสสายพันธุ์ B เข้าในวัคซีนอีกหนึ่งสายพันธุ์ เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือ Quadrivalent Influenza Vaccine ซึ่งครอบคลุมไวรัส 4 สายพันธุ์ดังต่อไปนี้

  • 1. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1
  • 2. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/ H3N2
  • 3. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ตระกูล Victoria
  • 4. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ตระกูล Yamagata

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ครอบคลุมมากขึ้นจากเดิม


ทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ?

 แนะนำให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ก่อนฤดูที่มีการระบาด (ฤดูฝน และ ฤดูหนาว) และฉีดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่จะลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่นาน การฉีดวัคซีนทุกปีจึงเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูง ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในแต่ละปี

วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน จนถึงผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน


วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์มีประโยชน์อย่างไร?

  • 1.นอกเหนือจากการปกป้องร่างกายจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้ง 4 สายพันธุ์ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังมีประโยชน์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้
  • 2.สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด B ครอบคลุมสายพันธุ์มากขึ้นกว่าเดิม
  • 3.ลดอัตราการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่
  • 4.ลดปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ป่วยเรื้อรัง
  • 5.ลดการใช้ยาปฎิชีวนะ จากภาวะแทรกซ้อนในการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • 6.ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
  • 7.ลดการขาดงานหรือขาดเรียน
  • 8.ลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • 9.ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่

 กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ และควรได้รับการป้องกันด้วยวัคซีน

  • 1.เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี
  • 2.ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
  • 3.หญิงตั้งครรภ์ และ ผู้หญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
  • 4.ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน หัวใจ ปอด ความผิดของตับไต

เรื่องของตาอย่ามองข้าม อาการเริ่มต้นของการเป็นต้อ (First sign of Cataracts Pterygium Glaucoma and Pinguecula)

อาการตามัว มองภาพไม่ชัด ที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุดูจะเป็นเรื่องปกติที่หลายๆ คนไม่ได้ให้ความใส่ใจเท่าที่ควรเพราะคิดว่าท่านแก่แล้ว แต่ในความเป็นจริงอาการตามัวในผู้สูงอายุสามารถป้องกัน และรักษา ทำให้การมองเห็นกลับมาดีขึ้น หรือดีเหมือนเดิมได้ กลุ่มโรคที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี คือ กลุ่มโรคต้อ ประกอบด้วย ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน ต้อกระจก เป็นต้น


 


ต้อลม (Pinguecula) และต้อเนื้อ (Pterygium)

เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน เพราะต้อลมคือ ระยะเริ่มต้นของต้อเนื้อ ลักษณะของต้อลมคือ มีลักษณะนูนๆ สีขาว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของชั้นใต้เยื่อตาขาว มักเกิดได้ทั้งบริเวณหัวตา และหางตา แต่ยังไม่ลุกลามเข้าไปที่ตาดำ แต่หากเป็นมากขึ้นการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุตาจะลามเข้าไปในตาดำ จนกลายเป็นแผ่นเนื้อสีแดง เรียกว่าต้อเนื้อ โดยส่วนที่ยื่นเข้าไปในตาดำนั้นมักจะมีลักษณะคล้ายเนื้อ ซึ่งสาเหตุเกิดจากกรรมพันธุ์ และรังสีUV เป็นหลัก ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเรื้อรังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น แสงแดดซึ่งมีรังสีอัลตราไวโอเลต ฝุ่นละออง ควัน อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรค จึงมักพบโรคนี้ในกลุ่มผู้ที่ต้องทำงานกลางแดด เช่น ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง นอกเหนือจากกลุ่มผู้สูงอายุวิธีการป้องกันง่ายๆ คือ หลีกเลี่ยงแสงแดด ฝุ่นละออง ควัน สวมแว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานซึ่งสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้จริง ปรึกษาจักษุแพทย์ เมื่อมีอาการเคืองตามากไม่ควรซื้อยาหยอดตาใช้เอง เพราะยาบางตัวอาจมีส่วนผสมที่อันตราย ผู้ที่เป็นต้อเนื้อซึ่งลุกลามเข้าไปบนกระจกตาขนาดพอสมควร ปิดบังการมองเห็น หรือทำให้การมองเห็นลดลง แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัด แต่ต้อเนื้อสามารถเป็นซ้ำได้อีกแม้จะผ่าตัดแล้ว ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือการป้องกันการเกิดโรคนั่นเอง


ต้อหิน (Glaucoma)

เป็นโรคตาเรื้อรังที่พบเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการสูญเสียการมองเห็น ผู้ป่วยจะมีอาการสูญเสียลานสายตาโดยเริ่มจากขอบนอกของลานสายตาก่อน และแคบเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดกึ่งกลาง จนกระทั่งสูญเสียลานสายตา จากสถิติปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคต้อหินทั่วโลกถึง 70 ล้านคน ในประเทศไทยมีรายงานอุบัติการณ์ของโรค ประมาณ 5 - 3.8% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยประมาณ 1.7 - 2.4 ล้านคน มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องสูญเสียการมองเห็นทั้งหมด และตาบอดสนิท เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น เพราะโดยปกติโรคต้อหินจะไม่แสดงสัญญาณ หรืออาการบ่งชี้ใดๆ ในระยะแรก กว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัวมักสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว สาเหตุการเกิดโรคต้อหินมีทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การหยอดยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน หรืออุบัติเหตุที่เกิดกับดวงตา และปัจจัยภายใน เช่น ความดันลูกตาสูง อายุที่มากขึ้น เชื้อชาติ ลักษณะของดวงตาของบุคคลนั้นๆ พันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พี่น้อง บิดา มารดาเป็นต้อหิน จะเห็นได้ว่าสาเหตุต่างๆ เกือบทั้งหมดนั้นเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้เลย ยกเว้นเรื่องของความดันลูกตา เมื่อตรวจพบว่าเป็นต้อหินแล้ว ต้องใช้ยาหยอดตาลดความดันลูกตาอย่างสม่ำเสมอ หรือการใช้เลเซอร์ผ่าตัดตามดุลยพินิจของแพทย์ สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นโรควิธีที่การป้องกันอาการต้อหินที่ดีที่สุดคือ ตรวจพบในระยะเริ่มแรก โดยการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีเมื่อมีอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน


ต้อกระจก (Cataract)

เป็นโรคตาที่เป็นสาเหตุของการตาบอดมากที่สุดในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก แต่เป็นโรคที่รักษาได้ และให้ผลสำเร็จสูงหากทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ต้อกระจกเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ ทำให้เลนส์ขุ่น แสงจึงผ่านเลนส์เข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง หรือทำให้เกิดการหักเหแสงที่ผิดปกติไปโฟกัสผิดที่ ผู้ป่วยจึงมีสายตาพร่ามัว มักเกิดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง แต่อาจมีความรุนแรงที่ไม่เท่ากันเกิดตามอายุที่มากขึ้น มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบเร็วขึ้น คืออายุ 55 ปีก็เริ่มมีต้อกระจกแล้ว การรักษาต้อกระจกในปัจจุบันนับว่าทันสมัยมาก มีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) มาสลายต้อกระจกผ่านแผลเล็กๆ 2-3 มิลลิเมตร เรียกว่าวิธี Phacoemulsification โดยที่ไม่ต้องเย็บแผล ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น เพียงแต่ห้ามถูกน้ำ และห้ามขยี้ตาหนึ่งสัปดาห์ การผ่าตัดจะใช้แค่การหยอดยาชา หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ มีความปลอดภัยสูง และโอกาสการติดเชื้อต่ำ นอกจากนี้ เทคโนโลยีของการใช้เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่เข้าไปทดแทนเลนส์ธรรมชาติเดิมที่เสียไป มีชนิดที่ดูได้ทั้งระยะใกล้และระยะไกล รวมทั้งเลนส์ชนิดที่แก้สายตาเอียง ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้ร่วมพิจารณาเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมกับผู้ป่วย


แผ่นพับ ต้อกระจก

วิธีเช็กเต้านมเบื้องต้นง่ายๆ ด้วยตนเอง (ฺBreast cancer check)

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี ปัจจัยที่ทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆก็จะรักษาได้



การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมควรตรวจเมื่อใด

  • 1.ตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  เมื่ออายุ 20 ปี ขึ้นไป
  • 2.ตรวจเต้านมโดยแพทย์ เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจทุก 3 ปี และหลังจากอายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจทุก 1 ปี
  • 3.ควรทำแมมโมแกรม และ/หรือ อัลตราซาวน์ ในช่วงอายุ 35- 40 ปี 1 ครั้ง  หลังจากอายุ 40 ปี เป็นต้นไป ควรทำทุก 1 – 2 ปี
  • 4.ในผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ ควรเริ่มทำการตรวจตั้งแต่อายุที่ญาติเป็น ลบออก 5 ปี
  • 5.ในรายที่มีความเสี่ยงสูง หรือเต้านมมีความหนาแน่นมาก การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้มีการค้นพบมะเร็งได้มากขึ้นกว่าการทำแมมโมแกรม การตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

ตรวจเต้านมด้วยตนเองง่ายๆ

  • 1.ยืนหน้ากระจก แล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านม หัวนม เป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
  • 2.หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆหมุนตัวช้าๆเพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม
  • 3.มือเท้าเอว และโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ดูความเปลี่ยนแปลงซ้ำอีกครั้ง
  • 4.ใช้นิ้วมือบีบที่หัวนมเบาๆ ดูว่ามีเลือด หนอง หรือน้ำไหลออกจากหัวนมหรือไม่
  • 5.เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้ง 3 นิ้ว ค่อยๆกดลงบนผิวหนังเบาๆ และกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครงคลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง การคลำทำได้หลายแบบ สิ่งที่สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรักแร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำอีกข้างแบบเดียวกัน
  • 6.เมื่อเสร็จการคลำในท่ายืนแล้ว  ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอนใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน


เจอแบบนี้ให้รีบมาพบแพทย์

  • 1.ก้อนเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ Lump or thickening (breast, underarm)
  • 2.ผิวหนังแดง หรือร้อน
  • 3.รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม
  • 4.ผิวหนังบุ๋ม  หรือมีการหดรั้ง
  • 5.มีการนูนของผิว
  • 6.ปวดกว่าปกติที่เคย
  • 7.คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม
  • 8.หัวนมบุ๋ม
  • 9.การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง
  • 10.เลือดไหลออกจากหัวนม
  • 11.มีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม

เปิดสถิติโรคมะเร็งในผู้หญิงและผู้ชายไทย ใครเสี่ยงมากกว่า มะเร็งอะไรพบมากที่สุด (Data Show : How Cancer Can Differ Between Men and Women)

โรคมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมาแล้วหลายชีวิต และยังมีอัตราการเกิดโรคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรามาสรุปข้อมูลสถิติ จาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขมาให้อ่านกันนะคะ



มะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุการตายในคนไทย

คนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ วันละ 381 คน หรือ 139,206 คนต่อปี (ข้อมูลปี 2561 จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) และเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง วันละ 230 คน หรือ 84,073 คนต่อปี (ข้อมูลปี 2562 จากกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข)

มะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุดในคนไทย 5 อันดับ ประกอบด้วย มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก 


แต่หากแบ่งออกตามเพศชายหรือหญิงจะพบว่า โรคมะเร็งที่พบในชายไทย (ข้อมูลปี 2563) พบวันละ 173.1 คนต่อประชากร 100,000 คน (อันดับที่ 16 ของทวีปเอเชีย) โดย 5 ชนิดมะเร็งที่พบในชายไทยมากที่สุด ประกอบด้วย

  • มะเร็งตับและท่อน้ำดี : 33.2 ต่อประชากร 100,000 คน
  • มะเร็งปอด : 22.8 ต่อประชากร 100,000 คน
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง : 18.7 ต่อประชากร 100,000 คน
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก : 7.7 ต่อประชากร 100,000 คน
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง : 6.6 ต่อประชากร 100,000 คน

ส่วนโรคมะเร็งที่พบในหญิงไทย (ข้อมูลปี 2563) พบวันละ 159 คนต่อประชากร 100,000 คน (อันดับที่ 15 ของทวีปเอเชีย) โดย 5 ชนิดมะเร็งที่พบในหญิงไทยมากที่สุด ประกอบด้วย

  • มะเร็งเต้านม : 34.2
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง : 13.3
  • มะเร็งตับและท่อน้ำดี : 12.2
  • มะเร็งปอด : 11.5
  • มะเร็งปากมดลูก : 11.1

สถิติป่วยมะเร็งปี 2563

ข้อมูลทะเบียนมะเร็ง ระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2563 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในสถาบันมะเร็งแห่งชาติแยกตามเขตบริการสุขภาพ พ.ศ. 2563 จำนวนทั้งสิ้น 2,890 ราย ดังนี้

  • เขตสุขภาพที่ 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา ลำปาง และลำพูน : 57 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 2 ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตาก พิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ : 69 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 3 ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร ชัยนาท นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี : 78 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 4 ได้แก่ จังหวัดนครนายก นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง : 550 ราย 
  • เขตสุขภาพที่ 5 ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี : 476 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 6 ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ และสระแก้ว : 396 ราย 
  • เขตสุขภาพที่ 7 ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด : 53 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 8 ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม บึงกาฬ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี : 51 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 9 ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ : 107 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 10 ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี : 65 ราย 
  • เขตสุขภาพที่ 11 ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี : 57 ราย
  • เขตสุขภาพที่ 12 ได้แก่ จังหวัดตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง สงขลา ยะลา และสตูล : 17 ราย 

ส่วนจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีทั้งสิ้น 823 ราย พบที่เขตราษฎร์บูรณะมากที่สุด 36 ราย เป็นชาวต่างชาติ 63 ราย ไม่ทราบที่อยู่ 28 ราย


 

อายุเท่าไรควรตรวจมะเร็ง

ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่แตกต่างกันแต่ละประเภท โดยมีมะเร็งที่เพศหญิง และเพศชาย ควรได้รับการตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ ดังนี้

  • มะเร็งปาดมดลูก : เพศหญิง ควรได้รับการตรวจตั้งแต่อายุ 21 ปี ขึ้นไป และตรวจทุก ๆ 3 ปี
  • มะเร็งเต้านม : ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป และตรวจทุกปี
  • มะเร็งต่อลูกหมาก : ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป และตรวจทุกปี แต่หากผู้ที่มีครอบครัวแล้วให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ : ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปี ในทุกปี และทุก 5 ปี หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ให้เริ่มตรวจที่อายุของญาติที่พบโรคลบด้วย 10 ปี โดยจะต้องเริ่มตรวจไม่ช้ากว่าอายุ 50 ปี

อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ระยะโรค ชนิดเซลล์มะเร็ง สามารถผ่าตัดก้อนมะเร็งออกจากร่างกายได้หรือไม่ อายุ และที่สำคัญคือ สุขภาพของผู้ป่วย 


"มะเร็งไม่รอ ตรวจก่อน รู้ไว รักษาได้"

ตรวจ EKG บอกอะไร เรื่องหัวใจเราได้บ้าง (What Can an EKG Detect?)


การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) บอกอะไรได้บ้าง?

EKG หรือ การวินิจฉัยโรคหัวใจ ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือที่เรียกว่า Electrocardiography เป็นการตรวจกระแสไฟฟ้าที่กล้ามเนื้อหัวใจผลิตออกมาขณะที่หัวใจบีบตัว เป็นวิธีการตรวจหาโรคหัวใจที่ง่าย ได้ผลดี ไม่เจ็บ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที เช่น

  • ความผิดปกติของเยื้อหุ้มหัวใจ ณ ขณะนั้นว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  • รู้ถึงโครงสร้างหัวใจ ว่าห้องหัวใจห้องไหนเกิดความผิดปกติ เช่น หัวใจโตมากกว่าปกติ หรือมีความหนาตัวของห้องหัวใจมากกว่าปกติ
  • นอกจากนี้ยังเป็นการศึกษาการเต้นของหัวใจว่าเป็นการเต้นที่ผิดปกติหรือไม่ ช้าไปหรือว่าเร็วไป
  • และยังสามารถทราบถึงความผิดปกติของเส้นเลือดหัวใจว่ามีการตีบตันหรือไม่
  • นอกจากนี้กรณีคนไข้ที่ได้รับยาที่มีผลต่อหัวใจ จะเกิดความผิดปกติต่อไฟฟ้าหัวใจหรือไม่อย่างไร
  • และยังสามารถบ่งบอกถึงการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจ ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปกรณ์ได้ได้รับการใช้งานมากขึ้น สำหรับคนไข้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ

ข้อดีของการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

  • เป็นการตรวจที่ง่าย
  • ได้ผลที่เป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคหลายอย่าง
  • ไม่มีข้อห้ามหรือข้ออันตรายที่จะส่งผลต่อคนไข้
  • ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนและหลังการตรวจ
  • ใช้เวลาน้อยไม่เกิน 5 นาที
  • ไม่เกิดภาวะแรกซ้อนใด ๆ หลังการตรวจ บางรายอาจจะเจอจุดแดงเล็ก ๆ บริเวณที่ติดเครื่องมือในการตรวจ ซึ่งจุดแดงนี้ไม่ได้ทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บ หรือระคายเคืองแต่อย่างใด และสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 วัน
  • สามารถตรวจได้ทุกเพศทุกวัย

เมื่อได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้ว จะสามารถทำการบอกโรคได้ทันที สามารถบอกได้เลยว่าพบความผิดปกติต่อหัวใจอะไรบ้าง แต่หากผลออกมาว่าคนไข้ไม่มีอาการ ก็จะไม่ได้ยืนยัน 100% ว่าคนไข้จะไม่มีความผิดปกติของหัวใจ จำเป็นต้องไปทำการสืบค้นเรื่องของโรคหัวใจต่อ ในกรณีที่แพทย์ที่ทำการตรวจยังมีความสงสัยว่าคนไข้จะมีปัญหาด้านโรคหัวใจมาก ๆ เช่น

กรณีคนไข้มีอาการใจสั่น แต่พอตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ กลับไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับไฟฟ้าหัวใจ ณ ขณะนั้น คุณหมอก็อาจจะแนะนำให้คนไข้ตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ซึ่งจะสามารถเก็บข้อมูลทางกราฟไฟฟ้าหัวใจของคนไข้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงว่ามีความผิดปกติหรือไม่

กรณีคนไข้มีอาการเจ็บแน่น หน้าอก และเป็นกรณีเจ็บแน่นหน้าอก ขณะออกแรง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ณ ขณะที่คนไข้พักอยู่ไม่ได้ออกแรง อาจทำให้ตรวจไม่เจอความผิดปกติ ซึ่งคุณหมออาจจะแนะนำให้ตรวจการเดินหรือวิ่งสายพาน Exercise Stress Test (EST)

หรือถ้าสงสัยว่าคนไข้อาจมีโครงสร้างหัวใจที่ผิดปกติ เช่น ดูลักษณะของกราฟไฟฟ้า แล้วเห็นว่าห้องหัวใจมีความผิดปกติ ก็สามารถส่งคนไข้ไปตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง หรือ Echocardiograohy


 

ปัสสาวะบ่อย หรือติดขัดเสี่ยงเป็นมะเร็งมากแค่ไหน (Urinary problems caused by prostate cancer)

มะเร็งต่อมลูกหมาก กับสัญญาณที่ผู้ชายต้องระวัง


มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่พบเป็นอันดับ 4 ของผู้ชายไทย และยังพบว่ามีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว “เพิ่มขึ้นทุกปี” จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยง โดยมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ร้อยละ 16.72 ส่วนผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี มีโอกาสตรวจเจอมะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 50-60 โดยความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และอาจสูงถึงร้อยละ 80 ในผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป

จากการศึกษาพบว่าประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าประชากรในแถบยุโรป แอฟริกัน และอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือในเมืองใหญ่ของทวีปเอเชียกลับพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น กรุงเทพฯ ฮ่องกง เป็นต้น



สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากคืออะไร

  1. อายุที่เพิ่มสูงขึ้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มมากขึ้น พบมากในผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี พบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากได้น้อยกว่า
  2. จากการศึกษารายงานพบว่าคนที่ทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์มากนั้นมีโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากสูง จากการสำรวจประชากรประเทศญี่ปุ่นที่ทานอาหารจำพวกถั่ว ปลา จะพบมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราที่ต่ำ แต่เมื่อศึกษาประชากรญี่ปุ่นที่มีการอพยพไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแอฟริกัน กลับป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงเทียบเท่ากับชาวยุโรปและแอฟริกัน ทั้งที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นด้วยกัน
  3. เปรียบเทียบระหว่างประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีกับประชากรทั่วโลก พบว่าประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า จึงมีการตั้งสมมติฐานว่าอาจเกี่ยวกับวิตามินดีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
  4. พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าหากในครอบครัวใดมีพ่อและพี่ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก น้องชายในครอบครัวนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคด้วย

มะเร็งต่อมลูกหมากและวิธีสังเกตตัวเอง

  1. อาการทางปัสสาวะมีปัญหาต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ
    • ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้
    • ปัสสาวะต้องเบ่งนาน และปัสสาวะขัด
    • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
    • ปัสสาวะอ่อนแรง
    • อาจมีอาการปวด แสบ ระหว่างถ่ายปัสสาวะ
  2. มีเลือดปนในปัสสาวะหรือปนกับอสุจิ
  3. อาจพบได้ว่ามีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างหรือต้นขา

ทั้งนี้อาการที่กล่าวมาเป็นเพียงวิธีการสังเกตตนเองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่จำเป็นเสมอไปว่าถ้าหากมีอาการดังกล่าวจะต้องป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากบางอาการ เช่น อาการทางปัสสาวะที่ผิดปกติ อาจแสดงถึงอาการต่อมลูกหมากโตธรรมดาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีอาการตามที่กล่าวมาควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด เพราะอาการเบื้องต้นของมะเร็งต่อมลูกหมากมักมีอาการของต่อมลูกหมากโตนำมาก่อน


การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. คลำก้นเพื่อตรวจดูลักษณะพื้นผิวของต่อมลูกหมาก หากขรุขระหรือแข็งก็อาจเป็นมะเร็งได้
  2. ตรวจดูค่า PSA ถ้าหากพบว่าสูงเกิน 4 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ แต่ค่า PSA ที่สูงก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาการของต่อมลูกหมากโตธรรมดาก็ส่งผลให้ค่า PSA สูงได้เช่นกัน รวมถึงการติดเชื้อหรือเซลล์แตกนั้นส่งผลให้ค่า PSA สูงได้ด้วย ดังนั้นหากพบความผิดปกติที่ค่า PSA แพทย์จะทำการติดตามผลต่อไป

มะเร็งต่อมลูกหมากและปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ

การแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามีความสัมพันธ์ต่อมะเร็งต่อมลูกหมากส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พบว่ามะเร็งต่อมลูกหมากที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศนั้นต้องมีอาการของมะเร็งค่อนข้างมากจนไปกินเส้นประสาทบริเวณองคชาตทำให้การแข็งตัวลดลง

ทั้งนี้ที่พบบ่อยกว่าในเรื่องของการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามักเกี่ยวข้องกับอาการของ โรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือดมากกว่า พบว่าผู้ป่วยบางรายที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยหอบเลย แต่กลับมีความผิดปกติในเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศแทน ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็เป็นได้ โดยทั่วไปพบว่าการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามักมีผลมาจากการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่า อย่างเช่นการผ่าตัด ฉายแสง หรือฝังแร่ ที่อาจทำให้เส้นประสาทที่เลี้ยงองคชาตถูกตัดออกไป จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการแข็งตัว

สถิติการป่วยของเด็กในช่วง 3 เดือนที่ (Top 5 illnesses that affect your children in rainy season)

สถิติการป่วยของเด็กในช่วง 3 เดือนที่ "วัฒนแพทย์"


เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนและเปิดเทอมไปเป็นที่เรียบร้อย สถิติผู้ป่วยที่เป็นเด็กจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จึงนำสถิติโรคยอดฮิด 5 อันดับที่น้องๆหนูๆป่วยกันมากที่สุด คิดเป็นเปอร์เซนต์ มีดังนี้

  • 1. โรคคออักเสบ สูงถึง 66.92%
  • 2. โรคลำไส้อักเสบ 14.37%
  • 3. โรคหลอดลมอักเสบ 9.43%
  • 4.โรค มือ เท้า ปาก 4.6%
  • 5. โรค RSV 4.6%

ทั้งนี้จากสถิติผู้ป่วยทั้งหมด พบว่าเป็นเด็กช่่วงอายุประมาณ 2-3 ปี และหากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที จะทำให้อาการของโรคต่างๆ หายได้ไวยิ่งขึ้น



พิเศษ !! โปรแกรมตรวจโรคด้วยการ Swab RT-PCR สามารถตรวจครอบคลุม 3 โรค

  • 1.โรค RSV
  • 2.โรคไข้หวัดใหญ่
  • 3.โรค โควิด-19

ราคาเพียง 4,200 บาทเท่านั้น


 

ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Center)

ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ปรารถนาที่จะเห็นท่านมีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ การดูแลสุขภาพด้วยการเฝ้าระวังตนเองเป็นประจำ จะช่วยป้องกันเบื้องต้นจากอันตรายของโรคร้ายได้ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ มีความพร้อมทั้งในด้านเครื่องมือทางการแพทย์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลสุขภาพของทุกท่าน


ยินดีให้บริการ

ตรวจสุขภาพประจำปี

  • ตรวจสุขภาพก่อนทำประกันชีวิต
  • ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน
  • ตรวจสุขภาพพนักงานขององค์กร
  • ตรวจสุขภาพเพื่อไปต่างประเทศ
  • ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน
  • ตรวจวัดมวลกระดูก ตรวจหาความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน
  • ตรวจวัดองค์ประกอบของร่างกาย
  • ตรวจสุขภาพวัยทอง ชาย/หญิง
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งทุกระบบ ชาย/หญิง

ข้อแนะนำก่อนตรวจสุขภาพ

  • ก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพควรพักผ่อนอย่างเพียงพอไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง หากอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ผลการตรวจผิดปกติได้ โดยเฉพาะการตรวจวัดความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย
  • งดน้ำ งดอาหารก่อนการตรวจประมาณ 8-10 ชั่วโมง
  • การตรวจไขมันในเลือด ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 72 ชั่วโมง
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว สามารถพับแขนขึ้นได้สะดวก ไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการวัดความดันและเจาะเลือด
  • กรณีอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ถุงน้ำดีโป่ง สามารถตรวจได้อย่างสมบูรณ์
  • กรณีอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง ให้กลั้นปัสสาวะจนปวดเต็มที่จึงจะทำการตรวจช่องท้องส่วนล่างได้
  • การตรวจเอกซเรย์เต้านม/ อัลตร้าซาวด์เต้านม ควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 10 วัน
  • สำหรับสตรีมีครรภ์ หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนรับบริการ
  • สตรีที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจปัสสาวะ และการตรวจภายใน

แพ็กเกจตรวจสุขภาพ คลิ๊กเลย

ผ่าตัดส่องกล้องรักษาหมอนรองกระดูกข้อเข่า แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว (Arthroscopic knee meniscus surgery)

ผ่าตัดผ่านกล้องเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกเข่า

หมอนรองกระดูกเข่าเป็นอวัยวะสำคัญในการรองรับแรงกระแทก การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกเข่าในกรณีที่มีการฉีกขาดจึงมีความจำเป็นเพื่อลดอาการเจ็บปวด ทำให้สามารถกลับมาใช้งานข้อเข่า ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยลดโอกาสการเกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคต แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน หรือการฉีกขาดในตำแหน่งที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อย อาจจะทำให้ไม่สามารถเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกเข่าได้ แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อตัดแต่งหมอนรองกระดูกเข่า


"อุ่นใจ ให้แพทย์เฉพาะทางดูแล"




รู้จักหมอนรองกระดูกเข่า

หมอนรองกระดูกเข่าทำหน้าที่สำคัญในร่างกาย โดยรองรับแรงกระแทกที่เกิดต่อเข่า ทั้งการยืน เดิน วิ่ง กระโดด หรือกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยจะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่มีความยืดหยุ่น อยู่ระหว่างกระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขา ทั้งด้านในและด้านนอกเข่า อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อเข่าด้วย

หมอนรองกระดูกเข่าเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างน้อย หากเกิดการฉีกขาดจะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองมีไม่มาก และทำให้เสียความสามารถในการรองรับแรงกระแทก ข้อเข่าไม่มั่นคง เกิดเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อมได้ในท้ายที่สุด


 


แผลเล็ก ฟื้นตัวไว

การผ่าตัดข้อเข่าโดยเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้อง ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ น้อย ใช้เวลาผ่าตัดลดน้อยลงโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สามารถเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกเข่าบริเวณต่าง ๆ ได้ดีขึ้นจากอุปกรณ์ขนาดเล็กผ่านกล้องที่ทันสมัย ลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้อเข่าติด หลังผ่าตัดสามารถฟื้นตัวได้ไว ปวดน้อย โดยแพทย์วิสัญญีให้การควบคุมความปวดที่เหมาะสมและมีทีมกายภาพบำบัดร่วมดูแลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดทันที เพื่อบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ฝึกการลงน้ำหนักและพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่าที่เหมาะสม ในบางรายหากเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกเข่าที่ฉีกขาดรุนแรง แพทย์จะแนะนำให้งดการลงน้ำหนักขาข้างนั้นร่วมกับงดการงอเข่ามากเป็นเวลา 4 – 6 สัปดาห์


อาการหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด

  • ปวดเข่า มักปวดมากขึ้นตามการใช้งาน หรือท่าทางที่งอเข่ามาก เช่น นั่งยอง ๆ
  • ข้อเข่าบวม อาจบวมทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ หรือบวมเป็น ๆ หาย ๆ ตามการใช้งาน
  • ขัดข้อเข่า เหยียดหรืองอได้ไม่สุด
  • ข้อเข่าล็อค ติดค้างอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง

การตรวจหาอาการหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด

การตรวจและวินิจฉัยภาวะหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาจะส่งตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI แล้วจึงแนะนำการรักษาโดยเบื้องต้น ได้แก่

  • พักการใช้งานข้อเข่า 
  • ลดความเสี่ยงการเกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม 
  • ประคบเย็น ยกขาสูง และใช้ยาลดการอักเสบ 
  • หากมีการฉีกขาดรุนแรง แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่าผ่านกล้อง ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษา ช่วยให้แผลเล็ก ลดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและอวัยวะข้างเคียง ฟื้นตัวไว

 


ผ่าตัดส่องกล้องรักษาหมอนรองกระดูกข้อเข่า แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว | Success Case Story


 

รู้จักเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม 3 มิติ (3D Mammogram-Digital breast tomosynthesis)

ความเหมือนที่แตกต่าง  ดิจิตอลแมมโมแกรม 3 มิติ



เครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบดิจิตอล 3 มิติ (3D Tomosynthesis Mammogram) นวัตกรรมที่ถูกออกแบบให้สามารถถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้ทั้ง 2 มิติและ 3 มิติ พร้อมกันได้ในครั้งเดียว และใช้รังสีเอกซเรย์ขนาดกำลังต่ำ ด้วยลักษณะการปรับโฉมของแผ่นกดเต้านมใหม่ทำให้ช่วยลดแรงกดเต้านมได้อย่างดี ทำให้ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายยิ่งขึ้น และยังได้ภาพเอกซเรย์ที่มีคุณภาพช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้มากขึ้น แม่นยำ ตรงจุด ทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาหรือเฝ้าติดตามได้ตั้งแต่เริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งทำให้มีโอกาสในรักษาให้หายขาดได้มากยิ่งขึ้น

แพทย์สามารถดูภาพในแต่ละมิติหรือแต่ละ Slide จากภาพ Reconstruction เพื่อดูขอบเขต และรูปร่างของก้อนเนื้อที่สงสัย สามารถแยกแยะความแตกต่างของไขมันและเนื้อเยื่อ อื่นๆ รวมทั้งท่อและต่อมต่างๆ ในเต้านม เพื่อค้นหาการจับตัวของแคลเซียมที่มีขนาดเล็กมากๆ ที่คาดว่าจะผิดปกติอาจกลายเป็นมะเร็งในอนาคต 


@wattanapat.tranghospital #ตรวจคัดกรอง#มะเร็งเต้านม ด้วยเครื่อง #แมมโมแกรม #3มิติ กับ #โรงพยาบาล#วัฒนแพทย์ตรัง ♬ original sound - wattanapat.tranghospital

 



 มีประสิทธิภาพในการตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จึงมีโอกาสรักษาหายขาดได้สูงมาก


  •  คุณภาพสูง สามารถแยกก้อนเนื้องอกธรรมดาและก้อนเนื้อที่เป็นมะเร็งเต้านมได้อย่างชัดเจน
  • เพิ่มโอกาสในการรักษาได้ทันที ตรวจพบมะเร็งเต้านมได้มากขึ้นถึง 65%
  • เจ็บน้อย แผ่นกดเต้านมโค้งเว้าจึงช่วยลดแรงกด
  • ภาพมีความคมชัด โดยไม่ต้องตรวจซ้ำ

NIPT คืออะไร? แล้วเลือดหยดเดียวบอกโรคอะไรเราได้บ้าง (What is noninvasive prenatal testing (NIPT))


การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing (NIPT) คือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดา


"อุ่นใจ ให้แพทย์เฉพาะทางดูแล"




การตรวจ NIPT คืออะไร

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing (NIPT) คือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดา ที่สามารถคัดกรองความเสี่ยงของทารกในครรภ์ที่จะเกิดกลุ่มอาการดาวน์ หรือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมอื่นๆ การทดสอบโดยปกติ เลือดของมารดาจะมีชิ้นส่วนสารพันธุกรรมจากรกปน การทดสอบ NIPT นี้เป็นการตรวจคัดกรองที่ใช้ตัวอย่างเลือดมารดาเพียงเล็กน้อย การทดสอบนี้ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ระยะรอผลการทดสอบภายใน 14 วัน


คุณแม่ที่ควรรับการตรวจคัดกรอง

  • คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกช่วงอายุ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์เดี่ยว ครรภ์แฝด หรือคุณแม่อุ้มบุญ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการตั้งครรภ์ (IVF)
  • คุณแม่ที่กังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะน้ำคร่ำ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ผลการตรวจคัดกรองวิธีอื่นให้ผลบวก แต่ไม่ต้องการเจาะน้ำคร่ำ
  • มีประวัติทารกพบความผิดปกติของโครโมโซมในการตั้งครรภ์ก่อนหน้า และภาวะมีบุตรยาก

การตรวจ NIPT คัดกรองโรคใดได้บ้าง

การตรวจ NIPT สามารถประเมินความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะมีความผิดปกติของกลุ่มอาการดาวน์ (มีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง หรือ Trisomy 21) กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (มีโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง หรือ Trisomy 18) และกลุ่มอาการพาทัว (มีโครโมโซมคู่ที่ 13 เกินมา 1 แท่ง หรือ Trisomy 13) กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ดและกลุ่มอาการพาทัว พบได้น้อยกว่ากลุ่มอาการดาวน์ แต่มีความรุนแรงและทารกมีโอกาสเสียชีวิตสูงการตรวจ NIPT ให้ผลการตรวจ ที่มีความถูกต้องถึง 99% นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจเพศของทารกในครรภ์ได้ ในบางกรณีที่ข้อมูลในการวิเคราะห์เพศไม่เพียงพอ อาจมีการรายงานผลว่าไม่สามารถตรวจทราบเพศของทารกในครรภ์ได้ แต่ไม่มีผลกระทบต่อผลการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21, 18 และ 13


การตรวจ NIPT ทำงานอย่างไร

ในระหว่างการตั้งครรภ์ รกจะปล่อยชิ้นส่วนของดีเอ็นเอปริมาณเล็กน้อยปนมาในกระแสเลือดของมารดา ทำให้ตัวอย่างเลือดของมารดามีทั้งดีเอ็นเอของจากรกและมารดาอยู่รวมกัน โดยการตรวจ NIPT ทำการวิเคราะห์ปริมาณชิ้นส่วนดีเอ็นเอของรกในกระแสเลือดมารดา เพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม 21, 18 หรือ 13





เทียบให้ดูกันชัดๆ คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอดเลือกแบบไหนดี (Natural birth vs C-Section Pros and cons)

คลอดธรรมชาติ กับ ผ่าคลอดแบบไหนดีกว่ากัน และมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง?



การคลอดธรรมชาติ คือ การคลอดทารกผ่านทางช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเนื่องจากมีความปลอดภัยต่อแม่และลูกมาก และมีภาวะแทรกซ้อนน้อย วิธีนี้เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายมีความพร้อม เช่น อุ้งเชิงกรานกว้าง ทารกอยู่ในท่ากลับหัวแล้ว ทารกตัวไม่ใหญ่มากจนเสี่ยงภาวะคลอดติดไหล่ (Shoulder Dystocia)

การผ่าคลอด หรือการผ่าตัดคลอด (Cesarean Section หรือ C-Section)คือ การผ่าตัดเปิดหน้าท้องและมดลูกเพื่อนำทารกออกจากถุงน้ำคร่ำ เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีข้อบ่งชี้ทางสุขภาพที่ตรวจพบมาก่อน เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ อุ้งเชิงกรานแคบ ทารกไม่กลับหัว หรือมีความจำเป็นต้องคลอดเร่งด่วน เพื่อช่วยชีวิตแม่และทารกไว้ก่อน เช่น การคลอดก่อนกำหนด คลอดธรรมชาติแล้วยังไม่สามารถคลอดได้สำเร็จ ที่เรียกว่า “ภาวะคลอดเนิ่นนาน” จะเห็นได้ว่า คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอดมีข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่จะบอกว่า การคลอดวิธีไหนดีกว่ากันนั้นจึงต้ัองพิจารณารายละเอียดเป็นอย่างๆ ไป


 เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของคลอดธรรมชาติ และผ่าคลอด

ค่าใช้จ่าย

  • คลอดธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายไม่สูง
  • ผ่าคลอด ค่าใช้จ่ายสูง

 กำหนดเวลาคลอดและระยะเวลาในการคลอด

  • คลอดธรรมชาติ กำหนดวันเวลาได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายแม่ เช่นปากช่องคลอดเปิดกว้างมากพอหรือยัง ด้วยเหตุนี้จึงใช้ระยะเวลาในการคลอดนาน
  • ผ่าคลอด กำหนดวันเวลาได้แน่นอน หรือฤกษ์ยามในการลืมตาดูโลกของลูกได้ ทำให้สามารถวางแผนเตรียมการต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และใช้เวลาในการคลอดเพียง 45-1 ชั่วโมง

 ความเสี่ยงและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด

  • คลอดธรรมชาติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
  • ผ่าคลอด การผ่าตัดมีโอกาสพลาดลงมีดไปโดนอวัยวะอื่นที่อยู่ข้างเคียง มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ การระงับความรู้สึกและภาวะจากการผ่าตัดได้ เช่น ลิ่มเลือดอุดตัน

 ผลกระทบต่อสุขภาพทารก

  • คลอดธรรมชาติ ลูกจะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพที่อยู่ในช่องคลอดของแม่ผ่านทางปากสู่ลำไส้ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานโรค ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้การคลอดธรรมชาติยังช่วยรีดของเหลวออกจากปอดของทารก จึงไม่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการหายใจตามมา เช่น การหายใจเร็ว เหนื่อยหอบ
  • ผ่าคลอด ลูกจะไม่ได้รับจุลินทรีย์สุขภาพที่อยู่ในช่องคลอดของแม่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ และเจ็บป่วยได้ง่าย รวมทั้งทารกยังมีโอกาสขาดออกซิเจน ตัวเขียวได้

การฟื้นตัวหลังคลอด

  • คลอดธรรมชาติ เสียเลือดน้อย คุณแม่จึงอ่อนเพลียไม่มาก ไม่เหนื่อยจนเกินไป ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว
  • ผ่าคลอด เสียเลือดมากเป็นสองเท่าของการคลอดธรรมชาติ จึงอ่อนเพลียมากกว่าและต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัว

 ความพร้อมในการให้นม

  • คลอดธรรมชาติ หากแม่ไม่มีภาวะสุขภาพใดๆ สามารถให้นมทารกได้ทันทีภายใน 30 นาทีหลังคลอด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการกระตุ้มต่อมน้ำนมแม่ให้เริ่มทำงาน
  • ผ่าคลอด แม่ต้องได้รับการพักฟื้นดีก่อนจึงสามารถให้นมลูกได้

 การดูแลแผล

  • คลอดธรรมชาติ บาดแผลที่เกิดขึ้นจากการคลอดบริเวณฝีเย็บจะมีขนาดเล็กจึงสมานตัวได้เร็ว และมีโอกาสติดเชื้อน้อยมาก
  • ผ่าคลอด มีบาดแผลขนาดใหญ่ที่หน้าท้องและมดลูก หลังคลอดจำเป็นต้องดูแลแผลอย่างดี ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการอักเสบ ติดเชื้อ แผลปริ แผลแยก รวมทั้งต้องดูแลแผลเป้นที่หน้าท้องด้วย

 ความเสี่ยงในคลอดครั้งต่อๆ ไป

  • คลอดธรรมชาติ ลดโอกาสการเกิดรกเกาะต่ำ รกติดแน่น ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อๆ ไปได้
  • ผ่าคลอด หากเป็นการผ่าตัดคลอดที่มากกว่า 2 ครั้งขึ้นไปมีโอกาสจะมีพังผืดในช่องท้องค่อนข้างมาก และการผ่าตัดในครั้งต่อไปจะยากขึ้นด้วย รวมทั้งมีโอกาสเกิดภาวะรกเกาะต่ำ รกเกาะติดแน่น และหากเจ็บท้องคลอดมากๆ มดลูกแตกมีโอกาสแตกได้มากขึ้น

คลอดแบบไหนเจ็บกว่า?

การคลอดธรรมชาติจะมีช่วงเวลาในการเจ็บท้องนานหลายชั่วโมง เนื่องจากมดลูกบีบตัวเป็นระยะๆ นั่นเอง จากนั้นต้องรอให้ปากมดลูกเปิดกว้างมากพอก่อนจึงจะคลอดได้ เมื่อถึงเวลาคลอด คุณหมอจะกรีดฝีเย็บเพื่อให้สะดวกแก่การคลอด ซึ่งขั้นตอนนี้แม่ส่วนใหญ่แทบไม่รู้สึกเจ็บเพราะจดจ่ออยู่กับการเบ่งคลอด และการปวดท้องคลอดมากกว่า จะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยในขั้นตอนการเย็บแผลเท่านั้น บางรายอาจต้องได้รับยาชาในขั้นตอนนี้ ส่วนการผ่าคลอดจะช่วยลดระยะเวลาในการเจ็บท้องจึงเจ็บท้องน้อยกว่า ในขณะผ่าคลอดแม่จะได้รับการดมยา หรือการระงับความรู้สึก ซึ่งทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดนั่นเอง จนกว่าเมื่อยาชาหมดฤทธิ์จึงเริ่มเจ็บแผลมากขึ้นตามลำดับ อาการเจ็บปวดนี้จะคงอยู่หลายวันจนกว่าแผลจะสมานตัวติดกันดีแล้ว อีกทั้งแม่ยังหมั่นเคลื่อนไหวบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพังผืด และต้องระมัดระวังการออกแรง การยกของ เพราะอาจทำให้แผลแยก แผลปริแตกได้


 

 

 

ความดันโลหิตสูง ไม่ใช่เรื่องปกติ (High blood pressure (hypertension))


โรคความดันโลหิตสูงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจของเรา ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา ไม่ว่าจะเป็น ภาวะหัวใจวาย โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ความน่ากลัวของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจะเป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้


อาการความดันโลหิตสูงเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการแต่อย่างใด อาจมีอาการปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ เวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะตุบๆ เหมือนไมเกรน ในผู้ป่วยที่เป็นมานาน อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ  และเมื่อมีอาการมากอาจโคมา และเสียชีวิตได้

หากปล่อยไว้นาน ไม่รักษา! อาจส่งผลเสียต่อร่างกายดังนี้

  • เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ไตวายเรื้อรัง
  • หลอดเลือดหัวใจหนา หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย
  • หลอดเลือดตีบ โป่งพอง เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อยลง
  • มีผลต่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาเสื่อม
  • เป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต

 ความดันโลหิตสูง ทำคุณเสี่ยงอะไรบ้าง | นาทีสุขภาพ กับวัฒนแพทย์


ระดับความดันโลหิตเท่าไรเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง

เราสามารถเช็คว่าเป็นความดันโลหิตสูงได้หรือไม่ ด้วยวิธีการวัดความดันโลหิต หากมีค่าความดันซิสโตลี (ค่าความดันตัวบน) มากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท (mm/Hg) หรือ ค่าความดันไดแอสโตลี (ค่าความดันตัวล่าง) มากกว่าหรือเท่ากับ 90 (mm/Hg) โดยวัดในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะพัก นั่นหมายถึงคุณกำลังมีอาการของโรคความดันโลหิตสูง 


ความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบทำลายหัวใจ

1. โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะแรงกดดันในหลอดเลือดแดงที่มีค่าสูงเกินปกติ (140/90 มิลลิเมตรปรอท)

2. ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวและถ้าไม่ได้รักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ ดังนั้นถ้าป้องกันความดันโลหิตสูง ก็สามารถป้องกันอันตรายจากโรคหัวใจได้

3. ความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือน ยกเว้นผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะรุนแรงก็อาจมีอาการแสดง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง หายใจได้สั้นลง เลือดกำเดาไหล

4. นอกจากโรคความดันโลหิตสูงที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น หากเป็นโรคเบาหวาน โรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคอ้วน ก็สามารถเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

5. สามารถป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วยการ ลดกินเกลือ (โซเดียม) เพิ่มการรับประทานผักผลไม้(รสหวานน้อย) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยลง งดสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่


วิธีการวัดความดันด้วยตนเองที่บ้าน

  1. ไม่ดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือออกกำลังกายก่อนทำการวัด 30 นาที
  2. ก่อนทำการวัดควรถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อย
  3. นั่งเก้าอี้โดยให้หลังพิงพนัก เพื่อไม่ให้หลังเกร็งเท้าทั้ง 2 ข้าง วางราบกับพื้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายเป็นเวลา 5 นาที ก่อนวัดความดันโลหิต
  4. วัดความดันโลหิตในแขนข้างที่ไม่ถนัด หรือข้างที่มีความดันโลหิตสูงกว่า โดยวางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกันกับหัวใจ
  5. ขณะวัดความดันโลหิตไม่กำมือ ไม่พูดคุยหรือขยับตัว

ค่าบนเครื่องวัดความดัน หมายถึงอะไร?

1. Systolic blood pressure (SBP) ตัวบน คือ ความดันของเลือดสูงสุดขณะหัวใจห้องล่างบีบตัว

2. Diastolic blood pressure (DBP) ตัวล่าง คือ ความดันเลือดที่ต่ำสุดขณะหัวใจห้องล่างคลายตัว

  • ความดันโลหิตเกณฑ์ปกติ คือ 120/80 (mm/Hg)
  • ความดันโลหิตค่อนข้างสูง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 121-139/80-89 (mm/Hg)
  • ความดันโลหิตสูงมาก คือ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 (mm/Hg) และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 (mm/Hg)
  • ความดันโลหิตระดับอันตราย 160/100 (mm/Hg)

**ความดันโลหิตสูงระดับอ่อนหรือปานกลาง มักจะไม่มีอาการอะไร แต่มีการทำลายอวัยวะต่างๆ ไปทีละน้อยอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยเกิดผลแทรกซ้อนเช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด ไตเสื่อมสมรรถภาพ หรืออัมพาต อัมพฤกษ์


 โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา การรักษาความดันโลหิตถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดตามมาโดยหากทราบว่าตนเองเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ตรวจภาวะหัวใจโต ตรวจภาวะไตเสื่อม และตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ รวมถึงตรวจหาโรคร่วมที่มาพร้อมกับความดันโลหิตสูง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

 

 

ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร ได้ผลจริงมั้ยและใครควรทำบ้าง (Weight loss pen injection)


ปากกาลดหิวหรือปากกาลดความอ้วน ?

จัดเป็นยาลดน้ำหนักชนิดหนึ่งซึ่งยาได้ถูกพัฒนาออกมาในรูปแบบของปากกาพร้อมเข็มขนาดเล็กมาก เพื่อใช้ลดน้ำหนักในระยะยาว การใช้งานจะเป็นการฉีดยาเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง บริเวณท้อง ต้นขาหรือต้นแขนของคนไข้


  • ตัวยาจะเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ในการควบคุมสมองทำให้ไม่รู้สึกหิว ความอยากอาหารลดลง
  • กระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินมาช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่ทำให้น้ำตาลตกหรือวูบ เพราะยาจะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อเรากินอาหารเข้าไปแล้วเท่านั้น
  • มีฤทธิ์ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นย่อยช้าลง ส่งผลให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นกว่าปกติ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมอาหารและลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

6 ข้อควรรู้ ปากกาลดหิวคืออะไร ?


 

ปากกาลดน้ำหนัก หรือปากกาลดความอ้วน เหมาะกับใคร ?


ปากกาลดน้ำหนัก ยาแซคเซ็นดา ใช้สำหรับลดน้ำหนักควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย

  • เหมาะกับผู้ใหญ่อายุตั้งแต่18 ปีขึ้นไป
  • มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานตามดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index)
  • มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ เหมาะกับคนปัญหาเกี่ยวกับการหายใจระหว่างนอนที่เรียกว่า ภาวะหยุดหายใจในขณะนอนหลับ เนื่องจากการอุดกั้นทางเดินหายใจ

ตรวจวัดดัชนีมวลกายของคุณ ง่ายๆ ได้ที่นี่


 

BMI kg/m 2อยู่ในเกณท์ภาวะเสี่ยงต่อโรค
น้อยกว่า 18.50 น้ำหนักน้อย / ผอม มากกว่าคนปกติ
ระหว่าง 18.50 - 22.90 ปกติ (สุขภาพดี) เท่าคนปกติ
ระหว่าง 23 - 24.90 ท้วม / โรคอ้วนระดับ 1 อันตรายระดับ 1
ระหว่าง 25 - 29.90 อ้วน / โรคอ้วนระดับ 2 อันตรายระดับ 2
มากกว่า 30 อ้วนมาก / โรคอ้วนระดับ 3 อันตรายระดับ 3

 โปรแกรมลดน้ำหนักด้วยปากกาควบคุมความหิว


 

 

ลุกค้าประกันสุขภาพดี กับบัตรตรวจสุขภาพใช้ได้ที่วัฒนแพทย์ (Insurance Check-Up Program)

เพราะสุขภาพของคุณ เป็นสิ่งสำคัญ

วัฒนแพทย์พร้อมดูเเลใส่ใจในทุกช่วงเวลาที่รู้สึกกังวล เพื่อป้องกันหรือหยุดยั้งการลุกลามของโรคร้ายต่างๆ ให้ห่างไกลจากชีวิตคุณ ด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพที่เลือกรับฟรี รับสิทธิพิเศษจากโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เพียงใช้สิทธิบัตรตรวจสุขภาพปี 2566 จาก 5 บริษัทประกัน ดังนี้


 


1. กรุงเทพประกันชีวิต :

- สิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพประจำ ปี 2566 (VIP Check Up 2023)

- สำหรับลูกค้ากรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลที่ชำระเบี้ยประกันต่อปี ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดเช็กสิทธิ์ คลิ๊ก https://www.bangkoklife.com/HappyLifeClub/en/happylife_club/3

- ระยะเวลาโครงการฯ 1 เมษายน 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2566


2. AIA ประกันชีวิต :

- รับสิทธิพิเศษจากโรงพยาบาล เพียงใช้สิทธิบัตรตรวจสุขภาพปี 2566 ในช่วงเดือนเกิด

- อ่านรายละเอียด คลิ๊ก https://www.aia.co.th/th/health-wellness/prestige-club/privilege/additional/annual_check_up_birthday_privilege_2023

- ระยะเวลาโครงการฯ 1 มีนาคม 2566 – 28 กุมภาพันธ์ 2567


3. GENERALI :

- ลูกค้าทำนัดหมายผ่าน GenHealth-Services@generali.co.th หรือ Generali Care Center เพื่อประสานงานมายังโรงพยาบาลนนทเวช

- ลูกค้า GenHealth-Services แสดงจดหมายส่งตัว พร้อมแจ้งให้นำบัตรประชาชนไปแสดงก่อนเข้ารับบริการตรวจสุขภาพตามวันและเวลาที่ระบุไว้

- สงวนสิทธิ์สำหรับเจ้าของกรมธรรม์ผู้ชำระเบี้ยรายปี 200,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

- โปรแกรมการตรวจสุขภาพ Gen Health Care จะไม่สามารถแลกคืนเป็นเงินสดและไม่สามารถใช้สิทธิ์ร่วมกับโปรแกรมส่งเสริมการขายอื่นๆ ของโรงพยาบาลได้


4. อาคเนย์ประกันภัย :

- มอบสิทธิพิเศษและของรางวัลให้ลูกค้าทั้ง 3 ระดับ ซึ่งแบ่งตามประเภท กรรมธรรม์และค่าเบี้ยประกันชีวิต

- อ่านรายละเอียด คลิ๊ก https://www.southeastlife.co.th/promotion/detail/vip-main

- ใช้สิทธิ์ได้ถึง ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566


5. Allianz AYUDHYA :

- มอบสิทธิพิเศษโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์
- ใช้สิทธิ์ได้ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567


นัดหมายตรวจสุขภาพ คลิก

 

 

สัญญาณไม่มีเสียงเตือน ของโรคที่พบบ่อยในผู้สูงวัย (Geriatric Diseases)

สัญญาณเตือนที่ผู้สูงอายุควรตรวจสุขภาพ


ระบบต่างๆ ในร่างกายผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาการแสดงของโรคหรือปัญหาสุขภาพหลายๆ อย่างไม่ชัดเจนตรงไปตรงมา  และก็เป็นธรรมชาติของผู้สูงอายุเช่นกัน ที่จะพยายามอดทนต่อความไม่สบายตัวเหล่านั้น เพราะคิดว่ามันก็เป็นสิ่งที่ต้องเกิดและไม่สามารถทำอะไรกับมันได้  อย่างมากก็แค่ “บ่น” ให้ฟังว่าไม่สบายตรงโน้นไม่สะดวกตรงนี้ แต่ทราบหรือไม่ว่าหลายๆ ครั้งการบ่นย้ำๆ ของผู้สูงวัย อาจหมายถึงกำลังมีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่เริ่มบั่นทอนความสุขในการใช้ชีวิต และทราบหรือไม่ว่าส่วนใหญ่แล้วปัญหาเหล่านั้นสามารถแก้ไขหรือบรรเทาได้หากจัดการอย่างถูกวิธี 


สัญญาณเตือนการไม่เห็น

ตาเป็นอวัยวะสำคัญในการรับรู้สิ่งต่างๆ และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยปกติแล้วความเสื่อมของส่วนประกอบของดวงตาเริ่มเกิดตั้งแต่วัยกลางคนและจะเสื่อมเร็วขึ้นถ้ามีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือถ้าใช้สายตาไม่ถูกวิธี ปล่อยให้ตาแห้งเกินไป โรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เช่น 

  1. ต้อกระจก (Cataract) 
  2. ต้อหิน (Glaucoma) 
  3. จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) 
  4. เบาหวานขึ้นตา และมีเลือดออกในจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy, Retinal Hemorrhage) 
  5. วุ้นในตาเสื่อมจนมีภาวะจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment) 

ปัญหาการมองเห็นทำให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้น หลายๆ ท่านต้องเลิกทำงานอดิเรกเพราะมองไม่ชัด ไม่สามารถผ่อนคลายด้วยการเล่นโซเชียล อ่านหนังสือ ดูทีวี หรือขับรถเที่ยวได้  การที่ผู้สูงอายุเริ่มมองไม่ชัด และสูญเสียกิจกรรมที่ตัวเองชอบ เป็นอาการที่ไม่ควรละเลย เพราะความเสื่อมของตาเป็นภาวะที่รักษาได้ และผลการรักษาจะยิ่งดีถ้าตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ 


สัญญาณเตือนการไม่ได้ยิน

ผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยบ่นว่า หูไม่ได้ยิน  ก็เพราะว่าไม่ได้ยินเลยไม่รู้ว่ามีเสียง  แต่อาจจะเริ่มเปิดทีวีเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ  พูดเสียงดังๆ เวลาคุยกันต้องให้พูดซ้ำๆช้าๆ หรือต้องคอยอ่านปากว่าพูดว่าอะไร หลายๆ ท่านอาจจะเลิกคุยไปเลยเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งจะทำให้ขาดการเข้าสังคม ซึมเศร้า หรือสมองไม่ถูกกระตุ้นให้คิด ทำให้สมาธิสั้น สมองเสื่อมลงได้ 

  1. ภาวะเส้นประสาทหูเสื่อม แก้ไขได้ด้วยการใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งปัจจุบันรูปลักษณ์จะดูน่าใช้ และมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อก่อนมาก ผู้สูงอายุที่ใช้เครื่องช่วยฟังอยู่แล้วแต่ยังฟังไม่ชัด ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กเครื่องสม่ำเสมอ และปรับให้เข้ากับเส้นประสาทของแต่ละคน  
  2. โรคติดเชื้อเรื้อรังในหูชั้นกลาง ของผู้สูงอายุ บางครั้งอาการไม่ชัดเจน บางคนไม่ปวดหู แต่มีหูอื้อ มีเสียงวิ้งๆ ในหู หรือมีเวียนหัวบ้านหมุน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี อาจมีการติดเชื้อราในช่องหู หรือในโพรงไซนัสได้โดยไม่รู้ตัว 
  3. ภาวะขี้หูอุดตัน พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ชอบใช้ไม้พันสำลีปั่นหู สามารถมาพบแพทย์ให้ดูดออกปีละ 1-2 ครั้ง จะทำให้ได้ยินชัดขึ้น 

สัญญาณเตือนการรับรสที่ลดลง

เมื่อผู้สูงวัยบ่นว่ากินอะไรก็ไม่อร่อย ซื้อของกินอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ หวานไป เค็มไป แข็งไป ปัญหารับประทานอาหารไม่อร่อยของผู้สูงอายุส่วนมากไม่ได้เกิดจากความไม่ถูกปากอย่างเดียว แต่อาจจะเกิดจากปัญหาทางกายที่ซ่อนอยู่ เช่น 

  1. มีฟันผุ เหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ หรือรากฟันติดเชื้อ ทำให้ปวดฟันโดยเฉพาะเวลาเคี้ยวอาหาร  
  2. ฟันปลอมไม่พอดี หลุดบ่อย หรือกดเหงือกเป็นแผล 
  3. ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้น้ำลายน้อยลง ลิ้นรับรสชาติไม่ปกติ และเบื่ออาหารได้  
  4. มีปัญหาการย่อยอาหาร มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้  
  5. มีนิ่วในถุงน้ำดีทำให้ท้องอืดง่ายๆ 
  6. มีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้ไม่อยากอาหารแต่น้ำหนักขึ้น 
  7. มีภาวะซึมเศร้าจากเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ จากการไม่มีสังคม หรือความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง 
  8. สุดท้ายแล้วหากไม่มีปัญหาข้างต้น และเบื่ออาหารจนน้ำหนักลดอย่างมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็เป็นสัญญาณที่ 
  9. ควรจะพาผู้สูงอายุมาตรวจหาโรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรค โรคเนื้องอกหรือมะเร็งของอวัยวะภายใน 

สัญญาณเตือนการขับถ่ายที่ผิดปกติ

ถึงแม้กระเพาะอาหารและลำไส้ของผู้สูงอายุจะมีแนวโน้มที่จะขยับตัวช้าลง แต่การที่ถ่ายลำบากจนกระทบกับการรับประทานหรือการใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ  สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการท้องผูกเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยลง (เพราะเคี้ยวไม่ได้) การดื่มน้ำน้อยลง  หรือการขยับเคลื่อนไหวน้อยลง (เพราะปวดขา หรือกล้ามเนื้อไม่มีแรง)  ซึ่งแก้ไขด้วยการทานยาระบายและการปรับพฤติกรรม  แต่ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นเพราะตัวผู้สูงอายุนั้น จำเป็นต้องตรวจหาโรคทางกระเพาะอาหารและลำไส้ที่จำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ๆ ก็มีการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม  มีท้องผูกสลับท้องเสีย  มีปวดบิดหรือปวดหน่วงทวารหนักมากผิดปกติเวลาขับถ่าย  มีถ่ายอุจจาระสีดำกลิ่นเหม็นคาว หรือมีถ่ายเป็นเลือดสด หรือเป็นมูกปนเลือด  

  1. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากเจอในระยะแรกๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้  และปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองโรคมะเร็ง  ทำการตัดติ่งเนื้อที่น่าสงสัยก่อนที่จะลุกลาม 
  2. ภาวะริดสีดวงทวารและแผลเรื้อรังบริเวณหูรูดทวารหนัก  ทำให้มีอาการเกร็งเจ็บเวลาอุจจาระ และจะกลายเป็นหูรูดเกร็งปิด เบ่งอุจจาระไม่ได้ตามมา  หากปล่อยไว้เรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อ เป็นฝีที่รอบๆ รูทวารหนักได้
  3. การต้องคอยมองหาห้องน้ำในทุกๆ ที่ที่ไป หรือการต้องระวังไม่ดื่มน้ำเยอะเพราะกลัวกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นความคับข้องใจของผู้สูงอายุ  สุดท้ายอาจจะตัดปัญหาด้วยการไม่ออกไปไหนไกลๆ เพราะไม่อยากทำให้ลูกหลานเสียเวลาเที่ยว ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (incontinence) มีสาเหตุทางกายที่แก้ไขได้ เช่น 
  4. เบาหวานขึ้นสูง ทำให้เส้นประสาทควบคุมการขับถ่ายไม่ทำงาน แก้ไขได้โดยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ  และฝึกวินัยในการเข้าห้องน้ำ ไม่ใช่รอจนปวดมากจึงจะเข้า 
  5. มดลูก และ/หรือผนังช่องคลอดหย่อน พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทอง ที่มีลูกหลายคน หรือมีน้ำหนักตัวมากมีแรงดันในช่องท้องสูง  ความรุนแรงของภาวะนี้มีตั้งแต่อาการปัสสาวะเล็ด จนถึงมีส่วนของปากมดลูกโผล่ยื่นออกมา หากรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์แต่เนิ่นๆ จะสามารถแก้ไขให้กลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 
  6. ต่อมลูกหมากโต  นอกจากปัสสาวะบ่อยแล้ว คุณพ่อ คุณตา จะยังมีอาการปัสสาวะไม่สุด ไม่พุ่งเป็นลำ ปัสสาวะออกช้าหรือต้องเบ่ง กลั้นไม่ได้มีปัสสาวะหยดเปื้อนกางเกง รวมไปถึงตื่นปัสสาวะกลางคืนเกือบทุกชั่วโมง  ภาวะนี้เป็นเรื่องปกติของชายวัยใกล้เกษียณ ซึ่งก็สามารถบรรเทาให้ดีขึ้นได้ไม่ว่าจะด้วยการปรับวินัยในการปัสสาวะ การใช้ยา หรือการลดขนาดต่อมลูกหมากด้วยการผ่าตัดแบบส่องกล้อง 

สัญญาณเตือนความเสื่อมโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ

หลายคนคงอยากพาพ่อแม่เดินชอปปิงในห้างใหญ่ๆ  ไปเที่ยวสถานที่สวยๆ หรือพาท่านขึ้นเขาไปตั้งแคมป์ดูทะเลหมอก  แต่ทุกแผนก็ต้องถูกเบรกด้วยคำว่า “ไปไม่ไหว ปวดขา” อาการปวดขาอาจเกิดจากแค่ไม่อยากขยับตัว  แต่ก็มีปัญหาทางกายอีกหลายอย่างที่มากับกับอาการปวดขา และการเดิน เช่น 

  1. โรคข้อเสื่อมที่ตำแหน่งต่างๆ ได้แก่ ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อเท้า อาการข้อบวมอักเสบจะเห็นชัดเจน อาการปวดจะทำให้เดินลำบาก แต่ถ้าอยู่เฉยๆ นานเกินไปโดยเฉพาะในห้องที่อากาศเย็น ก็จะปวดตึงบริเวณข้อได้ 
  2. โรคกระดูกสันหลังเสื่อม สังเกตได้จากอาการปวดเมื่อยเอว นั่งนานๆ ไม่ได้ อาจมีกระดูกสันหลังทรุดทับเส้นประสาท เวลาเดินจะมีอาการปวดแปล๊บคล้ายไฟฟ้าช็อตจากเอวด้านหลังลงไปถึงน่อง ถ้าเป็นมากอาจมีอาการชาขา ขาอ่อนแรง หรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระลำบาก 
  3. ภาวะกล้ามเนื้อน้อยและไม่แข็งแรง (sarcopenia) พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่ขาดสารอาหาร หรือมีภาวะอ้วน  เกิดจากการที่ไม่ได้บริโภคโปรตีนอย่างเพียงพอ (ผู้สูงอายุส่วนมากมีแนวโน้มจะรับประทานเนื้อสัตว์หรือไข่ลดลง แต่รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น) และขาดการออกกำลังกายที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เมื่อแขนขาไม่ค่อยมีแรง ทำให้ไม่อยากเดิน  ภาวะนี้สามารถแก้ไขได้ถ้าได้รับการจัดอาหารและมีผู้ดูแลการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ซึ่งในระยะยาวจะช่วยทำให้สามารถควบคุมโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น เบาหวาน ได้ดีขึ้นด้วย 
  4. ยาขับปัสสาวะบางตัวมีผลข้างเคียงทำให้สารโพแทสเซียมต่ำ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง  ยาลดไขมันบางชนิดมีผลข้างเคียงคือปวดเมื่อยแขนขา  หรือยาบางกลุ่มมีปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์กัน ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้  ปัญหานี้ป้องกันได้โดยแจ้งรายการยาทุกชนิดที่ใช้ ทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ อาจให้แพทย์ประจำตัวช่วยเช็กดูปฏิกิริยาของยา  และไม่ควรซื้อยาหรืออาหารเสริมรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร 
  5. ภาวะกระดูกพรุน และมีกระดูกสันหลังทรุดโดยไม่รู้ตัว ผู้ที่มีกระดูกพรุนมากๆ อาจมีกระดูกหักได้จากการกระแทกเบาๆ บางครั้งอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าไปกระทบกระแทกตอนไหน รู้อีกทีคือบ่นว่าปวดหลัง ไม่ยอมลุกไม่ยอมเดิน หากผู้สูงอายุไม่ยอมลุกจากเตียง อาจไม่ใช่ความเสื่อมตามอายุ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง

สัญญาณเตือนความเสื่อมของหลอดเลือดและการไหลเวียนเลือด

หลายครั้งที่ผู้สูงอายุไม่สามารถแยกได้ว่าอาการที่เป็นคือ ปวด หรือ วิงเวียน หรือ แน่นท้องแล้วคลื่นไส้ หรือ ใจสั่น/ใจหวิวๆ หรือ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม  ส่วนมากผู้สูงอายุจะแก้ปัญหาด้วยการทานยาแก้เมารถเมาเรือ ซึ่งยาแก้เวียนบางตัวมีผลข้างเคียงทำให้เบลอ สับสน ความจำไม่ดี หรือเซล้มได้ การซักประวัติและตรวจร่างกายผู้สูงอายุที่มาด้วยอาการ “เวียน” จึงต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะมีอวัยวะหลายระบบที่ทำให้มีอาการ เวียน หรือ คล้ายจะเวียน และการรักษาก็ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น 

  1. ความดันโลหิตขึ้นสูงหรือลดต่ำเกินไป หรือมีความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็วขณะเปลี่ยนจากท่านอนเป็นนั่ง หรือนั่งเป็นยืน 
  2. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เร็วไป หรือช้าไป เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation), สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง (heart block)  
  3. โรคหลอดเลือดหัวใจ  หลายครั้งที่ผู้สูงอายุอาจไม่ได้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนคนวัยทำงาน แต่อาจมาด้วยอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ  เพลีย วิงเวียน จุกแน่นลิ้นปี่จนหายใจลำบาก   
  4. มีแคลเซียมเกาะในประสาทหูชั้นในแล้วเกิดหลุดลอยออกไปรบกวนการนำสัญญาณประสาท ทำให้เกิดอาการ “บ้านหมุน” แบบที่เรียกกันติดปากว่า น้ำในหูไม่เท่ากัน  การพักผ่อนน้อย ความเครียด การออกแรงหนักๆ กระตุ้นในเกิดแคลเซียมหลุดได้ แต่อาการดังกล่าวสามารถควบคุมและรักษาได้เช่นกัน  
  5. ภาวะซีด หรือโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก (ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย มีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร)  ขาดวิตามิน B12 โฟเลท (รับประทานมังสวิรัติ 100%, มีภาวะที่ดูดซึมวิตามิน B12 ไม่ได้ ที่เรียกว่า Pernicious anemia)  จะทำให้หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เหนื่อยง่าย หายใจหอบแม้ออกแรงเพียงเล็กน้อย  ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดหัวใจล้มเหลวได้ 
  6. โรคเส้นเลือดสมองตีบ จะต้องสงสัยในผู้สูงอายุที่มีอาการเวียนหัวรุนแรงเฉียบพลัน (มักจะมีบ้านหมุนร่วมด้วย)  และมีอาการอื่นทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาชา / อ่อนแรง  ปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายลำบาก ทรงตัวไม่ได้ทั้งท่านั่งและท่ายืน หรือเดินเซ หรือหากมีแต่อาการบ้านหมุนอย่างเดียวแต่เป็นรุนแรง เป็นนาน ไม่ตอบสนองต่อยาแก้เวียน ควรรีบพามาโรงพยาบาล 
  7. ยาหลายๆ ตัวมีผลข้างเคียงทำให้มึนศีรษะ ยิ่งมียาทานหลายตัว ความเสี่ยงที่จะเจอยาที่มีผลข้างเคียงเหมือนกัน หรือเสริมฤทธิ์กัน ยิ่งเพิ่มมากขึ้น  จึงจำเป็นที่ต้องให้ผู้สูงอายุแจ้งรายการยาที่ใช้กับคุณหมอทุกท่าน ทุกครั้งที่ไปพบ และหลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง 

 

แพ็กเกจความงาม : Summer นี้มีแต่ได้กับได้ (Beauty Package : Wattanapat Summer Expo)

สวยจัง ปังไม่ไหว อัพความสวย เติมความสดใส Summer นี้ปังไม่ไหว


 โปรโมชั่นพิเศษกับโปรแกรมอัพสวย สำหรับคนที่อยากดูแลตัวเองให้สวย เด้ง อยู่ตลอดเวลา



  • ฉีดโบท็อกซ์ ลดริ้วรอย หน้าเรียว 50 ยูนิต (Botox 50 Unit)  ราคา 3,799 บาท / ปกติ 11,600 บาท
  • โปรแกรมวิตามินบำบัด 1 ครั้ง ราคา 1,999 บาท / ปกติ 4,900 บาท
  • โปรแกรมวิตามินบำบัด 1 คอร์ส (4 ครั้ง) ราคา 6,999 บาท / ปกติ 18,900 บาท

 ดาวน์โหลดโบร์ชัวร์ >> Wattanapat Health Expo


พบกันวันที่ 1- 9 เมษายนนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

หมายเหตุ : สามารถซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1- 9 เมษายน 2566 และสามารถเข้ารับบริการได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และกรุณานัดหมายล่วงหน้าโทร. 075-205-5433

เพราะสุขภาพดี เริ่มต้นได้ที่ " วัฒนแพทย์ " "Good Health  Starts Here"


  


 

Wattanapat Line Connect ติดตามความเคลื่อนไหว สะดวก ง่าย ผ่านมือถือ (Wattanapat Line Connect)

Wattanapat Line Connect


เพิ่มความสะดวก ให้คุณไปอีกขั้น กับ Wattanapat Line Connect

เชื่อมต่อผ่าน Line สะดวก ง่าย รวดเร็ว

  • วิธีใช้งาน Wattanapat Line Connect
  • Wattanapat Line Connect ทำอะไรได้บ้างนะ


วิธีใช้งาน Wattanapat Line Connect


 

Wattanapat Line Connect ทำอะไรได้บ้างนะ

ระบบเเจ้งเตือนเมื่อเข้ารับบริการ


สามารถตรวจสอบสถานะการเข้ารับบริการ


ระบบแจ้งเตือนผล Lab และ X-ray


สรุปค่าใช้จ่ายการเข้ารับบริการ ทั้งสิทธิ์ประกัน และเงินสด


ระบบเเจ้งเตือนตามนัดหมายแพทย์


ทำนัดหมายหรือเลื่อนนัดด้วยตนเอง

กิจกรรมวันเด็ก เปิดประสบการณ์ (Wattanapat Kids Day 2023)

วันเด็กปีนี้ชวนมา เปิดประสบการณ์ "โลกศิลปะ" กับ วัฒนแพทย์


ร่วมทำกิจกรรมกับ 2 ดีไซน์เนอร์ชื่อดังวัย 10 ขวบ เจ้าของแบรนด์ Keziah ที่ดังระดับโลก
(น้องวินนี่) เด็กหญิงเคสิยาห์ ชุมพวง และ (น้องฮีโร่) เด็กชายวจนะ ชุมพวง


สมัครเข้าร่วมกิจรวมกิจกรรม ได้ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2566 (จำนวนจำกัด)
แล้วมาพบกันใน วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 (เวลา 08.30-12.00)

IV-Drip ดียังไง ใครควรทำบ้าง? (Does IV Vitamin Therapy Actually Work?​)


 

IV-Drip หรือที่เรียกกันว่า “Vitamin Drip” และ “วิตามินบำบัด”

หมายถึงการให้วิตามินหรือสารน้ำผ่านทางหลอดเลือดดำเข้าสู่ร่างกายซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ต้องการความรวดเร็ว ปลอดภัย เห็นผลไว และใช้เวลาในกระบวนการทำไม่นาน การทำ IV Therapy เป็นการให้วิตามินที่ได้รับความนิยม

IV Therapy แตกต่างการให้สารอาหาร วิตามิน หรือเกลือแร่ในรูปแบบอื่นๆ เช่น การรับประทาน การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การอมใต้ลิ้น รวมถึงการทาครีมเพื่อให้ดูดซึมผ่านทางผิวหนัง  ในการทำ IV Therapy นี้จะสามารถนำวิตามินและเกลือแร่เข้าสู่หลอดเลือดและส่งผลในการบำรุงร่างกายได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย การดูดซึม หรือถูกคัดกรองผ่านด่านใดๆ หลังจากนั้นจึงจะถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระโดยไม่มีการสะสมหรือตกค้างเป็นอันตรายอยู่ในร่างกาย

ด้วยประโยชน์ดังกล่าวจึงมีการปรุงสูตรขึ้นหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคล  ทั้งนี้ในการปรับสูตรสารน้ำเหล่านี้หากต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เกิดอันตรายในการบำบัด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทำทุกครั้ง โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

  • เข้ารับการตรวจวัดความดันโลหิต ชีพจร อุณหภูมิกาย น้ำหนัก และ ส่วนสูง ซึ่งจำเป็นต่อการคำนวณปริมาณและความเข้มข้นของสารน้ำ รวมถึงอัตราเร็วในการให้สารน้ำเพื่อมิให้เกิดผลข้างเคียงอีกด้วย
  • พบแพทย์เพื่อปรึกษาถึงปัญหาสุขภาพที่กังวล ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการแพ้ยา รวมถึงการให้ข้อมูลสุขภาพโดยรวม เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำในการดูและเลือกสูตรสารน้ำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • เจาะเลือด เพื่อประเมินสภาวะของร่างกายว่าสามารถทำ IV Therapy ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงช่วยในการปรับปริมาณความเข้มข้นของวิตามิน ความถี่และจำนวนครั้งในการบำบัดที่เหมาะสม

แต่ในการบำบัดนี้ยังมีข้อควรระวังสำคัญอีกหลายประการที่ท่านควรทราบและต้องแจ้งแก่แพทย์ที่ปรึกษาก่อนทำ ดังนี้

  • หญิงตั้งครรภ์ หรือ หญิงให้นมบุตร
  • ประวัติการแพ้ยา หรือ วิตามินใดๆ รวมถึงลักษณะอาการที่แพ้เป็นอย่างไร
  • โรคประจำตัว และยาที่รับประทานเป็นประจำ
  • ภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง
  • เป็นโรค G6PD
  • รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด
  • รู้สึกไม่สบาย มีไข้สูง
  • มีผื่นหรือแผลบริเวณที่จะสอดเข็มเพื่อให้สารน้ำ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ หลังฝ่ามือ
  • กำลังอยู่ในช่วงอดอาหาร หรือ ควบคุมน้ำหนัก

กระบวนการต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะทำให้ท่านได้รับการบำบัดดูแลสุขภาพได้อย่างปลอดภัยอันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อีกทั้งการทำ IV Therapy นี้ควรจะทำในสถานพยาบาลที่มีทีมแพทย์ พยาบาล และเครื่องมือพร้อมช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน จึงจะทำให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

ตรวจ DNA ดีจริงมั้ย? ทำไมใครๆก็พูดถึง (What does genetic DNA testing tell you)

ตรวจวิเคราะห์สุขภาพด้วย DNA ดีจริงมั้ย? ทำไมใครๆก็พูดถึง


ดีเอ็นเอ (Deoxyribonucleic Acid: DNA) เป็นสารพันธุกรรมอยู่ในส่วนองค์ประกอบย่อยของเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เช่น เม็ดเลือดขาว ตัวอสุจิ กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเยื่อบุกระพุ้งแก้ม

ในทางนิติเวชใช้การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล (Identification) ตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือตรวจพิสูจน์ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันระหว่างวัตถุพยานต่างๆ

ส่วนในทางการแพทย์ นำการตรวจ DNA มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ โดยการตรวจ DNA ในยีน สามารถนำไปประเมินความต้องการสารอาหาร ความไวต่ออาหาร และการออกกำลังกาย ทำให้แพทย์สามารถกำหนดโภชนาการและแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลได้

นอกจากนี้ การตรวจ DNA ยังสามารถหาภาวะความเสี่ยง หรือปัจจัยการเกิดโรคในระดับพันธุกรรมได้อีกด้วย



ตัวอย่างการตรวจวิเคราะห์สุขภาพด้วย DNA โดยโปรแกรม Geneus™ DNA Test

  • ตรวจความต้องการวิตามินและสารอาหาร เช่น เอ บี6 บี9 บี12 ซี ดี หรือโอเมก้า3
  • ตรวจการแพ้อาหาร ได้แก่ แลคโตสในนมวัว คาเฟอีน แอลกอฮอล์ ไขมันอิ่มตัว และกลูเตน
  • ตรวจพฤติกรรมเสี่ยงในการเลือกบริโภค ได้แก่ พฤติกรรมชอบรับประทานหวาน และการอิ่มช้า
  • ตรวจสารต้านอนุมูลอิสระ และการล้างสารพิษในตับ
  • ตรวจความสามารถในการเผาผลาญสารอาหาร ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
  • ตรวจการออกกำลังกายที่เหมาะสมในแต่ละคน
  • ตรวจความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน จอประสาทตาเสื่อม ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือความดันโลหิตสูง
  • ตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรม
  • ตรวจลักษณะผิวพรรณจาก DNA เช่น ความไวต่อแดด ความเสี่ยงในการเกิดสิว จุดด่างดำ หรือแผลเป็นคีลอยด์
  • ตรวจพรสวรรค์ทาง DNA เช่น ความเฉลียวฉลาด ความสามารถทางด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ หรือการมีสมาธิจดจ่อ
  • ตรวจอื่นๆ เช่น ภาวะเกลียดเสียง ภาวะผมบางจากพันธุกรรม ความรู้สึกเกลียดผักชี อาการเมารถ-เมาเรือ หรือระยะเวลาในการนอนหลับ

ตรวจวิเคราะห์สุขภาพด้วย DNA บอกอะไรเราได้บ้าง


วิตามินและสารอาหาร

  1. ความต้องการ วิตามินเอ (Vitamin A): ตรวจยีน BCMO1
  2. ความต้องการ วิตามินบี6 (Vitamin B6): ตรวจยีน NBPF3
  3. ความต้องการ วิตามินบี9-โฟเลต (Vitamin B9-Folate): ตรวจยีน MTHFR
  4. ความต้องการ วิตามินบี12 (Vitamin B12): ตรวจยีน FUT2
  5. ความต้องการ วิตามินซี (Vitamin C): ตรวจยีน SLC23A1
  6. ความต้องการ วิตามินดี (Vitamin D): ตรวจยีน GC
  7. ความต้องการ โอเมก้า-3 (Omega-3): ตรวจยีน FADS1

ความไวต่ออาหารแต่ละชนิด

  1. ความไวต่อ แลคโตสในนมวัว (Lactose Intolerance): ตรวจยีน MCM6
  2. การกำจัด คาเฟอีน (Caffeine metabolism): ตรวจยีน CYP1A2
  3. การกำจัด แอลกอฮอล์ (Alcohol flush reaction): ตรวจยีน ALDH2
  4. การตอบสนองต่อไขมันอิ่มตัว (Response to dietary saturated fat): ตรวจยีน APOA2
  5. โรคเซลิแอค-แพ้กลูเตน (Celiac disease): ตรวจยีน HLA-DQA1, HLA-DQA2

พฤติกรรมเสี่ยงในการเลือกบริโภค

  1. พฤติกรรมชอบรับประทานหวาน (Sweet tooth): ตรวจยีน SLC2A2
  2. อิ่มช้า (Satiety-feeling full): ตรวจยีน FTO

สารต้านอนุมูลอิสระ

  1. การต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์: ยีน SOD2 (Manganese Superoxide Dismutase 2)
  2. การล้างสารพิษตับ: ยีน GSTP1 (Glutathione Sulfotransferase P1)

ความสามารถในการเผาผลาญอาหาร Macro Nutrient

  1. โปรตีน (Protein)
  2. คาร์โบไฮเดรต (Carb)
  3. ไขมัน (Fat)

การออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวคุณ

  1. ประสิทธิภาพ VO2 Max
  2. ศักยภาพด้าน Power/Endurance
  3. ความเสี่ยงบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย (Injury risk)
  4. อนุมูลอิสระที่เกิดจากการออกกำลังกาย (Free radicals during exercise)
  5. การฟื้นตัวหลังจากการออกกำลังกาย (Post-exercise recovery)

การออกกำลังกายและสุขภาพองค์รวม

  1. การลดไขมันจากการออกกำลังกายแบบ Cardio
  2. การเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน (Insulin)
  3. การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยการออกกำลังกาย
  4. การเพิ่ม HDL จากการออกกำลังกายแบบ Cardio

ความเสี่ยงในการเกิดโรค

  1. โรคอัลไซเมอร์
  2. โรคพาร์กินสัน
  3. โรคจอประสาทตาเสื่อม
  4. ภาวะธาตุเหล็กเกิน
  5. ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
  6. ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD
  7. โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  8. โรคความดันโลหิตสูง
  9. โรคไขมันชนิด LDL สูงเกิน
  10. โรคไขมัน Triglyceride สูงเกิน
  11. โรคไขมัน HDL ต่ำเกิน

บุคลลิกภาพจาก DNA

  1. นักคิด (Analyst)
  2. นักปรับตัว (Adaptable)
  3. นักรบ (Adventurer)

การตอบสนองของร่างกายต่อยา

  1. Allopurinol
  2. Simvastatin
  3. Ibuprofen
  4. Celecoxib
  5. Flurbiprofen
  6. Lornoxicam
  7. Omeprazole
  8. Lansoprazole
  9. Pantoprazole
  10. Meloxicam
  11. Clopidogrel
  12. Citalopram
  13. Escitalopram
  14. Piroxicam
  15. Dexlansoprazole

ความไวต่อมลภาวะ

  1. มลพิษทางอากาศ (air pollution)
  2. มลพิษที่เกิดจากการจราจร (traffic related pollution)
  3. ควันบุหรี่มือสอง (second hand smoke sensitivity)

คุณลักษณะเฉพาะบุคคล

  1. การจัดการความเครียด
  2. หูกาง
  3. ความไวต่อความรู้สึกเจ็บ
  4. ชนิดของขี้หู
  5. การหลับลึก
  6. การเคลื่อนไหวขณะหลับ
  7. กลิ่นตัว
  8. ความไวต่อรสขม

โรคทางพันธุกรรมสำหรับตรวจการเป็นพาหะ และวางแผนการมีบุตรรวม 101 โรค

  1. Achondrogenesis
  2. Achromatopsia
  3. Acute fatty liver
  4. Alkaptonuria
  5. Alpha-Mannosidosis
  6. ARSACS
  7. Agenesis of the Corpus Callosum with Peripheral Neuropathy
  8. Autosomal Recessive Polycystic Kidney Disease
  9. Andermann syndrome
  10. Beta Thalassemia & related hemoglobinopathies
  11. Bloom syndrome
  12. Biotinidase deficiency
  13. Bardet-Biedl Syndrome
  14. Galactosylceramide beta-galactosidase deficiency
  15. Beta-sacroglycanopathy(Limb-girdle muscular dystrophy)
  16. Caravan Disease
  17. Carnitine Palmitoyltransferase deficiency
  18. Choroideremia
  19. Citrullinemia type I
  20. Citrullinemia type II
  21. Cohen syndrome
  22. Combined Pituitary Hormone Deficiency
  23. Congenital Adrenal Hyperplasia
  24. Congenital Disorder of Glycosylation
  25. Cystic fibrosis
  26. D-Bifunctional Protein Deficiency
  27. Deafness
  28. Diastrophic Dysplasia
  29. Dihydrolipoamide Dehydrogenase deficiency
  30. Dilated Cardiomyopathy
  31. Duchenne Muscular Distrophy
  32. Factor XI Deficiency
  33. Familial Dysautonomia
  34. Familial Mediterranean fever
  35. Fanconi Anemia
  36. Familial Hyperinsulinism
  37. Gaucher Disease
  38. G6PD
  39. Glutaric acidemia
  40. GRACILE syndrome
  41. Glycogen storage disease type 1a
  42. Glycogen storage disease type 1b
  43. Glycogen storage disease type V
  44. Hemophilia B
  45. Hereditary Fructose Intolerance
  46. Herlitz Junctional Epidermolysis Bullosa
  47. Hexosaminidase A Deficiency(Including Tay-Sachs Disease)
  48. Homocystinuria
  49. Homocysteinemia
  50. Hyperinsulinism
  51. Inclusion Body Myopathy
  52. Isovaleric Acidemia
  53. Joubert Syndrome
  54. Krabbe Disease
  55. Leigh Syndrome, French Canadian Type
  56. Limb-Girdle Muscular Dystrophy Type 2D
  57. Limb-Girdle Muscular Dystrophy Type 2E
  58. Limb-Girdle Muscular Dystrophy Type 2I
  59. Medium Chain Acyl-CoA Dehydrogenase Deficiency (MCAD)
  60. Maple Syrup Urine Disease Type 1B
  61. Maple Syrup Urine Disease Type 1A
  62. Maple Syrup Urine Disease Type III
  63. Mucolipidosis
  64. Metachromatic Leukodystrophy
  65. Methylmalonic Acidemia
  66. Mucopolysaccharidosis
  67. Muscular dystrophy-dystroglycanopathy
  68. Nemaline Myopathy
  69. Neuronal Ceroid Lipofuscinosis
  70. Niemann-Pick Disease
  71. Northern Epilepsy
  72. Oculocutaneous Albinism
  73. Pendred Syndrome
  74. Polyglandular Autoimmune Syndrome
  75. Pompe Disease
  76. Primary Carnitine Deficiency
  77. Pseudocholinesterase Deficiency
  78. Primary Hyperoxaluria type II
  79. Primary Hyperoxaluria type III
  80. Pycnodysostosis
  81. Rhizomelic Chondrodysplasia Punctata Type 1
  82. Salla Disease
  83. Sickle Cell Anemia
  84. Sjogren-Larsson Syndrome
  85. Tyrosinemia Type I
  86. Usher Syndrome type 1F
  87. Usher Syndrome type 3A
  88. Zellweger Syndrome Spectrum

พรสวรรค์จาก DNA

  1. ความเฉลียวฉลาด (Intelligence)
  2. ความสามารถทางด้านภาษา (Language ability)
  3. ทักษะทางคณิตศาสตร์ (Mathematical skills)
  4. ประสิทธิภาพความจำ (Memory performance)
  5. ทักษะการทำงานหลายอย่าง (Multitasking skills)
  6. ความสามารถทางด้านดนตรี (Musical ability)
  7. ความสามารถในการอ่านและสะกดคำ (Reading and spelling)
  8. การมีสมาธิจดจ่อ (Task attention)
  9. ความจำเพื่อใช้งาน (Working memory)
  10. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
    การดูแลผิวพรรณจาก DNA
  11. จุดด่างดำบนผิวหน้า (Age spots)
  12. กระบนใบหน้า (Freckles)
  13. กระบวนการไกลเคชันในผิวหนัง (Glycation protection)
  14. ความเสี่ยงการเกิดสิว (Acne risk)
  15. รอยแตกลายบนผิวหนัง (Stretch marks)
  16. ความไวต่อแสงแดด (Sun sensitivity)
  17. รอยย่นบนใบหน้า (Wrinkles)
  18. การป้องกันเซลลูไลต์ (Cellulite protection)
  19. การเกิดแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid formation)

Traits และอื่นๆ

  1. พฤติกรรมเสพติด (Addictive behavior)
  2. พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol drinking)
  3. ภาวะผมบางจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia)
  4. การได้กลิ่นหน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus odor detection)
  5. ปริมาณคาเฟอีนที่บริโภค (Caffeine consumption)
  6. ความเกลียดผักชี (Cilantro aversion)
  7. ความหนาของเส้นผม (Hair thickness)
  8. ภาวะเกลียดเสียง (Misophonia)
  9. คนตื่นเช้า (Morning person)
  10. แรงจูงใจจากภายในที่จะออกกำลังกาย (Intrinsic motivation to exercise)
  11. อาการเมารถ เมาเรือ (Motion sickness)
  12. ระยะเวลาในการนอนหลับ (Sleep duration)
  13. ความรู้สึกเชิงบวก (Positive affect)
  14. ความสามารถในการได้ยิน (Hearing ability)

 

 

สิวเรื้อรังไม่หายสักที ลองตรวจภูมิแพ้ดูสักทีดีมั้ย (Can Acne be Caused by Allergies)

สิวเรื้อรังไม่หายสักที ลองตรวจภูมิแพ้ดูสักทีดีมั้ย


สิวอักเสบเรื้อรัง หรือมีอาการอักเสบใต้ชั้นผิวหนังตามจุดต่างๆ ของร่างกาย นอกจากจะมีสาเหตุจาก ฮอร์โมน แล้ว อาจเป็นสัญญาณของภูมิแพ้อาหารแฝง เนื่องจากร่างกายรับสารปนเปื้อนจากอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยจะค่อย ๆ เก็บสะสมไว้ภายในร่างกายและค่อยๆ แสดงอาการออกมาในภายหลัง เช่น อาการทางผิวหนัง ผดผื่นคัน ลมพิษ และสิวเรื้อรัง หากเชื้อภูมิแพ้แฝงสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานอาจเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ในอนาคตได้


อาการแพ้ ภูมิแพ้ แพ้อาหาร เป็นสิว ผดแพ้ สิวแพ้


 ลองเช็คกันดูว่า คุณมีอาการเหล่านี้อยู่หรือเปล่า?

  • ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการเรอหรือผายลมบ่อยครั้ง หรือบางครั้งมีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • มีอาการคันคอไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการปวดหัวแบบเรื้อรัง ปวดหัวไมเกรน หรืออาการปวดตามข้อต่างๆ ของร่างกาย
  • มีอาการน้ำมูกไหลเรื้อรัง เป็นไม่หาย หรือไม่ทราบสาเหตุ
  • รู้สึกไม่สบายตัว ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบาย 
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

 ภูมิแพ้อาหารแฝง แตกต่างจากภูมิแพ้ปกติอย่างไร?

 ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) คือ ภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่จะไม่แสดงอาการแพ้ออกมาทันทีเหมือนภูมิแพ้อาหารทั่วไป (Food Allergy) ที่จะแสดงอาการออกมาทันทีเมื่อรับประทานอาหารที่ร่างกายแพ้เข้าไป เช่น อาเจียน แน่นหน้าอก มีผื่นขึ้นตามตัว หายใจติดขัด  แต่ภูมิแพ้อาหารแฝงจะค่อยๆ แสดงออกมา และเป็นอาการเรื้อรังที่สร้างความรบกวนในการดำเนินชีวิตได้

  • ภูมิแพ้อาหารทั่วไป (Food Allergy) เช่น แพ้ถั่วลิสง หรือ แพ้กุ้ง เป็นอาการแพ้ที่มักจะเกิดขึ้นทันทีหลังรับประทานอาหารและมีปฎิกิริยาที่รุนแรง ได้แก่ จาม เป็นผื่น ระคายเคืองผิวหนัง บวมแดง และมีอาการเหนื่อยล้า อาหารที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีแอนติบอดี้ชนิด IgG เข้ามาเกี่ยวข้อง
>>แพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนัง ราคา<<

สาเหตุการเกิดภูมิแพ้อาหารแฝง

          ภูมิแพ้อาหารแฝง เกิดจากภูมิ (antibody) ชนิด Immunoglobulin G (IgG) ที่ร่างกายสร้างมาต่อต้านอาหาร และไม่ทราบว่าได้เกิดการแพ้อาหารชนิดนั้นๆขึ้นมา กลไกของการแพ้อาหารแบบแฝงนั้น เริ่มจากเมื่อเราบริโภคอาหารที่แพ้เข้าไปเม็ดเลือดขาวจะสร้าง Antibody ที่จำเพาะต่ออาหารชนิดที่เราแพ้นั้นๆ ในทางเดินอาหารของเรา

          สำหรับอาหารที่ไม่ได้แพ้ก็จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเพื่อที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายตามปกติ แต่อาหารที่แพ้ จะมี Antibody จับกับอาหารที่แพ้ ก่อให้เกิดการอักเสบตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งลักษณะอาการต่างๆที่เกิดขึ้น และชนิดของอาหารที่แพ้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

          สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อาหารแฝง คือ ภาวะของลำไส้รั่ว (Leaky gut) จากการที่ลำไส้ถูกทำลาย เนื่องจากรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีสารเคมีเจอปน หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ทำให้ตับอ่อนผลิตเอนไซม์ได้ไม่ดี ช่องว่างระหว่างเซลล์เยื่อบุลำไส้หลวม ส่งผลให้โมเลกุลที่ยังไม่ได้รับการย่อยหรือสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะไม่แสดงอาการในทันที ซึ่งมีความแตกต่างจากภูมิแพ้อาหารทั่วไป (Food Allergy)


อาหารที่ทำให้แพ้

 อาหารที่คนส่วนใหญ่แพ้มักเป็นอาหารจำพวก นม ไข่ ปลา สัตว์ทะเลเปลือกแข็ง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเปลือกแข็ง ข้าวสาลี กลูเตน (โปรตีนชนิดหนึ่งในข้าวสาลี) สมุนไพร แอลกอฮอล์ และยีสต์ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ปกติ เมื่อเกิดอาการแพ้หลังรับประทานอาหารชนิดใดให้หลีกเลี่ยงการรับประทานทันที แต่หากใครที่มีอาการภูมิแพ้แฝง การตรวจหาภูมิแพ้อาหารแฝงคือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยให้ทราบถึงอาหารที่เป็นต้นเหตุของอาการแพ้ต่างๆ ยังช่วยวางแผนปรับเมนูอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อได้ เพื่อการป้องกันปัญหาสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง

 


 

 

 

 

About Wattanapat (About Wattanapat)

About Wattanapat Hospital

Located at 247/ 2 Phatalung road, the gateway to downtown of Trang, Wattanapat Hospital was established since 1957. It is a renowned, fully staffed and equipped 120-bed hospital serving people in Trang, Krabi, Phatalung, and nearby provinces for half a decade.

Since the establishment, the hospital has long been called by most people as “Ban Mor Vit (Dr. Vit’s House)” for caring and empathy of Dr. Vittaya, the founder, and his wife (Mrs. Amara). This is the reason why people call this neighborhood as “Sam Yak MOR Vit (Dr. Vit Intersection)”.

We provide wide range of specialties 24 hours with caring doctors and staff, and equipment such as CT scanner, MRI, Ultrasonography, Digital Mammography, etc. 

 

Specialties

Internal Medicine

Vertigo, fatigue, common cold, influenza, acute hemorrhagic fever, hypertension, diabetes, hyperlipidemia, arthritis, etc.

Neurology

Headache, migraine, numbness, weakness, TIA, hemiparesis, etc., including CT, MRI scanning, physical medicine and rehabilitation.

Nephrology

Disorders of kidney, renal failure, edema, anemia, hemodialysis, etc.

Infectious Medicine

Various infectious diseases caused by bacteria, virus, fungus, and parasite. Respiratory tract, gastrointestinal tract, urinary tract, and blood stream infection or septicemia. Infectious mononucleosis, meningococcemia, etc.

Pulmonology

Disorders of lung and respiratory tract. Asthma, bronchitis, pneumonia, emphysema, TB (tuberculosis), lung cancer.

Hematology

Disorders of blood, or various cell types of blood.

ENT

Disorders of ear, nose, and throat. Earache, insect or foreign body in the ear, otitis media, Meniere’s disease, hearing test, allergy, allergic rhinitis, snoring, sinusitis, nasal polyp, thyroid, nasal endoscopy, etc.

Obstetrics and Gynecology

Antenatal care, 4D ultrasonography, normal delivery, cesarean section, premarital checkup and counselling, HPV DNA test, Thin Prep, hormonal imbalance, abnormal menstruation, infection, tumor of cervix, uterus, ovary, chocolate cyst, 2-4D Ultrasonography, etc.

Pediatrics

Diagnosis and treatment of various pediatric disorders by pediatricians, including vaccination, nutrition, and development.

Dermatology and Beauty Clinic

Disorders of skin, allergy, inflammation, or infection. Hyperpigmentation, freckles, melisma, mole, papilloma, etc.

Intense Pulsed Light Laser treatment, Diamond Peel, Botox, etc.

 

Surgery

General Surgery

Appendicitis, breast mass or cyst, hernia, hemorrhoid, wound dressing, suturing, abscess, laparoscopic cholecystectomy, gastroscopy, colonoscopy, blood test for tumor markers such as colon or liver cancer, etc.

Orthopedics

Disorders of bones and joints including injury such as fracture or dislocation. Herniated disc, osteoarthritis, spondylosis, injury of ligament, hip replacement, knee replacement, trigger finger (digital tenosynovitis, stenosing tenosynovitis), etc. CT and MRI scanners for accurate diagnosis.

Urology

Disorders of urinary system and genital organ. Stone in kidney, ureter, or urinary bladder. Prostate gland enlargement (benign prostatic hypertrophy, or hyperplasia, or tumor), difficult or painful urination, abnormal function of urinary bladder, stenosis of ureter, urethra, contracture of bladder neck, STD, undescended testis, vasectomy, etc.

Neurosurgery

Disorders in neurological surgery such as head injury, brain hemorrhage, either hypertensive or traumatic, brain tumor. Equipped with MRI and CT scanner, etc.

 

Dental

General Dental services

Diagnosis and treatment of oral cavity and treat

Resin-based, and amalgam fillings
Scaling (cleaning), teeth whitening (bleaching)
Gums
Braces

Prosthodontics
Dental crowns
Dentures, removable, or fixed. Acrylic base, metal base.

Oral Cavity Surgery

Surgical removal of impacted (wisdom) tooth
Extraction, or removal of tooth

Pediatric Dentistry

Removal of milk teeth (primary teeth, or baby teeth)
Dental filling
Fluoride treatment
Root canal

 

Physical Medicine and Rehabilitation

Rehabilitation for various disorders such as muscle, bone and joint, nerve, sport injury, hemiparesis (weakness), hemiplegia (paralysis), scoliosis, post-operative discectomy, abnormal movement, respiratory physical therapy, office syndrome, etc.

Hemodialysis

Hemodialysis service for chronic and acute renal failure by experienced staff in comfortable environment.

Imaging Center

Provides wide range of imaging services such as CT scan, MRI, Digital Mammogram, Ultrasound, and General X-rays.

Health Promotion Center
Annual Physical Checkup (physicals)
Health Insurance Checkup
Pre-employment Health Checkup
Pre-marriage Health Checkup
Mid-life Health Checkup

 

Instructions before health checkup

Making an appointment with the Health Promotion Center.
Have some rest for six hours, as not enough rest may have an effect on blood pressure and heart rate.
NPO (nothing by mouth) for about six hours.
Hold your urinary bladder if ultrasound examination of lower abdomen is indicated.
Ten days before, or ten days after menstruation is best period for mammogram, or ultrasound examination of breast.
Please inform hospital staff if you are pregnant, or think you might be.
If you are having the period (menstruation) please inform the staff before urine, or PV examination.

 

 

เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ (Diabetes Thyroid and Endocrinology)

บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ เฉพาะทางด้านเบาหวาน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์สำหรับการตรวจรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

ให้บริการ

  1. ตรวจประเมินภาวะเสี่ยงก่อนการเป็นเบาหวาน
  2. ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  3. ภาวะเบาหวานขึ้นตา
  4. รักษาโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน
  5. ให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
  6. วินิจฉัยและรักษาโรคทางระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน)
  7. โปรแกรมตรวจสุขภาพเบาหวานประจำปี
  8. เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ไฟโบรสแกน ห้องแล็บและรังสีวิทยา

12 อาหารตัวอ้วน แคลอรี่มากกว่า 500 (12 high calories food)

สำหรับใครที่กำลังควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก แคลอรี่อาหารคงเป็นอะไรที่ต้องใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากอาหารแคลอรี่สูง ส่งผลต่อการสะสมไขมันในร่างกาย ก่อให้เกิดความอ้วนตามมา ดังนั้นก่อนทานอาหารควรคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่ให้มากๆ ทางที่ดีอาจต้องคำนวณแคลอรี่อาหารเสียก่อน เพื่อให้การทานอาหารแต่ละมื้อไม่ส่งผลต่อรูปร่างมากนัก และควรหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ



 

อาหารแคลอรี่สูงที่ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง

  • ข้าวผัดอเมริกัน 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 790 กิโลแคลอรี่
  • สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า 742 KCAL
  • ข้าวมันไก่ทอด 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 695 กิโลแคลอรี่ (ข้าวมันไก่ต้มเท่ากับ 585 กิโลแคลอรี่)
  • ข้าวขาหมู 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 690 กิโลแคลอรี่
  • บะหมี่กรอบราดหน้ารวมมิตร 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 690 กิโลแคลอรี่ (บะหมี่กรอบราดหน้าธรรมดาเท่ากับ 515 กิโลแคลอรี่)
  • ผัดซีอิ๊ว 679 KCAL
  • ข้าวผัดคะน้าหมูกรอบ 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 670 กิโลแคลอรี่
  • ข้าวผัดหมูน้ำพริกเผา 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 665 กิโลแคลอรี่
  • ข้าวผัดหมูใส่ไข่ 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 660 กิโลแคลอรี่
  • บะหมี่กรอบราดหน้า ไก่ หน่อไม้ 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 660 กิโลแคลอรี่ (ไม่มีไก่และหน่อไม้เท่ากับ 515 กิโลแคลอรี่)
  • ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาว 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 630 กิโลแคลอรี่
  • ขนมหัวผักกาดผัด ใส่ไข่ 1 จาน แคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 630 กิโลแคลอรี่ (ไม่ใส่ไข่เท่ากับ 560 กิโลแคลอรี่)

 


การคำนวณแคลอรี่อาหาร

การคำนวณแคลอรี่อาหารเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ ซึ่งโดยทั่วไปคนเราจะต้องการปริมาณแคลอรี่ 25- 35 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าในวันหนึ่งวันต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างด้วย

ในการคำนวณแคลอรี่อาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันในคนที่ต้องการลดน้ำหนัก จึงสามารถนำน้ำหนักตัวไปคูณปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการด้วย 25 ผลลัพธ์ที่ได้นำมาลบ 500 อีกที จะได้ปริมาณที่พอดีกับความต้องการ เช่น คนหนึ่งหนัก 50 กิโลกรัม นำไปคูณกับ 25 แคลอรี่แปลว่าคนคนนั้นมีความต้องการพลังงานเท่ากับ 1,250 กิโลแคลอรี่ ลบออกสัก 500 เหลือ 750 กิโลแคลอรี่

หากอยากรู้ว่าแต่ละมื้อควรทานอาหารในปริมาณแคลอรี่เท่าไร ก็นำผลที่ได้ไปหาร 3 เท่ากับ 250 กิโลแคลอรี่ แปลว่าอาหารข้างต้น 10 อันดับนั้น ไม่เหมาะสมสำหรับคนหนัก 50 กิโลกรัมเลยแม้แต่อย่างเดียว สิ่งที่ควรทานต่อมื้อคือ ก๋วยจั๊บญวณ 1 ถ้วย ปริมาณแคลอรี่ 235 กิโลแคลอรี่ ก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกแห้ง 1 ถ้วย ปริมาณแคลอรี่ 225 กิโลแคลอรี่ ขนมปังน้ำสลัดหมูหยอง 1 ชิ้น ปริมาณแคลอรี่ 230 กิโลแคลอรี่ เป็นต้น

แต่ผลลัพธ์ที่ได้เป็นการคำนวณจากภาพรวมเท่านั้น ที่ไม่จำเพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผลที่ได้จากคนที่น้ำหนักเท่ากันจะออกมาเหมือนกันหมดโดยไม่เกี่ยวข้องกับส่วนสูงและอายุเลย เราจึงหยิบอีกหนึ่งสูตรมาฝากที่มีความละเอียดมากกว่าเป็นการคำนวณค่า BMR ที่ช่วยให้ทราบความต้องการปริมาณแคลอรี่ต่อวันของแต่ละบุคคลที่ละเอียดมากขึ้น ดังนี้ 


 

  • สำหรับผู้ชาย BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม) + (5 x ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร) – (6.8 x อายุ)
  • สำหรับผู้หญิง BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม) + (1.8 x ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร) – (4.7 x อายุ)

ยกตัวอย่าง ผู้ชายน้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 180 เซนติเมตร อายุ 26 ปี คำนวณดังนี้ 66 + (13.7 x 60) + (5 x 180) – (6.8 x 26) = 1611.2 กิโลแคลอรี่ คือจำนวนพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน จากนั้นนำค่า BMR มาคำนวณการทำกิจกรรมเพิ่มเติมในแต่ละวัน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

  • ไม่ได้ออกกำลังกายเลย BMR x 1.2
  • ออกกำลังกายน้อย ประมาณ 1-3 วัน/สัปดาห์ BMR x 375
  • ออกกำลังกายปานกลาง ประมาณ 3-5 วัน/สัปดาห์ BMR x 1.55
  • ออกกำลังกายหนัก ประมาณ 6-7 วัน/สัปดาห์ BMR x 1.725
  • ออกกำลังกายหนัก เป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็น BMR x 1.725

คราวนี้ก็ลองสำรวจดูว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหนจากนั้นก็นำค่า BMR มาคิดเพิ่มกิจกรรมเข้าไป อย่างเช่นหากผู้ชายคนเดิมที่เราคิดค่า BMR ไปในตอนต้นมีค่า BMR = 1611.2 กิโลแคลอรี่ เป็นคนออกกำลังกายปานกลางก็นำ 1611.2 x 1.55 = 2497.36 กิโลแคลอรี่ นั่นคือปริมาณแคลอรี่ที่ผู้ชายคนนั้นต้องการต่อหนึ่งวัน แปลว่าถ้าหากต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักก็ไม่ควรทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่มากกว่านี้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นอาหารแคลอรี่สูงที่ควรหลีกเลี่ยงทั้งหมด 10 อันดับในคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักพร้อมวิธีการคำนวณแคลอรี่อาหารที่เหมาะสมกับความต้องการพลังงานในแต่ละคน จะเห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลที่สุดก็คือแคลอรี่อาหาร ดังนั้นควรเลือกทานให้เหมาะสม เพราะถ้าหากยังทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่เกินความต้องการอยู่ ต่อให้ออกกำลังกายมากเท่าไร ก็ไม่ช่วยให้น้ำหนักลดลงอย่างแน่นอน

ศูนย์เอกซเรย์ และ MRI (X-Ray and MRI Center)

ศูนย์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีความพร้อมในการให้บริการตรวจวินิจฉัยโดยทีมรังสีแพทย์ และนักรังสีเทคนิคที่มีประสบการณ์ความชำนาญ ซึ่งมีโปรแกรมการตรวจที่หลากหลาย ทั้งการตรวจทั้งร่างกาย การตรวจโรคหลอดเลือดหัวใจ การตรวจไต การตรวจกระดูก/ปอด/ต่อมไทรอยด์/ตับ/กระเพาะอาหารและลำไส้ เป็นต้น โดยศูนย์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะเป็นอาคารที่แยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วน สถานที่ภายในสอาด สะดวกสบาย พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัยเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น อาทิเช่น 

ข้อแนะนำก่อนตรวจสุขภาพ

◗ เครื่องเอกซเรย์ทั่วไป (general  x-ray)

◗ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT SCAN 192 slice 

◗ เครื่องเอกซเรย์เต้านม  MAMMOGRAM

◗ เครื่องเอกซเรย์พิเศษ FLUOROSCOPY สามารถตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ ตรวจระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินน้ำดี ระบบอวัยวะสืบพันธ์สตรีโดยใช้สารทึบรังสี

◗ เครื่องอัลตร้าซาวด์(ULTRASOUND)  ตรวจหาความผิดปกติ ของช่องท้องส่วนบน หรือส่วนล่าง อัลตร้าซาวด์เต้านม เป็นต้น

 

MRI คือ

MRI เป็นเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้รังสีเอกซเรย์ ในการทำให้เกิดสัญญาณการสร้างภาพทั้ง 3 ระนาบ (3 dimensions) ที่ใกล้เคียงกับอวัยวะจริงมากที่สุด ทำให้สามารถพบเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจนและมีความแม่นยำสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจด้วยวิธีอื่น ผู้ที่ได้รับการตรวจด้วยวิธีนี้จะปราศจากความเจ็บปวดใดๆ และไม่ได้รับรังสีเอกซเรย์

ข้อดีของการตรวจด้วย MRI

 

1. สามารถตรวจจำแนกคุณสมบัติที่แตกต่างในการตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อ และกระดูกได้ชัดเจน

2. สามารถตรวจดูความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองและลำตัวได้โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี

3. สามารถตรวจดูได้ทุกระนาบ โดยไม่ต้องทำการเคลื่อนย้ายผู้มารับบริการ

4. คนไข้ไม่ได้รับรังสีเอกซเรย์ และยังไม่มีรายงานใดๆที่ระบุว่า ผู้มารับบริการจะได้รับอันตรายจากการตรวจด้วย MRI

 

การเตรียมตัวก่อนมาตรวจ

เนื่องจากเป็นการตรวจที่ละเอียด ดังนั้นจะใช้เวลาตรวจประมาณ 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับส่วนที่ต้องการตรวจ โดยที่ผู้ตรวจไม่ต้องเตรียมตัวอะไรก็สามารถตรวจได้ทันที ยกเว้นกรณีตรวจช่องท้อง ควรงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

ข้อห้ามการตรวจ

เนื่องจาก MRI เป็นเครื่องมือที่ใช้สนามแม่เหล็ก ดังนั้นอุปกรณ์ที่เป็นอิเล็กโทรนิค เช่นบัตรเครดิตโทรศัพท์มือถือ โลหะต่างๆ ห้ามนำเข้าห้องตรวจ MRI รวมถึงผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ, ผ้าตัดใส่คลิปที่เส้นเลือด, เครื่องช่วยหูฟัง เป็นต้น

เครื่อง MRI 1.5 TESLA 

•ไม่มีความเสี่ยงด้านรังสี เพราะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการตรวจ
•ใช้เวลาในการตรวจเพียง 30-45 นาที
•ขนาดอุโมงค์ที่กว้างถึง 70 เซ็นติเมตร
•เสียงรบกวนลดลง หรือมีน้อย
•รองรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ถึง 250 กิโลกรัม
•มีความปลอดภัยสูง มีปุ่มกดเรียกเจ้าหน้าที่ขณะตรวจ
•ให้ภาพที่คมชัด เห็นความผิดปกติในตำแหน่งที่ตรวจ ช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์แม่นยำขึ้น

 

หากท่านมีอาการดังนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุ
•อาการทางระบบประสาทและสมอง เช่นปวดหัวเรื้อรัง ชาแขน  ขา  ปลายนิ้ว  ปากเบี้ยว หนังตาตก เป็นลมชักบ่อยๆ เป็นต้น
•อาการทางกระดูกและข้อ  เช่น  ปวดเอวร้าวลงขา ปวดหลังไม่ทราบสาเหตุ ปวดหลังเรื้อรัง  ปวดเข่า  หรือได้รับอุบัติเหตุที่ข้อ  เป็นต้น
•อาการทางศัลยกรรมทั่วไป เช่น มีก้อน   ปวดท้องเรื้อรัง เป็นๆหายๆ  ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น
•อาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การควบคุมอุจจาระปัสสาวะ ไม่ได้ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด 

 

ศูนย์ MRI เปิดบริการทุกวัน
สอบถามเพิ่มเติม/นัดหมายล่วงหน้า : 
โทร. 0-7520-5413

 

บริการของเรา (Clinics)

"ดูแลด้วยใจ" ด้วยแพทย์เฉพาะทาง เคียงข้างพร้อมให้บริการ ดูแลรักษาด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

แพ็กเกจ และโปรโมชั่น (Package and Promotions)

คลินิกรักษาโรค (Clinics)

60ปี วัฒนแพทย์ เชิญคุณตรวจสุขภาพฟรี (Wattanapat 60 Healthy Birthday)

วัฒนแพทย์ครบรอบ 60 ปี เชิญคุณมาตรวจสุขภาพฟรี


 


เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอเชิญชวนทุกท่าน ลงทะเบียนตรวจสุขภาพ ฟรี 4 รายการ !! โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • 1.ตรวจวัดความดันลูกตา (IOP)
  • 2.ตรวจคัดกรองเบาหวานเบื้องต้น (DTX)
  • 3.ตรวจหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (CAVI)
  • 4.ตรวจวัดมวลกระดูกส่วนเท้า (BMD)

บริการตรวจฟรี วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565
ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ อาคาร Wellness Center ชั้น 6


ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ - 10 พย. 2565 คลิ๊ก : https://wattanapathospital.co/3DQ2Bqq
เพราะสุขภาพดี เริ่มต้นได้ที่ " วัฒนแพทย์ "

อัปเดตตำแหน่งงานว่าง 31/10/65 (We are Hiring 31/10/65)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสมัครเลย
โทร. : 095-038-0201
E-Mail : recruit@wattanapat.co.th
 แชทเลย : m.me/316963229183758

(จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 - 17.30 น.)
ขอความร่วมมืองด WALK-IN เพื่อสมัครงาน

เมื่อความรัก ช่วยรักษาหัวใจได้ (How Love Improves Heart Health)


ทีมนักวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ (biomedical engineering) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต (MSU) ของสหรัฐฯ รายงานผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Frontiers in Cell and Developmental Biology ว่าฮอร์โมนแห่งความรัก “ออกซิโทซิน” (oxytocin) สามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหลังเกิดอาการหัวใจวายได้

โดยเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบว่า ฮอร์โมนออกซิโทซินมีคุณประโยชน์ต่อหัวใจในเชิงกายภาพ ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วออกซิโทซินเป็นสารสร้างความสุข กระตุ้นให้เกิดความผูกพันทางใจ และเชื่อมความสัมพันธ์ทางสังคม นอกจากนี้ ยังควบคุมการบีบตัวของมดลูกเพื่อคลอดบุตร ควบคุมการผลิตน้ำนมและฮอร์โมนเพศชายอีกด้วย

มีการทดลองกับปลาม้าลายที่หัวใจบางส่วนถูกแช่แข็ง จนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจของพวกมันขาดเลือดและตายไปถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด

แต่หลังจากได้รับออกซิโทซินแล้ว เซลล์ที่อยู่ตรงชั้นนอกของหัวใจปลาม้าลายดูเหมือนจะถูกตั้งโปรแกรมใหม่ โดยกลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่า EpiPC ซึ่งมีสภาพคล้ายสเต็มเซลล์ แล้วเคลื่อนเข้าสู่ส่วนที่เสียหายด้านในเพื่อซ่อมแซมรวมทั้งฟื้นฟูเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจให้เจริญเติบโตขึ้นมาใหม่


ตามปกติแล้วกระบวนการซ่อมแซมฟื้นฟูหัวใจแบบนี้ เกิดขึ้นได้ในอัตราที่ต่ำมากหากปราศจากการกระตุ้นด้วยออกซิโทซิน แต่กรณีของปลาม้าลายที่ถูกทำให้หัวใจวายดังข้างต้น ทีมผู้วิจัยพบการแสดงออกของเมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่เป็นสัญลักษณ์ของการผลิตออกซิโทซิน เพิ่มขึ้นในสมองของปลากว่า 20 เท่า 

ส่วนการทดสอบกับเซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์ที่เพาะเลี้ยงไว้ในห้องปฏิบัติการนั้น มีการทดลองใช้ฮอร์โมนประสาท (neurohormone) ถึง 15 ชนิดกับเซลล์ดังกล่าว แต่ทีมผู้วิจัยพบว่ามีเพียงออกซิโทซินเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นให้สเต็มเซลล์กลายเป็นเซลล์ EpiPC ที่ใช้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจได้

การกระตุ้นฟื้นฟูเซลล์ด้วยออกซิโทซินนั้น เกิดขึ้นได้สูงกว่าอัตราพื้นฐานตามปกติถึง 2 เท่า ทั้งได้ผลดียิ่งกว่าโมเลกุลชนิดอื่นใดที่เคยมีการทดสอบมา

ทีมผู้วิจัยระบุว่า มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนออกซิโทซินและการสร้างเซลล์ EpiPC ที่ช่วยซ่อมแซมหัวใจอยู่อย่างแน่นอน โดยสองสิ่งนี้อาจสื่อสารถึงกันผ่านเส้นทางในระบบประสาทที่ควบคุมการแพร่กระจาย การเจริญเติบโต และการเปลี่ยนรูปเซลล์ให้มีลักษณะเฉพาะ

ประกาศรับสมัครงาน 21/10/65 (We are Hiring 21/10/65)

วัฒนแพทย์ อ่าวนาง มองหามือหนึ่งด้านไอที
ขอคนชอบงานระบบ ทำงานเป็นทีม
รักความท้าทาย อย่ารอ ส่งเมลมาเลย

ประกาศรับสมัครงาน 06/10/65 (We are Hiring 06/10/65)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสมัครงาน
โทร. : 095-038-0201
email : recruit@wattanapat.co.th
แชทเลย : m.me/316963229183758

(จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 - 17.30 น.)
ขอความร่วมมืองด WALK-IN เพื่อสมัครงาน 


 

ประกาศรับสมัครงาน 19/10/65 (We are Hiring 19/10/65)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสมัครเลย
โทร. : 080-009-5292
email : hr@samuihospital.com

(จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 - 17.30 น.)
ขอความร่วมมืองด WALK-IN เพื่อสมัครงาน 

อาการปวดแบบไหน ที่ฝังเข็มช่วยได้ (What Acupuncture Can Treat)


อาการปวดแบบไหน ที่รักษาได้ด้วยการฝังเข็ม

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองให้การฝังเข็มเป็นศาสตร์การรักษาโรคแขนงหนึ่งและยังมีหลายงานวิจัยพบว่า การฝังเข็มให้ผลการรักษาโดดเด่นกับกลุ่มอาการและโรคหลายๆ โรค เช่น กลุ่มอาการปวดต่างๆ โรคทางระบบทางเดินอาหาร โรคทางสูตินารีเวช เป็นต้น การรักษาด้วยการฝังเข็มให้ผลการรักษาดีเทียบเท่า หรือ มากกว่าการใช้ยา โดยปลอดภัย และ ไม่ต้องเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากยาอีกด้วย


 กลุ่มอาการแบบไหน รักษาด้วยการฝังเข็มได้ผลดี

  • กลุ่มอาการปวด เช่น ปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกาย
  • หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
  • ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน เวียนศีรษะ
  • โรคระบบทางเดินอาหาร โรคกระเพาะอักเสบ กรดไหลย้อน
  • โรคทางสูตินรีเวช ปวดประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ ภาวะมีบุตรยาก
  • โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • โรคทางระบบประสาทอัมพฤกษ์ อัมพาต อัมพาตใบหน้า นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • ปรับสมดุลร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน

 การฝังเข็มรักษาโรคได้อย่างไร ?

ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน บริเวณต่างๆ ทั่วร่างกาย มีพลังงานไม่เท่ากัน (ภาษาจีนเรียกพลังงานไหลเวียนนี้ว่า ‘ชี่’) การฝังเข็มจะเป็นการใช้เข็มฝังบริเวณที่เป็นเส้นลมปรานของร่างกายเป็นการช่วยกระตุ้นลมปราณ (ชี่) และเลือดให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยระบายเลือดที่คั่งเนื่องจากการไหลเวียนไม่ดี ระบายความร้อน หรือสารพิษ เป็นการบำรุง ซ่อมแซม และฟื้นฟูร่างกายที่เสียสมดุลไปให้กลับเข้าสู่สมดุล


 ต้องรักษาด้วยการฝังเข็มกี่ครั้ง และบ่อยแค่ไหน ?

การรักษาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ และพื้นฐานร่างกายของผู้ป่วยเอง โดยทั่วไปฝังเข็มสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ หรือทั้งหมด 10 ครั้ง ภายใน 1 เดือน ตามแต่ความรุนแรงของอาการ บางครั้งจะต้องมีการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สมุนไพรจีน การครอบแก้ว หรือการนวดกดจุด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยลง



 ใครบ้างไม่ควรรับการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม?

  • เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ หรือโรคผิวหนัง
  • เป็นโรคมะเร็งที่ยังไม่ได้รักษา
  • เป็นโรคที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการฝังเข็ม?

  • รับประทานอาหารก่อนเข้ารับการรักษา 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเป็นลมสำหรับคนที่มีอาการกลัวเข็ม
  • ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่บีบรัด เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวกช่วงที่มีการฝังเข็ม
  • สำหรับผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า

ขอบคุณคำตอบดีๆจาก : นพ.วีระชัย ตรีรัตน์พันธุ์

ศัลยแพทย์ ประจำโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง



 

หากติดโควิดจะต้องทำอย่างไร รวมทุกเรื่องต้องรู้เอาไว้ที่นี่ (what to do if you get covid-19)


กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกำหนดให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป โดยจะมีการนำ พ.ร.บ. โรคติดต่อ 2558 มาใช้ ทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ 

โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติดังนี้


การกักตัว

กรณีติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ-อาการน้อย ไม่ต้องกักตัว แต่ให้เน้นมาตรการ DMHT โดยเฉพาะการใส่หน้ากากอนามัย-ล้างมือ และเข้ารับการรักษา

สำหรับการคัดกรองด้วย ATK ไม่แนะนำให้ตรวจ ATK ในผู้ที่ไม่มีอาการป่วย ด้านหน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ เน้นการคัดกรองด้วยอาการป่วย ไม่ใช่ ATK หากมีผู้ป่วยจำนวนมากให้รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที


 

ค่าใช้จ่ายในการรักษา

 

ยืนยันว่า รักษาฟรีตามสิทธิของแต่ละบุคคล โดยครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย จนถึงยาที่ต้องใช้ โดยกรณีผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน เช่น อาการหนัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ออกซิเจนต่ำ ฯลฯ สามารถใช้สิทธิ UCEP PLUS ได้ทั้ง รพ.รัฐ-เอกชน ตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

สำหรับกลุ่มแรงงานต่างด้าว-ชาวต่างชาติ ผู้มีประกันสามารถใช้สิทธิได้ฟรี ส่วนผู้ที่ไม่มีประกันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งนี้ ฮอสพิเทล และ รพ.สนาม สิ้นกันยายนนี้จะยุติทั้งหมด แต่หากมีสถานการณ์เกิดขึ้นสามารถออกประกาศเพื่อรองรับได้

 

ส่วนการฉีดวัคซีนสามารถฉีดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในสถานพยาบาลที่ คกก.โรคติดต่อจังหวัด หรือ คกก.โรคติดต่อ กทม.กำหนด โดยกลุ่ม 608 “ควร” ฉีดเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถฉีดเข็มกระตุ้นได้ทุก 4 เดือน ได้ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันเรื่องจำนวนวัคซีนเข็มกระตุ้นที่เหมาะสมในแต่ละปี


 

แนวทางการรักษาโควิด 19 นั้น ตามร่างฉบับที่ 25

 

  • ไม่มีอาการ รักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และ DMHT นาน 5 วัน
  • มีอาการเล็กน้อย (เอกซเรย์ปอดปกติ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วม) รักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และ DMHT นาน 5 วัน
  • อาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วม (ปอดอักเสบเล็กน้อย) หรือผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย-ปานกลาง พิจารณาตามดุลพินิจแพทย์
  • การใช้ยาในการรักษา
  • ไม่มีอาการ ไม่ให้ยาใด ๆ
  • อาการไม่รุนแรง อาจให้ยาฟ้าทะลายโจร หรือฟาวิพิราเวียร์ โดยให้เร็วที่สุดเพื่อลดอาการ
  • อาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง ให้ยาต้านไวรัส ตัวใดตัวหนึ่ง เน้นแพกซ์โลวิดเพราะจากการวิจัยประสิทธิภาพดีกว่าโมลนูพิราเวียร์ หากเข้า รพ. ฉีดเรมเดสซิเวียร์ 3 วัน ทั้งนี้ ไม่มีฟาวิพิราเวียร์ในกลุ่มนี้

 

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี แนะนำให้ดูแลตามดุลพินิจแพทย์ หากมีอาการแต่ไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ-ปัจจัยเสี่ยง อาจให้ฟาวิพิราเวียร์ 5 วัน ส่วนโมลนูพิราเวียร์ และแพกซ์โลวิดนั้นยังใช้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีงานวิจัยยืนยันความปลอดภัย หากมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการหนักขึ้น มีปอดอักเสบเล็กน้อย แต่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แนะนำให้ใช้เรมเดสซิเวียร์ 3 วัน ฟาวิพิราเวียร์ 5 วัน หรือแพกซ์โลวิด 5 วัน ตามการพิจารณาของแพทย์ กรณีอาการรุนแรง ให้เรมเดสซิเวียร์ 5-10 วัน หากอายุมากกว่า 12 ปีให้แพกซ์โลวิดได้ ตามดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม สำหรับยาต่าง ๆ ที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด 19 นั้น จะยังไม่สามารถหาซื้อด้วยตนเองในร้านขายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ได้ เนื่องจากยากลุ่มนี้ผู้ผลิตยังจดทะเบียนในลักษณะของการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน


 

หลักเกณฑ์ UCEP Plus ใหม่

 

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยืนยันการรักษาพยาบาลได้ตามสิทธิฟรี ครอบคลุมทั้งสิทธิบัตรทอง สิทธิข้าราชการ และสิทธิประกันสังคม โดยเป็นการดูแลรักษาตามอาการและตามดุลยพินิจแพทย์ รายละเอียดมีดังนี้

 

 

ส่วนผู้ป่วยโควิด-19 อาการสีเหลือง เช่น กลุ่ม 608 ที่ไม่มีอาการ จะไม่ครอบคลุมสิทธิ UCEP Plus แต่สามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิสุขภาพของตนได้


 

ทั้งนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เป็นหน่วยประสานระหว่างประชาชนและสถานพยาบาล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูล สอบถาม โทร. 0-2872-1669

 

ข้อเข่าเสื่อม โรคที่มาตามวัยชะลอยังไง (How to Help Prevent Osteoarthritis)

 

คำถามนี้..มีคำตอบ  ข้อเข่าเสื่อม โรคที่มาตามวัย ชะลอยังไงดี?

ข้อเข่า เป็นข้อรับน้ำหนักที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ข้อเข่าที่ปกติ และมีสภาพที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นข้อที่เคลื่อนไหวได้ดี ไม่ทำให้ปวด และมีความมั่นคงในขณะใช้งาน แต่เมื่ออายุมากขึ้น ข้อเข่าก็จะเสื่อมสภาพตามกาลเวลา กลยุมธ์การชะลอข้อเข่าเสื่อม โดยคุณหมอพอกิจ มีดังนี้

  • 1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI อยู่ในช่วง 18.5 - 22.9)
  • 2. ออกกำลังกายและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า (Quadriceps muscle exercise)
  • 3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อข้อเข่า เช่น นั่งกับพื้น นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า การคลานเข่า หรือการขึ้นลงบันไดหลายๆขั้น
  • 4. การได้รับวิตามินหรือยาบำรุงข้อที่เหมาะสม เช่น วิตามินดี กลูโคซามีนซัลเฟตและคอนดรอยตินซัลเฟต หรือ คอลลาเจนชนิดที่สอง
  • 5. มีอาการข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่า เคลื่อนไหวข้อไม่สะดวก ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยทันที

 


ขอบคุณคำตอบดีๆจาก : นายแพทย์ พอกิจ บุญคง

แพทย์เฉพาะทางสาขาศัลยศาตร์ออร์โธปิดิกส์ อนุสาขาข้อสะโพกและข้อเข่า ประจำโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง



แพ็กเกจและโปรโมชั่น 


 

Saving More เมื่อนอนวัฒนแพทย์ (Saving More Campaign)

ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง อาสายืนเคียงข้างคุณ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย
  • ส่วนเกินค่าห้องเท่ากับ 0 สำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์ประกัน
  • ลูกค้าเงินสด รับส่วนลดค่ารักษา 10% หรือผ่อนจ่ายสูงสุดนาน 10 เดือน

โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ - 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2565 
 

ไขคำตอบ! ไม่จ่าย (Favipiravir and what you need to know)

ไขคำตอบ! ไม่จ่าย "ยาฟาวิพิราเวียร์" ให้กับผู้ป่วยโควิดทุกคน

กรมการแพทย์ ไขคำตอบเหตุผลไม่จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ ให้กับผู้ป่วย COVID-19 ทุกคน ชี้เป็นยาอันตรายต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และไม่ควรใช้ฟุ่มเฟือย เสี่ยงเชื้อดื้อยา ไม่แนะนำกินร่วมกับฟ้าทะลายโจร และยาที่มีผลต่อตับ พร้อมขอเตือนอย่าซื้อทางออนไลน์ เสี่ยงได้ยาปลอม

สอดคล้องกับปัญหาการนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบการรักษา และการให้ยาต้านไวรัส "ฟาวิพิราเวียร์" กลายเป็นข้อกังขาหลังพบว่า การตรวจหาเชื้อเชิงรุกด้วยการใช้ ATK บางแห่ง ก็มีการนำยาฟาวิพิราเวียร์ แจกให้กับผู้ที่มีรายงานผลตรวจเชื่อว่าติด COVID-19 เช่น จุดตรวจที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้เดินทางไปรับการตรวจจำนวนมาก ที่เข้าระบบ Home Isolation บงคนกลับยังไม่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ทั้งปัญหาการผลิตยาที่ไม่เพียงพอกับผู้ป่วย จนเกิดปัญหาการรอยา ทำให้กลายเป็นคำถามว่า แท้จริงแล้วยาฟาวิพิราเวียร์ ต้องใช้อย่างไรกับผู้ป่วย COVID-19 

รู้จักยาฟาวิพิราเวียร์

จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่เปิดเผยข้อบ่งชี้ และผลข้างเคียงของการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ พร้อมทั้งระบุว่า ไม่ได้จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับผู้ป่วย COVID-19 ทุกคน จะจ่ายให้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นยาต้านไวรัส ที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ในกลุ่มที่มีอาการซึ่งขึ้นกับการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนแตกต่างกัน ข้อดีของยา คือ ยานี้ดูดซึมง่าย แบ่งหรือบดเม็ดยา และให้ทางท่อหลอดอาหารได้

ผลข้างเคียงของยาที่พบ และสิ่งที่ต้องระวัง?

เนื่องจากไวรัสปรับตัวเร็วมีหลายสายพันธุ์ ถ้าใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ฟุ่มเฟือย โดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ทำให้ไม่มียารักษาผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากขึ้นได้

สำหรับผลข้างเคียงของยาที่พบ ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน อาจทำให้ทารกในครรภ์มีความพิการ หากรับประทานยา ในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก   

นอกจากนี้ มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เมื่อรับประทานร่วมกับยาบางชนิด รวมทั้งมีผลต่อการทำงานของตับ ดังนั้นไม่ควรกิน ร่วมกับยาฟ้าทะลายโจร หรือ ยาที่มีผลต่อตับ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยไม่ควรซื้อยาฟาวิพิราเวียร์นอกระบบ เช่น ทางออนไลน์ เพราะเป็นยาอันตราย เนื่องจากคุณภาพที่ได้ ไม่เพียงพอต่อการรักษา และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ยาฟาวิพิราเวียร์ ไม่ได้จ่ายให้สำหรับผู้ป่วยทุกคน จะจ่ายให้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

อย.เตือนอย่าซื้อยาฟาวิพิราเวียร์กินเอง  

ขณะเดียวกัน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้มีการขายยาฟาวิพิราเวียร์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงขอเตือนประชาชนอย่าซื้อยามากินเอง เพราะอาจได้ยาปลอมที่ไม่มีตัวยาสำคัญอยู่เลย หรือได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐานทำให้เสียโอกาสในการรักษา และอาจได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อน

รวมถึงการซื้อยาผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้ป่วยอาจไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการใช้ยา ซึ่งปัจจุบันเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าติด COVID-19 และเข้ารับการรักษาในระบบที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ยาฟาวิพิราเวียร์ จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องสั่งจ่ายและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จำเป็นต้องติดตามอาการข้างเคียง และผลการรักษาระหว่างการใช้ยา การใช้ยาในผู้ป่วยบางกลุ่มจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ และความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่จะตามมาโดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์
 

 

 

 

อาการของ 4 โรคต้อ ที่ทำรายดวงตาเรา (4 eye diseases that you need to be aware)


โรคต้อหรือตาต้อที่เกิดขึ้นกับดวงตานั้นเกิดจากหลากหลายสาเหตุ  โดยอาการและความรุนแรงนั้นแตกต่างกันออกไปตั้งแต่อาการเล็กน้อย ระคายเคืองตา ไปถึงตามัว หรือทำให้ตาบอดได้ ต้อต่าง ๆ ในตาที่น่าจะคุ้นชินกันดีมี 4 ชนิด คือ ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก และต้อหิน  เราจึงควรรู้เท่าทัน 4 โรคต้อที่คนไทยเป็นกันมาก เพื่อรักษาดวงตาให้ปลอดภัย


1)
 ต้อลม

ต้อลม (Pinguecula) ลักษณะเป็นเนื้อนูนที่เยื่อบุตาด้านข้างกระจกตาหรือตาดำโดยอยู่เฉพาะที่เยื่อบุตาขาว (Conjunctiva) ส่วนใหญ่มักเกิดอยู่ที่บริเวณหัวตาด้านในใกล้จมูกแต่อาจจะเป็นได้ทั้งด้านหัวตาและหางตาพร้อมกันได้เมื่อเยื่อบุตานูนขึ้นส่งผลให้เกิดการระคายเคืองตามากขึ้นได้สาเหตุของต้อลมมาจากรังสียูวีเช่นจากแสงแดดทำให้เยื่อบุตาเสื่อมสภาพกลายเป็นเนื้อนูนขึ้นเมื่อโดนลมฝุ่นจะทำให้เคืองตามากขึ้นได้จากการอักเสบหรือผิวตาแห้งง่ายพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยและในประเทศเขตร้อนพบได้มากเพราะสัมพันธ์กับการเจอแดดโดยส่วนใหญ่อายุที่พบจะมากกว่า 30 ปีขึ้นไปอาการที่เกิดขึ้นคือตาแห้งเคืองตาแสบตาคันตาตาแดงการรักษาต้อลมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหากโรคยังไม่รุนแรงคือต้อมีขนาดเล็กผู้ป่วยไม่รู้สึกระคายเคืองการรักษาในระยะนี้แพทย์มักแนะนำให้ป้องกันเพื่อไม่ให้เป็นมากขึ้นโดยปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างเคร่งครัดด้วยการสวมแว่นกันแดดอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีกิจกรรมนอกอาคารเพื่อไม่ให้ต้อเติบโตลุกลามมากยิ่งขึ้นถ้ามีอาการระคายเคืองหากเกิดการอักเสบแดงแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองลดการอักเสบ


2) ต้อเนื้อ

ต้อเนื้อ (Pterygium) มีลักษณะเห็นเป็นเนื้อสามเหลี่ยม โดยมีหัวอยู่ที่กระจกตา เนื้อเยื่อเหมือนเยื่อบุตาซึ่งมีเส้นเลือดวิ่งเข้าไปเกาะอยู่บนกระจกตาดำ อาจใหญ่หรือเล็กก็ได้ จะแดงมากน้อยขึ้นอยู่กับมีปริมาณเส้นเลือดมากหรือน้อย ทั้งต้อลมและต้อเนื้อส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณหัวตาด้านในใกล้จมูก แต่อาจจะเป็นได้ทั้งด้านหัวตาและหางตาพร้อมกัน ต้อเนื้อเกิดจากการถูกแสงอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน UV เป็นส่วนประกอบในแสงแดดและมักพบต้อเนื้อในคนที่อาศัยในเขตอากาศร้อน ใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้ง หรือโดนแสง UV มาก ๆ 

ในกรณีของต้อเนื้อที่มีการลุกลามเข้าไปบนกระจกตามากมีขนาดใหญ่และอักเสบเรื้อรังการมองเห็นแย่ลงเพราะกดกระจกตาจักษุแพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อเพื่อลอกเอาเนื้อเยื่อต้อเนื้อออกจากเยื่อตาและผิวกระจกตาต้อเนื้อเป็นโรคที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงหลังการผ่าตัดโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อายุน้อยและผู้ที่ยังคงได้รับรังสี UV อย่างต่อเนื่องดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดต้อเนื้อซ้ำแพทย์มักผ่าตัดด้วยวิธีปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่โดยใช้เยื่อบุตาขาวของผู้ป่วยเองหรือเยื่อหุ้มรกที่เตรียมพิเศษซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันโดยอาจใช้วิธีเย็บเนื้อเยื่อหรือใช้ Fibrin Glue 

การป้องกันการเกิดต้อเนื้อเหมือนกับต้อลมคือควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าโดยเฉพาะช่วยสายถึงบ่ายต้นๆหากทำกิจกรรมกลางแจ้งควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้งและพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมฝุ่นควันที่ส่งผลทำให้กระตุ้นการอักเสบระคายเคืองมากขึ้นได้


3) ต้อกระจก

ต้อกระจก (Cataract) คือโรคที่มีเลนส์แก้วตาขุ่นลง สาเหตุหลักคือจากการเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุ มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่เกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น เป็นตั้งแต่กำเนิด หรือจากอุบัติเหตุกับดวงตา หรือการได้รับยากลุ่ม Steroid เป็นต้น ทุกคนมีโอกาสเป็นต้อกระจกตามวัย เพราะคือความเสื่อมของร่างกาย แต่อาจเป็นเร็วช้าต่างกัน อาการที่มักพบคือ มองเห็นมัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง มองเห็นสีเพี้ยน ภาพซ้อน ตามัวในช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน เมื่ออยู่กลางแดดตาจะสู้แสงไม่ได้  

วิธีการรักษานั้นยังไม่มียาหยอดตาหรือยารับประทานเมื่อมองเห็นมัวลงมีผลต่อการใช้ชีวิตควรได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดปัจจุบันวิธีที่เป็นมาตรฐานที่นิยมคือวิธีสลายต้อกระจกด้วยเครื่องสลายต้อและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Phacoemulsification with Intraocular Lens) โดยส่วนใหญ่ใช้เพียงแค่ยาชาเฉพาะที่ผ่าตัดเร็วแผลมีขนาดเล็กกลับมามองเห็นเร็วไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ทดแทนเมื่อนำต้อกระจกออกแล้วในปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิดตามความต้องการของคนไข้มีทั้งเลนส์ที่ชัดระยะเดียวมองไกลได้ชัดเจนมากขึ้นหรือเลนส์ชัดหลายระยะที่หลังผ่าตัดลดการพึ่งพาแว่นลงทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้น  หรือถ้าคนไข้มีสายตาเอียงสามารถแก้สายตาเอียงไปพร้อมกันได้จากการเลือกเลนส์ให้เหมาะสม

การป้องกันต้อกระจกแนะนำให้ใส่แว่นกันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้งเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตระมัดระวังไม่ให้ดวงตาถูกกระแทกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็นและเมื่ออายุมากขึ้นควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง


4) ต้อหิน

ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่มีความเสื่อมของขั้วประสาทตาที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้เพราะไม่มีอาการบอกล่วงหน้า  มักพบความดันในลูกตาสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้โรคแย่ลง ส่งผลทำลายเส้นประสาทตาและขั้วประสาทตา ทำให้เกิดการสูญเสียลานสายตาอย่างถาวรได้  ต้อหินบางชนิดความดันลูกตาไม่สูง แต่ต้องคุมความดันตาให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมมากขึ้น ถ้าหากไม่ทำการรักษาจะทำให้ลานสายตาค่อย ๆ แคบลงจนตาบอดได้ในที่สุด พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่ที่พบมากคืออายุ 40 ปีขึ้นไป ต้อหินที่พบมีทั้งต้อหินเฉียบพลันที่มีอาการปวดตามากทันทีทันใดและเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ และต้อหินเรื้อรังเป็นภัยเงียบ ไม่มีอาการใด ๆ ต้องตรวจตาและวัดความดันลูกตาจึงรู้ 

วิธีการรักษาต้อหินแม้ไม่ได้ช่วยให้หายขาดแต่ช่วยควบคุมไม่ให้อาการแย่ลงส่วนใหญ่รักษาเพื่อควบคุมความดันตาให้เหมาะสมโดยมีทั้งการใช้ยาหยอดตายารับประทานการใช้เลเซอร์รักษาตามชนิดต้อหินและการผ่าตัดที่ใช้เมื่อรักษาด้วยยาและเลเซอร์ไม่ได้ผลโดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจักษุแพทย์เพื่อคุมความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ดี 

การป้องกันต้อหินที่ดีที่สุดคือรู้เท่าทันจึงควรตรวจเช็กสายตาเป็นประจำทุกปีโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ขึ้นไปผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นต้อหินผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมากๆผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ป่วยโรคที่มีการไหลเวียนเลือดไม่ดีนอกจากนี้ควรเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์หยอดตาโดยไม่จำเป็นเนื่องจากทำให้ความดันตาสูงได้


การตรวจเช็กดวงตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปีเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะช่วยประเมินสุขภาพดวงตาได้อย่างละเอียดแล้ว หากตรวจพบว่าดวงตามีปัญหาโรคต้อสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่จะร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น

โรคเรื้อรังที่ตามมากับอายุ (NCDs and ageing)

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ แน่นอนว่าวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งทางสมอง ทางอารมณ์ และทางร่างกายที่อาจถดถอยลงไม่เหมือนตอนวัยหนุ่มสาว ซึ่งเมื่อร่างกายทำงานเสื่อมลง ก็เปิดทางให้โรคต่างๆ เข้ามาได้ง่าย ถึงแม้จะดูแลตนเองดีแค่ไหน แต่เรื่องของการเจ็บป่วยของวัยนี้ค่อนข้างห้ามยาก ดังนั้นการป้องกัน และการสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ คือสิ่งสำคัญเพื่อนำไปสู่การดูแลรักษาที่ทันท่วงที และสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ โดยโรคในวัยผู้สูงอายุนั้นมีมากมาย แต่มีอยู่ 7 โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุที่ควรต้องเฝ้าระวัง

1. โรคทางระบบประสาทและสมอง

ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงการเกิดโรคทางสมองมากขึ้น โดยโรคทางสมองที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งมีสาเหตุ ดังนี้

  • โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพลงไป ด้วยผิวชั้นในของผนังหลอดเลือดด้านในอาจจะหนาหรือแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันหรือหินปูนมาเกาะ ทำให้เส้นเลือดแคบลงส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้น้อยลง พบมากในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ ภาวะเครียด การขาดการออกกำลังกาย และสูบบุหรี่
  • โรคอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อมในวัยผู้สูงอายุพบสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์มากที่สุด เกิดจากการตายของเซลล์ในสมองหรือเซลล์ในสมองหยุดทำงาน จึงมีผลทำให้การทำงานของสมองแย่ลง หากสมองเสื่อมตัวมากขึ้นหรือไม่ได้รับการรักษา จะทำให้การเสื่อมของสมองเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงจน ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้

 

2. โรคหัวใจขาดเลือด

โรคนี้เกิดจากหลอดเลือดแข็งตัว เพราะมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบหรือแคบลง จนปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลต่อเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้น โดยปัจจัยเสี่ยงนอกจากอายุที่มากขึ้น เพศ และประวัติครอบครัวแล้ว ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาหารการกิน และการขาดการออกกำลังกายอีกด้วย

 

3. โรคทางกระดูก

พอเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายก็ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความแข็งแรงของกระดูก” โดยโรคกระดูกที่ผู้สูงอายุเสี่ยง ได้แก่ โรคกระดูกพรุน และ โรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งมีสาเหตุ ดังนี้

  • โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้หญิงผู้สูงอายุ มีสาเหตุสำคัญจากการทำงานของฮอร์โมนที่ลดลง โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือน เป็นภาวะที่กระดูกมีความหนาแน่นน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะหักง่ายขึ้น อาการของโรคกระดูกพรุนนี้มักค่อยๆ เกิดขึ้นโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็น เช่น รู้สึกปวดตามบริเวณเอว หลัง ข้อมือหรือเริ่มมีรูปร่างเปลี่ยนไป เช่น หลังโก่ง ไหล่งุ้ม หรือเตี้ยลง เป็นต้น
  • โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการใช้ข้อเข่ามานาน การรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป มักพบในผู้หญิงสูงอายุมากกว่าผู้ชาย ซึ่งข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อ โดยความเสื่อมที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ แต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากยังมีพฤติกรรม หรือการใช้งานข้อเข่าเช่นเดิมโดยไม่ได้รับการรักษา โดยอาการของโรคนี้ที่พบคือ การเจ็บปวดของข้อและข้อบวม อาการข้อขัด หรือรูปร่างขาโก่งผิดปกติ เหยียดขาได้ไม่สุด ข่อเข่าผิดรูป หรือขาโก่ง

 

4. โรคตา

นอกจากกระดูกจะเสื่อมสภาพลงแล้ว ตาของผู้สูงอายุก็มีความเสื่อมตามไปด้วย โดยโรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก โรคต้อหิน เป็นต้น แม้จะเกิดจากหลายสาเหตุ และมีอาการที่แตกต่างกัน แต่สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคตาเกิดจากความเสื่อม เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ทำให้การมองเห็นลดลง

 

5. โรคเบาหวาน

อีกโรคยอดฮิตที่พบมากในผู้สูงอายุ เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (ข้าว,แป้ง) โปรตีนและไขมัน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินขาดหรือฮอร์โมนอินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ซึ่งหากไม่ควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ หรือปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ตาพร่ามัว ตาบอด ไตเสื่อม ชาตามปลายมือปลายเท้า และอาจติดเชื้อได้ง่าย

 

6. โรคไต

โรคนี้ในช่วงแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้น จะทำหน้าที่ลดลง และเกิดการคั่งของเสียมากขึ้น ส่งผลถึงการทำงานของเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ปกติ นำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง อันนำไปสู่การรักษาอย่างการล้างไต ฟอกเลือด และเปลี่ยนไตในที่สุด อาการของโรคไต เช่น อ่อนเพลีย บวม เหนื่อยง่าย ความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ เป็นต้น

 

7. โรคความดันโลหิตสูง

เมื่ออายุมากขึ้นความดันก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสพบโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุก็จะมากกว่าคนที่อายุน้อย รวมไปถึงผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรืออยู่ในภาวะอ้วนก็จะทำให้แรงต้านทานของเส้นเลือดที่อยู่ในร่างกายสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยปกติค่าความดันโลหิตของคนทั่วไปจะต้องไม่เกิน 120/80 - 139/89 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งหากมีความดันมากกว่านี้ จะจัดว่าเป็นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โรคนี้มักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่บางครั้งหากความดันโลหิตขึ้นสูงมากก็จะมีอาการแสดง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง หายใจสั้น หน้ามืด ตาพร่า หากปล่อยไว้นานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

เมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย การดูแลตัวเองและการดูแลจากคนใกล้ชิดจะทำให้ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้ สามารถบรรเทาความเจ็บป่วย และทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ที่สำคัญการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะเป็นเครื่องมือที่ป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจรุมเร้าเข้ามาได้

ประกาศรับสมัครงาน 21/08/65 (We are Hiring 21/08/65)

ประกาศรับสมัครงาน 29/08/65 (We are Hiring 29/08/65)

วัฒนแพทย์ สมุย update ตำแหน่งว่าง

ใครยังรอลงเกาะ ส่งเมลเลย 
ตำแหน่งเริ่มเต็มแล้ว อย่ารอช้า
รู้ตัวว่าพร้อมแล้ว ส่งเอกสารเข้าเมลได้เลย

หมายเหตุ : การได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ 
- เลขานุการบริษัท ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสมัครเลย

โทร. : 095-038-0201
แชทเลย : m.me/316963229183758
(จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 - 17.30 น.)
 
ขอความร่วมมืองด WALK-IN เพื่อสมัครงาน
 



ประกาศรับสมัครงาน 26/09/65 (We are Hiring 26/09/65)

วัฒนแพทย์ ตรัง วุฒิปริญญาตรีมาแล้ว

  • ปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ลงเวชระเบียนเลย
  • สายรังสี ตำแหน่งนักรังสีเทคนิค รอคุณอยู่

ส่งประวัติเข้าอีเมลด่วน เราต้องการคุณ 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสมัครเลย
โทร. : 095-038-0201
แชทเลย : m.me/316963229183758
(จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 - 17.30 น.)
 
ขอความร่วมมืองด WALK-IN เพื่อสมัครงาน
 
สมัครงานวัฒนแพทย์ตรัง

 


 

เรื่องเล็กๆ น่ารู้เกี่ยวกับฟันปลอม (Different Types of Dentures)


เรื่องหน้ารู้เกี่ยวกับฟันปลอม กับ หมอเนย์

ฟันปลอม คืออะไร

ฟันปลอม คือ การสร้างชิ้นงานฟันให้มีรูปร่างคล้ายฟันโดยทางทันตกรรมเรียกว่าทันตกรรมประดิษฐ์ ที่ออกแบบมาเพื่อชดเชยหรือทดแทนฟันที่มีการสูญเสียไป ทั้งแบบ หลายซี่ ซี่เดียว เต็มซี่ หรือเป็นชิ้นส่วน รวมถึงการปิดช่องว่างจากการสูญเสียฟันอย่างน้อยหนึ่งซี่ขึ้นไป และสามารถใส่เพื่อชดเชยฟันเดิมที่ได้รับผลกระทบ และช่วยปรับโครงสร้างปากหรือขากรรไกรให้ทำงานเป็นปกติ ให้ฟันกลับมาใช้งานได้ตามปกติ พูดได้ชัดเจน

การทำฟันปลอมต้องอาศัยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthodontist) ที่ได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม ในสาขานี้โดยเฉพาะ

ในปัจจุบันฟันปลอมดูเป็นธรรมชาติและให้ความสะดวกสบายในการสวมใส่มากกว่าเมื่อก่อน อย่างไรก็ตามคนไข้อาจจะต้องให้เวลาในการทำความคุ้นเคยในการใช้งาน เราอาจจะเห็นฟันปลอมมีทั้งเเบบที่ติดแน่นและถอดได้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ เช่น ฟันปลอม ครอบฟัน หรือรากเทียม ซึ่งการจะเลือกใช้ฟันปลอมแบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาฟันของคนไข้ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต


ฟันปลอมมีกี่ชนิด

การทำฟันปลอมมี 2 ชนิด คือ

ฟันปลอมชนิดติดแน่น (Fixed Prosthesis)

คือ ฟันปลอมถาวรที่ใส่โดยยึดกับฟันธรรมชาติซี่หลักด้วยกาวยึดทางทันตกรรม เช่น ครอบฟัน, สะพานฟัน, วัสดุอุดฟันแบบ Onlays และ Inlays ,วีเนียร์ เป็นต้น

ฟันปลอมแบบถอดได้ (Removable Prosthesis)

ฟันปลอมถอดได้ คือ ฟันปลอมที่ใช้ตะขอเกี่ยวยึดเกาะกับฟันธรรมชาติ หรือฟันปลอมทั้งปากที่อาศับสุญญากาศระหว่างฐานฟันปลอม กับสันเหงือกในการยึดติด คนไข้สามารถถอดออกจากช่องปาก เพื่อทำความสะอาดได้

 

10 คำถามพบบ่อยก่อนและหลังผ่าตัดต้อกระจก (10 Thing to know about cataract surgery)

ผ่าตัดต้อกระจก

1. เลนส์แก้วตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่หลังม่านตา มีลักษณะเหมือนเลนส์นูนทั่วไปทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยด้านหน้าแบนกว่าด้านหลัง มีความหนาประมาณ 5 ม.ม. เส้นผ่าศูนย์ กลาง 9 ม.ม. ทำหน้าที่ร่วมกับกระจกตาในการหักเหแสงจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา จึงทำให้เกิดการมองเห็น  เมื่อเลนส์แก้วตาเสื่อม แทนที่จะใสกลับขุ่น แก้วตาที่ขุ่นลงนี้ ส่งผลให้กำลังหักเหของแสงผิดไป ตลอดจนขัดขวางไม่ให้แสงเข้าตา ผู้นั้นจึงมองเห็นภาพไม่ชัด นั่นคือโรคที่เรียกกันว่า ต้อกระจก

 

2: โรคต้อกระจกเกิดกับช่วงอายุใดบ้าง

A: โรคต้อกระจกเกิดได้ทุกวัยตั้งแต่แรกเกิด เพราะมีสาเหตุการเกิดได้หลายอย่างเช่น เด็กแรกเกิดในแม้ที่เป็นหัดเยอรมัน อุบัติเหตุ โรคเบาหวาน แต่โดยทั่วไปที่พบเป็นปกติคือการเสื่อมของเลนส์แก้วตาในผู้ป่วยสูงอายุ หากไม่แน่ใจว่าอาการตามัวเกิดจากโรคต้อกระจกหรือไม่ แนะนำตรวจกับจักษุแพทย์จะได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุด

 

3: ต้อกระจกถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้ตาบอดได้หรือไม่

A: ต้อกระจกถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่สูญเสียการมองเห็นระดับรุนแรง ผู้ป่วยจะตามัวลงเรื่อยๆจนเกิดอาการต้อหินแทรกซ้อนได้ จึงไม่ควรทิ้งไว้จนต้อกระจกแข็งหรือ สุก    หากปล่อยต้อกระจกสุกจะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงในตา นำไปสู่โรคต้อหินแทรกซ้อนซึ่งจะทำให้ปวดตา และมองไม่เห็นในที่สุด

 

4: โรคต้อกระจกสามารถใช้ยาหยอดรักษาให้หายได้จริงหรือไม่

A: ปัจจุบันการใช้ยาหยอดเพื่อชะลอหรือทำให้ต้อกระจกหายไปนั้น ไม่ได้รับการยอมรับแล้ว ยาดังกล่าวไม่ได้ชะลอหรือทำให้หายได้ ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อกระจก ในกรณีที่ต้อกระจกยังไม่มากและผู้ป่วยยังไม่พร้อมทำ ก็สามารถรอได้ แต่ถ้าต้อกระจกเป็นมาก สมควรทำแล้วก็แนะนำให้ทำเนื่องจากการทิ้งไว้นานทำให้ต้อกระจกแข็งมากขึ้นและยากต่อการสลายต้อกระจก

 

5: การผ่าตัดต้อกระจก (ECCE) และสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียง (Phacoemulsification) ต่างกันอย่างไร

A: การผ่าตัดต้อกระจก ECCE เป็นวิธีที่มีมาก่อนการใช้คลื่นเสียงสลายต้อกระจก ต้องฉีดยาชา แผลใหญ่เพราะเอาเลนส์แก้วตาขุ่นออกมาทั้งหมดทางแผล ขนาด 8-10 มม. ต้องเย็บแผลด้วยไหมขนาดเล็กมาก ทำให้เกิดสายตาเอียง เหมาะสำหรับประเทศที่ไม่มีเครื่องสลายต้อกระจก หรือ ต้อกระจกทิ้งไว้นานจนเครื่องสลายไม่สามารถสลายได้ ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ส่วนการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้เพียงยาชาหยอดตา ยกเว้นในรายที่ผู้ป่วยกลัวมาก หรือมี โรคแทรกซ้อนการฉีดยาชา อาจจำเป็นเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างทำได้ แผลเล็กมากตั้งแต่ 1.8 – 3.0 มม. ขึ้นอยู่กับเครื่องมือและทักษะของแพทย์ผู้รักษา ส่วนใหญ่แผลไม่ต้องเย็บเพราะเล็กมากใช้เวลาการรักษา 5 – 25 นาทีขึ้นกับทักษะของแพทย์ผู้รักษา สามารถฟื้นกลับมาเห็นได้ดีภายใน 6 ชั่วโมง ข้อด้อยคือถ้าทิ้งต้อกระจกไว้นานจนเลนส์แข็งจนเป็นสีดำ หรือสุก เครื่องไม่สามารถสลายได้ ต้องการทักษะของผู้ทำการรักษาสูง และค่าใช้จ่ายมากกว่าการผ่าตัด ECCE เล็กน้อย

 

6: เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่ชนิด และแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

A: ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม ชนิดแข็ง 5.25 – 7 มม. วัสดุ PMMA เหมาะสำหรับการผ่าตัด ECCE หรือการฝังเลนส์แบบไม่ใส่ในถุงหุ้มเลนส์แก้วตาเทียม เลนส์ชนิดนิ่มพับได้ ผ่านแผลเล็กขนาด 1.8 – 3.0 มม. เหมาะสำหรับการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียง เลนส์ชนิดแก้สายตาเอียง(Toric IOL) เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงมากเช่น 2.0 D ขึ้นไป เลนส์สำหรับมองไกลและอ่านหนังสือ (Multifocal IOL) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องการมองไกลและมองใกล้โดยไม่ต้องใช้แว่นอ่านหนังสือ แต่ทั้งนี้การเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมควรขึ้นอยู่กับการปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเป็นรายๆไปว่าผู้ป่วยเหมาะสมหรือไม่ต่อเลนส์ชนิดนั้น

 

7: เมื่อรักษาต้อกระจกแล้วจะกลับมาเป็นอีกหรือไม่

A: เมื่อรักษาด้วยวิธีผ่าตัดหรือสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงแล้ว โรคต้อกระจกจะไม่กลับมาเป็นอีก

 

8: การผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้สายตาสั้น ยาว เอียงหายไปได้หรือไม่

A: การผ่าตัดหรือการสลายต้อกระจก เพื่อเอาเลนส์แก้วตาที่ขุ่นมัวออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าทดแทนตำแหน่งเลนส์ธรรมชาติ ซึ่งเลนส์แก้วตาเทียมจะแก้ไขภาวะสายตา สั้น ยาว เอียงได้

 

9: ถ้าเป็นโรคต้อกระจกและโรคต้อหินจะสามารถผ่าตัดโรคต้อหินได้หรือไม่

A: สามารถผ่าตัดต้อกระจกได้ โดยอาจทำให้โรคต้อหินชนิดมุมม่านตาปิด ดีขึ้นด้วย และเนื่องด้วยการผ่าตัดที่ทันสมัยมากขึ้นบางกรณีสามารถที่จะทำผ่าตัดทั้งโรคต้อกระจกและโรคต้อหิน ในการผ่าตัดครั้งเดียวกันได้โดยช่วยให้ผู้ป่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้และปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ก่อนการผ่าตัดจักษุแพทย์ผู้รักษาจะให้คำแนะนำที่ชัดเจนได้

 

10: โรคต้อกระจกป้องกันได้หรือไม่

A: ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคต้อกระจก คือผู้สูงวัย อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา จึงไม่มีตัวยากิน หรือ ยาหยอดตา เพื่อชะลอหรือทำให้ต้อกระจกหายไปได้ แม้ว่าสมัยก่อนจะเชื่อว่ายาหยอดตาเพื่อช่วยชะลอต้อกระจก แต่ปัจจุบันจักษุแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกันแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น โอกาสที่ดวงตาจะถูกคุกคามก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่ต้องการให้บั้นปลายชีวิตต้องจมอยู่กับความเลือนลางในการมองเห็น การหันมาใส่ใจดูแลดวงตา และพบจักษุแพทย์ทุกๆ 1-2 ปี เพื่อตรวจสุขภาพตา ก็คือสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

 

คลินิกตา นัดหมายแพทย์เพื่อประเมินอาการ 

 

 

 

 

ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี (The Importance of Annual Health Checkup)


ตรวจสุขภาพ สำคัญกว่าที่คิด

ด้วยมลพิษมากมายในปัจจุบัน ส่งผลให้สุขภาพของคนเราย่ำแย่ตามไปด้วย หลายคนมองข้ามความสำคัญของการตรวจสุขภาพ เพราะเห็นว่าร่างกายปกติดี ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอะไร ใครที่กำลังคิดแบบนี้อยู่เราขอบอกเลยว่า… ขอให้คิดใหม่! เพราะการที่ร่างกายไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็น ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพของคุณยังแข็งแรงดีไม่มีความเสื่อม เพราะโรคบางโรคที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็นชัดรู้สึกได้ ต่อเมื่อมีการตรวจร่างกายจึงจะพบนั้นหมายถึงว่าหากไม่ตรวจสุขภาพบ้าง มั่วแต่รอให้อาการแสดงออกมาโรคก็ลุกลามไปมากแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นการค้นหาความผิดปกติที่เรายังไม่รู้ตัวหรือยังไม่มีอาการให้เห็น เป็นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงและความเสื่อมของร่างกายที่แฝงอยู่เพื่อการป้องกันและรักษาอย่างทันท่วงที

เริ่มตรวจสุขภาพได้ตั้งแต่เด็ก

การตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ต้องรอให้สูงอายุ เพราะสามารถตรวจได้ตั้งแต่วัยเด็ก การตรวจแต่ละวัยก็จะมีโปรแกรมการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น ในวัยเด็ก ก็จะตรวจดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการในทุกๆ ด้านว่าเหมาะสมกับวัยหรือมีความผิดปกติใดหรือไม่ รวมถึงการให้วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยเจริญพันธุ์ก็จะมีการตรวจเฉพาะทางเพิ่มขึ้น เช่น โรคทางนรีเวช สุขภาพหัวใจ เมื่อถึงคราวมีครอบครัวก็อาจจะตรวจเพื่อเตรียมความพร้อมในการมีบุตร หรือดูความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรมต่างๆ และเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ การตรวจสุขภาพก็จะเน้นเรื่องของความเสื่อมของร่างกาย รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพความแข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดโรคและอุบัติเหตุจากการที่อวัยวะต่างๆ เสื่อมสมรรถภาพลงไป

การซักประวัติคือจุดสำคัญ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการตรวจสุขภาพ คือการค้นหาโรคด้วยการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือการเอกซเรย์ต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นไปในการรักษาโรคเท่านั้น แท้จริงแล้วการตรวจสุขภาพที่ดีจะเริ่มจากการให้ความสำคัญกับข้อมูลประวัติคนไข้ การที่แพทย์สอบถามข้อมูลต่างๆ ก็เพื่อให้รู้ถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่ นับเป็นส่วนสำคัญในการวินิจฉัยว่าคนๆ นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดเป็นพิเศษหรือไม่ และเมื่อทำการตรวจร่างกายและทราบผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการแล้ว แพทย์จะใช้ข้อมูลทั้งหมดนำมาวินิจฉัยความเสี่ยงหรือวิเคราะห์โรคที่เกิดขึ้น ผู้เข้ารับการตรวจควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการรักษา หรือหันกลับมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสุขภาพเบื้องต้น…ต้องตรวจอะไรบ้าง?

การตรวจสุขภาพประจำปี ทำได้ทั้งแต่การตรวจร่างกาย อวัยวะสำคัญๆ ทั่วไป รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีความผิดปกติอื่นใดเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมาย ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการตรวจทั่วๆ ไป ดังนี้

  • ตรวจวัดความดันโลหิต ชีพจร
  • ตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • ตรวจหาดรรชนีมวลกาย
  • ตรวจความผิดปกติของเม็ดเลือด
  • ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือด เพื่อดูความเสี่ยงโอกาสของการเกิดโรคหัวใจ
  • ตรวจการทำงานของตับ-ไต
  • ตรวจวัดมวลกระดูก และตรวจระดับกรดยูริคจากเลือด เพื่อตรวจหาโอกาสการเกิดโรคไขข้ออักเสบ
  • ตรวจเอกซเรย์ปอด

สำหรับผู้หญิงควรเพิ่มการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจภายใน และเพิ่มการตรวจมะเร็งเต้านมด้วย ซึ่งในผู้ชายจะเพิ่มการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากจากการเจาะเลือด และการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งในตับและลำไส้ด้วยก็จะครอบคลุมมากขึ้น

ควรตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหน ?

ควรเข้ารับการตรวจเป็นประจำทุกปีอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ในกรณีที่คนไข้มีความเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจต้องเฝ้าระวัง เช่น โรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม เบาหวาน ไขมันในเลือดที่จะต้องเฝ้าระวัง ก็ควรตรวจถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์

แค่ดูแลตัวเอง…ก็มีสุขภาพดีไม่ยาก

เพราะการตรวจสุขภาพโดยแพทย์เรามักจะทำกันแค่ปีละครั้ง แต่เราสามารถตรวจสุขภาพด้วยตนเองได้ ด้วยการสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกินว่า... กินของหวาน ของทอด ของเค็มมากเกินไปหรือไม่ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดปกติไหม รู้สึกอ่อนเพลีย ป่วยเล็กๆ น้อยๆ บ่อยเกินไปหรือเปล่า ได้ออกกำลังกายบ้างไหม พักผ่อนนอนหลับดีหรือไม่ มีความเครียดมากไปไหม การสังเกตตัวเองแบบนี้จะช่วยให้เรารู้จักประเมิินสุขภาพตัวเองในเบื้องต้น เพราะการเอาใจใส่สุขภาพของตนเองก็เท่ากับเป็นการป้องกันโรคได้ส่วนหนึ่งซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเช่นกัน

9 โปรโมชั่น ลดเฉพาะเดือน 9 (Promotion 9.9)

การฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้นและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ 9 สิงหาคม 2565 (Fire Fighting Training 9 Aug 2022)

มือ เท้า ปาก อาการเริ่มต้นที่ควรพาลูกมาหาหมอ (Hand Foot Mouth disease)

อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก ทำให้มีอาการไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัว จัดเป็นโรคที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย
อาการเริ่มต้นของโรคมือเท้าปากจะคล้ายไข้หวัด คือ มีตุ่มใส หรือแผลร้อนในเกิดขึ้นหลายแผลในปาก และมีอาการเจ็บ มีผื่นแดงหรือตุ่มใส ขนาดเล็กที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า หรือก้น และมีอาการไข้เป็นระยะเวลา 5-7 วัน
 
อย่างไรก็ตาม โรคมือเท้าปากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ อัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิตได้ โดยอาการแทรกซ้อนไม่สัมพันธ์กับจำนวนแผลในปากหรือตุ่มที่พบตามฝ่ามือฝ่าเท้า ในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจมีแผลไม่กี่จุดในลำคอหรืออาจมีตุ่มเพียงไม่กี่ตุ่มตามฝ่ามือฝ่าเท้าก็ได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แม้จะดูว่าผื่นและแผลในปากหายไปแล้วก็ตาม โดยสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เช่น
  • เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากรับประทานอาหารหรือนม
  • บ่นปวดศีรษะมาก ปวดทนไม่ไหว
  • มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลกๆ
  • ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน ซึมลง และอาเจียน
  • มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่นๆ แขนหรือมือสั่นบ้าง
  • มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อยๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้

 

 


สาเหตุของโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคที่พบได้บ่อย เช่น คอกซากีไวรัส เอ16 (coxsackievirus A16) และเอนเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71) กลุ่มเสี่ยงที่พบบ่อยคือ เด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต สำหรับผู้ใหญ่พบโรคนี้ได้บ้าง
การวินิจฉัยและการวินิจฉัยแยกโรค
 
แพทย์จะทำการวินิจฉัยแยกโรคตามอาการ โดยผู้ป่วยที่มีผื่นที่มือ อาจต้องแยกออกจากโรคผื่นแพ้ โรคอีสุกอีใส ผื่นจากเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ สำหรับโรคมือเท้าปาก โดยทั่วไปแพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากอาการและอาการแสดง แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง แพทย์อาจทำการส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน ซึ่งการตรวจเพิ่มเติมนี้ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยทุกราย ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ได้แก่
  • การส่งตรวจตัวอย่างสิ่งคัดหลั่งและ/หรืออุจจาระเพื่อหาเชื้อไวรัส (ใช้เวลาประมาณ 1-7 วัน ขึ้นกับวิธีการตรวจ)
  • การตรวจหายีนของไวรัสด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR)
  • การเพาะเชื้อไวรัส (virus culture)

 


 

การรักษาโรคมือเท้าปาก

 
เนื่องจากในปัจจุบันโรคมือเท้าปากยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาอาการทั่วๆ ไปตามแต่อาการของผู้ป่วย เช่น เจ็บคอมาก รับประทานอะไรไม่ได้ ผู้ป่วยดูเพลียจากการขาดอาหารและน้ำ ก็จะให้พยายามป้อนน้ำ นมและอาหารอ่อน ในรายที่เพลียมากอาจให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้แก้ปวด และ/หรือหยอดยาชาในปากเพื่อลดอาการเจ็บแผลในปาก ร่วมกับการเฝ้าระวังสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ เป็นต้น

 

การป้องกันโรคมือเท้าปาก

 
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลรักษาสุขอนามัยที่ดี โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันโรคมือเท้าปาก รวมถึงป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้โดย
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • รักษาอนามัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะผู้เลี้ยงดูเด็กเล็กควรล้างทำความสะอาดมือก่อนหยิบจับอาหารให้เด็กรับประทาน และรับประทานอาหารที่สุก สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด
  • ไม่ใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะช้อน จาน ชาม แก้วน้ำ ขวดนม
  • เมื่อเช็ดน้ำมูกหรือน้ำลายให้เด็กแล้วต้องล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว
  • รีบซักผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระให้สะอาดโดยเร็ว และทิ้งน้ำลงในโถส้วม ห้ามทิ้งลงท่อระบายน้ำ
  • หากเด็กมีอาการของโรคมือเท้าปากให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้เด็กหยุดเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหาย
 
ในกรณีที่มีการติดเชื้อโรคมือเท้าปากชนิดที่มีอาการรุนแรงโดยเฉพาะมีการเสียชีวิต เช่น เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 สถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการการป้องกันที่เข้มข้นขึ้น เช่น
  • การปิดทั้งโรงเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทำความสะอาดห้องเรียนและของเล่นต่างๆ
  • การคัดแยกเด็กป่วยออกตั้งแต่เดินเข้าที่หน้าประตูโรงเรียน
  • การหมั่นล้างมือ เช็ดถูทำความสะอาดห้องเรียนและของเล่นต่างๆ
 
สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกที่สุด จะต้องหมั่นสังเกตอาการ หากลูกมีอาการป่วยที่ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
 
 

 

มองอะไรก็ไม่ชัด เสี่ยงเบาหวานขึ้นตา (Do not overlook diabetic retinopathy)

 

โรคเบาหวาน

เบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ซึ่งสาเหตุมาจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองอย่างเหมาะสมต่ออินซูลินที่ร่างกายผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายรวมถึง “ดวงตา


รู้จักเบาหวานขึ้นตา

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่อาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ในที่สุด โดยเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอตา (Retina) ได้รับความเสียหาย 


ระยะของเบาหวานขึ้นตา

เบาหวานขึ้นตาแบ่งเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค ได้แก่

  1. เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกหรือระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังหลอดเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา ทำให้เกิดจอตาบวม ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หากเกิดหลอดเลือดรั่วบริเวณจุดภาพชัด (Macula) จะทำให้เกิดจุดภาพชัดบวม (Macular Edema) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการมองเห็น  หากมีการอุดตันของหลอดเลือด อาจทำให้เกิดจอตาหรือจุดภาพชัดขาดเลือด (Macular Ischemia) ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้
  2. เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่หลอดเลือดเกิดการอุดตันจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ มีการขาดเลือดที่จอตามากจนเกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งหลอดเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม มีผนังไม่แข็งแรง เปราะแตกฉีกขาดได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกในวุ้นตา เกิดพังผืดดึงรั้งจอตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้จอตาลอก (Retinal Detachment) ตามมาได้ หรือถ้าหากเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปรบกวนการระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อหิน (Neovascular Glaucoma) ได้

อาการเบาหวานขึ้นตา

ในระยะแรกของเบาหวานขึ้นตาอาจจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติในการมองเห็น ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวและละเลยการตรวจตา แต่มารู้ตัวอีกทีเมื่อเบาหวานเริ่มขึ้นตาแล้ว ซึ่งอาจพบอาการต่าง ๆ เช่น

  • มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
  • ตามัว การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่
  • แยกแยะสีได้ยากขึ้น
  • เห็นภาพมืดเป็นบางจุด
  • สูญเสียการมองเห็น

***แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติเลยแม้อยู่ในระยะรุนแรงแล้วก็ตาม


ตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตา

ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจตาและขยายม่านตาตรวจจอตาแม้ไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็นเพื่อคัดกรองเบาหวานขึ้นตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หลังการขยายม่านตาตรวจจอตาผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวเป็นเวลา 4 – 6 ชั่วโมง ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเองในช่วงเวลาดังกล่าว ควรมีญาติไปด้วย หากไม่พบความผิดปกติควรตรวจตาและขยายม่านตาเป็นประจำปีละ 1 ครั้ง กรณีที่พบเบาหวานขึ้นตาอาจได้รับการรักษาหรือได้รับการตรวจบ่อยขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของเบาหวานขึ้นตาและความรุนแรงของโรค


รักษาเบาหวานขึ้นตา

  • การรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ หรือยังไม่มีการมองเห็นผิดปกติ อาจยังไม่จำเป็นต้องรักษาในทันที การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษา รวมทั้งการควบคุมโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เพื่อช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้ การตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิดมากขึ้นจะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้เร็วและได้รับการรักษาได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะของโรคที่รุนแรงและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้
  • การรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า ซึ่งเป็นระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษา ซึ่งแนวทางการรักษา ได้แก่
    • การรักษาด้วยเลเซอร์ เพื่อควบคุมและรักษาการรั่วซึมของหลอดเลือด จอตาขาดเลือด และหลอดเลือดที่ผิดปกติ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยเลเซอร์มักจะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้น เพียงแค่ช่วยชะลอหรือป้องกันไม่ให้สายตาแย่ลงเท่านั้น
    • การฉีดยา Anti – Vascular Endothelial Growth Factor (Anti – VEGF) เข้าวุ้นตา เพื่อยับยั้งการเกิดของหลอดเลือดงอกใหม่ ลดการบวมของจุดภาพชัด ซึ่งจะช่วยให้การมองเห็นไม่แย่ลง หรืออาจทำให้การมองเห็นดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยากลุ่ม
      สเตียรอยด์ (Steroids) อาจเป็นยาทางเลือกในผู้ป่วยบางราย
    • การผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ในกรณีผู้ป่วยมีเลือดออกในวุ้นตามาก หรือมีพังผืดดึงรั้งจอตา ทำให้จอตาบวม จอตาหลุดลอกหรือฉีกขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร

ป้องกันสูญเสียการมองเห็นจากเบาหวานขึ้นตา

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นและควรไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน หากพบว่ามีการมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น ตามัว มองไม่ชัด หรือมองเห็นเป็นจุดดำ เป็นต้น
  • ผู้ป่วยเบาหวานควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจตาเป็นประจำทุกปี ถึงแม้ว่าการมองเห็นจะยังคงเป็นปกติก็ตาม

ขอบคุณ (Thank you)

ทางโรงพยาบาลได้รับข้อมูลของท่านแล้ว

เตรียมพบกับ มหกรรมสุขภาพดี ที่วัฒนแพทย์ Wattanapat Health Expo (Wattanapat Health Expo 2022)

ลดกระหน่ำ ท้าหน้าฝน กับโปรโมชั่นตรงตามวัย
ในงาน Wattanapat Health Expo
 
พบกับโปรโมชั่นส่วนลดแพ็กเกจตรวจสุขภาพตามช่วงวัยมากมาย นำมาให้เลือกหลากหลายรายการ
วันที่ 27 สิงหาคม - 4 กันยายนนี้
 
เพราะสุขภาพดี เริ่มต้นได้ที่ " วัฒนแพทย์ "
"Good Health Starts Here"
 
สอบถามข้อมูล
โทร : 094-5983835 / 064-0538969
 
 
 

ไปยังหน้าแพ็กเกจและโปรโมชั่น

แพ็กเกจและโปรโมชั่น มหกรรมสุขภาพดี Wattanapat Health Expo

 

 

อาการเครียดลงกระเพาะ (Irritable Bowel Syndrome)

ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายในส่วนต่างๆ ได้

ไม่เว้นแม้แต่ระบบย่อยอาหาร หรือที่เรียกกันว่าภาวะเครียดลงกระเพาะ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย ท้องผูก หรืออาจทำให้โรคในระบบย่อยอาหารที่เป็นอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งการรักษาและป้องกันอย่างตรงจุดที่สุด คือ การเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้น

ความเครียดส่งผลต่อระบบย่อยอาหารอย่างไร ?

อวัยวะในระบบย่อยอาหารเป็นส่วนที่อ่อนไหวและมีเส้นประสาทจำนวนมาก ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เส้นประสาทเหล่านี้สั่งการให้เลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหารทำงานแย่ลง และอาจก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมา ดังนี้

  • หลั่งกรดที่จำเป็นต่อการย่อยน้อยลง ส่งผลให้มีภาวะอาหารไม่ย่อยหรือท้องอืด
  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง ทำให้เสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • กล้ามเนื้อหลอดอาหารหดเกร็งและมีกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อย
  • ท้องเสียหรือท้องผูก เนื่องจากลำไส้ใหญ่ตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้น
  • มีอาการแสบร้อนกลางอกและกรดไหลย้อน เนื่องจากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเกิดการบีบตัวของหลอดอาหารมากยิ่งขึ้น
  • มีแบคทีเรียชนิดไม่ดีเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าแบคทีเรียชนิดที่ดี ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี

นอกจากนี้ การเกิดความเครียดยังกระตุ้นให้อาการของโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารแย่ลงได้ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เป็นต้น

 

เครียดลงกระเพาะ รับมืออย่างไร ?

การจัดการกับความเครียดเป็นวิธีบรรเทาอาการจากภาวะเครียดลงกระเพาะที่ได้ผล และสามารถทำได้ด้วยตนเอง เพียงลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง หมั่นทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และพยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามข้อแนะนำต่อไปนี้

  • ออกกำลังกายอย่างพอดี การออกกำลังกายกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
  • ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น เล่นโยคะ ฟังเพลง วาดรูป ไปเที่ยว เป็นต้น
  • ฝึกสมาธิและการหายใจ ทำได้โดยนั่งในท่าที่รู้สึกสบายและหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ จากนั้นหลับตา เพ่งสมาธิไปที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทีละส่วน เริ่มจากศีรษะและไปหยุดที่กลางลำตัวหรือบริเวณท้อง เพื่อให้รู้สึกถึงกระบวนการต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย
  • พูดคุยระบายความเครียด การปรึกษาเพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบข้าง เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้ หรืออาจปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อให้ช่วยแนะนำวิธีรับมือกับความเครียดและปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญหา
  • เลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารบางชนิดส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้ โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารขยะ อาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมทั้งควรกินนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตให้บ่อยขึ้น เนื่องจากมี Probiotics ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในร่างกาย และทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน
  • จัดตารางงานอย่างเหมาะสม ไม่ทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน และจัดสรรงานที่ต้องทำให้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ ตั้งเป้าหมายในแต่ละวันเพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีงานคั่งค้าง หากมีงานต้องรับผิดชอบมากเกินไปจนเกิดความตึงเครียด ควรขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า
  • หาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา การเผชิญปัญหาบางอย่างนำมาซึ่งความเครียดและความวิตกกังวลได้ การแก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียดจึงนับเป็นวิธีรับมืออย่างตรงจุด หรืออาจลองเปลี่ยนมุมมองความคิดต่อปัญหานั้น ๆ ให้เป็นไปในแง่ดีบ้าง
  • เลี่ยงการรับมือกับความเครียดด้วยวิธีที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น เพราะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่กลับยิ่งส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร รวมทั้งควรลดกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อกระบวนการย่อยได้

 

หากอาการเครียดลงกระเพาะไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร ?

การหมั่นสังเกตตนเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หากสงสัยว่าตนมีอาการของภาวะเครียดลงกระเพาะ การพยายามรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น แต่หากความเครียดยังคงอยู่หรือส่งผลให้โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารที่เป็นอยู่แย่ลง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและป้องกันอาการของโรครุนแรงขึ้น

 

 

 นัดหมายแพทย์เพื่อประเมินอาการ 

 

 

ปวดหลังปวดคอขนาดไหน ถึงต้องทำ MRI (When should you get an MRI for back pain)

ปวดหลังปวดคอขนาดไหน ถึงต้องทำ MRI

สำหรับคนที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง ไม่หายสักที แม้ว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนพฤติกรรมการนั่ง การยกของหนัก ๆ หรือแม้แต่กินยาแก้ปวดแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีวี่แววว่าอาการจะดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด ด้วยการทำ MRI หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการตรวจวินิจฉัยที่ปลอดภัย ไม่เจ็บ นอกจากจะช่วยวินิจฉัยอาการปวดหลังได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังทราบผลได้ในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย
 

การตรวจด้วยเครื่อง MRI คืออะไร?

การตรวจด้วยเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ เทคนิคการสร้างภาพที่ใช้รังสีวิทยาเพื่อการตรวจร่างกาย โดยเครื่องที่ใช้ตรวจมีการปล่อยสนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงออกมา ทำให้เห็นภาพเหมือนจริงของอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกาย มีรายละเอียดและความคมชัดสูง โดยเฉพาะสมอง หัวใจ กระดูก กล้ามเนื้อ และส่วนที่เป็นมะเร็ง ทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติในร่างกายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการตรวจด้วยเครื่อง MRI นี้ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ แก่ร่างกาย และไม่มีอันตรายจากรังสีตกค้าง


การตรวจกระดูกสันหลังด้วยเครื่อง MRI

เครื่อง MRI สามารถใช้ตรวจโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังได้ค่อนข้างหลากหลาย เช่น โรคกระดูกพรุน โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รวมถึงอาการบาดเจ็บต่าง ๆ จากการเล่นกีฬา โดยแพทย์จะทำการซักประวัติและสั่งตรวจด้วยเครื่อง MRI เพิ่มเติม ซึ่งช่วยในการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลังที่ต้นเหตุได้


อาการปวดแบบไหนที่ควรตรวจ MRI กระดูกสันหลัง

  • ปวดคอ รุนแรง
  • ปวดหลังเรื้อรังนานหลายสัปดาห์
  • ปวดหลังร้าวลงขา ชาลงแขนหรือลำตัว
  • ขาลีบ แขนหรือขาอ่อนแรง
  • แขนขากระตุก ควบคุมไม่ได้
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • ควบคุมปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้

ข้อดีของการตรวจกระดูกสันหลังด้วย MRI

การตรวจด้วยเครื่อง MRI สามารถตรวจพบความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว สามารถบอกขอบเขตของโรคได้ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาโรคต่อไปได้ ให้ภาพคมชัด ละเอียด แยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อได้อย่างชัดเจน ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงกับการฉีดสารทึบรังสี ที่สำคัญการตรวจด้วยเครื่อง MRI ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเพราะไม่ใช้คลื่นรังสี


ก่อนตรวจด้วยเครื่อง MRI ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การตรวจด้วยเครื่อง MRI ผู้ถูกตรวจจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ และไม่มีอันตรายจากรังสีตกค้าง ในด้านการเตรียมตัวนั้นก็ไม่ยุ่งยากซึ่งการเตรียมตัวก่อนตรวจด้วยเครื่อง MRI มีดังนี้

  • ควรงดใช้เครื่องแต่งหน้าบางชนิดก่อนตรวจ อาทิ การทาอายแชโดว์ และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะทำให้เกิดเป็นสิ่งแปลกปลอมในภาพได้
  • ต้องนำโลหะต่างๆ ออกจากตัว เช่น ต่างหู เครื่องประดับ เป็นต้น
  • ในผู้ที่มีการจัดฟัน การทำ MRI ตรวจในช่วงบริเวณ สมองถึงกระดูกคอควรต้องถอดเอาเหล็กดัดฟันออกก่อน เพราะจะมีผลต่อความชัดของภาพ
  • ก่อนเข้าตรวจให้เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ในห้องตรวจจะเย็นมาก
  • ระหว่างการตรวจจะต้องไม่ขยับ หรือเคลื่อนไหวส่วนที่ตรวจ เพื่อให้ได้ภาพชัดเจน
  • ในกรณีการงดน้ำหรืออาหาร ขึ้นอยู่กับส่วนที่ตรวจ หากคนไข้มีความพร้อมและไม่มีภาวะกลัวที่แคบ ไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจ
  • ในกรณีสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ให้ความร่วมมือ หรือผู้ที่กลัวการอยู่ในที่แคบๆ ไม่สามารถนอนในอุโมงค์ตรวจได้ จำเป็นต้องได้รับยานอนหลับหรือยาสลบ ต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ก่อนตรวจ
  • ระยะเวลาในการตรวจขึ้นอยู่กับอวัยวะที่จะตรวจเฉลี่ยประมาณ 40 นาที - 1 ชม.

ขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ MRI กระดูกสันหลัง

ผู้รับการตรวจนอนสบายๆ นิ่งๆ บนเตียงตรวจ โดยระยะเวลาในการตรวจขึ้นอยู่กับอวัยวะที่จะตรวจเฉลี่ยประมาณ 40 นาที - 1 ชม.


การปฏิบัติหลังการตรวจ MRI กระดูกสันหลัง

ผู้ป่วยควรสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง เช่น มีผื่นลมพิษตามตัวหรือไม่ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือไม่ หากรู้สึกถึงความผิดปกติควรรีบบอกเจ้าหน้าที่ หากไม่มีภาวะผิดปกติ ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหาร และทำกิจวัตรได้ตามปกติ

ไทยเจอแล้ว! โควิดสายพันธุ์ย่อย “BA.2.75” (Thailand reports first case of Omicron BA.2.75)

ไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 คนแรกที่ จ.ตรัง แพทย์ระบุเชื้อรุนแรงกว่าสายพันธุ์ BA.5

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รายงานว่าประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2.75 จำนวน 1 คนในพื้นที่ จ.ตรัง โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 ตรัง ได้ทำการเก็บตัวอย่าง เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2565 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม และ upload ขึ้นบนฐานข้อมูลโควิดโลก GISAID เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2565 พบมีการกลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสดั้งเดิมอู่ฮั่น ประมาณ 90 ตำแหน่ง

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 กลายพันธุ์ไปถึง 100 ตำแหน่ง คาดว่าจะหลบภูมิคุ้มกัน จากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ก่อนได้ดี และดื้อต่อวัคซีนที่เตรียมจากไวรัสอู่ฮั่นดั้งเดิม และควรเลือกใช้ยาแอนติบอดีสังเคราะห์ ให้สอดคล้องกับโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ผู้ป่วยติดเชื้ออยู่ และที่น่าสังเกตคือการระบาดของ BA.2.75 ในอินเดีย ประเทศต้นกำเนิดเมื่อต้นเดือน มิ.ย.2565 มีการระบาดไม่ยาวนาน ขณะนี้ใกล้จะสงบลงแล้ว อาจสืบเนื่องมาจากในอินเดีย มีการระบาดใหญ่ของ BA.2 มาก่อน ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอาจทำให้การระบาดของ BA.2.75 ซึ่งกลายพันธุ์มาจาก BA.2 ไม่ขยายวงกว้าง ประเทศไทยเองก็มีการระบาดใหญ่ของ BA.2 มาก่อนเช่นเดียวกัน

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ แถลงกับประชาชนว่า ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในขณะนี้ ที่แสดงให้เห็นว่า BA.2.75 มีการติดเชื้อและอาการที่รุนแรง (virulence or severity) แตกต่างไปจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่นที่ระบาดมาก่อนหน้านี้

ปวดท้องตรงนี้ ป่วยตรงไหน (Abdominal Pain Might Be The Warning Sign)

ถ้าคุณมีอาการปวดท้องจุดเดิมบ่อยๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่ามีความผิดปกติบางอย่างของอวัยวะในช่องท้อง

ดังนั้น ต้องหมั่นสังเกตตำแหน่งที่มักปวดท้อง เพราะจะช่วยให้ทราบเบื้องต้นว่า เราเสี่ยงโรคใดบ้าง? กับ 9 ตำแหน่งปวดท้อง บ่งบอกโรคได้!
 

  • 1.ปวดใต้ลิ้นปี่ : กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ

มักมีอาการปวดเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ ปวดรุนแรง และคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ – รู้ทันอาการ และการรักษาอย่างถูกวิธี

  • 2.ปวดชายโครงซ้าย : ม้าม ตับอ่อน

อาการปวดบริเวณนี้ อาจเป็นเพราะม้ามแตก กรวยไตซ้ายอักเสบ หรือนิ่วในไตซ้าย

  • 3.ปวดชายโครงขวา : ตับ ถุงน้ำดี

หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อาจเป็นโรคตับอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี

  • 4.ปวดรอบสะดือ : ลำไส้เล็ก

ปวดแบบมีลมในท้อง เป็นอาการท้องเดิน แต่หากปวดรุนแรงทนไม่ได้ อาจเป็นอาการลำไส้อักเสบ หรือไส้ติ่งอักเสบ

เช็กอาการ “ท้องเสียง่าย” หรือ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง กันแน่

  • 5.ปวดปั้นเอวขวาและซ้าย : ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ปวดเอวด้านหลัง 

รวมถึงมีอาการร่วมคือ รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ มีไข้ หากเคาะเบาๆ ตรงส่วนเอวด้านหลังก็ทำให้เจ็บมากได้

  • 6.ปวดเหนือหัวหน่าว : กระเพาะปัสสาวะ มดลูก

ปวดเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะกะปริบกะปรอย อาจเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ปวดเกร็งช่วงมีรอบเดือน ปวดเรื้อรัง หรือคลำพบก้อน ควรพบแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นอาการของมดลูกอักเสบ หรือเนื้องอกมดลูก

  • 7.ปวดท้องน้อยซ้าย : ท่อไต ปีกมดลูกด้านซ้าย

ปวดเกร็ง และร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หรืออาการปวดมีไข้ร่วมด้วย หนาวสั่น มีตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบ

  • 8.ปวดท้องน้อยขวา : ไส้ติ่ง ท่อไต ปีกมดลูกด้านขวา

หากปวดเกร็งเป็นระยะ ๆ แล้วร้าวมาที่ต้นขา หมายถึงกรวยไตมีความผิดปกติ ปวดเสียด ๆ กดแล้วเจ็บ อาจเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรืออาการปวดมีไข้ร่วมด้วยอาจเป็นปีกมดลูกอักเสบ หรือหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ เบื้องต้นอาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

ไส้ติ่งอักเสบ! ใครก็เป็นได้ อาจทำให้มีอันตรายถึงชีวิต

หากท่านใดมีอาการปวดท้องตรงจุดเดิมอยู่บ่อยครั้ง ควรเข้าได้รับการตรวจวินิจฉัย เพราะอาจจะเป็นโรคที่อันตรายมากกว่าที่คุณคิด

ระบบนัดหมายตรวจสุขภาพ (Health Checkup Reservation)

กระดูกพรุนกับผู้หญิงวัยทอง (Elderly with osteoporosis)

กระดูกพรุนกับผู้หญิงวัยทอง

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่เกิดจากความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง และมีการเสื่อมสลายของโครงสร้างภายในกระดูก ทำให้กระดูกมีความเปราะบาง ส่งผลให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง จึงเสี่ยงกับการเกิดกระดูกหัก บาดเจ็บได้ง่าย สำหรับความแข็งแรงของกระดูกเกิดจากปัจจัยความหนาแน่นของกระดูก และคุณภาพของกระดูก เมื่อสูงอายุขึ้น กระดูกก็จะเสื่อมสภาพไปตามวัย รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การดื่มสุรา การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย เป็นต้น

กระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

อาการของโรคกระดูกพรุนโดยทั่วไป มักจะมี 2 ระยะ คือ

  • ในระยะเริ่มต้น ที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น
  • ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรงคือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลง ในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย

ปัจจัยเสี่ยงกับโรคกระดูกพรุน

1. ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิง
2. หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง
3. กระดูกหักจากกระดูกบาง
4. ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
5. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ
6. สูบบุหรี่จัด
7. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนปริมาณมากๆ เป็นประจำ
8. ผู้ที่กินยาบางชนิด ซึ่งทำให้การดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายลดลง เช่น ยารักษาไทรอยด์ ยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
9. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานของต่อมไร้ท่อผิดปกติ เช่น โรคไทรอยด์ โรคเบาหวาน
10. โรคของต่อมหมวกไต หรือการเข้าเฝือกเป็นระยะเวลานาน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

การตรวจวัดมวลกระดูก

การตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่องตรวจ DEXA Scan

เพราะภาวะกระดูกพรุนนับว่าเป็นภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจวัดมวลกระดูกจะช่วยให้เราทราบว่าสุขภาพกระดูกของเรานั้นอยู่ในระดับใด และช่วยในการวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ เพื่อที่จะสามารถหาทางดูแลและชะลอการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้

ที่ Wellness center โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีบริการตรวจภาวะกระดูกพรุนด้วยเครื่อง DEXA Scan ที่ไม่เพียงแค่ตรวจดูภาวะกระดูกพรุนได้เท่านั้น แต่สามารถบอกได้ถึงค่าความหนาแน่นของมวลกระดูกเพื่อให้ผู้รับสามารถทราบได้ถึงระดับความแข็งแรงของกระดูกด้วย


 

โปรแกรมตรวจมวลกระดูก ตรวจกระดูกส่วนสะโพกและหลัง ราคา 1,999 บาท
(รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว)

ข้อเข่าเสื่อม รักษาได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด (Do I Need Surgery for Osteoarthritis)

ข้อเข่าเสื่อม รักษาได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้เป็นปกติในผู้สูงอายุ เพราะเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามการใช้งานและอายุขัยโดยจะส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดแล้วลำบากในการเคลื่อนไหว แต่ก็มีวิธีรักษาข้อเข่าเสื่อมหลายวิธีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจ เหมือนปกติอีกครั้งโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีการนั้นก็คือ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า ซึ่งเป็นทางเลือกการรักษาอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นการรักษาที่ทำได้ง่าย และสามารถยืดเวลาการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมออกไปได้

“โรคข้อเข่าเสื่อม” คืออะไร

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ข้อเข่าต่อเนื่องอย่างยาวนาน จนทำให้กระดูกอ่อนที่บริเวณข้อเข่าค่อยๆสึกกร่อนไป น้ำเลี้ยงในข้อเข่าก็เสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถลดการเสียดสีและลดการกระแทกได้ตามปกติ

เมื่อข้อต่อเสื่อมสภาพลงทำให้ผิวระหว่างข้อต่อไม่เรียบ เมื่อขยับข้อเข่ากระดูกจะเสียดสีกันจนทำให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บข้อเข่า ข้อตึง ฝืด ขยับข้อเข่าได้ยาก ลงน้ำหนักที่เข่าไม่ได้ บางครั้งอาการระคายเคืองทำให้เกิดอาการของโรคข้ออักเสบจนข้อเข่าบวมร้อนอีกด้วย

โรคข้อเข่าเสื่อมนี้มักพบในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากข้อเข่าผ่านการใช้งานมามากจนเสื่อมสภาพไปตามอายุขัย ทั้งนี้ โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถพบได้ในผู้ที่อายุยังไม่มากเช่นกัน ส่วนใหญ่จะพบในนักกีฬาที่เล่นกีฬาซึ่งจำเป็นต้องใช้งานเข่าอย่างหนัก หรือในผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่ามาก่อน

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

  • 1. รู้สึกเจ็บหรือปวดที่เข่า ทำให้เดิน ลุก หรือนั่งไม่สะดวก
  • 2. ข้อเข่าฝืดตึง ไม่สามารถงอขาหรือเหยียดขาให้สุดได้
  • 3. ในผู้ป่วยบางราย มีเสียงที่ข้อเข่าเมื่อเหยียดหรืองอเข่า
  • 4. ในผู้ป่วยบางรายมีอาการขาโก่ง หรือกระดูกงอกร่วมด้วย
  • 5. หากมีอาการอักเสบเข่าจะบวมร้อน และรู้สึกเจ็บปวดแม้ไม่ได้ขยับเข่า

น้ำเลี้ยงข้อเข่า หรือ น้ำไขข้อเทียม คืออะไร

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมีหลายวิธี มีตั้งแต่วิธีพื้นฐานอย่างการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อเพื่อลดภาระให้กับข้อเข่า ไปจนถึงการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม 

ซึ่งวิธีการหนึ่งที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหรือออกกำลังกายไม่ได้ผล และยังไม่ถึงขั้นที่ต้องผ่าตัด ก็คือ “การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า” นั่นเอง

ย้อนไปในช่วงที่ข้อเข่ายังปกติดี ในข้อเข่าของคนเราจะมีน้ำเลี้ยงในข้อเข่าอยู่แล้ว น้ำเลี้ยงเหล่านี้จะทำหน้าที่หล่อลื่นและสร้างความยืดหยุ่นให้กับข้อเข่า โดยส่วนประกอบหลักของน้ำเลี้ยงข้อเข่าคือ “Hyaluronic Acid” 

Hyaluronic Acid ถูกสร้างขึ้นโดยเยื่อหุ้มข้อในร่างกาย มีลักษณะข้น หนืด ทำให้ข้อเข่าลื่น และลดแรงกระแทกระหว่างกระดูกได้ดี

แต่เมื่อข้อเข่าเสื่อมสภาพลง ร่างกายสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่าน้อยลง ประสิทธิภาพต่ำลง ทำให้น้ำเลี้ยงข้อเข่าไม่สามารถหล่อลื่นข้อเข่าได้อีกต่อไป จนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ ข้อฝืดตึง เกิดเป็นอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมนั่นเอง

ดังนั้น วิธีรักษาอาการเจ็บปวด ข้อติดฝืดจากโรคข้อเข่าเสื่อม จึงเป็นการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับข้อเข่านั่นเอง

โดยน้ำเลี้ยงข้อเข่า หรือน้ำไขข้อเทียม คือสารสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบน้ำเลี้ยงข้อเข่าที่ร่างกายสร้าง ส่วนประกอบส่วนใหญ่คือ Hyaluronic Acid ทำให้มีลักษณะหนืดข้นเหมือนกับน้ำเลี้ยงข้อเข่าจริงๆ ทั้งยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นให้เยื่อหุ้มข้อกลับมาสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่าได้ตามปกติอีกด้วย

ข้อดีของการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า

  • 1. อาการข้อเข่าติดฝืด หรือเจ็บข้อเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น
  • 2. ลดการอักเสบที่เกิดจากอาการระคายเคืองของกระดูกข้อเข่า
  • 3. เยื่อหุ้มข้อเข่ากลับมาสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่าตามปกติได้ในระยะเวลาหนึ่ง
  • 4. สามารถเคลื่อนไหวเข่าได้ดีขึ้น
  • 5. ยืดเวลาการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมออกไป

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเสื่อมเหมาะกับใครบ้าง

  • 1. ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกเริ่มจนถึงระยะกลาง
  • 2. ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ที่รักษาด้วยยาและการทำกายภาพไม่ได้ผล
  • 3. ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดข้อเข่า หรือไม่สามารถผ่าตัดข้อเข่าได้
  • 4. ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดข้อเข่า การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าจะทำให้กลับมาใช้ข้อเข่าได้ไวขึ้น

Hyaluronic Acid

ผลลัพธ์ที่ได้จากการรักษา

ผลลัพธ์หลังการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า จะมีผลอยู่ได้ตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ข้อเข่า ความรุนแรงของโรค และการตอบสนองของร่างกายต่อการรักษา

แม้อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมจะดีขึ้นแล้วจากการรักษาด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า แต่ผู้ป่วยยังคงต้องดูแลตัวเอง และรักษาร่วมกับการรักษาวิธีการอื่นด้วย อย่างการออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ การลดน้ำหนัก หรือการทำกายภาพบำบัด 

เพราะการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าไม่ได้ทำให้ข้อเข่าที่เสื่อมอยู่แล้ว เสื่อมน้อยลงแต่อย่างใด การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าจะไปบรรเทาอาการของโรค ทำให้อาการของโรคดีขึ้นและสามารถใช้เข่าได้มากขึ้นเท่านั้น 

ดังนั้นหากยังมีพฤติกรรมการใช้ข้อเข่าแบบเดิม ผ่านไปไม่นานเมื่อน้ำไขข้อเทียมหมดฤทธิ์ อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมก็จะกลับมาอย่างเดิม การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมจึงต้องทำร่วมกันหลายวิธี เพื่อให้ข้อเข่ายังคงใช้งานได้ ลดการอักเสบ และยืดเวลาที่ต้องผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมออกไป

ในผู้ป่วยบางราย ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าไปแล้วไม่เห็นผล ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือไม่ดีขึ้นเลย แพทย์จะพิจารณาให้หยุดฉีด เพราะการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าและการเจาะน้ำในข้อเข่าออกนั้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลก็จะทำให้เสี่ยงติดเชื้อที่ข้อเข่าโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร

ปวดท้องแบบไหน เสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี (Pain in the abdomen and how it connected to gallstone)

ปวดท้องแบบไหนเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี

อาการที่สามารถสังเกตได้นั้นไม่ได้มีเพียงการปวดท้องเพียงอย่างเดียว โดยอาการจะมีผลกับระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเกิดการอุดตัน หรืออุดกั้นของก้อนนิ่วภายในบริเวณท่อของถุงน้ำดี หรือตรงทางออกของน้ำดี ส่งผลให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในกระเพาะอาหาร มีอาการเสียดและแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หากทานอาหารมัน ๆ ในระดับที่รุนแรงผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการปวดอย่างรุนแรงบริเวณไหล่ด้านขวา โดยอาการปวดจะเป็น ๆ หาย ๆ อาจยาวนานถึงหลักสัปดาห์ไปจนถึงเป็นเดือนเลยก็ได้

ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องมาก ๆ  เป็นระยะเวลานานมักจะไม่ได้เกิดจากโรคนิ่วในถุงน้ำดี อาจเสี่ยงเป็นโรคอื่นได้มากกว่า เพราะโรคนี้จะมีอาการปวดท้องเพียงแค่ในระยะแรก ๆ ของโรคเท่านั้นเอง อาการของโรคนี้จะมีความรุนแรงมากที่สุด คือ ผู้ป่วยจะมีไข้ ตาเหลือง คลื่นไส้และอาเจียน รวมไปถึงระบบขับถ่ายที่ทำงานไม่เป็นปกติ เช่น อุจจาระมีสีซีด หรือปัสสาวะมีสีเข้ม เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบเข้าพบแพทย์โดยเร็วที่สุด


 

นิ่วในถุงน้ำดี

ความเสี่ยงของนิ่วในถุงน้ำดี

ความเสี่ยงของโรคนี้สามารถพบได้ประมาณร้อยละ 15-20 ของคนทั่วไป โดยผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายมากถึง 2-3 เท่า นอกจากนี้สำหรับผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 40-60 ปี ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงอายุอื่นอีกด้วย ในกรณีที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงยังเกิดขึ้นหลายกรณี เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้หญิงมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ในส่วนของผู้ชายที่มีความเสี่ยงมักเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  หรือจะเป็นคนที่ชอบทานของมันของหวานก็มีความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีสูงเช่นกัน

 

หากพบว่าตนเองเป็นนิ่วในถุงน้ำดีควรทำอย่างไร

ผู้ป่วยหลายรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาจึงทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา แต่หากมีการแสดงอาการออกมาให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยก่อน โดยปกติแล้วการรักษานั้นจะเป็นการรักษาผ่านการผ่าตัดโดยการผ่าตัดนั้นจะใช้เทคโนโลยีการผ่าแบบผ่านกล้อง MIS ส่งผลให้การผ่าจะมีบาดแผลเล็ก เจ็บน้อย และใช้เวลาในการพักฟื้นร่างกายที่โรงพยาบาลได้รวดเร็วกกว่าการผ่าแบบอื่นมาก

ถึงแม้ว่าโรคนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าไม่อันตรายเท่ากับโรคอื่น ซึ่งไม่เป็นความจริงหากปล่อยไว้จนอาการแสดงออกมาจะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ค่อนข้างมาก การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ

สังเกตให้ดี อาการเสี่ยงริดสีดวง (Hemorrhoids symptoms and causes)

โรคริดสีดวงทวาร เกิดจากอะไร?

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เกิดจากหลอดเลือดดำบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีการอักเสบ บวม และโป่งพอง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มักพบในผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ได้แก่

  • ผู้ที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง โรคตับแข็ง
  • ผู้ที่ท้องเสียบ่อย
  • ผู้สูงอายุ
  • บุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคริดสีดวงทวาร
  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
  • ผู้ที่มีอุปนิสัยเบ่งอุจจาระ หรือชอบนั่งขับถ่ายเป็นระยะเวลานาน

อาการอย่างนี้..ใช่ ใช่มั้ย

ผู้ที่มีอาการคล้ายโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่

  • มีอาการคัน ระคายเคือง ปวด แดง หรือบวมบริเวณปากทวารหนัก
  • มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ หรืออาจสังเกตเห็นเลือดบนกระดาษชำระเมื่อใช้ซับทำความสะอาดทวารหนัก หรือเห็นเลือดในโถชักโครก
  • มีก้อน หรือติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะขับถ่าย
  • ในกรณีที่เป็นริดดวงทวารภายนอก จะคลำเจอก้อนเนื้อที่ทวารหนัก ส่งผลให้นั่ง หรือเดินไม่สะดวก
  • มีอาการกลั้นอุจจาระไม่ได้
  • รู้สึกตุงบริเวณทวารหนัก

ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม

หากเป็นอาการของริดสีดวงทวาร ในระยะแรกจะสามารถรักษาได้ด้วยยาทา อย่างไรก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรงอาจต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

สนใจตรวจริดสีดวงทวาร เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจการตรวจริดสีดวงทวาร จากโรงพยาบาลใกล้บ้านคุณได้เลย

1. โรคริดสีดวงทวารชนิดภายใน

ตัวหลอดเลือดที่โป่งพองจะอยู่บริเวณเหนือทวารหนักขึ้นไป ทำให้ไม่สามารถมองเห็น หรือคลำหาเจอได้ และไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดหากยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น

ความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวารชนิดภายใน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 การบวมมีขนาดน้อย เกิดขึ้นบนเยื่อบุภายในของทวารหนัก มักมองไม่เห็นจากภายนอก ขณะขับถ่ายจะมีเลือดสีแดงสดออกมา
  • ระยะที่ 2 การบวมมีขนาดใหญ่ขึ้น และอาจดันตัวออกมานอกทวารเวลาที่ถ่ายหนัก แต่จะหายกลับไปข้างในเมื่อเสร็จสิ้นการถ่ายหนัก
  • ระยะที่ 3 มีก้อนเนื้ออ่อนๆ มากกว่า 1 ก้อนห้อยลงมาจากทวารหนัก และสามารถดันกลับเข้าข้างในได้
  • ระยะที่ 4 ก้อนขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากทวารหนัก ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้

ระยะของริดสีดวง

โรคริดสีดวงทวารชนิดภายใน ระยะที่ 4 อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น

  • มีเลือดออกทางทวารหนัก
  • มีน้ำเหลือง เมือก หรืออุจจาระหลุดออกมา ทำให้เกิดความสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น และเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา
  • มีอาการคันที่ขอบปากทวารหนัก
  • มีการอักเสบ เน่า จนนำไปสู่การติดเชื้อได้ง่าย
  • มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

2. โรคริดสีดวงทวารชนิดภายนอก

เกิดบริเวณปากรอยย่นของทวารหนัก สามารถเห็นและคลำเจอติ่งเนื้อที่ปกคลุมหลอดเลือดที่โป่งพองได้ และอาจทำให้เกิดความเจ็บปวด โดยเฉพาะเวลาขับถ่ายอุจจาระ โรคริดสีดวงทวารชนิดนี้ไม่มีการแบ่งระดับความรุนแรง


 

การวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวาร เป็นอย่างไร?

วิธีการวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารอาจแบ่งตามชนิดของริดสีดวง ดังนี้

  • โรคริดสีดวงทวารชนิดภายนอก จะมีติ่งเนื้อยื่นออกมาให้เห็นชัดเจนอยู่แล้ว จึงสามารถตรวจได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์
  • โรคริดสีดวงชนิดภายใน แพทย์จะตรวจทวารหนักด้วยการสอดนิ้วเพื่อคลำหาความผิดปกติภายในทวารหนัก หรืออาจใช้เครื่องมือส่องกล้องพิเศษ เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคให้แม่นยำมากขึ้น
  • ในผู้ที่อาการยังไม่ชัดเจน มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หรือผู้สูงอายุ จะเอกซเรย์ (X-Rays) เพื่อตรวจลำไส้ใหญ่ หรือใช้วิธีการสวนแป้งแบเรียม (Barium enema) เพื่อหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ และวินิจฉัยโรคให้แน่ใจว่า ไม่ได้เป็นโรคมะเร็งลำไส้ หรือโรคอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้ถ่ายเป็นเลือด หรือเกิดความผิดปกติต่อระบบทางเดินอาหาร

แนวทางการรักษาโรคริดสีดวงทวาร

วิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวารจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวาร ดังนี้

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตเพื่อให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เช่น เน้นรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร ลดอาหารไขมันสูง ออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ
  • ใช้ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร ประกอบด้วย ยาทาภายนอก ยาเหน็บ และยาเม็ด ช่วยบรรเทาอาการ ทำให้การขับถ่ายคล่องขึ้น โดยหากใช้ครบ 1 สัปดาห์อาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์
  • รักษาโดยไม่ใช้การผ่าตัด ได้แก่ การใช้แบนดิง (Banding) การฉีดสารระคายเคืองเส้นเลือด และการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า
  • การผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงทวารออก แพทย์จะใช้รักษาในผู้ที่มีอาการรุนแรงมาก เช่น ผู้ที่มีอาการโรคริดสีดวงภายในระยะที่ 3 และ 4 หรือมีลิ่มเลือด หรือมีการขาดเลือดของริดสีดวง แบ่งเป็น การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก การเย็บผูกริดสีดวงทวาร และการใช้เครื่องมือตัดเย็บเยื่อบุลำไส้

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคแน่ชัด แต่การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้นก็ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคได้มาก

สารต้านอนุมูลอิสระ คืออะไร (Antioxidants What You Need to Know)

สารต้านอนุมูลอิสระกับระบบภูมิคุ้มกัน

​“สารต้านอนุมูลอิสระ” หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้าง โดยเฉพาะสายคลีน สายออกกำลังกายจะรู้ดี หรือภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Antioxidant (แอนตี้ หรือ แอนไท ออกซิแดนท์) ความดีงามของสารต้านอนุมูลอิสระมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่เรารู้จักกันชัดๆ คือ คุณสมบัติที่ช่วยบำรุงผิวให้เต่งตึง เปล่งปลั่งสุขภาพดี และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ด้วยนั่นเอง โดย สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) เป็นสารประกอบสำคัญที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วในกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายจะสร้างของเสียออกมา ซึ่งของเสียหนึ่งในนั้นก็คือ สารอนุมูลอิสระ (Free radicals)​ สารนี้จะสร้างความเสียหายภายในร่างกายและทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ภาวะการอักเสบที่สูงอย่างต่อเนื่องนี้จะเป็นสาเหตุของภาวะอื่น ๆ ตามมาในผู้สูงอายุ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งชนิดต่าง ๆ เป็นต้น​ สารอนุมูลอิสระในร่างกายที่ได้รับมา อาจมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุที่มากขึ้น ความเครียด การนอนหลับไม่พอ มลพิษ ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ และอาหารแปรรูป ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ จากวิตามินและแร่ธาตุให้เพียงพอต่อการจับกับอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ​

สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร? มาทำความรู้จักกับสารต้านอนุมูลอิสระ​

1. วิตามินซี (Vitamin C)​

มีความสามารถสูงและความไวในการปกป้องร่างกาย จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในระหว่างการเผาผลาญของเซลล์ปกติ และจากการได้รับสารพิษหรือมลพิษ แต่หากร่างกายเกิดการติดเชื้อและมีความเครียด ปริมาณวิตามินซีในเลือดจะลดลง​นอกจากนี้ยังผลิตและเสริมสร้างการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมด้วย ทั้งยังช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น วัณโรคปอด และปอดอักเสบ​

​2. วิตามินอี (Vitamin E)​

เป็นสารอาหารต้านอนุมูลอิสระละลายในไขมันที่สำคัญสำหรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งพบได้ในเยื่อหุ้มเซลล์ทั้งร่างกาย รวมถึงเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และช่วยเพิ่มการทำงานให้กับภูมิคุ้มกัน การทำงานร่วมกันของสารอาหารต้านอนุมูลอิสระ ยังช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acids) ต่อการทำงานในระบบภูมิคุ้มกัน​

​3. กรดแอลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid)​

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ และยังสามารถพบได้ในอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กรดแอลฟาไลโปอิกช่วยควบคุมและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยจะไปยับยั้งเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมถึงยับยั้งการผลิตโปรตีนที่ส่งผลต่อการอักเสบ (Cytokine protein TNF-α) ​และยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และจากอาหาร เช่น กลูต้าไธโอน, โคเอ็นไซม์คิวเท็น, และวิตามินซี เป็นต้น ซึ่งการทำงานเหล่านี้ จะช่วยรักษาหรือฟื้นฟูความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันที่อาจนำไปสู่ภาวะการอักเสบเรื้อรัง ก่อให้เกิดโรค เช่น โรคอ้วนและโรคเบาหวาน​

​4. แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)​

มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบที่สูงสุด ด้วยพลังการต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าวิตามินอี 550 เท่าและสูงกว่าวิตามินซีถึง 6,000 เท่า นอกจากนี้แอสตาแซนธินยังช่วยส่งเสริมการเพิ่มจำนวนของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดได้รับมาภายหลัง ทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตไซโตไคน์และแอนติบอดี้ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีแอสตาแซนธิน หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจไม่เพียงช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกายโดยรวมอีกด้วย​

 

ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหาร เราควรคำนึงถึงระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ปกป้องเราจากไข้หวัดหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับเราในการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ด้วย สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เช่น วิตามินซี วิตามินอี กรดแอลฟาไลโปอิก และแอสตาแซนธิน จึงอาจเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้เราฟื้นฟูหรือรักษาสุขภาพ และระบบภูมิคุ้มกันของเรา ​แล้วอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ มันอยู่ในอาหารชนิดใดบ้าง เราไปดูกันเลย

 

 

อาหารบำรุงผิว-ต้านมะเร็ง มี “สารต้านอนุมูลอิสระ” สูง

  1. กลุ่มผัก และผลไม้รสเปรี้ยว

ได้แก่ ส้ม มะนาว ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ กีวี มะเขือเทศ และอื่นๆ เนื่องจากผัก และผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซีสูง นอกจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยแล้ว ยังป้องกันหวัดได้อีกด้วย

Tips : วิตามินซีถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน ดังนั้นผักผลไม้เหล่านี้จึงควรทานสด หรือปรุงความผ่านความร้อนให้น้อยที่สุด (มะเขือเทศทานได้ดีทั้งสด และสุก)

 

  1. กลุ่มผัก ผลไม้สีเหลือง/ส้ม

ผักผลไม้กลุ่มนี้จะมี “เบตาแคโรทีน” สูง ซึ่งนั่นก็หมายถึง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยเช่นกัน อะไรสีเหลืองๆ ส้มๆ เป็นใช้ได้หมด ตั้งแต่แครอท มะละกอสุก มะม่วงสุก มะเขือเทศ (สีแดงส้มก็ได้) มะปรางหวาน มะยงชิด สัปปะรด แตงโม ส้ม ลูกพลับ ฯลฯ

Tips : เบต้าแคโรทีนมีทั้งแบบละลายน้ำ และละลายในน้ำมัน ดังนั้นควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันพืช หรือน้ำมันมะกอกร่วมด้วย

 

  1. กลุ่มอาหารที่มีวิตามินเอ

ได้แก่ ปลา ตับ และไข่แดง นอกจากป้องกันการเกิดโรคมะเร็งแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวหนัง สายตา กระดูก และเสริมภูมิต้านทานโรคอีกด้วย

 

  1. กลุ่มอาหารที่มีไลโคปีน

นอกจากเบต้าแคโรทีนแล้ว ยังมีผักผลไม้สีส้มชมพู ที่มีไลโคปีนสูง เช่น มะเขือเทศ แตงโม มะละกอ ฝรั่งขี้นก เกรปฟรุตสีชมพู ฯลฯ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย 

ถ้าจะให้ดี ทานอาหารเหล่านี้แล้ว อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับรองว่าสุขภาพดี ผิวพรรณสดใส และห่างไกลโรคมะเร็งกันได้แน่นอน

 


 

อ้างอิง : อาหารบำรุงผิว-ต้านมะเร็ง มี “สารต้านอนุมูลอิสระ” สูง , Jurairat N. , Website : Sanook

สารต้านอนุมูลอิสระกับระบบภูมิคุ้มกัน Website : bdmswellness

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Policy)

ประกาศ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

เรื่อง นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Policy)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (“โรงพยาบาล”) มุ่งมั่นที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณ ซึ่งข้อมูลต่อไปนี้คือแนวทางที่โรงพยาบาลใช้ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้รับบริการให้โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น การเก็บรวบรวม การใช้ การเปิดเผย เรียกรวมกันว่า (“การประมวลผล”) และในระหว่างการเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.wattanapat.co.th หรือใช้แอพพลิเคชั่นของโรงพยาบาล หรือร้องขอการบริการจากโรงพยาบาล นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้รวมถึงข้อมูลต่างๆ ที่สามารถระบุถึงตัวผู้รับบริการได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะได้รับจากผู้รับบริการโดยตรงหรือเป็นการส่งต่อมาจากบุคคลที่สามก็ตาม (“ข้อมูล”) หรือ (“ข้อมูลส่วนบุคคล”) สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพของผู้รับบริการนั้น นอกเหนือจากการปฏิบัติตามนโยบายนี้แล้ว โรงพยาบาลจะยึดถือปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ประกาศ คำสั่งหรือระเบียบของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง หรือที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม โรงพยาบาลในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ ได้จัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดและเงื่อนไขสำหรับการให้บริการเว็บไซต์ของโรงพยาบาล รวมทั้งการเข้ารับบริการของผู้รับบริการ โดยในการใช้บริการดังกล่าวในแต่ละครั้งให้ถือว่าผู้รับบริการได้อ่านและตกลงยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

  1. โรงพยาบาลเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ ที่สามารถระบุตัวตนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อประโยชน์ต่อผู้รับบริการในระยะเวลาที่เหมาะสมจำเป็นต่อการให้บริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการเป็นผู้ให้ข้อมูลกับโรงพยาบาล หรือร้องขอการบริการจากโรงพยาบาล ผ่านช่องทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นหรือ ช่องทางอื่นใดของโรงพยาบาล อาทิเช่น การนัดหมายแพทย์ การทำธุรกรรมแบบออนไลน์ การสมัครรับจดหมายข่าว การขอรับความช่วยเหลือพิเศษ รวมไปถึงการทำธุรกรรมแบบออฟไลน์ เช่น การลงทะเบียนผู้ป่วยที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนของโรงพยาบาล หรือจากความสมัครใจของผู้รับบริการใน การทำแบบสอบถาม (Survey) หรือการโต้ตอบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) หรือการกรอก/ ให้ข้อมูลประกอบการสมัครงาน หรือช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ระหว่างโรงพยาบาลและผู้รับบริการ
  2. โรงพยาบาลอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการจากบุคคลที่สาม เช่น ธุรกิจในเครือข่าย ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ให้บริการของโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ

ข้อมูลส่วนบุคคลที่โรงพยาบาลเก็บรวบรวม

ประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่โรงพยาบาลเก็บรวบรวมจากผู้รับบริการจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการเก็บรวบรวม และประเภทของการบริการที่ผู้รับบริการร้องขอจากโรงพยาบาล ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการจะถูกนำมาใช้เพื่อให้การทำธุรกรรมออนไลน์หรือออฟไลน์ หรือบริการที่ได้รับการร้องขอเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่โรงพยาบาลเก็บรวบรวมโดยตรงจากผู้รับบริการ หรือจากบุคคลที่สาม มีดังนี้

  • ข้อมูลระบุตัวตน เช่น ชื่อ ภาพถ่าย เพศ วันเดือนปีเกิด หนังสือเดินทาง หมายเลขบัตรประชาชน หรือหมายเลขที่สามารถระบุตัวตนอื่นๆ
  • ข้อมูลสำหรับการติดต่อ เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมลล์
  • ข้อมูลการชำระเงิน เช่น ข้อมูลการเรียกเก็บเงิน ข้อมูลบัตรเครดิตหรือเดบิต และรายละเอียดบัญชี ธนาคาร
  • ข้อมูลการเข้ารับบริการ เช่น ข้อมูลการนัดหมายแพทย์ ข้อมูลส่วนบุคคลของญาติ ความต้องการ เกี่ยวกับห้องพัก อาหาร และบริการเสริมอื่นๆ
  • ข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมทางการตลาด เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมกับโรงพยาบาล
  • ข้อมูลสถิติ เช่น จำนวนผู้ป่วย และการเข้าชมเว็บไซต์
  • ข้อมูลจากการเข้าใช้เว็บไซต์ของโรงพยาบาล เช่น Online Appointment System, Health Checkup, Contact Us
  • ข้อมูลด้านสุขภาพ รายงานที่เกี่ยวกับสุขภาพกาย และสุขภาพจิต การดูแลสุขภาพของผู้รับบริการ ผลการทดสอบจากห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการ และการวินิจฉัย
  • ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาและการแพ้ยาของผู้รับบริการ
  • ข้อมูล Feedback และผลการรักษาที่ผู้รับบริการให้ไว้

โรงพยาบาลจะไม่เก็บและใช้ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนของผู้รับบริการ เช่น เชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา ประวัติอาชญากรรม เว้นแต่เป็นไปตามที่ข้อบังคับและกฎหมายกำหนด หรือโดยความยินยอมของผู้รับบริการ

การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

โรงพยาบาลจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ ตามวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  • จัดหาบริการ หรือส่งมอบบริการของโรงพยาบาล
  • นัดหมายแพทย์ ส่งข่าวสาร แนะนำบริการของโรงพยาบาล
  • การประสานงานและส่งต่อข้อมูลซึ่งจะช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วยมีความรวดเร็วขึ้น
  • การยืนยันตัวตนของผู้ป่วย
  • ส่งข้อความแจ้งเตือนการนัดหมายแพทย์ หรือการเสนอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาล
  • อำนวยความสะดวกและนำเสนอรายการสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้รับบริการ
  • จุดประสงค์ด้านการตลาด การส่งเสริมการขาย และลูกค้าสัมพันธ์ เช่น การส่งข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชั่น ผลิตภัณฑ์และบริการ รายการส่งเสริมการขาย และธุรกิจพันธมิตร
  • เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสาร ตอบคำถาม หรือตอบสนองข้อร้องเรียน
  • สำรวจความพึงพอใจของลูกค้า วิจัยตลาด วิเคราะห์ทางสถิติ ประมวลผลและแสดงผลเพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ หรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้แก่ ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้น
  • วัตถุประสงค์ทางบัญชีหรือทางการเงิน เช่น การตรวจสอบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต การเรียกเก็บเงินและการตรวจสอบความถูกต้อง การขอคืนเงิน
  • รักษาความปลอดภัย รวมถึงความปลอดภัยขณะพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาล
  • เพื่อวัตถุประสงค์ในการสมัครงาน การเป็นพนักงาน หรือวัตถุประสงค์อื่นใดที่เกี่ยวข้อง
  • ปฏิบัติตามกฎของโรงพยาบาล
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด ระเบียบ ข้อบังคับ หรือการร้องขอใดๆ จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น การปฏิบัติตามหมายเรียกพยาน หรือคำสั่งศาล หรือการร้องขออื่นๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • วัตถุประสงค์อื่นๆ ที่สนับสนุนการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้างต้น หรือที่ได้รับความยินยอมจากผู้รับบริการเป็นครั้งคราว

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

          โรงพยาบาลจะไม่จัดสรร เปิดเผย และ/หรือ ถ่ายโอนข้อมูลและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ หรือ ผู้ดูแลให้แก่นิติ บุคคลหรือบุคคลใดๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้โดยอิสระ เว้นแต่

  1. ผู้ใช้บริการ หรือ ผู้ดูแล ได้ร้องขอ และให้อำนาจแก่โรงพยาบาล หรือ
  2. ข้อมูลที่จัดสรรนั้นเป็นไปเพื่อช่วยให้การเริ่มต้นธุรกรรมของผู้ใช้บริการ หรือ ผู้ดูแลสำเร็จลุล่วง หรือ
  3. ข้อมูลที่จัดสรรให้แก่นิติบุคคลหรือบุคคลใดๆ ที่โรงพยาบาลเป็นคู่สัญญา เพื่อวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ ข้อมูล และ/หรือ การปรับปรุงการให้บริการ หรือ
  4. เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายอนุญาต การเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด การเปิดเผยข้อมูล ตามคำสั่งศาล และ/หรือ การเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือพิจารณาคดี ซึ่งผู้ให้บริการสามารถเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์บุคคลที่สาม

          เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือของโรงพยาบาล อาจมีลิงก์เชื่อมไปยังเว็บไซต์บุคคลที่สาม หากผู้รับบริการไปตามลิงก์เหล่านี้ นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ไม่มีผลกับเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม โปรดทราบว่าโรงพยาบาลไม่สามารถรับผิดชอบใดๆ ต่อการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการโดยบุคคลที่สามดังกล่าว เนื่องจากอยู่นอกการควบคุมของโรงพยาบาล

การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัย

          โรงพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ โรงพยาบาลจึงกำหนดมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เป็นไปตามที่กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาล

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

  1. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม (right to withdraw consent) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้รับบริการได้ให้ความยินยอมกับโรงพยาบาลได้ ตลอดระยะเวลาที่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการอยู่กับโรงพยาบาล
  2. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (right of access) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการและ ขอให้โรงพยาบาลทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่ผู้รับบริการ รวมถึงขอให้โรงพยาบาลเปิดเผยการได้มาซึ่ง ข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้รับบริการไม่ได้ให้ความยินยอมต่อโรงพยาบาลได้
  3. สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง (right to rectification) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการขอให้โรงพยาบาลแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือเพิ่มเติมข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
  4. สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล (right to erasure) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการขอให้โรงพยาบาลทำการลบข้อมูลของผู้รับบริการด้วยเหตุบางประการได้
  5. สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (right to restriction of processing) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการด้วยเหตุบางประการได้
  6. สิทธิในการให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล (right to data portability) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการที่ผู้รับบริการให้ไว้กับโรงพยาบาลไปยังผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่น หรือตัวผู้รับบริการเองด้วยเหตุบางประการได้
  7. สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (right to object) : ผู้รับบริการมีสิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการด้วยเหตุบางประการใด

ผู้รับบริการสามารถร้องขอการเข้าถึงหรือขอให้อัปเดตและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ รวมถึงสิทธิอื่นใดข้างต้น หรือสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้บังคับ เช่น ขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ หรือขอให้ระงับการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ กรณีเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการถูกนำไปใช้เกินขอบเขตวัตถุประสงค์การใช้งานที่แจ้งให้ทราบข้างต้น หรือไม่ได้รับความยินยอมจากผู้รับบริการ ผู้รับบริการต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแนบสำเนาหลักฐานเพื่อแสดงตัวตน เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนา Passport รายละเอียดการทำนัดหมายแพทย์ และข้อมูลการติดต่อกลับ โดยส่งไปรษณีย์ตามที่อยู่ต่อไปนี้ “บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) 247/2 ถ.พัทลุง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง 92000” ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาตามคำร้องของผู้รับบริการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

โรงพยาบาลจะทำการพิจารณาทบทวนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประจำเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโรงพยาบาลจะแจ้ง ให้ผู้รับบริการทราบด้วยการ อัพเดตข้อมูลลงในเว็บไซต์ของโรงพยาบาล https://www.wattanapat.co.th/ โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้หากผู้รับบริการมีคำถาม ข้อเสนอแนะ และข้อร้องเรียนเกี่ยวกับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโปรดติดต่อได้ที่อีเมลล์ contact@wattanapat.co.th

 

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2565

ภาวะซีด หรือโลหิตจางในเด็ก (Anemia in children)

ภาวะซีด หรือโลหิตจางในเด็ก

ปัญหาภาวะซีดในเด็ก ถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ซึ่งอาจเกิดจากการขาดสารอาหาร พ่อแม่อาจแปลกใจว่าทำไมลูกถึงมีภาวะขาดสารอาหารได้ทั้งๆ ที่ลูกก็กินเก่ง แถมกินทั้งผัก ผลไม้ ครบถ้วนทุกอย่าง

ภาวะซีด…เกิดจากอะไร?

สาเหตุของภาวะซีด เกิดจากการที่ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12 ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โรคโลหิตจาง”

ลูกเราเป็นมั้ย อาการอะไรบอกได้บ้าง?

 สังเกตอาการ ภาวะซีด เราสามารถสังเกตอาการได้จาก เปลือกตาล่าง ริมฝีปาก หรือผิวเริ่มมีภาวะซีด ไม่มีเลือดฝาดเหมือนผิวเด็กปกติ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เป็นลม กินอาหารน้อยลง ร่วมด้วย หากพบว่าลูกมีอาการดังกล่าวควรพาไปตรวจเพื่อหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง

หากปล่อยไว้…จะยิ่งรุนแรง

หากพบว่าลูกมีอาการดังกล่าว พ่อแม่ไม่ควรชะล่าใจและปล่อยไว้ เพราะอาการดังกล่าวหากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลร้ายต่อพัฒนาการของลูกตามมาได้อีกมากมาย เช่น

  • 1.อาจส่งผลให้สมองทำงานได้ช้าลง เนื่องจากได้รับออกซิเจนจากเม็ดเลือดแดงน้อยลง ส่งผลให้รู้สึกไม่กระฉับกระเฉง เฉื่อยชา อาจส่งผลให้ลูกเรียนรู้ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน
  • 2.เนื่องจากภาวะซีด ทำให้ลูกเบื่ออาหาร กินอาหารได้น้อย ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และส่งผลไปถึงสุขภาพ ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยได้ง่าย และยังทำให้ลูกเติบโตช้าอีกด้วย
  • 3.เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก ก็จะทำให้ไม่มีธาตุเหล็กไปใช้ในการเติบโต ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรง เปราะง่าย และอาจตัวเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน

โลหิตจางป้องกันได้ง่ายๆ เริ่มจากพ่อแม่

อาจดูเหมือนว่าโรคโลหิตจาง หรือภาวะซีดในเด็กจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่จริงๆ แล้ว อาการดังกล่าวสามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้ง ข้าว ไข่แดง เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ซึ่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสามารถพบได้ในเนื้อแดง ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ตับหมู เลือดหมู ผักใบเขียว ธัญพืช และนม สำหรับในเด็กแรกเกิดมักได้รับสารอาหารจากนมแม่ ซึ่งคุณแม่สามารถส่งเสริมได้โดยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กด้วยเช่นกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันลูกน้อยจากโรคหิตจางหรือภาวะตัวซีดได้แล้ว


 

ตรวจคัดกรองภาวะซีด หรือโลหิตจางในเด็ก ด้วย >> แพ็กเกจตรวจภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก << อ่านรายละเอียดแพ็กเกจคลิก

ความเป็นส่วนตัวในการใช้กล้องวงจรปิด (CCTV Privacy Notice)

ประกาศ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง
เรื่อง ความเป็นส่วนตัวในการใช้กล้องวงจรปิด (CCTV Privacy Notice)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) (ซึ่งต่อไปในประกาศนี้ เรียกว่า “โรงพยาบาล” หรือ “เรา”) กำลังดำเนินการใช้กล้องวงจรปิด (CCTV) สำหรับการเฝ้าระวังสังเกตการณ์ในพื้นที่ภายในและรอบบริเวณ ณ ทางเข้าและทางออก รวมถึงพื้นที่ที่โรงพยาบาลเห็นสมควรว่าเป็นจุดที่ต้องมีการเฝ้าระวังภายในโรงพยาบาล (“พื้นที่”) ของโรงพยาบาล เพื่อการปกป้องชีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน ทั้งนี้ โรงพยาบาลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ลูกค้า ลูกจ้าง ผู้รับเหมา ผู้มาติดต่อ หรือ บุคคลใด ๆ (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกรวมกันว่า “ผู้รับบริการ”) ที่เข้ามายังพื้นที่ โดยผ่านการใช้งานอุปกรณ์กล้องวงจรปิดดังกล่าว
ประกาศความเป็นส่วนตัวในการใช้กล้องวงจรปิด (“ประกาศ”) ฉบับนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผย ซึ่งข้อมูลที่สามารถทำให้สามารถระบุตัวผู้รับบริการได้ (“ข้อมูลส่วนบุคคล”) รวมทั้งสิทธิต่าง ๆ ขอผู้รับบริการ ดังนี้

ฐานกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

โรงพยาบาลดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการภายใต้ฐานกฎหมายดังต่อไปนี้

  • ความจำเป็นในการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของผู้รับบริการหรือบุคคลอื่น
  • ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของโรงพยาบาลหรือบุคคลอื่น โดยประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ
  • ความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควบคุมดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน และทรัพย์สินของโรงพยาบาล

 

วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ

โรงพยาบาลดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยส่วนตัวของผู้รับบริการ ซึ่งรวมไปถึงทรัพย์สินของผู้รับบริการ
  2. เพื่อการปกป้องอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพย์สินของโรงพยาบาลจากความเสียหาย การขัดขวาง การทำลายซึ่งทรัพย์สินหรืออาชญากรรมอื่น
  3. เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการยับยั้ง ป้องกัน สืบค้น และ ดำเนินคดีทางกฎหมาย
  4. เพื่อการให้ความช่วยเหลือในกระบวนการระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่มีกระบวนการทางวินัยหรือกระบวนการร้องทุกข์
  5. เพื่อการให้ความช่วยเหลือในกระบวนการสอบสวน หรือ กระบวนการเกี่ยวกับการส่งเรื่องร้องเรียน
  6. เพื่อการให้ความช่วยเหลือในกระบวนการริเริ่มหรือป้องกันการฟ้องร้องทางแพ่ง ซึ่งรวมไปถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน

 

ข้อมูลส่วนบุคคลที่โรงพยาบาลเก็บรวบรวมและใช้

ตามวัตถุประสงค์ตามที่ได้แจ้งในข้อ 2. โรงพยาบาลทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตำแหน่งที่มองเห็นได้ โดยจะจัดวางป้ายเตือนว่ามีการใช้งานกล้องวงจรปิด ณ ทางเข้าและทางออก รวมถึงพื้นที่ที่โรงพยาบาลเห็นสมควรว่าเป็นจุดที่ต้องมีการเฝ้าระวัง เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการเมื่อผู้รับบริการเข้ามายังพื้นที่ ดังต่อไปนี้

รายการข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม

  • ภาพนิ่ง
  • ภาพเคลื่อนไหว
  • เสียง (ใช้ในกระบวนการออกแบบการรักษา Telemedicine)
  • ภาพทรัพย์สินของผู้รับบริการเช่น พาหนะ กระเป๋า หมวก เครื่องแต่งกาย เป็นต้น


ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะไม่ทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ที่อาจล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้รับบริการจนเกินสมควร ได้แก่ ห้องพัก ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ หรือสถานที่เพื่อใช้ในการพักผ่อนของผู้ปฏิบัติงาน ยกเว้นกระบวนการออกแบบดูแลรักษาแบบ Telemedicine ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและได้รับความยินยอมจากผู้รับบริการ

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ

โรงพยาบาลจะเก็บรักษาข้อมูลในกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวกับผู้รับบริการไว้เป็นความลับ และจะไม่ทำการเปิดเผย เว้นแต่ กรณีที่โรงพยาบาลมีความจำเป็นเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการเฝ้าระวังสังเกตการณ์ตามที่ได้ระบุในประกาศฉบับนี้ โรงพยาบาลอาจเปิดเผยข้อมูลในกล้องวงจรปิดแก่ประเภทของบุคคลหรือนิติบุคคล ดังต่อไปนี้

  1. หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนในการบังคับใช้กฎหมาย หรือเพื่อการดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือการดำเนินคดีความต่าง ๆ
  2. ผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เพื่อความจำเป็นในการสร้างความมั่นใจในเรื่องการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ รวมทั้งทรัพย์สินของผู้รับบริการหรือบุคคลอื่น
  3. สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของผู้รับบริการพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการอยู่ในความควบคุมของผู้รับบริการได้มากขึ้น โดยผู้รับบริการสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เมื่อบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  4. สิทธิในการเข้าถึง รับสำเนา และขอให้เปิดเผยที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการที่โรงพยาบาลเก็บรวบรวมอยู่ เว้นแต่กรณีที่โรงพยาบาลมีสิทธิปฏิเสธคำขอของผู้รับบริการตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือกรณีที่คำขอของผู้รับบริการจะมีผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
  5. สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน เพื่อให้มีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

  1. เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่โรงพยาบาลทำการตรวจสอบตามคำร้องขอของผู้รับบริการให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการให้ถูกต้อง สมบูรณ์และเป็นปัจจุบัน
  2. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการถูกเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
  3. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์โรงพยาบาลได้แจ้งไว้ในการเก็บรวบรวม แต่ผู้รับบริการประสงค์ให้โรงพยาบาลเก็บรักษาข้อมูลนั้นต่อไปเพื่อประกอบการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้รับบริการ
  4. เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่โรงพยาบาลกำลังพิสูจน์ให้ผู้รับบริการเห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ หรือตรวจสอบความจำเป็นในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันเนื่องมาจากการที่ผู้รับบริการได้ใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ
  5. สิทธิในการคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการ เว้นแต่กรณีที่โรงพยาบาลเหตุในการปฏิเสธคำขอของผู้รับบริการโดยชอบด้วยกฎหมาย (เช่น โรงพยาบาลสามารถแสดงให้เห็นว่าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายยิ่งกว่า หรือเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องทางกฎหมาย หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะตามภารกิจของโรงพยาบาล)
  6. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการเฝ้าระวังสังเกตโดยการใช้อุปกรณ์กล้องวงจรปิดตามที่ประกาศนี้กำหนด โรงพยาบาลจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ เป็นระยะเวลา 15 วัน ทั้งนี้ เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวโรงพยาบาลจะทำการ ลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการต่อไป โดยการใช้กล้องวงจรปิดในระบบ Telemedicine จะไม่มีการจัดเก็บเป็นข้อมูล โดยจะมีการบันทึกสาระสำคัญในเวชระเบียน เพื่อใช้ในการดูแลรักษา
  7. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล

โรงพยาบาลมีมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการอย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงเทคนิคและการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย หรือมีการเข้าถึง ลบ ทำลาย ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Policy) ของโรงพยาบาล
นอกจากนี้ โรงพยาบาลได้กำหนดให้มีนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นโดยประกาศให้ทราบกันโดยทั่วทั้งองค์กร พร้อมแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยธำรงไว้ซึ่งความเป็นความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ของข้อมูลส่วนบุคคล โดยโรงพยาบาลได้จัดให้มีการทบทวนนโยบายดังกล่าวรวมถึงประกาศนี้ในระยะเวลาตามที่เหมาะสม

ความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

โรงพยาบาลได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่เฉพาะผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของกิจกรรมการประมวลผลนี้เท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการได้ โดยโรงพยาบาลจะดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามประกาศนี้อย่างเคร่งครัด

การเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว

ในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงประกาศนี้ โรงพยาบาลอาจพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่เห็นสมควร และจะทำการแจ้งให้ผู้รับบริการทราบผ่านช่องทางเว็บไซต์ของโรงพยาบาล https://www.wattanapat.co.th/ โดยมีวันที่ของเวอร์ชันล่าสุดกำกับอยู่ตอนท้าย อย่างไรก็ดี โรงพยาบาลขอแนะนำให้ผู้รับบริการโปรดตรวจสอบเพื่อรับทราบประกาศฉบับใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนที่ผู้รับบริการจะเข้ามาในพื้นที่ของโรงพยาบาล

การเข้ามาในพื้นที่ของผู้รับบริการ ถือเป็นการรับทราบตามข้อตกลงในประกาศนี้ ทั้งนี้ โปรดระงับการเข้าพื้นที่ หากผู้รับบริการไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงในประกาศฉบับนี้ หากผู้รับบริการยังคงเข้ามาในพื้นที่ต่อไปภายหลังจากที่ประกาศนี้มีการแก้ไขและนำขึ้นประกาศในช่องทางข้างต้นแล้ว จะถือว่าผู้รับบริการได้รับทราบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว

การติดต่อสอบถาม

ผู้รับบริการสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับประกาศฉบับนี้ได้ที่
1. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)

2. เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO)

  • ชื่อ: คุณอดิศักดิ์ ศักดิ์น้อย (ตำแหน่งผู้จัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน)
  • สถานที่ติดต่อ: 247/2 ถ.พัทลุง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง 92000
  • ช่องทางการติดต่อ: 07-520-5555 ต่อ 7063 อีเมล : adisak.sa@wattanapat.co.th

 

 นโยบายความเป็นส่วนตัวในการใช้กล้องวงจรปิด มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2565

ไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) (Monkeypox)

โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)

ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1958 ช่วงการระบาดของโรคที่คล้ายไข้ทรพิษหรือ ฝีดาษ โดยพบในบริเวณที่เลี้ยงลิงไว้เพื่อการวิจัย ต่อมาในปีค.ศ.1970 ได้พบการระบาดเกิดขึ้นในมนุษย์ครั้งแรกที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก  โดยเรียกว่าโรคฝีดาษลิงในคน (Human Monkeypox) ซึ่งระบาดอยู่เพียงประเทศในแถบแอฟริกากลางและตะวันตกเท่านั้น และหลังจากนั้นก็ยังพบว่ามีการติดเชื้อในคนอีกถึง  3 ครั้ง

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้มีโอกาสเสียชีวิตระหว่าง 1 – 10% โดยส่วนใหญ่ในกลุ่มอายุน้อย

อาการของโรคฝีดาษลิง (Monkeypox)

โรคฝีดาษลิง เป็นโรควินิจฉัยได้ยาก อาการของโรคจะแสดงหลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 12 วัน โดยมีอาการคล้ายโรคฝีดาษ มีลักษณะอาการดังนี้

  • มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดกล้ามเนื้อและอ่อนเพลีย บางกรณีอาจมีอาการไอหรือปวดหลังร่วมด้วย
  • หลังจากมีไข้ประมาณ 1-3 วัน ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นโดยเริ่มจากใบหน้าแล้วแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
  • จากนั้นผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง และสุดท้ายตุ่มหนองจะมีสะเก็ดคลุมแล้วหลุดออกมา อาการป่วยดังกล่าวจะเป็นอยู่ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้ แต่ในกรณีผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำหรือมีโรคประจำตัว อาจเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม หรือเสียชีวิต

กลุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อโรคฝีดาษลิง

สำหรับในประเทศไทยเอง ยังไม่เคยมีประวัติการพบโรคดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในประเทศที่ไม่มีประวัติการเกิดโรคจากเชื้อไวรัส แต่ปัจจุบันการเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจ ในประเทศกลุ่มเสี่ยง อาจมีโอกาสติดเชื้อและนำกลับมายังประเทศได้ โดยมีกลุ่มเสี่ยงคือ แรงงานต่างชาติ หรือคนไทยที่ไปทำงานในประเทศที่มีการติดเชื้อ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศที่เสี่ยงจะมีเชื้อไวรัสระบาด นักธุรกิจ ที่เดินทางไปหรือมาจากประเทศที่พบการติดเชื้อ

การป้องกัน โรคฝีดาษลิง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยเฉพาะลิง และหนู
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรงและสิ่งของของผู้ป่วย รวมถึงลมหายใจของผู้ป่วย
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลทำความสะอาดทุกครั้ง หลังสัมผัสสัตว์ หรือสัมผัสสิ่งของสาธารณะ 
  • ใช้ผ้าปิดจมูกและปาก เมื่อไปในสถานที่เสี่ยงมีโรคระบาด 
  • ถ้าพบผู้ป่วย ให้แยกผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากผู้อื่น
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ แม้วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าวได้ แต่การฉีด

วัคซีนควรทำเฉพาะในบุคคลที่ต้องทำงานมีความเสี่ยงหรือใกล้ชิดกับคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อเท่านั้น และวัคซีนยังสามารถรับได้ภายหลังการได้รับเชื้อไม่เกิน 14 วัน

การรักษาโรคฝีดาษลิง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา หรือ วัคซีนป้องกันเฉพาะเจาะจง แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วย การฉีด วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ 85%

อ้างอิง : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, กรมควบคุมโรค

ความดันโลหิตสูง บั่นทอนสุขภาพโดยไม่รู้ตัว (Why You Should not Ignore Hypertension)

ความดันโลหิตสูง บั่นทอนสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ การมีความดันโลหิตค่าบนสูงเกินกว่า 140 มม.ปรอท คือ ค่าล่างสูงกว่า 90 มม.ปรอท ซึ่งโรคนี้อาจถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม แต่เนื่องจากในระยะแรก ภาวะความดันโลหิตสูง จะไม่มีอาการ เมื่อความดันโลหิตสูงอยู่ในระยะเวลานาน 5-10 ปี จะเริ่มมีอาการต่างๆ เกิดขึ้น

ดังนั้น ภาวะความดันโลหิตสูงจะเปรียบได้กลับ “ฆาตกรเงียบ” ที่จะบั่นทอนสุขภาพทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดในสมองตีบ อัมพาต อัมพฤกษ์ ภาวะไตเสื่อมและโรคหัวใจ สูงกว่าปกติ 3-6 เท่า

 

ผลเสียของการมีความดันโลหิตสูง

  1. ผลเสียต่อเส้นเลือดฝอย ทำให้เส้นเลือดฝอยทั่วร่างกายตีบ แตก แข็ง หากเกิดกับเส้นเลือดสมองจะเป็น อัมพาต อัมพฤกษ์ จะเกิดอาการวิงเวียน โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนท่าทาง หรือลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเวลาหันศีรษะไปมาอาจรู้สึกว่าบ้านหมุน หน้ามือ อาจปวดศีรษะได้ ถ้าความดันมากกว่า 200 มม.ปรอท อาจง่วงซึมมากผิดปกติ ส่วนใหญ่อาการปวดศีรษะมักเกิดขึ้นเวลาตื่นนอนตอนเช้า
  2. ผลเสียต่อหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ ผู้ป่วยมักมีอาการหายใจไม่เต็มอก เหนื่อยง่าย บางครั้งนอนราบแล้วไอ อาจมีอาการเจ็บหน้าอก อาจมีอาการตลอดเวลา หรือเป็นเฉพาะเวลาที่ทำงานมากก็ได้ นอกจากนี้เส้นเลือดใหญ่บริเวณ ขั้วหัวใจ หน้าอกและท้องจะเกิดความเสื่อม เนื่องจากต้องทนแรงอัด จากความดันโลหิตที่สูงตลอดเวลา อาจเกิดที่เส้นเลือดใหญ่ที่หน้าอกและท้องแตกทำให้เลือดตกใน ซึ่งนำไปสู่ภาวะการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
  3. ผลเสียต่อไต การมีความดันโลหิตสูงทำให้เส้นเลือดที่ไตเสียหาย หากเป็นความดันโลหิตสูงนานๆ อาจเข้าสู่สภาวะไตวาย ไตเหี่ยวฝ่อเล็กลงและในที่สุดจะเกิดอาการปัสสาวะไม่ออกหรือคลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากของเสียไปคั่งในเลือด
  4. ผลเสียต่อตา ภาวะความดันโลหิตสูงอาจทำให้เส้นเลือดบริเวณจอตาแข็งกรอบและขาดเลือดเลี้ยงบริเวณจอตา ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัว ตาพร่า อาจทำให้ตาบอดได้ และอาจทำให้เกิดต้อกระจกได้

 

ยาลดความดันโลหิต

ยาลดความดันโลหิตมีหลายชนิด ผู้ป่วยแต่ละคนอาจเหมาะสมกับยาต่างชนิด จึงไม่ควรใช้ยาของผู้อื่นโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน การทานยาลดความดันโลหิตอาจมีผลข้างเคียง เช่น หน้าแดง ตัวแดง ร้อนวูบวาบ ขาบวม มึนศีรษะหรือง่วงซึม หอบ ไอ หรือมีอาการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายผิดปกติ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาเพื่อปรับเปลี่ยนยา เมื่อท่านใช้ยาแล้วเกิดผลข้างเคียงขึ้น เพื่อแพทย์จะเปลี่ยนยาเป็นกลุ่มอื่นแทน

ดังนั้นผู้ป่วยควรสื่อสารกับแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น ควรได้รับการตรวจหาน้ำตาล ระดับไขมันในเส้นเลือด ตรวจเอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจปัสสาวะเป็นระยะ และควรได้รับการควบคุมอย่างเคร่งครัด

 

การรักษา

  1. ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน หากอ้วนต้องลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักลง 10 กก. จะลดความดันได้ 6 มม.ปรอท
  2. ลดความเครียดวิตกกังวล พักผ่อนและออกกำลังกายพอควร
  3. หากมีอาการความดันโลหิตสูง ควรใช้ยาลดความดันโลหิต การรักษาด้วยยาจำเป็นต้องได้รับยาและได้รับการวัดความโลหิตเป็นระยะเพื่อปรับยา การให้ยาอาจไม่ได้ให้ต่อเนื่องในขนาดเดียวกันไปตลอด อาจต้องเพิ่มหรือลดหรือใช้ยามากกว่า 1 ชนิด ตามดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาจะทำให้ความดันโลหิตกลับมาเป็นปกติได้
  4. ควรรับยาต่อเนื่อง เพื่อควบคุมความดันโลหิตไม่ให้กำเริบ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเข้าใจว่า เมื่อรับประทานยาจนความดันโลหิตเป็นปกติแล้วหยุดยาได้ การหยุดยาจะทำให้ความดันโลหิตค่อยๆ สูงกลับไปเหมือนเดิมก่อนการรักษา เนื่องจากยาลดความดันโลหิตมีฤทธิ์ไม่ยาว ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ไม่เกิน 1 วัน ดังนั้น ต้องทานยาทุกวันเป็นประจำจึงช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้

 

ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

  1. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรออกกำลังกายที่ต้องใช้กำลังมาก เช่น ยกน้ำหนัก วิดพื้น ซิทอัพ
  2. หากต้องลดน้ำหนัก น้ำหนักที่เหมาะสม คือ ส่วนสูง-100 เช่น สูง 160-100 จะได้น้ำหนักที่เหมาะสมคือ 60 กก. ถ้าน้ำหนักมากกว่า 60 กก. ถือว่าอ้วน
  3. ควรรับประทานอาหารที่ไม่เค็มจัด ลดหรืองดอาหารที่มีเกลือมากและอาหารที่ดองเค็ม ผงชูรส ผงฟู และอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารกระป๋องที่มีรสเค็ม
  4. ลดอาหารที่มีไขมันมาก และประเภทอด เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ของทอดต่างๆ ฯลฯ
  5. ผู้ที่ได้รับยาขับปัสสาวะ เพื่อรักษาความดันโลหิตสูง ควรรับประทานอาหารโพแทสเซียมสูง เช่น ลูกเกด กล้วยหอม น้ำผลไม้ มะเขือเทศ (ดิบ) นมสด ลูกพรุน ส้ม
  6. เลี่ยงการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  7. ระวังอย่าให้ท้องผูก ควรดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผลไม้ เม็ดแมงลัก หากท้องผูกมากอาจใช้ยาระบายอ่อนๆ ตามแพทย์สั่ง
  8. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหลังการออกกำลังกาย เพราะจะทำให้หน้ามืดได้
  9. หลังรับประทานยาลดความดันโลหิต อย่ายืน หรือลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะอาจมีอาการหน้ามืดได้ หากมีอาการหน้ามืดได้ หากมีอาการให้รีบนอนยกขาพลาดสูง เพื่อช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น
  10. หลีกเลี่ยงงานที่เพิ่มความเครียด
  11. รับประทานยาตามแพทย์สั่งและไปพบแพทย์ตามนัด หากมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ อย่าซื้อยารับประทานเอง เพราะยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางรายและการให้ยารักษา ต้องวัดความดันโลหิตเปรียบเทียบเป็นระยะเพื่อดูผลการรักษา ภาวะความดันโลหิตสูงควรรับยาต่อเนื่องจึงจะสามารถควบคุมไม่ให้อาการกำเริบได้
  12. หากเกิดผลไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาลดความดันโลหิต เช่น ไอ หอบ ขาบวม หน้าแดง ใจสั่น มึนศีรษะ แขนขาอ่อนแรง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยา
  13. เป้าหมายของการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง คือ ค่าความดันโลหิตค่าบนอยู่ระหว่าง 120-140 มม.ปรอท ค่าความดันโลหิตค่าล่างอยู่ระหว่าง 80-90 มม.ปรอท ผู้ป่วยที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดี จะลดการเกิดโรคแทรกซ้อนหรือใกล้เคียงกับคนปกติ

MFM สำคัญยังไง แม่ท้องต้องรู้ก่อนฝากครรภ์ (Maternal fetal medicine and what you need to know)

หมอ MFM สำคัญยังไง แม่ท้องต้องรู้ก่อนฝากครรภ์

รู้จักกับ MFM

Maternal Fetal Medicine (MFM) คือ แพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โดยมีการต่อยอดหลังจากจบการฝึกอบรมสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา โดยจะดูแลมารดาตั้งครรภ์และทารกในครรภ์แบบเชิงลึก ตรวจหาความเสี่ยง อัลตราซาวนด์ดูความสมบูรณ์ของทารก ประเมินการรักษา ป้องกันความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อให้คุณแม่และเจ้าตัวน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง

 

หน้าที่ของ MFM

หน้าที่หลักของแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) ได้แก่

  • 1.ดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างฝากครรภ์ ช่วงเวลาคลอด และหลังคลอด
  • 2.ดูแลและรับฝากครรภ์ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง
  • 3.แนะนำและให้คำปรึกษาเมื่อสงสัยหรือตรวจพบว่าทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกติ
  • 4.ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์และหาความพิการของทารกในครรภ์ 
  • 5.ตรวจคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์
  • 6.รักษาทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ได้แก่ ทารกบวมน้ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • 7.ตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารกในครรภ์มารดา ได้แก่ การเจาะน้ำคร่ำ การเจาะชิ้นเนื้อรก การเจาะเลือดสายสะดือทารก เป็นต้น
  • 8.ดูแลการทำคลอดและหลังการคลอดบุตร
  • 9.ยุติการตั้งครรภ์ตามข้อบ่งชี้การแพทย์ 

 

กลุ่มคุณแม่ครรภ์เสี่ยงสูง

คุณแม่ที่มีครรภ์เสี่ยงสูงคือกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) ได้แก่

  • 1.คุณแม่อายุมากกว่า 35 ปี 
  • 2.คุณแม่อายุน้อยกว่า 18 ปี
  • 3.คุณแม่ครรภ์แฝด โดยเฉพาะแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันจะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น ทารกมีการถ่ายเทเลือดระหว่างกัน ทารกเติบโตขนาดไม่เท่ากัน เป็นต้น
  • 4.คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไต ลมชัก โรคหอบหืด โรคมะเร็ง
  • 5.คุณแม่หมู่เลือดผิดปกติคือ Rh negative ที่มี Isoimunization
  • 6.คุณแม่ติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  • 7.คุณแม่ที่มีประวัติรับยาหรือสารเคมีที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์
  • 8.คุณแม่ที่มีภาวะปากมดลูกสั้น
  • 9.คุณแม่ที่มีภาวะแท้งคุกคาม แท้งบ่อย รกเกาะต่ำ
  • 10.คุณแม่ที่เคยคลอดบุตรก่อนกำหนด
  • 11.คุณแม่ที่เคยคลอดทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
  • 12.คุณแม่ที่เคยคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย คลอดทารกตัวเล็กกว่าปกติ (IUGR)
  • 13.คุณแม่ที่คลอดบุตรมีความพิการแต่กำเนิด
  • 14.คุณแม่ที่มีโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย
  • 15.คุณแม่ครรภ์เป็นพิษ

 

 

ตรวจคัดกรองกับ MFM

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรตรวจคัดกรองด้วยการอัลตราซาวนด์กับแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) อย่างน้อย 3 ครั้ง ได้แก่

  • ครั้งที่ 1 สัปดาห์ที่ 11 – 14 ตรวจเพื่อดูพัฒนาการของทารก หากพบความผิดปกติสามารถหาทางแก้ปัญหาได้โดยเร็ว ช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น
  • ครั้งที่ 2 สัปดาห์ที่ 18 – 23 ตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติของโครงสร้างทารก หากไม่พบความผิดปกติในช่วงนี้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าทารกแข็งแรง โดยจะมีการตรวจรก เนื้องอก ความผิดปกติภายในมดลูก วัดความยาวของปากมดลูกเพื่อตรวจเช็กความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดของแม่ตั้งครรภ์ด้วย 
  • ครั้งที่ 3 สัปดาห์ที่ 32 – 36 ตรวจเพื่อดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ ความผิดปกติบางอย่างอาจพบเจอในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์แม้โอกาสที่เกิดขึ้นจะไม่มากนัก

เพราะเบาหวาน ไม่ได้มีแค่เรื่อง น้ำตาล (Sweets and Diabetes)

เพราะเบาหวาน ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำตาล

ทำความรู้จักชนิดของเบาหวาน

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการขาดอินซูลิน เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้เลย (อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน ทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต) เบาหวานชนิดนี้มักพบในเด็กและผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี

เบาหวานชนิดที่ 2 พบมากในคนส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เซลล์ของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีหรือที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายเหมือนขาดอินซูลินไประดับหนึ่ง ร่างกายต้องทดแทนโดยการสร้างอินซูลินออกมามากขึ้น จนตับอ่อนทำงานมากขึ้นจนทำงานไม่ไหวถ้าไม่ช่วยแก้ไข นอกจากนี้ตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ยังสร้างอินซูลินได้ไม่มากเท่าคนปกติด้วย จึงมีระดับอินซูลินที่ไม่พอเพียงแก่ความต้องการ สาเหตุของภาวะดื้ออินซูลิน ได้แก่ พันธุกรรม ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ดังนั้น หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ร่วมกับมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ก็จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากขึ้น

เบาหวานชนิดที่ 3 เป็นเบาหวานชนิดที่มีสาเหตุชัดเจน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ ตับอ่อนถูกตัด โรคที่มีเหล็กสะสมมากเกินไปในตับจนทำให้ตับเสียหาย การรับประทานยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ การได้รับสารเคมี ความผิดปกติของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต

เบาหวานชนิดที่ 4 เป็นเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดในผู้ที่ไม่มีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อนตั้งครรภ์ เมื่อคลอดแล้วเบาหวานก็จะหายไป แต่คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นเบาหวานได้อีกในอนาคต
 

อาการของโรคเบาหวาน

  • 1.ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
  • 2.หิวน้ำบ่อย
  • 3.หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด
  • 4.ผิวแห้ง
  • 5.เป็นแผลแล้วหายยาก
  • 6.ตาพร่ามัว
  • 7.ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า
  • 8.หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น อย่ารอช้า ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่างไรก็ดี ไม่ควรรอจนอาการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะบางครั้งกว่าจะเกิดอาการเหล่านี้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็อาจสูงเกินไปแล้ว ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสุขภาพและตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่เคยมีประวัติความทนต่อน้ำตาลบกพร่องหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
 

การวินิจฉัยเบาหวาน

วิธีที่จะทำให้ทราบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นเบาหวานหรือไม่ แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากงดอาหาร ถ้าปกติระดับน้ำตาลจะน้อยกว่า 100 มก./ดล. ถ้าอยู่ระหว่าง 100-125 มก./ดล. ถือเป็นภาวะที่มีความเสี่ยง แต่ยังไม่เป็นเบาหวาน หรือบางครั้งเราจะเรียกภาวะนี้ว่าเป็นเบาหวานแฝง แต่ถ้าเกิน 126 มก./ดล. จะจัดว่าเป็นเบาหวาน

ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจค่าน้ำตาลหลังรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ถ้าร่างกายเอาน้ำตาลไปใช้ได้ดี ค่าน้ำตาลควรน้อยกว่า 140 มก./ดล. แต่ถ้าเกิน 200 มก./ดล. จะจัดว่าเป็นเบาหวาน หากอยู่ระหว่าง 140-199 มก./ดล. จะอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงแต่ยังไม่เป็นเบาหวาน หรือจะเรียกว่าเป็นเบาหวานแฝงก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการตรวจค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้บอกระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถ้าค่า HbA1c สูงแสดงว่าที่ผ่านมา 3 เดือนมีระดับน้ำตาลสูง แม้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติก็ตาม ทั้งนี้ค่า HbA1c ปกติจะอยู่ที่ 4.3-5.6% ถ้ามีค่าอยู่ระหว่าง 5.7-6.4% ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้ในอนาคตหรือเป็นเบาหวานแฝงได้ ถ้ามีค่าตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไปแสดงว่าเป็นเบาหวาน อย่างไรก็ตามการจะใช้ค่า HbA1c มาตัดสินว่าเป็นเบาหวานหรือไม่เป็นนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับชัดเจนเพราะการตรวจ HbA1c ยังไม่ได้มาตรฐานในการตรวจบางวิธี

ดังนั้น เมื่อทราบแล้วว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มไหน ถ้าเป็นเบาหวาน ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาจต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากเป็นกลุ่มเสี่ยงจะต้องป้องกัน เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่หาทางป้องกัน จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูงมาก
 

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน

  • 1.รับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ไม่รับประทานมากจนเกินไป อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นเช้า กลางวัน เย็น และมื้ออาหารว่างตอนสายหรือบ่าย
  • 2.หลีกเลี่ยงอาหารที่รับประทานแล้วมีระดับน้ำตาลสูงขึ้น เช่น น้ำตาลทราย เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
  • 3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในแต่ละวันไม่ควรอยู่นิ่งๆ ควรมีการขยับเขยื้อนร่างกาย เช่น เดินขึ้นลงบันได จอดรถให้ไกลเล็กน้อยเพื่อจะได้เดิน
  • 4.หมั่นตรวจน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบระดับน้ำตาลในเลือด
  • 5.ดูแลทำความสะอาดเท้า ระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผล
  • 6.รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
  • 7.พบแพทย์ตามนัด

ทำไมค่า CRP และ Vitami D หลังหาย จากโควิด-19 ถึงสำคัญ (What CRP and Vitamin-D tell you about Long-covid symptoms)

ทำไมค่า CRP และ Vitamin D หลังหายจากโควิด-19 ถึงสำคัญ

กว่า 80% ของผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อโควิด ยังคงมีอาการลองโควิดซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากเชื้อไวรัสเข้าทำลายลึกระดับเซลล์ การตรวจสุขภาพหลังหายจากโควิด เพื่อเช็กร่องรอยความเสียหายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญดังนี้

ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

หลังหายป่วยโควิด หลายคนมักกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจ จนอาจลืมไปว่า “ระบบเลือด” เป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญ เพราะไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย...และเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัส ซึ่งการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือ Complete Blood Count (CBC) เป็นการตรวจปริมาณและลักษณะของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ที่ไม่เพียงใช้ในการตรวจวินิจฉัยระดับความรุนแรงของโรคโควิด แต่ยังช่วยประเมินได้ว่า ผู้ป่วยต้องฟื้นฟูร่างกายอย่างไรหลังหายจากโควิด

 

ตรวจระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล

เพราะเชื้อไวรัสจะส่งผลให้ “เบต้าเซลล์” หรือเซลล์ที่พบในกลุ่มของเซลล์ในตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตและหลั่งอินซูลินเกิดความเสียหาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหรือกลูโคสสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว

แม้แต่ในผู้ป่วยโควิดที่เชื้อลงปอด อาการป่วยระดับรุนแรง ที่ผลจากการทดลองพบว่ายาสเตียรอยด์ช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจและใช้ออกซิเจนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ยาสเตียรอยด์ก็อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นด้วย

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น “ตับ” จะถูกกระตุ้นให้ทำการผลิตคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับลดประสิทธิภาพในการกำจัดคอเลสเตอรอลลงด้วย เพราะฉะนั้นหลังจากการรักษาการติดเชื้อโควิด 19 แล้ว ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจเช็กระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด

ตรวจการทำงานของระบบประสาทและสมอง

จากผลการศึกษาพบว่า อาการลองโควิดในผู้ที่เคยติดโควิดนั้นมีมากกว่า 50 อาการ โดยกว่า 44% ของผู้ป่วยที่มีอาการลองโควิดจะมีอาการปวดศีรษะ 16% มีปัญหาเรื่องความจำที่ลดลง 12% มีอาการคล้ายภาวะซึมเศร้า รวมถึงอีกกว่า 11% พบมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ การเข้ารับการตรวจเช็กฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ของระบบประสาทและสมองหลังหายจากโควิด จึงเป็นลิสต์รายการที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม

ตรวจ CT-Chest และสมรรถภาพปอด

เพราะบริเวณปอดหรือทรวงอก เป็นจุดที่มักได้รับความเสียหายหลังร่างกายติดเชื้อโควิด เนื่องจาก Receptor หรือตัวรับที่ไวรัสเข้ายึดเกาะเพื่อแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนมากจะอยู่ตรงบริเวณผิวเซลล์ปอดของมนุษย์ การตรวจ CT-Scan และฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ของปอดหลังหายจากโควิดประมาณ 3-6 เดือน จะช่วยให้รู้ถึงร่องรอยความเสียหายที่ยังคงอยู่ รวมถึงปรับแผนการฟื้นฟูสุขภาพปอดได้ทันก่อนส่งผลกระทบระยะยาว

ตรวจการทำงานของไต

Receptor ที่เชื้อไวรัสโควิดเข้ายึดเกาะไม่ได้มีอยู่แค่ที่ปอดและหัวใจ แต่ “ไต” ก็เป็นอีกอวัยวะที่อาจได้รับความเสียหาย โดย Dr. Al-Aly ศาสตราจารย์โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันเซนต์หลุยส์ ได้กล่าวว่า หลังผู้ป่วยหายจากโควิด...อาจมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตในช่วงเดือนแรก เนื่องจากการติดเชื้อส่งผลต่อการทำงานของไตที่ลดลง และอาจลุกลามนำไปสู่การเกิดไตวายเฉียบพลันได้

ตรวจสมรรถภาพการทำงานของหัวใจ

จากข้อมูลของ UC Davis Health ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือดในอเมริกา พบว่าผู้ป่วยประมาณ 20-30% ที่เข้ารับการรักษาโควิด 19 ประสบปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากเชื้อไวรัสที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ หรือเป็นผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันพยายามต่อสู้เชื้อไวรัส และกระตุ้นหลั่งสารไซโตไคน์ออกมามากเกินไป เมื่อโปรตีน ACE2 ที่เคลือบผิวเซลล์ กำลังถูกเชื้อไวรัสเข้าแทรกแซงและไม่สามารถปกป้องเซลล์หัวใจได้  สารภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นผู้ร้ายเข้าทำลายหัวใจซะเอง ซึ่งการอักเสบที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่าง “หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน” ได้

ตรวจระดับวิตามินดี

วิตามินดีไม่ได้แค่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ แต่จากผลการศึกษาพบว่า วิตามินดีมีส่วนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากคุณสมบัติของวิตามินดีที่มีช่วยในการซัพพอร์ตการทำงานระบบประสาทและสมอง การทำงานของปอด รวมถึงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

ตรวจหาค่าการอักเสบในร่างกาย

C-Reactive Protein (hsCRP) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นจากตับเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบในร่างกาย โดยสารเคมีชนิดนี้จะจับเข้ากับเซลล์ที่ตายแล้ว หรือเซลล์ที่เสียหายรุนแรงและกำลังจะตาย ก่อนเข้าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อเสริมสร้างแมคโครฟาจ (macrophage) เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิดปกติหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้การตรวจหาค่า C-Reactive Protein (hsCRP) ถูกนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยภาวะอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือการติดเชื้ออื่นๆ ซึ่งค่า CRP ที่สูงจะบอกได้ถึงประสิทธิภาพการฟื้นฟูของร่างกายหลังการติดเชื้อที่ไม่ดีเท่าที่ควร

ตรวจหาสารบ่งชี้ของการเกิดหลอดเลือดอุดตัน D-Dimer (FDP)
เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อรุนแรง จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนเลือดเป็นลิ่มเลือด หรือเรียกว่า “การแข็งตัวของเลือด” เพื่อยับยั้งการไหลของเลือด ซึ่งถ้ากลไกดังกล่าวถูกกระตุ้นมากจนผิดปกติ และเคลื่อนตัวเข้าไปอุดตันในหลอดเลือด ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด อาจส่งผลให้อวัยวะที่เชื่อมกับหลอดเลือดส่วนนั้นๆ ขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน ได้ ซึ่งการตรวจ D-dimer จะช่วยให้สามารถประเมินได้ว่ามีการสร้างและสลายลิ่มเลือดในร่างกายหรือไม่ โดยค่านี้จะถูกนำมาใช้ในการวินิจฉัยหาภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

ตรวจระดับภูมิคุ้มกัน

การตรวจระดับภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าหลังการฉีดวัคซีนหรือหลังเคยติดเชื้อโควิด สามารถแบ่งการตรวจออกเป็น 2 ประเภท คือ การตรวจภูมิตอบสนอง หรือการตรวจ antibody ที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อจับกับ spike protein ของเชื้อไวรัส และการตรวจความต้านทาน เป็นการตรวจความสามารถในการยับยั้งหรือลบล้างฤทธิ์ของไวรัส ซึ่งระดับ antibody และความต้านทานที่สูงไม่ได้แปลว่าคนๆ นั้นจะไม่เกิดการติดเชื้ออีก เพียงแต่ช่วยลดโอกาสการป่วยหนักรุนแรงและเสียชีวิตจากโควิด 19

จากผลสำรวจที่พบว่า อาการลองโควิดในผู้ป่วยนั้นมีมากกว่า 50 อาการ การตรวจสุขภาพจึงไม่ใช่แค่เพื่อค้นหาความเสียหายที่ยังหลงเหลือ แต่ช่วยให้รู้ถึงแนวทางในการฟื้นฟูที่เหมาะสมสำหรับบุคคลนั้น พร้อมทั้งการเช็กอัพซ้ำเพื่อมอนิเตอร์ตลอดระยะเวลาระหว่างการฟื้นฟู ยังเป็นการช่วยเสริมสุขภาพให้ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงในเร็ววันได้

เมนูสุขภาพดี ที่ พร้อมเสิร์ฟในตรัง (Healthy Choice by Wattanapat)

วัฒนแพทย์ ขอแนะนำ ร้านอาหารดังที่คุณคุ้นเคย กับเมนูที่สายสุขภาพต้องปลื้มใน Healthy Choice by Wattanapat

 

1.Mango Avocadi Salad with Crab Meat จากร้าน Lion's Tale Trang

เมนูนี้เป็นเมนูที่มีปูม้าจากตรังเป็นพระเอก“ปูม้า” อีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีประโยชน์ด้านคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง เช่น โปรตีน แคลเซียม วิตามินบี6 วิตามินบี12 มีกรดไขมันโอเมก้า3 และ EPA สูงกว่าสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ ผสมผสานกับ มะม่วง และ อะโวคาโด้ ให้แปลกใหม่ สดชื่น รับประทานง่าย ไม่เหมือนใคร โดยใช้เทคนิคอาหารยุโรปตามที่เชฟถนัดมาปรับใช้

\

 

2. ยำส้มโอ จากร้าน Sarnkhao Cuisine 

เมนูต้อนรับหน้าร้อนแสนอร่อย จัดเป็นเมนูที่มีรสชาติจัดจ้าน รสเปรี้ยวอมหวานของส้มโอ เป็นผลไม้พื้นบ้านที่อุดมไปด้วยสรรพคุณช่วยขับสารพิษในร่างกาย คลุกเคล้าด้วยผลไม้ตามฤดูกาลอย่างทับทิมเป็นอีกหนึ่งผลไม้เพื่อสุขภาพช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยในการชะลอวัย มีวิตามินซีสูงมาก อีกทั้งยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และกรดโฟลิกอีกด้วย นำมาตัดรสกับเครื่องปรุงของน้ำยำเเละมีกลิ่นอายของสมุนไพรอย่างใบมะกรูด ทำให้อาหารจานนี้เต็มไปด้วยสรรพคุณที่มากมายและรับรองความสดชื่นค่ะ

 

3.พาสต้าเส้นข้าวเบายอดม่วงผัดซอสเคยฉลูเสิร์ฟพร้อมกุ้งย่าง จาก Kachong Hills

ข้าวเบายอดม่วงสายพันธุ์พื้นเมืองตรังปลูกและบริโภคจากอดีตถึงปัจจุบันปลูกแบบเกษตรทางเลือก ไม่ใช้สารเคมี เมล็ดข้าวสีขาวนวลผสมกับสีม่วงในร่วงเดียวกันตามธรรมชาติ มีกลิ่นหอม รสชาติดี นุ่ม หนึบ น่ารับประทาน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีโปรตีนสูงกว่าข้าวทั่วไป เหมาะสำหรับทานที่รักสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง
ข้าวเบายอดม่วงนำมาแปรรูปเป็นเส้นพาสต้าเส้นสด เสิร์ฟพร้อมซอสเคยฉลู เมนูขึ้นชื่อจากปักษ์ใต้เ คยฉลูเมืองตรังจากประมงพื้นบ้านตรังนำมาผัดกับสมุนไพรไทยเช่น หอมแดง ตะไคร้ ใบมะกรูดหั่นฝอย พริกขี้หนูสวน เครื่องปรุงรส เสิร์ฟกุ้งทะเลสดย่างจากท่องทะเลตรัง
 
องค์ประกอบของจาน
1. เส้นพาสต้าจาก ข้าวเบายอดม่วง
2. ซอสเคยฉลูผัดกับเครื่องสมุนไพรไทย
3. กุ้งย่าง
 
 
 
 

4. Crab and Avocado on Toast  จาก OCCUR COFFEE

 

5.ข้าวยำแซลม่อนฟู พร้อมแกงเลียง จาก สีฟ้า ไลฟ์สไตล์ ฟู้ด

 6.ผัดสามฉุน จาก ริชชี่ ตรัง

7.น้ำเต้าหู้แตงโม กับสาหร่ายซอสน้ำข้าว จาก เฉินเจีย

.

8.แซลมอนซอสมะม่วงซัลซ่า จาก Chef's grill factory

ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor relations Contact)

เคืองตาบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้นาน (Pterygium symptoms and signs)

เคืองตาบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้นานอาจเป็น ต้อเนื้อ

เป็นโรคต้อชนิดหนึ่งที่คนไทยเป็นกันมาก โดยเฉพาะให้ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งวัย 40 ปีขึ้นไป โรคต้ออาจไม่ได้มีผลกับการมองเห็นหรือการใช้ชีวิตอะไร เพียงแต่ทำให้รู้สึกรำคาญได้มากจากการระคายเคืองบริเวณที่เป็นต้อ

แต่โรคต้อก็ไม่ใช่ปัญหาที่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยไว้อาจจะทำให้ตามัว สายตาเอียง หรือสูญเสียการมองเห็นไปชั่วคราวได้


ต้อเนื้อ (Pterygium) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตา

เป็นหนึ่งในโรคต้อทั้ง 4 โรค ซึ่งได้แก่ ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อหิน และต้อกระจก ต้อเนื้อเป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และมีอายุมากกว่า 40 ปี ต้อเนื้อเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาว จนทำให้เนื้อเยื่อบางส่วนพัฒนาอย่างผิดปกติ เกิดเป็นพังผืดสีขาวเหลืองหรือสีชมพูอ่อน รูปทรงสามเหลี่ยมปรากฎขึ้นบริเวณตาขาว เมื่อก้อนต้อขยายขึ้นเรื่อยๆจะค่อยๆงอกเข้าไปบริเวณตาดำจนบดบังการมองเห็น ทำให้มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นชั่วคราวในที่สุด แต่ต้อเนื้อไม่ใช่โรคอันตรายอะไร เป็นโรคที่ทำให้เกิดความรำคาญเท่านั้น ทั้งยังรักษาให้หายขาดได้ และแม้จะเป็นมากจนก้อนต้อเข้าไปบดบังรูม่านตาจนสูญเสียการมองเห็น ก็ยังสามารถรักษาโดยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อให้กลับมามองเห็นได้ดังเดิม

ต้อเนื้อเกิดจากสาเหตุใด

ต้อเนื้อ เกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในเยื่อบุตาขาวเสื่อมสภาพ จนทำให้เกิดเป็นก้อนต้อ เมื่อก้อนต้อขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆจะกลายเป็นต้อเนื้อในที่สุดในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุที่ทำให้เส้นใยคอลลาเจนในเยื่อบุตาขาวเสื่อมคืออะไร แต่การแพทย์ปัจจุบันคาดว่าเกิดจากตัวกระตุ้นบางอย่าง เช่น ลมร้อน ลมแห้ง ฝุ่นควัน มลภาวะ และรังสียูวี โดยตัวกระตุ้นดังกล่าวจะไปรบกวนเซลล์ต้นกำเนิด เมื่อเซลล์ต้นกำเนิดถูกรบกวนจะทำให้เซลล์นั้นพัฒนาเป็นเยื่อบุตาขาวที่ผิดปกติ เกิดเป็นก้อนต้อที่ดวงตา หากดวงตาได้รับตัวกระตุ้นดังกล่าวเรื่อยๆเซลล์ต้นกำเนิดก็จะถูกรบกวนเรื่อยๆ จากก้อนต้อลมเล็กๆ ก็จะขยายตัวขึ้นจนเกิดเป็นพังผืดต้อเนื้อนั่นเอง

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดต้อเนื้อ

  • 1.ดวงตาสัมผัสกับฝุ่นควัน มลภาวะ ลมร้อน ลมแห้ง รังสียูวี มากกว่าปกติ
  • 2.ใช้สายตามากเกินไป เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน
  • 3.ดวงตาสัมผัสกับสารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นเวลานาน
  • 4.ดวงตาแห้ง ระคายเคืองบ่อยอยู่ก่อนแล้ว
  • 5.คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อเนื้อ
  • 6.เป็นโรคเบาหวาน

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

ผู้ป่วยต้อเนื้อควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติอื่นนอกจากการระคายเคือง เช่น เริ่มสายตาเอียง ภาพมัว หรือสูญเสียการมองเห็นเนื่องจากต้อเนื้อเริ่มยื่นเข้าไปในตาดำจบบังรูม่านตา หรือหากสายตายังปกติ แต่ดวงตาอักเสบบ่อยครั้ง เจ็บตาจนทนไม่ไหว มีปัญหากับการใช้ชีวิต ก็ควรพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด ป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดตามมาจากการขยี้ตาหรือตาอักเสบทั้งนี้ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรพบแพทย์คือช่วงเวลาที่รับรู้ว่าตนเองอาจจะเป็นต้อเนื้อ หากมีอาการของโรค หรือสังเกตุเห็นก้อนต้อที่ดวงตาก็สามารถพบแพทย์ได้เลย เพื่อทำการรักษาก่อนจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อไป

วิธีรักษาโรคต้อเนื้อ

วิธีรักษาต้อเนื้อ มีด้วยกัน 2 วิธี คือการใช้ยารักษาต้อเนื้อ และการผ่าตัดต้อเนื้อ
 

รักษาต้อเนื้อด้วยการใช้ยา

การรักษาต้อเนื้อด้วยยาหยอดตาต้อเนื้อ เป็นเพียงการลดการระคายเคืองที่ดวงตาด้วยการใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำตาเทียม หรือรักษาโดยการควบคุมการอักเสบด้วยยาหยอดตาสเตียรอยด์เท่านั้น ในปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตารักษาต้อเนื้อใดที่สามารถทำให้ก้อนพังผืดต้อเนื้อหายไปได้ การรักษาต้อเนื้อโดยการใช้ยาจึงไม่สามารถรักษาต้อเนื้อให้หายขาดได้ เป็นเพียงการทำให้อาการระคายเคืองดีขึ้นเท่านั้น 

ผ่าตัดรักษาต้อเนื้อ

การผ่าตัดรักษาต้อเนื้อหรือการลอกต้อเนื้อ คือการผ่าตัดเพื่อนำก้อนต้อออกจากดวงตา เป็นวิธีการรักษาต้อเนื้อเพียงวิธีเดียวที่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ โดยการผ่าตัดรักษาต้อเนื้อมีด้วยกันทั้งหมด 2 วิธี คือ

1. ผ่าตัดลอกต้อเนื้อแบบปกติ

การผ่าตัดลอกต้อเนื้อแบบปกติ จะเป็นการผ่าตัดเพื่อเอาต้อเนื้อที่เป็นเยื่อบุตาขาวส่วนที่ผิดปกติออกไปและไม่ได้มีการเย็บเยื่อบุตาขาวส่วนอื่นๆให้ติดกัน การผ่าตัดแบบนี้มีข้อดีคือสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว และถึงแม้จะไม่มีการเย็บปิดแผล ร่างกายก็ยังคงสร้างเยื่อบุตาขาวขึ้นมาแทนส่วนที่ถูกตัดออกไปได้อยู่ดี ส่วนข้อเสียของวิธีการนี้คือมีโอกาสที่เนื้อเยื่อที่งอกขึ้นใหม่จะกลับมาเป็นต้อเนื้อซ้ำได้มากถึง 40 - 50% เลยทีเดียว

2. ผ่าตัดลอกต้อเนื้อพร้อมปลูกเนื้อเยื่อ

การผ่าตัดลอกต้อเนื้อพร้อมปลูกเนื้อเยื่อ เป็นการผ่าตัดเอาต้อเนื้อออก โดยแพทย์จะนำเยื่อบุตาขาวในส่วนอื่นๆมาเย็บปิดที่แผล หรือนำเนื้อเยื่อรกมาปลูกถ่ายลงไปแทนที่ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดซ้ำ และทำให้แผลจากการผ่าตัดหายได้เร็วขึ้น ข้อดีของการผ่าตัดพร้อมปลูกเนื้อเยื่อคือ ความเสี่ยงที่ต้อเนื้อจะเกิดซ้ำลดลงเหลือเพียง 5 - 10% เท่านั้น อีกทั้งแผลจากการผ่าตัดจะหายเร็วกว่า ส่วนข้อเสียคือหลังผ่าตัดผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกระคายเคืองมากกว่าแบบแรก เนื่องจากไหมเย็บเยื่อบุตาขาวก่อให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองได้มากนั่นเอง

เห็นภาพเบลอๆอาจไม่ใช่แค่ค่าสายตา (Cataracts or Blurry Vision?)

ต้อกระจก/เห็นภาพเบลอๆอาจไม่ใช่แค่ค่าสายตา

“ต้อกระจก (Cataract)” เป็นภาวะที่เลนส์ภายในลูกตามีความขุ่นขาว จึงทำให้แสงที่จะผ่านเข้าไปในดวงตาไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ทำให้เกิดอาการตามัว มองเห็นภาพเบลอ สีเพี้ยน และมองเห็นคล้ายมีหมอกมาบังตลอดเวลา

อาการของต้อกระจก

ผู้ที่เป็นโรคนี้จะเริ่มมีอาการ ตาพร่ามัวลงเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนมีหมอกบัง มองเห็นภาพซ้อนและมองเห็นแสงกระจายขณะขับรถตอนกลางคืน ในบางรายอาจมีตาพร่ามัวมากในที่ที่มีแสงสว่าง สู้แสงไม่ได้แต่กลับมองชัดในที่มืด ในรายที่เป็นต้อกระจกเล็กน้อย อาจมีสายตาเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยๆ และเมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้น การเปลี่ยนแว่นสายตาก็จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้น

สาเหตุของการเกิดต้อกระจก 

ต้อกระจกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากความเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุ แต่ก็มีอีกบางส่วนที่เป็นเป็นต้อกระจกด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่น

  •   1.ต้อกระจกแต่กำเนิด
  •   2.ต้อกระจกที่เกิดจากกรรมพันธุ์ที่ไม่ทราบสาเหตุ
  •   3.การกระทบกระเทือนที่ตาอย่างรุนแรง หรือมีสิ่งแปลกปลอมกระเด็นเข้าไปในดวงตา
  •   4.การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต
  •   5.การสูบบุหรี่
  •   6.การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  •   7.มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของต้อกระจก

เมื่อต้อกระจกสุกและไม่ได้รับการผ่าตัด อาจทำให้เกิดต้อหิน ตามมาได้จากเลนส์บวม หรือเลนส์โปรตีนรั่วไปอุดตันทางระบายน้ำในลูกตา และอาจทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

การรักษาต้อกระจก

ระยะเริ่มต้น : ในระยะแรกของการเป็นต้อกระจก การเปลี่ยนแว่นสายตา สามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้

ระยะยาว : เมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้น การมองเห็นแย่ลงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ ก็เป็นข้อบ่งชี้ให้แพทย์รักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งวิธีที่นิยมใช้ผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบัน คือ การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) และใส่เลนส์เทียม

วิธีป้องกันการเกิดต้อกระจก

  •   1.หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ 
  •   2.ระวังอย่าให้ดวงตาถูกกระทบกระแทก ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อดวงตากรณีทำงาน เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงาน
  •   3.ควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต
  •   4.พักสายตาเป็นระยะหากต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน
  •   5.งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จัด
  •   6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 
  •   7.การใช้ยาหยอดตาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  •   8.ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี 

จุก แน่น ท้องบ่อยๆอาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ (Stomach pain due to liver problem)

จุก แน่น ท้องบ่อยๆอาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ

 มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆในประชากร โดยพบได้ในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ตรวจพบมักมีการดำเนินโรคอยู่ในระยะหลังๆ ที่ไม่สามารถรักษาได้แล้วจนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้นเราควรทราบถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และทราบถึงอาการที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อมีอาการที่สงสัยควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

มะเร็งตับมีอาการอย่างไร

ผู้ที่เป็นมะเร็งตับในระยะแรกๆอาจยังไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เมื่อขนาดของก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆดังต่อไปนี้

  • จุกแน่นท้อง ท้องโตขึ้น
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
  • ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
  • คลำพบก้อนที่ใต้ชายโครงขวา
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ตัวเหลืองตาเหลือง
  • น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ

  • โรคตับแข็งจากทุกสาเหตุ
  • โรคไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่เป็นพาหะ 100- 300 เท่า
  • การดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณแอลกฮอล์ที่ดื่มมากขึ้นจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น
  • การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษอะฟลาท็อกซิน
  • ภาวะธาตุเหล็กสะสมที่ตับ
  • ความอ้วน โรคเบาหวาน
  • การได้รับยาหรือสารอื่นๆที่มีพิษต่อตับ เช่น สารกำจัดศัตรูพืช
  • ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ

 ใครบ้างที่ควรตรวจมะเร็งตับ

 

  • 1. ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสชนิดบีหรือซี  หรือผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
  • 2. ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซี หรือ แอลกอฮอล์
  • 3. ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรืออ้วน จนเกิดภาวะไขมันพอกตับ หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดภาวะตับแข็งตามมา 

 

 หากคุณมีอาการใดก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด เพราะยิ่งตรวจพบเร็วเท่าใด โอกาสที่จะรักษาหายก็มีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

 

ท้องผูกบ่อยๆอาจไม่ใช่แค่ไม่ทานผัก (What actually causes constipation)

ท้องผูกบ่อยๆอาจไม่ใช่แค่ไม่ทานผัก

ท้องผูกเรื้อรัง มะเร็ง อาการและสาเหตุ

แม้อาการท้องผูกจะไม่ใช่โรคที่อันตราย แต่หากละเลยจนท้องผูกเรื้อรังเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ภาวะภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น แผลในลำไส้ใหญ่  ริดสีดวงทวารหนัก เป็นต้น ตลอดจนบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ท้องผูก คือ การถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อุจจาระแข็งและแห้ง  ใช้เวลานานกว่าจะขับถ่ายเสร็จ และเมื่อถ่ายเสร็จแล้วยังรู้สึกเหมือนยังถ่ายไม่สุด  สาเหตุของอาการท้องผูก ได้แก่

  • 1.ความเครียด
  • 2.การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย หรือมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ
  • 3.ดื่มน้ำน้อย
  • 4.ขาดการออกกำลังกาย
  • 5.เคยชินกับการรับประทานยาระบายหรือสวนอุจจาระเองบ่อยๆ
  • 6.ชอบกลั้นอุจจาระ
  • 7.อาจเกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด  ยาลดกรด และยาลดความดัน
  • 8.โรคประจำตัวบางโรคที่ส่งผลต่อการขับถ่าย เช่น เบาหวาน  พากินสัน เส้นเลือดในสมองตีบ

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

สำหรับผู้ที่ถ่ายอุจจาระยากหรือ มีอาการท้องผูกเป็นประจำ หากมีลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไปควรรีบพบแพทย์ทันที โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้น

  • 1.หากอุจจาระมีเลือดปน ถ่ายเป็นเลือด มีลักษณะ สี หรือขนาดเปลี่ยนไป ขณะขับถ่ายมีเลือดออกทางทวารหนัก
  • 2.ปวดถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นจากปกติ
  • 3.คลำพบก้อนในช่องท้อง
  • 4.รู้สึกปวดเบ่งบริเวณทวารหนักคล้ายปวดอุจจาระตลอดเวลา
  • 5.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบเหตุ 
  • 6.มีภาวะซีด อ่อนเพลีย   
  • 7.ปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ไม่ถ่ายอุจจาระ หรือไม่ผายลม

อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ 

อาหารป้องกัน ท้องผูก

  • 1.ข้าวกล้องและธัญพืช อุดมด้วยใยอาหาร ช่วยบำรุงร่างกายและช่วยแก้ปัญหาการขับถ่าย 
  • 2.ผลไม้ต่างๆ ที่ไม่หวานจัด โดยเฉพาะมะละกอสุก นอกจากมีกากใยและน้ำ ยังอุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับระบบทางเดินอาหาร 
  • 3.ผักใบเขียว เช่น กุยช่าย ผักโขม มีกากใยสูง ช่วยย่อยอาหาร และบำรุงร่างกาย

การปรับอาหารและเปลี่ยนพฤติกรรมการขับถ่ายให้เหมาะสมอาจช่วยแก้ปัญหาท้องผูกเรื้อรังได้ แต่ยังคงมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งตาม American Cancer Society กำหนดช่วงอายุที่ควรเข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ที่ 45 ปี หรือหากมีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ก็สามารถเข้ารับการตรวจก่อนอายุ 45 ปีได้ โดยวิธีการตรวจคัดกรองที่แพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ 

ตื่นมาปัสสาวะบ่อยกลางคืน ร่างกายกำลังบอกอะไร (Why do i pee so much at night?)

กลางคืนตื่นมาปัสสาวะบ่อย ร่างกายกำลังบอกอะไร?

มะเร็งต่อมลูกหมาก ถูกจัดให้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในผู้ชายไทย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยลักษณะของโรคที่มีการเติบโตอย่างช้าๆ และไม่มีอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน หรือหากมีอาการก็จะมีลักษณะคล้ายกับอาการต่อมลูกมากโต หรือต่อมลูกหมากอักเสบ ทำให้ถูกมองว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามวัย กว่าจะตรวจพบก็เป็นมากหรือลุกลามไปสู่อวัยวะสำคัญอื่นๆ ของร่างกาย

มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากอะไร

มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากการเจริญเติบโตและแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ต่อมลูกหมากจนกลายเป็นก้อนมะเร็ง โดยเซลล์มะเร็งเหล่านั้นจะสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด หรือต่อมน้ำเหลืองไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้อวัยวะเหล่านั้นเสียหายและถูกทำลายในที่สุด

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ได้ แต่จากสถิติพบว่า มะเร็งต่อมลูกหมากมักเกิดกับผู้ชายที่มีอายุ 50-60 ปีขึ้นไป และพบมากในชายผิวขาวชาวตะวันตก จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุของโรคนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการกินอาหาร โดยผู้ชายที่สมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนทั่วไป

สัญญาณเตือนมะเร็งต่อมลูกหมาก

  • ปวดปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในตอนกลางคืน
  • ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะไม่หมด
  • รู้สึกปวดเวลาปัสสาวะ หรือปวดเวลาที่หลั่งเมื่อถึงจุดสุดยอด
  • อวัยวะเพศไม่ค่อยแข็งตัว
  • มีเลือดปนในน้ำเชื้อ หรือปัสสาวะ

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

  • การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งในเลือด (PSA) เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูค่าสารบ่งชี้มะเร็ง หากมีค่า PSA อยู่ในระดับ 0-4 ng/ml แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 1 ปี แต่หากมีค่า PSA ที่สูงกว่านั้น ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยวิธีการอื่นๆ เพิ่มเติม
  • การตรวจอัลตราซาวด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก (Trans-rectal Ultrasound of the Prostate: TRUS) เป็นการตรวจที่ใช้เครื่องมือสอดเข้าทางทวารหนักเพื่อตรวจลักษณะของต่อมลูกหมาก
  • การตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก (Biopsy) โดยแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันให้ชัดเจนว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

ใครบ้างที่ควรตรวจ

ผู้ชายทุกคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) แต่หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรเข้ารับการตรวจครั้งแรกเมื่ออายุ 45 ปี และควรตรวจเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

หากคุณมีอาการใดก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด เพราะยิ่งตรวจพบเร็วเท่าใด โอกาสที่จะรักษาหายก็มีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ศูนย์และคลินิกรักษาโรค (Clinic)

Hospital medical culture Trang is a 120 bed private hospital provides outpatient treatment. And in patients admitted to the hospital. By a team of specialists, nurses and staff with expertise in Bangkok. Available 24 hours a day

LONG COVID มีผลกับส่วนไหนของร่างกายบ้าง (What long-covid do to your body )

Long Covid คืออะไร ทำไมถึงทำให้ร่างกายแย่ลง

โควิด-19 เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัส SARS-CoV-2 ที่มีการระบาดกระจายเป็นวงกว้างตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบสองปี ข้อมูลด้านการแพทย์เกี่ยวกับเชื้อไวรัสนี้มีเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแพร่กระจายของเชื้อ พยาธิสรีรวิทยาของการเกิดโรค อาการและอาการแสดงของโรค การป้องกันการติดเชื้อ การรักษา และความรู้เกี่ยวกับวัคซีนที่ช่วยป้องกันไวรัสนี้ โดยหลังจากที่ผู้ป่วยบางรายหายจากโควิด-19 แล้ว พบว่ายังมีกลุ่มอาการเรื้อรังที่เกิดขึ้นในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อาการทางสมองและระบบประสาท

รู้จัก LONG COVID

อาการและอาการแสดงของโรคโควิด-19 คล้ายคลึงกับการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ หอบเหนื่อย หายใจเร็ว และอาจมีบางอาการที่มีความจำเพาะต่อเชื้อไวรัสตัวนี้ เช่น การไม่ได้กลิ่นหรือการไม่ได้รส อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อสามารถมีอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการรักษาหายจากโรคแล้วได้ด้วย ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านั้นเรียกว่า ภาวะโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) นั้นมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไป เช่น COVID Long Hauler, Post – acute COVID syndrome, ภาวะหลังการติดเชื้อโควิด เป็นต้น อุบัติการณ์ของกลุ่มอาการนี้แตกต่างกันไปตามการศึกษาและงานวิจัยของแต่ละประเทศ ซึ่งขึ้นกับอุบัติการณ์ของการติดเชื้อ COVID-19 ทำให้มีรายงานอุบัติการณ์ของภาวะนี้ตั้งแต่ 32% จนถึง 96% ที่ 90 วันหลังการติดเชื้อ โดยข้อมูลล่าสุดของการทบทวนหลักฐานจากข้อมูลทางสถิติ (Meta – Analysis) ที่มีผู้ป่วย COVID-19 ประมาณ 10,000 คน พบว่า หลังจากติดเชื้อ 60 วัน มีผู้ป่วยถึง 73% ที่ยังคงมีอาการแม้ว่าจะรักษาโรคจนหายแล้ว (โดยการตรวจไม่พบสารพันธุกรรมไวรัส)


อาการ LONG COVID

นิยามของกลุ่มอาการโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) คือ กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อโควิดตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งเกิดขึ้นได้กับหลายระบบในร่างกาย โดยมีอาการและอาการแสดงในแต่ละระบบที่แตกต่างกันไปดังนี้

  • ระบบทางเดินหายใจ – อาการเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่สะดวก
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด – อาการใจสั่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว
  • ระบบทางเดินอาหาร – ปวดท้อง ท้องเสีย ลดความอยากอาหาร
  • อาการอื่น  ที่ไม่จำเพาะเจาะจงต่อระบบใด   ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ ไม่มีแรง อ่อนเพลีย
  • ความผิดปกติที่พบได้จากการตรวจเลือดโดยไม่มีอาการ – เช่น ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นผิดปกติ ค่าการกรองและการทำงานของไตลดลง ค่าการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ ความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลลดลงในผู้ป่วยเบาหวาน และค่าระบบการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ เป็นต้น

LONG COVID กับอาการทางระบบประสาท

อีกหนึ่งในกลุ่มอาการของโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) ที่พบได้บ่อย คือ อาการในส่วนของระบบประสาทและจิตเวชศาสตร์ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ นอนไม่หลับ ภาวะสมองล้า (Brain Fog) ภาวะสับสน (Delirium) ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Dysfunction) ภาวะเครียดภายหลังภยันตรายหรือพีทีเอสดี (Post Traumatic Stress Disorder: PTSD) อาการซึมเศร้า กลุ่มอาการย้ำคิดย้ำทำ และภาวะวิตกกังวล (Anxiety) เป็นต้น

ภาวะสมองล้า (Brain fog) คือ ภาวะที่สมองมีการทำงานลดลง โดยส่งผลให้การคิดและตัดสินใจช้าลง การวางแผนและแก้ปัญหาลดลง รวมถึงการลดลงของสมาธิ (Attention) บางคนอาจเป็นมากจนส่งผลให้ลืมความจำระยะสั้น หรือทำให้ไม่สามารถทำงานที่เคยทำเป็นประจำได้

ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ มี 2 ภาวะที่มักพบ ได้แก่

  • กลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วระหว่างเปลี่ยนท่า (Postural Orthostatic Tachycardia Syndrome: POTS) ซึ่งลักษณะของกลุ่มอาการนี้คือ หัวใจเต้นเร็วมากกว่าปกติเวลาเปลี่ยนท่า เช่น ลุกขึ้นยืนหรือนั่ง ซึ่งทำให้เกิดอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดศีรษะ มึนศีรษะ ไปจนถึงหน้ามืดและหมดสติได้
  • ภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Myalgia Encephalitis/Chronic Fatigue Syndrome, ME/CFS) ซึ่งอาการของภาวะนี้คือ อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สมองล้าคิดได้ช้าลง ขาดสมาธิ และมีปัญหาเรื่องการนอน

 

LONG COVID ที่พบไม่บ่อยแต่อาการรุนแรง

มีกลุ่มอาการหนึ่งที่พบได้ไม่บ่อยในกลุ่มเด็กที่อายุน้อยกว่า 21 ปี โดยเป็นภาวะที่พบได้หลังจากการติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 2 – 8 สัปดาห์ เรียกว่า กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children, MIS-C, โรคมิสซีซึ่งจะมีการอักเสบในหลายระบบและมีอาการต่าง ๆ คล้ายกับภาวะ Long COVID ได้

เมื่อกลางเดือนกันยายน 2564 มีการรวบรวมข้อมูลและตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์โดยระบุว่า พบภาวะนี้ในผู้ใหญ่เช่นกัน เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Adult (MIS-A) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบทั่วร่างกายในหลาย ๆ ระบบ ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร ใจสั่น แน่นอก หอบเหนื่อย หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปวดศีรษะ รวมถึงความผิดปกติจากการตรวจเลือด เช่น เกล็ดเลือดต่ำ ค่าการอักเสบสูงขึ้น ค่าการบาดเจ็บของหัวใจสูงขึ้น เป็นต้น


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง LONG COVID 

สาเหตุของโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) นั้นยังไม่เป็นที่รู้แน่ชัด แต่จากหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันคาดการณ์ว่า ภาวะนี้น่าจะเกิดจาก 3 สาเหตุที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. เชื้อไวรัสไปทำลายสมดุลระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้น
  2. ติดเชื้อไวรัสแล้วร่างกายถูกกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันและสารอักเสบมากขึ้นจนไปทำลายการทำงานของระบบอวัยวะต่าง ๆ
  3. ผลกระทบหลังการเจ็บป่วยรุนแรง (Post – Critical Illness) ซึ่งผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยรุนแรงจะมีการทำลายของระบบไหลเวียนขนาดเล็ก (Microvascular Injury) รวมถึงมีความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่และสารน้ำในร่างกาย จึงทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการทำงานที่ผิดปกติหลังจากผ่านพ้นการเจ็บป่วยดังกล่าว

ในแง่ของปัจจัยเสี่ยงของการเกิด Long COVID มีรายงานเบื้องต้นว่า เพศหญิง การมีโรคประจำตัวหอบหืด และช่วงอายุ 35 – 49 ปี เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการ Long COVID มากกว่ากลุ่มอื่น ส่วนปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับตัวโรคพบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีอาการหลายระบบในช่วงที่มีการติดเชื้อโควิด-19 จะมีความเสี่ยงต่อการเป็น Long COVID มากกว่า อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงในการเกิด Long COVID ดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลจากผุ้ป่วยจำนวนไม่มาก หากเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อโควิด-19 ที่มีเป็นหลักล้านคน ดังนั้นอาจจะต้องรอการศึกษาในอนาคตที่มีการเก็บรวมรวมคนไข้ได้มากกว่านี้ ถึงจะสรุปได้แน่ชัดว่าปัจจัยเสี่ยงของภาวะดังกล่าวมีอะไรบ้าง


LONG COVID กับโรคทางระบบประสาทและสมอง

จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า การมีโรคประจำตัวทางสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก โรคสมองเสื่อม หรือโรคพาร์กินสัน ไม่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) แต่ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวดังกล่าว หากมีการติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้โรคกำเริบและทำให้อาการของตัวโรคแย่ลงเร็วกว่าคนที่ไม่มีการติดเชื้อ ยิ่งไปกว่านั้น มีข้อมูลพบว่าการติดเชื้อโควิด-19 จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนทางสมอง หรือทำให้อาการโรคเดิมแย่ลงได้มากกว่าการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดอื่น

โดยพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 นั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (สมองขาดเลือดและเลือดออกในสมองโรคสมองเสื่อม และโรคทางจิตเวช (เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวลมากกว่าคนที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือเชื้อไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่าคนไข้จะมีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวมากขึ้น หากมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล หรือได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ (Intensive Care Unit, ICU) หรือมีภาวะสับสน (Delirium) ขณะรักษาในโรงพยาบาล

ดังนั้นไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวทางระบบประสาทมาก่อนหรือไม่ การติดเชื้อโควิด-19 สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ทั้งหมด หากไม่มีโรคประจำตัวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ หลังการติดเชื้อ แต่หากมีโรคประจำตัวมาก่อน การติดเชื้อจะทำให้การดำเนินโรคนั้นแย่ลงเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการต่าง ๆ ในภาวะ Long COVID ตามมาด้วยเช่นกัน และถึงแม้ว่าการมีโรคประจำตัวทางระบบประสาทจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น Long COVID มากกว่าประชากรโดยทั่วไป แต่การที่โรคประจำตัวแย่ลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็นย่อมส่งผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย


รักษา LONG COVID

ส่วนใหญ่การรักษาโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) จะเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก ยังไม่มีการรักษาจำเพาะต่อภาวะนี้ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาวิจัยจำนวนมากเพื่อค้นหาการรักษา รวมถึงแนวทางในการป้องกันภาวะนี้ ซึ่งคงต้องรอติดตามผลการศึกษาดังกล่าวต่อไป สิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุดในตอนนี้เพื่อป้องกันภาวะโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือ ลองโควิด (Long COVID) คือการป้องกันตัวเองให้ไม่เป็นโควิด-19 ดูแลสุขภาพร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

Long Covid คืออะไร ทำไมถึงทำให้ร่างกายแย่ลง

แพ็กเกจตรวจสุขภาพจากอาการโควิด ในระยะยาว (Long covid check up)

Long COVID หรือ Post COVID Syndrome คือ อาการเรื้อรัง ที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อโควิด-19 หลังจากได้รับเชื้อนาน 4 สัปดาห์ไปจนถึง 12 สัปดาห์ขึ้นไป
โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มอบความห่วงใยสำหรับผู้ที่เคยได้รับเชื้อโควิด-19 ด้วย
 
  • - แพ็กเกจตรวจสุขภาพ 9 รายการ
  • - ในราคาเพียง 990 บาท 
 

 

อ้างอิงจาก

ภาวะ Long COVID อาการพึงระวังหลังป่วยโควิด : กรมควบคุมโรค https://www.facebook.com/100068069971811/videos/1085737355552486

ปัญหา Long COVID ส่งผลกระทบกับผู้ติดเชื้อ : Thai PBS https://www.facebook.com/ThaiPBS/videos/4457818090986732

LONG COVID มีผลแค่ไหนกับโรคสมองและระบบประสาท : Bangkok Hospital https://www.bangkokinternationalhospital.com/th/health-articles/diseases-and-treatments/long-covid-affect-brain-and-nervous-system-diseases

 

 

ภาวะหัวใจสลาย (Broken heart syndrome)

ภาวะหัวใจสลาย (Broken heart syndrome)

มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Stress-induced Cardiomyopathy, Takotsubo Cardiomyopathy หรือ Apical ballooning syndrome คือ ภาวะที่ความสามารถในบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน โดยสาเหตุของโรคยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ทางการแพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเกิดจากฮอร์โมน Catecholamine ที่สูงขึ้นเฉียบพลันจากความเศร้าเสียใจหรือความเครียดอย่างมาก เช่น ความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักกระทันหันจากอุบัติเหตุ หรือเกิดจากการใช้ยาบางชนิด

โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีระดับฮอร์โมนความเครียดหลั่งออกมาสูงมากอย่างเฉียบพลัน (stress-induced catecholamine release) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจสลายมักเกิดกับใคร

จากการศึกษาพบว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยเป็นผู้หญิง และ 80% เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน  ช่วงอายุที่พบบ่อย 58-77 ปีอาการของหัวใจสลาย จะไม่สามารถแยกโรคออกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ จนกว่าจะได้รับการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angiogram) ซึ่งในผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันนั้น มีประมาณ 1% ที่เป็น Stress-induced Cardiomyopathy

อาการของโรคหัวใจสลาย

ที่พบคือ เจ็บหน้าอกรุนแรงอย่างกะทันหันคล้ายอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด นานหลายนาทีหรือเป็นชั่วโมง  หน้ามืด ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด

การดูแลรักษา

หลังจากได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ และวินิจฉัยแยกโรคจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแล้ว แพทย์จะให้ยาที่ไปควบคุมการเต้นและการบีบตัวของหัวใจ รวมถึงแก้ไขปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค (ซึ่งพบได้เพียง สองในสามในผู้ป่วยทั้งหมด)

ในกรณีที่เกิดจากความเครียด เหนือสิ่งอื่นใดคือ การดูแลสุขภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วยการรับมือกับปัญหาและจัดการความเครียด โดยร่วมปรึกษาหารือกับครอบครัว และจิตแพทย์

ทำไมโควิด-19ในเด็ก ถึงต้องการการดูแลที่มากกว่า (Covid-19 treatment in children patient)

ทำไมโควิด-19ในเด็ก ถึงต้องการการดูแลที่มากกว่า


COVID-19 คืออะไร?

COVID-19 คือเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ มักเกิดที่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบ ปวดบวม ดังนั้น เด็กก ก็จะมีอาการ

  • มีไข้ ตัวร้อน
  • เจ็บคอ
  • อาจจะมีหรือไม่มีน้ำมูก หรือคัดจมูก
  • ไอแห้งๆ ไอเยอะ ไอรุนแรงจนถึงขั้นปอดบวมและระบบหายใจล้มเหลวได้

 

การแพร่เชื้อและโอกาสการแพร่เชื้อ COVID-19

เชื้อ COVID-19 จะติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ไอ จาม การไอหรือจามที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะมีการแพร่กระจายของเชื้อเป็นละอองฝอยอยู่ในอากาศได้ในระยะ 1-2 เมตร หรือเชื้ออาจติดตามพื้นผิวต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมได้ระยะเวลาหนึ่ง

 

รู้หรือไม่ว่าเชื้อเข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไร?

  • เยื่อบุตา เช่น เมื่อเด็กๆ ไปจับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรคอยู่แล้วมาขยี้ตา
  • จมูก เช่น มื่อเด็กๆ ไปจับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรคอยู่แล้วมาแคะขี้มูกหรือจมูก
  • ปาก เช่น นำมือเข้าปาก อมของเล่น หรือใช้ภาชนะร่วมกัน

 

การรักษาโรค COVID-19

ไม่ใช่คนไข้โรค COVID-19 ทุกคนที่จะมีอาการรุนแรง เราพบว่า 80% ของผู้ป่วยมีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา อาการไม่รุนแรง สามารถรักษาได้ตามอาการ เช่น

  • เมื่อมีไข้ ทานยาลดไข้ เช็ดตัว ระวังไม่ให้ไข้สูงและชัก
  • เมื่อมีอาการไอ ทานยาแก้ไขละลายเสมหะ ลมน้ำมูก
  • ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจจะต้องให้ออกซิเจนในการช่วยเหลือ พ่นยาละลายเสมหะเมื่อจำเป็น

แต่ในปัจจุบัน เรามีการรักษาจำเพาะของโรค COVID-19 คือการให้ยาปฏิชีวนะ และยาต้านไวรัส โดยจะพิจารณาสูตรการรักษาตามความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของผู้ป่วย

 

การป้องกันโรค COVID-19

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ชุมชนที่คนเยอะ ๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยง
  • ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน
  • เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร
  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลทุกครั้งก่อนสัมผัสตา จมูก ปาก
  • งดใช้ภาชนะร่วมกันระหว่างคนในบ้าน
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรง

MIS-C คืออะไรทำไมอันตรายถึงชีวิด (MIS-C)

MIS-C คืออะไร ทำไมอันตรายถึงชีวิต

MIS-C มักเกิดขึ้น 2-6 สัปดาห์หลังจากเด็กและวัยรุ่นหายป่วยจากโควิด-19 อายุเฉลี่ยของเด็กที่มีรายงานคือ 8 ปี นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ผู้ป่วยอาจเริ่มจากมีระบบการหายใจผิดปกติ บางอาการเทียบเคียงได้กับภาวะหัวใจล้มเหลว และพบค่าการอักเสบสูง

Multisystem inflammatory syndrome in children (MIS-C) คืออะไร ?

Multisystem inflammatory syndrome in children (MIS-C) หรือ กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก เป็นภาวะหลังจากที่เด็กติดโควิดแล้วมีเกิดอาการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่สูงผิดปกติ อาจมีอาการคล้ายโรคคาวะซากิ เช่น มีไข้สูง ผื่น ตาแดง ปากแดง ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาในไอซียู และอาจมีภาวะแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้

อาการของโรค MIS-C ที่พบในเด็กหลังติดโควิด

อาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะ MIS-C ได้แก่

  • มีไข้สูง เกิน 38 องศาเซลเซียส นานเกิน 24 ชั่วโมง
  • ตาแดง 
  •  ริมฝีปากแห้ง แดง ลิ้นแดงเป็นตุ่ม
  • ผื่นขึ้นตามตัว
  • มีอาการช็อค ความดันต่ำ
  • ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย
  • หายใจหอบ

เด็กที่หายป่วยจากโควิด มีโอกาสเป็น MIS-C มากน้อยแค่ไหน ?

จากรายงานมีโอกาสเกิด MIS C เพียง 0.14% ของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโควิดทั้งหมด โอกาสในค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด

ความรุนแรงของภาวะ MIS-C ส่งผลอย่างไรกับร่างกายบ้าง ?

ภาวะ MIS-C อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการผิดปกติในหลายระบบ ได้แก่

  1. ระบบหัวใจและหลอดเลือด : ทำให้มีอาการช็อค ความดันต่ำ หัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ เส้นเลือดหัวใจผิดปกติ
  2. ระบบทางเดินหายใจ : ปอดอักเสบ กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน ลิ่มเลือดอุดตันในปอด 
  3. ระบบทางเดินอาหาร : ท้องเสีย ท้องอืด อาเจียน ปวดท้อง เลือดออกทางเดินอาหาร หรือตับอักเสบ
  4. ผิวหนัง : ผิวหนังแดง เยื่อบุอักเสบ เป็นผื่น
  5. ระบบประสาท : มีอาการชัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  6. ระบบเลือด : เกิดการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  7. ไต : ไตวายฉับพลัน

การป้องกัน และการดูแลรักษา

การดูแลรักษาผู้ป่วย MIS-C ในขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน เนื่องจากภาวะ MIS-C เป็นโรคที่พบใหม่ ซึ่งอาจทำให้มีอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวใจและระบบไหลเวียนของโลหิต

จากรายงานส่วนใหญ่ ให้การรักษาโดยใช้แนวทางเช่นเดียวกับ การรักษา Kawasaki disease แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ หลักในการรักษา ประกอบด้วย

  1. การให้การรักษาแบบประคับประคอง
  2. การให้ยากลุ่มต้านการอักเสบ 

ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้ (พิจารณาจากอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไว้เบื้องต้น) ควรไปพบแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อาการโควิดแบบไหนให้เราดูแล (Classification of COVID-19 patient by symptoms)

อาการแบบไหน..ให้เราดูแล

2 กลุ่มอาการกับการให้การรักษา Covid-19 กับ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ด้วยสิทธิ์ สปสช.จากทางภาครัฐ มีดังนี้

  •  1.กลุ่มผู้ป่วยสีเหลือง : คือกลุ่มที่มีอาการเสี่ยงรุนแรง หรือมีโรคร่วม เช่น เวียนหัว แน่นหน้าอก ไอแล้วมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย
  •  2.กลุ่มผู้ป่วยสีแดง : คือกลุ่มที่มีอาการรุนแรง ปอดบวม ตอบสนองช้า ต้องรีบเข้ารับการรักษาตัวโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

สำหรับลูกค้าที่มีสิทธิ์ประกันชีวิต สามารถติดต่อสายด่วนเพื่อตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่โทร.075-837025

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง "ดูแลด้วยใจ ไม่ทิ้งกัน"

#CovidWithTruelyCare

การตรวจอัลตร้าซาวด์ MFM (Ultrasound MFM )

การตรวจอัลตร้าซาวด์ MFM คืออะไร

เป็นการตรวจอัลตร้าซาวด์โดยสูติแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM : Maternal Fetal Medicine) จะเน้นการตรวจโครงสร้างอวัยวะของทารกในครรภ์ เพื่อดูความผิดปกติ หรือความพิการแต่กำเนิด ตลอดจนตรวจความสมบูรณ์ของรก และหลอดเลือดของทารกในกรณีครรภ์เสี่ยงสูง

การตรวจอัลตร้าซาวด์มีความแม่นยำมากเพียงใด

การตรวจอัลตร้าซาวด์มีความแม่นยำสูง แต่ก็ยังไม่สามารถตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ 100% เนื่องจากอวัยวะของทารกในครรภ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับท่าของทารก อายุครรภ์ ความชัดเจนของอวัยวะที่ทำการตรวจนั่นเอง

ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมต่อการตรวจอัลตร้าซาวด์ในสตรีตั้งครรภ์

ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมต่อการตรวจอัลตร้าซาวด์ในสตรีตั้งครรภ์
  • o ตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ เช็คอายุครรภ์ และคะเนวันครบกำหนดคลอด
  • o วินิจฉัยครรภ์ผิดปกติได้ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก ท้องลม แท้งบุตร ครรภ์แฝด
อายุครรภ์ 11 - 13+6 สัปดาห์
  • o ตรวจโครงสร้างอวัยวะเช่น แขนขา กะโหลกศีรษะ
  • o ตรวจคัดกรองโรคดาวน์ เช่นวัดความหนาของต้นคอ (NT)
อายุครรภ์ 18 - 24 สัปดาห์
  • o ตรวจอัลตร้าซาวด์ MFM
  • o ตรวจโครงสร้างอวัยวะภายนอก เช่น แขน ขา ใบหน้า เพศ
  • o ตรวจความสมบูรณ์ของอวัยวะภายในของทารกที่สำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ไต อวัยวะในช่องท้อง
  • o ตำแหน่งรก น้ำคร่ำ
อายุครรภ์ตั้งแต่ 24 สัปดาห์ขึ้นไป
  • o ตรวจดูการเจริญเติบโต น้ำหนักตัวของทารก
  • o ตรวจความสมบูรณ์ของรก ปริมาณน้ำคร่ำ
  • o ตรวจอัลตร้าซาวด์แบบ 4 มิติ

 

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยดูแลสุขภาพผู้หญิงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ ให้คำปรึกษา การวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมพยาบาลวิชาชีพ พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย

พญ.ภิชญา บุญเจริญ แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM)

คลินิกสูติ-นรีเวชกรรม พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 2 อาคาร Wellness Center

ตำแหน่งสิวบอกโรค (acne symptom)

“ตำแหน่งสิวบอกโรค” สิวกำลังบอกอะไรคุณมากกว่าที่เห็น

ตำแหน่งสิวบอกโรค

ปัจจัยการเกิดสิวเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมน กรรมพันธุ์ หรือผิวพรรณ และปัจจัยภายในต่าง ๆ มาดูกันว่าตำแหน่งสิวสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง ?

ตำแหน่งที่ 1 : ❛ สิวที่หน้าผากซ้ายและขวา ❜

สัญญาณเตือนถึงระบบการย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และต่อมหมวกไตได้อีกด้วย ถ้าระบบการทำงานอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ทำงานได้ไม่เต็มที่

ตำแหน่งที่ 2 : ❛ สิวระหว่างหัวคิ้ว ❜

ระบบการทำงานของตับเราทำงานได้ไม่ปกติ หรือการย่อยแลคโตส คือการดื่มนมแล้วไม่ย่อย กินอาหารรสจัด รวมไปถึงการกินอาหารมื้อดึกบ่อย ๆ

ตำแหน่งที่ 3 : ❛ สิวระหว่างใบหูทั้งสองข้าง ❜

ไตทำงานไม่ปกติ พยายามเลือกกินของที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็จะทำให้ไตของเราสุขภาพดีขึ้น

ตำแหน่งที่ 4 : ❛ สิวที่แก้มทั้งสองข้าง ❜

ระบบไซนัส และปอดอาจกำลังมีปัญหา ส่วนใหญ่สิวตรงนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่สูบบุหรี่ แพ้ควันบุหรี่ หรือเป็นหวัดเรื้อรัง

ตำแหน่งที่ 5 : ❛ สิวบริเวณรอบดวงตาซ้ายและขวา ❜ อาจเป็นเพราะไตทำงานไม่ดี ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ใส่แว่นแต่ไม่ค่อยทำความสะอาด

ตำแหน่งที่ 6 : ❛ สิวที่จมูกและเหนือริมฝีปาก ❜

เตือนถึงอาการทางหัวใจ และระบบสืบพันธุ์ อาจเป็นการเตือนโรคความดันโลหิตสูง อาจบอกถึงผลกระทบจากฮอร์โมน ไม่ว่ากำลังมีประจำเดือน เข้าสู่วัยทอง หรือกินยาคุมกำเนิดนั่นเอง

ตำแหน่งที่ 7 : ❛ สิวข้างริมฝีปาก มุมด้านซ้ายและขวา ❜

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะสาว ๆ ที่อยู่ในช่วงรอบเดือน

ตำแหน่งที่ 8 : ❛ สิวที่คาง ❜

กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ เกิดจากการกินอาหารรสจัดมากเกินไป บวกกับกินข้าวไม่ตรงเวลา พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะ และลำไส้

ตำแหน่งที่ 9 : ❛ สิวที่คอและหน้าอก ❜

สิวที่ขึ้นบริเวณนี้มักเกิดจากความเครียด ความกังวล เพราะสิวที่คอกับหน้าอกสัมพันธ์กับการทำงานของระบบสมอง หัวใจ

 

ไม่ว่าสิวจะขึ้นบริเวณไหน จากปัจจัยภายในร่างกายหรือปัจจัยภายนอก เราควรรักษาสิวอย่างตรงจุด แก้ปัญหาอย่างถูกต้อง

คลินิกผิวหนังและความงาม พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 3 อาคาร Wellness Center

เพราะสุขภาพดี เริ่มต้นได้ที่ " วัฒนแพทย์ "

นมคัดเต้าในคุณแม่หลังคลอด (Breast Engorgement)

อาการเต้านมคัดเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายสร้างน้ำนมมากขึ้น หนักขึ้น และบวม อาการคือเต้านมจะแข็งขึ้นและมีอาการปวด บวม ร้อน เต้านมมีสีแดงขึ้น บางครั้งอาจมีไข้ต่ำๆ และอาจทำให้สับสนกับโรคอักเสบติดเชื้อที่เต้านมได้

อาการเต้านมคัดเป็นเรื่องปกติ

ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายสร้างน้ำนมมากขึ้น หนักขึ้น และบวม อาการคือเต้านมจะแข็งขึ้นและมีอาการปวด บวม ร้อน เต้านมมีสีแดงขึ้น บางครั้งอาจมีไข้ต่ำๆ และอาจทำให้สับสนกับโรคอักเสบติดเชื้อที่เต้านมได้

  1. อุ้มให้นมลูกผิดท่า หรือลูกดูดนมผิดวิธี
  2. จำกัดเวลาให้นม และอาจให้นมไม่บ่อยเท่าที่ควร
  3. การให้นมหรืออาหารเสริมอื่นๆ แก่ลูก โดยผ่านขวดนม ซึ่งเท่ากับลดความถี่ที่ลูกจะได้ดูดนมจากเต้าคุณแม่
  4. การให้ลูกดูดจุกหลอกบ่อยเกินไป
  5. เด็กบางคนมีแรงดูดน้อย ทำให้ไม่สามารถดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  6. แม่มีความเครียด อ่อนเพลีย หรือมีภาวะโลหิตจาง
  7. เต้านมสร้างน้ำนมมากเกินไป แต่ไม่สมดุลกับการระบายน้ำนมออกโดยการให้ลูกดูด
  8. หัวนมเป็นแผล มีความผิดปกติของเต้านม

แพ็กเกจนวดกระตุ้นน้ำนม ลดภาวะท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมคัดตึง หรือ เต้านมอักเสบ ราคา 699 บาท/ครั้ง

ใช้เวลาในการนวดกระตุ้น 60-90 นาที

แผนกกายภาพบำบัด มีนักกายภาพผู้ชำนาญให้คำแนะนำในการนวดกระตุ้นน้ำนมด้วยตนเอง รวมถึงแนวทางในการลดอาการคัดตึงหน้าอกอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

คลินิกกายภาพบำบัด พร้อมให้คำปรึกษา ณ ชั้น 5 อาคาร Wellness Center
สอบถามโทร. 075-205410 
#WATTANAPAT WELLNESS CENTER #SAFEZONE

เปิดประสบการณ์ความสนุก และแบ่งปัน กับ โรงเรียนวัฒนแพทย์ (Kids Expo Back to School)

กลับมาแล้วว กับ Kids Expo Back to School

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมฉลองวันเด็กสุดหรรษา Kids Expo Back to School ด้วยการชวนน้องๆมาเปิดประสบการณ์ความสนุก และแบ่งปัน กับ โรงเรียนวัฒนแพทย์ พบกับ กิจกรรมฐานต่างๆ พร้อมรับของรางวัลกลับบ้าน

 พิเศษส่วนลดแพ็กเกจวัคซีนสำหรับน้องๆหนูๆที่เข้าร่วมงาน ที่คุณแม่ๆต้องร้องว้าวว
กิจกรรมกล่องปันสุข : ชวนน้องๆแบ่งปัน ร่วมบริจาคหนังสือ ของเล่นที่ยังมีสภาพสมบูรณ์หรือยังไม่เสียหายให้แก่น้องๆที่ด้อยโอกาส
วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2565 (เวลา 08.30-12.00 น.)
สถานที่ : โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง อาคาร Wellness Center ชั้น 1
เตรียมรอลงทะเบียนกันได้เลย (จำนวนจำกัด)

บริการสำหรับผู้ป่วย (Patient Services)

ZIKA Fever (ZIKA Fever)

การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy)

 

ต้อหิน (Glaucoma)

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ประมวลกิจกรรมวันพยาบาลสากล (International Council of Nurses)

     สภาพยาบาลระหว่างประเทศ (International Council of Nurses หรือ ICN) ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพพยาบาล ได้กำหนดให้วันที่ 12 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันพยาบาลสากล (International Nurses Day) โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ.1971)


     วันที่ 12 พฤษภาคม เป็นวันเกิดของมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) ผู้ก่อกำเนิดวิชาชีพการพยาบาล และเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ ตั้งใจจะบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง จนได้รับการยกย่องและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก


     และทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จึงได้จัดกิจกรรมวันพยาบาลสากลขึ้น ณ อาคารอมราวิทยา เมดิคอลเซนเตอร์  เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558

ส่งข้อความถึง CEO (Talk with CEO)

ค้นหาแพทย์ (Find a Doctor)

ระบบนัดพบแพทย์ (Appointment)

นัดหมายแพทย์ออนไลน์ กรุณากรอกข้อมูลในช่องที่มีเครื่องหมาย * ให้ครบทุกช่อง
หากต้องการนัดหมายแพทย์ภายในวันเดียวกัน หรือกรณีฉุกเฉิน ติดต่อทางโทรศัพท์ กรุณาโทร. 0-7520-5555

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

 

ค้นหาแพทย์ (Find a doctor)

ศูนย์และคลินิกทั้งหมด (More)

โปรโมชั่น (Promotions)

ภัยร้ายของลูกน้อย โรคไวรัส RSV (The disease of the baby RSV virus)

 

ร่วมงานวิชาการโรงเรียนรัตนศึกษา (Attending academic work at Rattanasuksa School)

งานวิชาการสนุก สุขภาพดี เพราะมีวัฒนแพทย์ ตรัง

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เข้าร่วมงาน วิชาการโรงเรียนรัตนศึกษา ประจำปี2563 ภายในงานมีกิจกรรม

  • กิจกรรม ล้างมือให้สะอาดด้วย 7ขั้นตอน
  • กิจกรรม ส่องกล้องจุลทรรศน์ “เชื้อร้าย ใกล้ตัว”

งานนี้นอกจากน้องๆจะได้รับความรู้ในเรื่องของการล้างมือที่ถูกวิธีเเล้วก็ยังได้สนุกกับการส่องกล้องจุลทรรศน์ดูเจ้าตัวเชื้อโรคกันอีกด้วยค่ะ

เทศกาลแลลูกลม ชมถ้ำเขาช้างหาย (Wind Festival Visit Khao Chang Cave)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เข้าร่วมดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวในเทศกาลแลลูกลม ชมถ้ำเขาช้างหาย เรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมนาหมื่นศรี เมื่อวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 นี้

พิธีเปิดโครงการเหมืองแร่ร่วมใจ เทิดไท้องค์ราชัน (Opening ceremony of Ruam Jai Mining Project Honor the king)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้บริการดูแลสุขภาพใน พิธีเปิด “โครงการเหมืองแร่ร่วมใจ เทิดไท้องค์ราชัน” เปลี่ยนเหมืองแร่ให้กลายเป็นพื้นที่ความสุขของทุกคนในชุมชน

50thCH 3CharityInfinity Ru (50thCH 3CharityInfinity Ru)

 โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมดีๆ 50th CH 3 CharityInfinity Run วิ่งส่งต่อความรักไม่สิ้นสุด กระจายความสุขทั่วไทย ในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งจังหวัดตรังเองเป็นเพียงจังหวัดเดียวในภาคใต้ที่เข้าร่วม 5 ภาค 5 จังหวัด ในงานนี้นอกจากเราจะตั้งจุดปฐมพยาบาลให้บริการแก่นักวิ่งทุกท่านแล้วเรายังมีกองเชียร์คอยเพิ่มขวัญกำลังใจกับกองทัพนักวิ่งบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลอีกด้วย

 ขอบคุณที่ให้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรักที่ไม่สิ้นสุดในครั้งนี้

บริจาคโลหิตครั้ง 1/2563 (Blood Donation No. 1/2020)

#วัฒนแพทย์ชวนทำดี

 เพราะเลือดทุกหยดมีคุณค่า สามารถต่อชีวิตหลากหลายผู้คน

เราขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมบริจาคโลหิต ส่งต่อความรักความห่วงใย เพราะการเป็นผู้ให้ของคุณในวันนี้จะสามารถช่วยต่อชีวิตให้อีกหลายคนนะคะ

วิวาห์ใต้สมุทร (Underwater wedding)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง อยากให้ทุกคู่รักมีสุขภาพดี

สุดอลังการกับงาน วิวาห์ใต้สมุทร ปีนี้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ถือโอกาสดีมาให้บริการดูแลสุขภาพของคู่บ่าวสาวจำนวน 20คู่ ในงานเลี้ยงฉลอง กับบรรยากาศสุดโรแมนติก ริมชายหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 24 แล้วนะคะ บรรยากาศงานอบอวลไปด้วยความรัก ทั้งคู่รักชาวไทยและต่างชาติ

ขอขอบคุณที่ให้เราได้เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแลสุขภาพให้กับคู่บ่าวสาวทุกท่านนะคะ

ตลาดสวนไผ่ขวัญใจ (Suan Phai Kwanchai Market)

กิน เที่ยวบายใจ ให้เราดูแลสุขภาพนะคะ

 บุกเมืองลุง มาดูแลสุขภาพของพี่น้องชาวพัทลุงกันถึงที่ ณ ตลาดสวนไผ่ขวัญใจ งานนี้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ยกทีมเจ้าหน้าที่พยาบาล มาให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ

-ตรวจวัดความดันโลหิต

-ตรวจวัดระดับไขมันใต้ผิวหนัง

ขอขอบคุณที่ให้โอกาสเราได้ดูแลสุขภาพของนักท่องเที่ยวและพี่น้องชาวพัทลุง นะคะ

ดินแดนในฝัน มหัศจรรย์วันเด็ก ปีที่6 (Wonderland in Children Day, Year 6)

“เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

#โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังยืนหนึ่งเรื่องจัดงานวันเด็ก

บอกเเล้วว่าเรายืนหนึ่ง ยืนยันด้วยภาพ เเละของรางวัลที่ขนมากว่า 2,000 ชิ้น เเละขอเสียงปรบมือรัวๆ เเสดงความยินดีกับน้องๆที่ชนะการเเข่งขันหนูน้อยเชียร์ลีดเดอร์กันด้วยนะคะ

อย่าพลาด พบกับความสนุกสนานเเบบนี้ ได้อีกในงาน “ดินแดนในฝัน มหัศจรรย์วันเด็ก ปีที่6 “ รับรองจัดหนัก จัดเต็มเเน่นอน!!

ดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน ในเทศกาลตรุษจีน 2563 (Take care of the health of the people. In the Chinese New Year 2020)

"การให้สุขภาพที่ดี" เป็นของขวัญและคำอวยพรจากพวกเราชาววัฒนแพทย์ ตรัง

 เพราะเราห่วงใยสุขภาพของทุกคน เราจึงนำทีมพยาบาลพร้อมบุคลากร ออกให้บริการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน ในเทศกาลตรุษจีน 2563 เทศบาลนครตรัง เพื่อส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีสุขภาพดี เฮงๆ ตลอดปีใหม่นี้นะคะ 

#สุขภาพดีกับวัฒนแพทย์ตรัง #สุขภาพดีมีได้ทุกเทศกาล

ให้บริการดูแลสุขภาพแก่พี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทุ่งยาว (Providing health care services for people in Thung Yao Subdistrict Municipality)

ขอขอบคุณที่ให้เราดูแลสุขภาพคุณ

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ออกให้บริการดูแลสุขภาพแก่พี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทุ่งยาว ตรุษจีนปีนี้มาเริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพกันนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจให้วัฒนแพทย์ ตรัง เป็นเพื่อนแท้ดูแลสุขภาพของคุณเสมอมา

กิจกรรมบริจาคโลหิต ในโอกาสครบรอบ 57ปี (Blood donation activity On the occasion of the 57th anniversary)

เพราะเลือดทุกหยดมีคุณค่า สามารถต่อชีวิตผู้อื่นได้

ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมบริจาคโลหิต ในโอกาสครบรอบ 57ปี โรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง การเป็นผู้ให้ของคุณในวันนี้จะสามารถช่วยต่อชีวิตให้อีกหลากหลายผู้รับ เรามีความสุขที่ได้ร่วมทำความดีกับทุกท่าน รวมถึงสมาชิกเเฟนเพจ

พิธีลงเสาเอกอาคารหลังใหม่ (The new building pillar-fixing ceremony)

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2562 พิธีลงเสาเอกอาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง เตรียมนับถอยหลังสู่การยกระดับการดูแลและส่งเสริมสุขภาพอย่างครบครัน แล้วพบกันปลายปี 2563

ร่วมเป็นเจ้าภาพในงานทอดกฐินสามัคคี (Co-hosted the Kathin ceremony)

โรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง ร่วมเป็นเจ้าภาพในงานทอดกฐินสามัคคี เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถ ณ วัดราษฏร์ประดิษฐ์ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

Wattanapat Coffee Journey (Wattanapat Coffee Journey)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จัดกิจกรรม "Wattanapat Coffee Journey" ณ ร้าน Passione del Coffee กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เราตั้งใจจัดขึ้น ในบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสกลิ่นอายและรสชาติของกาแฟสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยฝีมือการชงของบาริสต้าที่ติดอันดับ Top 10 จากเวทีการประกวดระดับประเทศ

แข่งขันรายการออฟโรดนานาชาติ (International Off Road Race)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นำทีมเจ้าหน้าที่พยาบาลพร้อมรถ Ambulance เตรียมพร้อมให้บริการดูแลทีมงานและผู้เข้าแข่งขันรายการออฟโรดนานาชาติ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในจังหวัดตรัง

ร่วมสนับสนุนเทศกาลกินเจ จังหวัดตรัง (Supporting the Vegetarian Festival in Trang)

โรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง ร่วมสนับสนุนเทศกาลกินเจ จังหวัดตรัง

ตามติดกิจกรรมบุญเป็นวันที่ 2 กับโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ซึ่งวันนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมขบวนสายบุญ พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาลเดินสายด้วยรถ Ambulance คอยให้บริการปฐมพยาบาลแก่ผู้ติดตามขบวนศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ย ซึ่งออกโปรดสาธุชนเป็นวันที่ 2 ในเขตพื้นที่ เทศบาลตำบลทุ่งยาว อ.ปะเหลียน ส่วนในช่วงบ่ายเราได้ติดตามขบวนศาลเจ้าพ่อหมื่นรามออกโปรดสาธุชนเป็นวันแรกในเขต อ.เมืองตรัง บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา และพลังบุญของพี่น้องชาวตรังทุกท่าน

กิจกรรมวัฒนเเพทย์ปันสุข สู่โรงเรียน (Cultural activity Happy to school)

วันที่ 24 กันยายน 2562 โรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง ร่วมกับลูกค้า Exclusive เเละผู้ใหญ่ใจดี จัดกิจกรรมวัฒนเเพทย์ปันสุขสู่โรงเรียน เพื่อมอบห้องพยาบาล อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ตู้ยาพร้อมอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นเเละขนม ให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านควนอินทนินงาม ม.1 ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เพื่อเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เเก่นักเรียน

ภาพกิจกรรมอบรม BLS (Pictures of BLS training activities)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณ บริษัท SCG ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ที่ไว้วางใจให้เราได้มีโอกาสร่วมมอบความรู้และฝึกทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานทั้งภาคทฤษฎีเเละภาคปฏิบัติ ภายใต้หัวข้อ Basic life support (การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน)ให้แก่เจ้าหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมด้านการปฐมพยาบาลและช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที

ภาพกิจกรรมงานวันประกันชีวิต ประจำปี 2562 (Pictures of life insurance events for the year 2019)

ความรัก เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ในงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ประจำปี 2562 ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน จ.ตรัง จัดขึ้นในคอนเซ็ปต์ "INSURANCE OF LOVE ประกันชีวิต ประกันอนาคต" โดยงานนี้มีตัวแทนจากบริษัทประกันชีวิตใน จ.ตรัง เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

          โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้มีโอกาสมาร่วมเติมเต็มพลังแห่งการรักสุขภาพในงานครั้งนี้          ด้วยเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ที่ทีมจิตอาสาของวัฒนแพทย์  พร้อมรถ Ambulance ได้มาร่วมเดินขบวนกับตัวแทนจากบริษัทประกันชีวิตที่มาร่วมงานกันคึกคัก  พร้อมร่วมออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับทุกท่านที่มาร่วมงานสัมมนา  ณ  โรงแรมเรือรัษฎา

ภาพกิจกรรมเทศกาลงานไหว้พระจันทร์ (Mid-Autumn Festival activity image)

ประเพณีที่ถือปฎิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ทั้งการประกวดธิดาพระจันทร์ ประกวดโต๊ะไหว้พระจันทร์ และพลาดไม่ได้กับบูธของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ที่มาให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมกับจุดปฐมพยาบาล ในงานไหว้พระจันทร์ทุ่งยาวในวันที่ 9-13 กันยายน 2562

กิจกรรมงานตรังยุทธจักรความอร่อยหมูย่างและขนมเค้ก ประจำปี 2562 (Trang Yuthachak Activity Activity, Pork Roast and Cakes, Year 2019)

ภาพบรรยากาศกิจกรรมสุขภาพดีกับวัฒนแพทย์ ตรัง  การให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมจุดปฐมพยาบาล และสเเตนด์บายรถพยาบาลกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินตลอดการจัดงาน

ภาพบรรยากาศการให้ความรู้เรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (The atmosphere of the knowledge about influenza vaccines)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  ขอขอบคุณคณะผู้บริหารโรงเรียนทุ่งยาววิทยา  ที่เชื่อมั่นและไว้วางใจให้โรงพยาบาลดูแลสุขภาพของนักเรียนด้วยการตรวจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมกันนี้โรงพยาบาลเล็งเห็นความสำคัญในการบ่มเพาะความรู้พื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพให้กับคุณครูและคุณพ่อคุณแม่ โดยการจัดเสวนาให้ความรู้เรื่องการดูแลเด็กช่วงปฐมวัยและการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ พร้อมเชิญหมอเฉพาะทางด้านเด็กมาให้ความรู้แบบใกล้ชิดอีกด้วย

ภาพบรรยากาศกิจกรรม เปิดโลกการตั้งครรภ์ MOTHER CLASS (Activity pictures Discover the world of pregnancy, MOTHER CLASS)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณ คุณแม่คุณพ่อ ทุกท่านที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการต้อนรับลูกน้อยกับกิจกรรม เปิดโลกการตั้งครรภ์ MOTHER CLASS”
กิจกรรมสุด exclusive ในการดูแลสุขภาพให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งคุณแม่มือใหม่และคุณแม่มือเก๋าที่เข้ามาอัพเดตความรู้กับเราถึง 37 ท่าน โดยงานนี้เน้นการดูแบบสหวิชาชีพ โดยแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของวัฒนแพทย์ ตรัง ที่พร้อมดูแลอย่างเข้าใจในทุกรายละเอียด

ภาพบรรยากาศกิจกรรม เดินวิ่งการกุศลทุ่งยาวฟันรัน ครั้งที่ 1 (Activity pictures Walk, Run the Thung Yao Fun Run Charity No. 1)

เก็บตกบรรยากาศงานเดินวิ่งที่สนุกสุดๆ กับรายการ “เดินวิ่งการกุศลทุ่งยาวฟันรัน ครั้งที่ 1 ”        ซึ่งโรงพยาบาลวัฒแพทย์ ตรัง ได้รับเกียรติจากเทศบาลตำบลทุ่งยาว ให้เข้าร่วมออกหน่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นักวิ่งกว่า 1,500 คน ที่มาร่วมสร้างสุขภาพดีและได้ทำบุญสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์มอบให้แก่โรงพยาบาลปะเหลียน อ.ปะเหลียน จังหวัดตรัง 

ภาพกิจกรรม Mother Class (Mother Class Activity)

โรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง ขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ทุกคู่ที่ไว้วางใจให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับต้อนรับลูกน้อยกับกิจกรรม “WALK RALLY เปิดบ้าน ร.พ.วัฒนแพทย์  เพื่อครรภ์คุณภาพ”  กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษด้วยการจำลองสถานการณ์เสมือนจริง เริ่มตั้งแต่วิธีการดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ ขั้นตอนการคลอดทั้งวิธีการผ่าคลอดและคลอดธรรมชาติ เยี่ยมชมห้องพักฟื้นพร้อมฟังเคล็ดลับดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอด

ออกหน่วยตรวจสุขภาพแก่สมาชิกสโมสรโรตารี่ (Issued a health check for Rotary club members)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้ร่วมออกหน่วยให้บริการปฐมพยาบาลและดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่สมาชิกสโมสรโรตารี ภาค 3330 ที่เข้าร่วมอบรมและสัมมนากรรมการสโมสรฯ จาก 22 จังหวัด รวม 700 คน ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา

            ขอขอบคุณสมาคมโรตารี ภาค 3330 ที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจโรงพยาบาลของเราได้ดูเเลสุขภาพให้กับทุกท่าน

วัฒนแพทย์ตรังห่วงใยใส่ใจผู้พิการในสังคม (Wattanapat Trang Medical Care cares about the disabled in the society.)

ขอขอบคุณสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดตรัง ที่ให้โอกาสโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของผู้พิการและผู้เข้าร่วมงานวันคนพิการสากลจังหวัดตรัง ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างพลังให้กับคนพิการได้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเสมอภาค และได้รับโอกาสทางสังคมเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป รวมทั้งเชิดชูเกียรติให้แก่บุคคล องค์กร และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนคนพิการ  เพราะเราตระหนักถึงคุณค่าและความสามารถของคนพิการ ที่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้

มอบเครื่อง AED (Give AED)

          โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นำโดย นายแพทย์สมชาย จันทร์สว่าง คุณเชน เหล่าสุนทร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นำเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) ไปมอบให้กับท่าอากาศยานตรัง เพื่อประโยชน์ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยได้รับเกียรติจากพันจ่าเอกเมืองชล วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ        ท่าอากาศยานตรัง และนายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง ร่วมในพิธีรับมอบ ณ ท่าอากาศยานตรัง

ออกหน่วยตรวจสุขภาพเทศกาลตรุษจีน (Issued the Chinese New Year health check-up unit)

"การให้สุขภาพที่ดี" เป็นของขวัญและคำอวยพรจากพวกเราชาววัฒนแพทย์ ตรัง ที่ตั้งใจมอบให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะเราห่วงใยสุขภาพของทุกคน เราจึงอาสาพาแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทีมบุคลากรและเครื่องมือตรวจสุขภาพ ออกให้บริการประชาชน ตลอดจนแนะนำการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว

          ขอขอบคุณพันธมิตรใจดี เทศบาลนครตรังและเทศบาลตำบลทุ่งยาว ที่มอบโอกาสให้เราได้เข้าไปดูแลสุขภาพของคนตรัง และขอขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจให้วัฒนแพทย์เป็นเพื่อนแท้ดูแลสุขภาพของคุณเสมอมา

ตรวจสุขภาพชุมชนโรงปูนทุ่งสง (Tungsong Cement Community Health Checkup)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณ บริษัท SCG ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ที่เปิดโอกาสให้พวกเราชาววัฒนแพทย์ได้มาร่วมดูแลสุขภาพให้กับพี่น้องในชุมชนโดยรอบพื้นที่โรงงานปูนทุ่งสง ครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมดีๆ ที่เราได้ร่วมกันส่งต่อความห่วงใยให้กับผู้อื่นในสังคม เพราะเรามีปรัชญาแห่งความเชื่อมั่นเดียวกันว่าองค์กรและชุมชนต้องอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ตรวจสุขภาพ SCG (SCG Health Check)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง  ขอขอบคุณทาง SCG ที่ไว้วางใจให้วัฒนแพทย์ตรังได้ร่วมดูแลและส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานและพันธมิตรคู่ค้าซึ่งเป็นครอบครัวคนสำคัญของ SCG เพราะสุขภาพที่ดี    คือ ของขวัญอันล้ำค่า เราจึงขอมอบการดูแลที่ดีที่สุด เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับทุกท่าน 

ออกหน่วยตรวจสุขภาพงานคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ (Issued a health examination unit, screening for breast cancer by a mobile breast x-ray machine)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับเกียรติจากมูลนิธิกาญจนบารมีและสำนักงานสาธารณสุข จ.ตรัง  ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและผู้ด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในวโรกาสที่เจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ระยะที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม  ณ.อาคารโรงพลศึกษา 2 สนามกีฬาเทศบาลนครตรัง

          ทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้นำรังสีแพทย์ร่วมให้บริการบนรถหน่วยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ พร้อมทีมเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องการเอกซเรย์เต้านม รวมถึงการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านม

กิจกรรมดินแดนในฝัน มหัศจรรย์วันเด็ก (Dream land activities Children Day miracle)

งานวันเด็กของวัฒนแพทย์ ที่อบอวลไปด้วยความสุข สนุกสนาน เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของเด็กๆ ทุกคน ภาพแห่งความประทับใจเหล่านี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะความร่วมมือร่วมใจของทีมงานจิตอาสา ชาววัฒนแพทย์ ตรัง ตลอดจนผู้ใหญ่ใจดีทุกท่าน ผู้บริหาร คุณหมอ พยาบาล พนักงานทุกท่าน ที่สละเวลา แรงกาย แรงใจ และแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนพวกเราสามารถช่วยกันสร้างมหัศจรรย์วันเด็กให้เกิดขึ้นจริงได้สำเร็จขอบคุณผู้ปกครอง คุณครู ที่เข้ามาร่วมสร้างสีสันความสนุกกับพวกเรา

TRANG NIGTH RUN (TRANG NIGTH RUN)

โรงพยาบาลวัฒนเเพทย์ ตรัง ขอขอบคุณทีมผู้จัดงาน TRANG NIGTH RUN ที่ให้เราได้ร่วมดูเเลสุขภาพและปฐมพยาบาลให้กับนักวิ่งกว่า 1,800 คน บอกเลยเมืองตรังกลางคืนสวยงามและมีเสน่ห์ไม่แพ้กลางวันจบจากวิ่งก็มาสนุกกันต่อที่หน้าเวทีคอนเสิร์ต งานนี้สนุกกันยาวๆ เราก็สแตนด์บายดูแลต่อไปยาวๆ   ถึงเที่ยงคืนเลยจ้า

กิจกรรม หมอชวนวิ่ง (Doctor Chuan Run)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรสอนปฏิบัติการปฐมพยาบาลช่วยฟื้นคืนชีพผู้ใหญ่ (CPR) ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม  และประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมกิจกรรม “หมอชวนวิ่ง”  เมื่อวันที่  9  พฤศจิกายน 2561 ณ ลานพระบรมรูป ร.5 (ศาลากลางจังหวัดตรัง)

กิจกรรมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 3 ปี 2561 (Blood Donation Activity 3, 2018)

ภาพบรรยากาศกิจกรรมบริจาคโลหิต ครั้งที่  3/2561

กิจกรรม Robinson lingerie Sharing (Robinson lingerie Sharing)

บรรยากาศภาพกิจกรรม   “Robinson lingerie Sharing” ห้างโรบินสันตรัง  ร่วมกับโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง และโรงพยาบาลตรัง  จัดกิจกรรมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม  โดยมีพญ.ดารณี ขวัญแก้ว ฮาร์เปอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมสุขภาพ และคุณสุกิจ ผลัญชัย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายรังสีวินิจฉัย ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านม” และโรงพยาบาลร่วมออกบูธให้คำปรึกษาเรื่องมะเร็งเต้านม พร้อมบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นแก่ผู้เข้าร่วมงาน ตลอดจนจิตอาสาที่มาร่วมเย็บเต้านมเทียมเพื่อมอบให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งอีกด้วย

ความปลอดภัย สุขภาพดี 4.0 (Health & Safety 4.0)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มีความยินดีที่ได้ต้อนรับ คุณจิราพันธ์ จิโรภาส สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตรัง และคุณถนอมจิต แก้วเกื้อ นักวิชาการเเรงงานชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพในพื้นที่จังหวัดตรัง ที่เข้าร่วมโครงการ “ความปลอดภัย สุขภาพดี 4.0” เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ความเข้าใจต่อภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ พร้อมเรียนรู้แนวทางป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

ออกหน่วยตรวจสุขภาพงานไหว้พระจันทร์ (Check out the health check the moon.)

ออกหน่วยตรวจสุขภาพ  ประเพณีไหว้พระจันทร์  ประจำปี 2561

#สุขภาพดีกับวัฒนแพทย์  ตรัง ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องชาวทุ่งยาวเเละนักท่องเที่ยว งาน “ประเพณีไหว้พระจันทร์”  ในวันที่ 22-24 กันยายน 2561

ออกหน่วยตรวจสุขภาพ ณ ห้างโรบินสันตรัง (Health Checkup at Robinson Department Store)

ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น ณ ห้างสิริบรรน ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์

#สุขภาพดีวันแม่กับวัฒนแพทย์ตรัง ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น วัดความดันโลหิต เจาะวัดระดับน้ำตาลในเลือด (DTX) และให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ โดยพยาบาลวิชาชีพ ณ ห้างสิริบรรน ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์

โครงการรณรงค์งดใช้โฟม (Foaming Campaign)

โครงการรณรงค์งดใช้โฟม

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมเดินรณรงค์โครงการเสริมสร้างวัฒนธรรมถนนต้นแบบตักบาตรเพื่อสุขภาพ บริเวณชุมชนถนนรักษ์จันทร์ทั้งสองข้างทาง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้วัสดุธรรมชาติเพื่อใส่บาตร ตลอดจนลด ละ เลิก ใช้โฟมและถุงพลาสติก โดยมีพระสงฆ์วัดนิโครธาราม คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนปัญญาวิทย์ โรงเรียนไทรงาม โรงเรียนมัธยมวัดควนวิเศษ โรงเรียนต้นบากราษฎร์บำรุง และประชาชนรวม 200 คน เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

โครงการอบรมปฐมพยาบาล (First Aid Training Program)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นำทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน basic life support ( BLS)” ให้กับน้องๆ นักศึกษา ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง นับว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ BLS เพื่อให้น้องๆ สามารถนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ซึ่งงานนี้ทั้งพี่ๆ วิทยากร และน้องๆ ต่างก็ตั้งใจสอนและเรียนรู้กันอย่างเต็มที่

เดินรณรงค์เทศกาลงานหมูย่าง (Walk the Grilled Pork Festival Campaign)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในมหกรรมความอร่อยครั้งใหญ่ “ ตรัง...ยุทธจักรความอร่อยกับงานหมูย่างและขนมเค้กจังหวัดตรัง ประจำปี  2561” นำทีมบุคลากรร่วมเดินขบวนพาเหรดชูคอนเซ็ปต์ลด ละ เลิกใช้โฟมและถุงพลาสติก พร้อมบริการหน่วยปฐมพยาบาลดูแลสุขภาพแก่ประชาชนชาวจังหวัดตรัง

การตรวจประเมินโรงพยาบาล (Hospital assessment)

ภาพกิจกรรมการตรวจประเมินโรงพยาบาล  โดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์กรมหาชน)

ตรวจสุขภาพเบื้องต้น (Health Check-up)

ภาพบรรยกาศ กิจกรรมออกหน่วยตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต คำนวนค่า BMI พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพโดยพยาบาลวิชาชีพ ท่านใดที่สนใจตรวจสุขภาพเบื้องต้นเชิญได้ ณ อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์
We Truly Care!!!
เราดูแลด้วยใจ

หน่วยปฏิบัติการ การแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง (Operating System High level emergency medicine)

หน่วยปฏิบัติการ การแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง หรือทีม EMS เข้าร่วมโครงการฝึกซ้อมแผนดับเพลิงและอพยพหนีไฟและการเคลื่อนย้าย จัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมซ้อมแผนดังกล่าว เช่น โรงพยาบาลศูนย์ตรัง,มูลนิธิบ้วนเต็กกุศลสถานตรัง ,FR นาตาล่วง, FR ควนปริง, FR บ้านควน และ FR โคกหล่อ

พิธีเปิด หน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง (Opening Ceremony of High-Level Emergency Medical Unit)

พิธีเปิด หน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง  อีกหนึ่งหน่วยที่พร้อมดูแลให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและปฏิบัติการกู้ชีพ ด้วยความรวดเร็ว พร้อมมาตรฐานทางการแพทย์

งานวันประกันชีวิตแห่งชาติ (National Day of Insurance)

สุขภาพดีกับวัฒนแพทย์  ตรัง  ออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น “งานวันประกันชีวิตแห่งชาติ” จัดโดยสมาคมและที่ปรึกษาการเงิน จ. ตรัง ร่วมกับ คปภ. จ.ตรัง

Wattanapat Health Expo ตอน Lady Power (Wattanapat Health Expo at Lady Power)

ภาพบรรยากาศกิจกรรม  Wattanapat Health Expo ตอน Lady Power เมื่อวันที่ 4-5 สิงหาคม 2561

Thank you (Thank you)

 

 

ระบบได้รับการบันทึกการสมัครงานของท่านแล้ว

ขอบคุณที่ไว้วางใจ สมัครงานกับโรงพยาบาลวัฒนแพทย์

แบบฟอร์มสมัครงาน (REGIS APPLICATION FORM NORMAL)

สมัครงานแพทย์ออนไลน์ (Doctor Application Form)

แบบฟอร์มสำหรับสมัครงานสำหรับแพทย์

แบบฟอร์มสมัครงานแพทย์ (REGIS APPLICATION FORM)

สมัครงานออนไลน์ (Application form normal)

ประวัติบริษัท (Company Profile)

          บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จํากัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2534 โดยนายแพทย์วิทยา
ลีละวัฒน์ และ นางอมรา ลีละวัฒน์ ซึ่งผู้ก่อตั้งทั้ง 2 ท่านได้เล็งเห็นถึงความต้องการในการแพทย์ของประชาชนใน
จังหวัดตรัง และจังหวัดใกล้เคียง ที่ยังไม่เพียงพอเนื่องจากสถานพยาบาลต่างๆในพื้นที่มีจํานวนไม่มาก ประกอบกับการ
สัญจรไปมาในพื้นที่ทางภาคใต้ยังไม่ค่อยสะดวกนัก ผู้ก่อตั้งทั้ง 2 ท่านจึงได้ริเริ่มให้บริการในการรักษาพยาบาล
แก่ประชาชนตั้งแต่ปี 2500 โดยเริ่มก่อตั้งคลินิกขนาดเล็กโดยรู้จักกันในนามของ คลินิก “หมอวิทย์” และเติบโตเรื่อยมา
จนเป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียงในปี 2534 ในนามของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง และได้เปลี่ยนแปลงจากธุรกิจ
ครอบครัวเป็นธุรกิจในรูปแบบของ “บริษัท” โดยโรงพยาบาลยังคงให้บริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในพื้นที่รวมถึง
จังหวัดใกล้เคียงเสมอมา


          โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ตั้งอยู่ในจังหวัดตรังซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชาชนกว่า 6 แสนคนและเป็นจังหวัด
ที่มีเศรษฐกิจหลักจากผลผลิตทางการเกษตร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์
เกี่ยวกับยางพารา และปาล์มน้ํามัน รวมถึงการทําประมง ซึ่งจังหวัดตรังมีอาณาเขตติดต่อกับฝั่งทะเลอันดามัน
มหาสมุทรอินเดียถึง 5 อําเภอ และติดกับจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ จากการที่
โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้ให้บริการแก่ประชาชนในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียงมากว่า 60 ปี โรงพยาบาลจึงมี
ชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่และจังหวัดโดยรอบตลอดมา
นอกจากนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของบริษัทฯ ซึ่งเล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจการให้บริการ
ทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นในจังหวัดใกล้เคียงโดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ บริษัทฯ จึงได้จัดตั้ง
คลินิกเวชกรรม อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งอยู่ที่ตําบลอ่าวนาง อําเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2558 เพื่อเป็น
จุดเริ่มต้นในการขยายการให้บริการของบริษัทฯ ไปสู่อาณาเขตจังหวัดใกล้เคียง

 

         บริษัทฯ มีพันธกิจหลักในการดําเนินธุรกิจที่จะ “มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพทางการแพทย์ และบริการด้วยมาตรฐาน
(ระดับสากล) บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม เพื่อประโยชน์ และความพึงพอใจสูงสุดของผู้รับบริการ” ซึ่งบริษัทฯ
ได้ยึดมั่นและปฏิบัติตามเสมอมานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ และเป็นที่มาของการให้บริการอย่างมีคุณภาพและการเติบโต
ของบริษัทฯ ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา

 

          ปัจจุบันบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนรวม 300 ล้านบาท มีจํานวนเตียงผู้ป่วยจดทะเบียนรวม 120 เตียง และเปิดใช้
งานจริงเต็มจํานวน โดยมีห้องตรวจทั้งหมด ณ 31 มีนาคม 2560 จํานวน 34 ห้อง สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้ 800 คน
ต่อวัน ทั้งนี้ ภายหลังการจัดตั้งคลีนิกเวชกรรม แห่งแรกในจังหวัดกระบี่ ประมาณ 1 ปี บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสในการ
เติบโตทางธุรกิจโรงพยาบาลรวมถึงความต้องการทางการแพทย์ที่จังหวัดกระบี่ที่มีมากขึ้น บริษัทฯ จึงได้จัดตั้งบริษัท
ย่อยได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง จํากัด เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน
รวม 150 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ในการขยายธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ทีบริษัทฯ มีอยู่ในจังหวัดกระบี่ ใน
รูปของโรงพยาบาลขนาด 59 เตียง โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯ ถือหุ้นใน บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์
อ่าวนาง จํากัด ในอัตราส่วนร้อยละ 90.03


การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สําคัญ
ดูข้อมูลจากหนังสือชี้ชวน ส่วนที่ 2 บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หน้า 3 -5

ภาพบรรยากาศกิจกรรมดินแดนในฝัน มหัศจรรย์วันเด็กปี 3 ตอน Super Hero (The dream land. Super Heroes Super Heroes Day 3)

ภาพบรรยากาศกิจกรรมดินแดนในฝัน มหัศจรรย์วันเด็กปี 3 ตอน Super Hero ขอบคุณผู้ปกครอง น้องๆหนูๆที่มาร่วมสนุกและชมการแสดงของน้องๆจากโรงเรียนต่างๆศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมทั้งการประกวดหนูน้อย Super Heroและวาดภาพระบายสี 
ปีหน้าเจอกันใหม่ จะมาด้วยตอนอะไร คอยลุ้นและติดตามกันได้นะคะ

We Truly Care!!!
เราดูแลด้วยใจ

ติดต่อสอบถาม (Contact)

อวยพรปีใหม่ 2561 แก่ท่านผู้ว่าราชการ (New Year 2018 greetings to Governor)

คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มอบกระเช้าสุขภาพอวยพรปีใหม่แก่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

We Truly Care!!!
เราดูแลด้วยใจ

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (Help the flood victims.)

วัฒนแพทย์ รวมน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในเขตพื้นที่ ชุมชนบางรัก (ชาวบ้านอพยพมาอยู่ในวัดแจ้งเนื่องจากน้ำท่วมสูง) ชุมชนสรรพากร และชุมชนหนองบัว

We Truly Care !!!
เราดูแลด้วยใจ

มหกรรมสุขภาพดีตลอดปีที่ 55 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า (55th Anniversary of CentralPlaza Chiangmai Airport)

เก็บตกบรรยากาศ มหกรรมสุขภาพดีตลอดปีที่ 55 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า นครศรีธรรมราช สำหรับวันแรก
และยังคงมีกิจกรรมพร้อมสาระ ความรู้ และของรางวัลอีกมากมาย พร้อมแพคเกจตรวจสุขภาพในราคาลดกว่า 55% 
รวมถึงบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นจากทีมพยาบาลและเจ้าหน้าที่ โดยไม่เสียค่่าบริการ
We Truly Care เราดูแลด้วยใจ

วาระครบรอบ 55 ปีโรงพยาบาล (The 55th Anniversary of the Hospital)

กิจกรรมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 56 รูป เนื่องในวาระครบรอบ 55 ปีโรงพยาบาล

We truly care!!!
เราดูแลด้วยใจ

กิจกรรมบริจาคโลหิต เนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปี (Blood donation On the occasion of the 55th anniversary)

บรรยากาศกิจกรรมบริจาคโลหิต เนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปีโรงพยาบาล 
We truly care!!!
เราดูแลด้วยใจ

ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการกู้ชีพและช่วยชีวิตทางน้ำ (Workshop on Resuscitation and Resuscitation)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการกู้ชีพและช่วยชีวิตทางน้ำ Maritime and Aquatic Support (M.A.L.S.) for Health Care Provider Training Course ในวันที่ 29-31 ตุลาคม 2560 ณ หาดปากเมง ต.ไม้ฝาด โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 กรมเจ้าท่า อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม รพ.สิเกาและทีม 1669 เพื่อเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรฝ่ายการพยาบาลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลำเลียงผู้ป่วยทางน้ำ

We Truly Care

กิจกรรมออกหน่วยตรวจสุขภาพ (Health Check-up)

ภาพบรรยกาศ กิจกรรมออกหน่วยตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต คำนวนค่า BMI พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพโดยพยาบาลวิชาชีพ ท่านใดที่สนใจตรวจสุขภาพเบื้องต้นเชิญได้ ณ อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์
We Truly Care!!!
เราดูแลด้วยใจ

ความรู้เรื่องการสิทธิ พ.ร.บ. (Knowledge about the rights Act.)

ภาพกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการสิทธิ พ.ร.บ.แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 โรงเรียนห้วยยอด ค่ะ

พิธีเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรก (First Trading Day)

ภาพบรรยากาศผู้บริหารเข้าร่วม"พิธีเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"

ห้องพักเด็กน้องใหม่ (New Baby Room)

ต้อนรับสมาชิกใหม่คนแรกของวันนี้กับห้องพักน้องใหม่ ด้วยการเนรมิตร ชั้น 3 อาคารบุญเล็งเป็นห้องสำหรับน้องๆหนูๆด้วยสีสันสดใส ลายการ์ตูนน่ารัก พร้อมอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องมากมาย พร้อมให้บริการแล้วสำหรับลูกค้าหนูๆทุกท่าน 
** สอบถามราคาห้องโทร.075-205555 ต่อ 1323

We Truly Care!!!
เราดูแลด้วยใจ

ตรวจสุขภาพเบื้องต้นและให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งในผู้หญิง (Basic Health Checkup and Cancer Education in Women)

โรงพยาบาลร่วมกับห้างโรบินสันตรัง ร่วมออกหน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น วัดองค์ประกอบในร่างกายด้วยเครื่อง In Body พร้อมให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งในผู้หญิง โดยนพ.สุธรรม ไชยวาณิชย์ ศัลยแพทย์,นพ.ณัฐชัย อิ่มพันธุ์แบน สูตินรีแพทย์ และโรคหัวใจ นพ.สมบูรณ์ กล่ำเกิดผล อายุรแพทย์โรคหัวใจ ในงาน Beauty inside ณ ลานชั้น 1 ห้างโรบินสันตรัง

We Truly Care!!!
เราดูแลด้วยใจ

Print Application Form (Print Application Form)

Sent mail Register (Sent mail Register)

ข้อมูลสำหรับผู้ถือหุ้น (Information for Shareholders)

เพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ (Gallery of The eyes are the windows to your soul)

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงานสัมมนา "เพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ" โดยพญ.อรุณี รอดเนียม แพทย์ประจำสาขาจักษุวิทยา และนพ.สมบูรณ์ กล่ำเกิดผล        แพทย์ประจำสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ  ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและรับของที่ระลึกมากมาย

กิจกรรมสัมมนา มารู้จักต้อเนื้อ ต้อลม (Seminar activities Come to know Perturbation)

      โรงพยาบาลได้จัดกิจกรรมสัมมนา  มารู้จัก  “ต้อเนื้อ  ต้อลม”  ภัยร้ายรบกวนการมองเห็น   โดยมีพญ.อรุณี  รอดเนียม  จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้  พร้อมสาธิต  แนะนำการทำสปาดวงตาให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน  พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีการตรวจวัดความดันลูกตาฟรี  สาธิตการทำน้ำพั้นซ์บำรุงดวงตา   โดยนักโภชนากรด้วย

ภาพบรรยากาศงานเสวนา “รู้ทันภัยมะเร็ง” (Cancer awareness)

     ภาพบรรกาศกิจกรรมงานเสวนาในหัวข้อ  “รู้ทันภัยมะเร็ง”  ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก  โดยมีวิทยากรร่วมบรรยาย  ประกอบด้วยนพ. ศรัณย์  เลิศสถิตธนกร  ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลจุฬาภรณ์   พร้อมด้วย นพ.ณัฐชัย อิ่มพันธ์แบน สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาล  และพญ.ดารณี ขวัญแก้ว ฮาร์เปอร์   แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ประจำโรงพยาบาล  ร่วมเป็นพิธีกรเสวนาหัวข้อ  “รู้ทันภัยมะเร็ง” และการแชร์ประสบการ์ดีๆ โดยทีมงานศูนย์ถันยเวชช์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  โรงพยาบาลสงขลานครินทร์   

ภาพกิจกรรมวันเด็กปี 2 (gallery child days)

                น้องๆหนูๆ และผู้ปกครองที่เข้าร่วมได้รับทั้งความสนุกสนาน และความเพลิดเพลินผ่านเกมส์ซุ้มต่างๆ ของรางวัลและอาหารมากมายพร้อมชมกิจกรรมบนเวทีสำหรับกิจกรรมบนเวที ประกอบด้วย การประกวดขับร้องเพลงประราชนิพนธ์ สลับชุดการแสดงจาก โรงเรียนต่างๆ  กิจกรรมวาดภาพระบายสี หัวข้อพ่อในดวงใจ มีผู้เข้าประกวดกว่า 30 คน

                โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ขอขอบคุณชุดการแสดงๆที่น่ารักและสร้างสีสันในงาน ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กธีรพร ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กลูกรัก โรงเรียนพรศิริกุล และโรงเรียนปัญญาวิทย์  ผู้สนับสนุนไอศกรีมจากบริษัท ตั้งใจกลการ จำกัด (คุณเว้งและคุณถิงถิง) น้ำดื่มเจย์เฟรช เค้กป๊อบ จากคุณหมอณัฐ และหมอกวาง รวมไปถึงชุดเครื่องเขียนและของรางวัลมากมาย จากผู้สนับสนุนใจดี  ปีหน้าดินแดนในฝัน  มหัศจรรย์วันเด็ก จะมาในตอนไหน น้องๆคอยติดตามกันนะคะ

 

อบรมพนักงานดับเพลิงเบื้องต้น (Firefighter Training Basics)

อบรมพนักงานดับเพลิงเบื้องต้น

                อีกมาตรฐานที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ให้ความสำคัญคือมาตรฐานในการบริหารจัดการ  และดำเนินการด้านความปลอดภัย  อาชีวอนามัย  และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและอัคคีภัย  พ.ศ.2555 ข้อ  27  

                คณะกรรมการ ENV  จึงได้จัดอบรมพนักงานดับเพลิงเบื้องต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้มีทักษะ  ความรู้ความเข้าใจ  ความสามารถในการป้องกัน  และระงับอัคคีภัยเบื้องต้นได้   โดยจัดอบรม 2  วัน  ได้แก่วันที่   19-20  ธันวาคม  2559      ซึ่งมีทั้งภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติ  จนท.ที่เข้าร่วมประมาณ  55 คน      

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (Flood Victims Flood)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง รวมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นำโดยคุณวารินทร์ เจียไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายทรัพยากรบุคคล  คุณวิรูฬห์ ฤทธิเกิด ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ลงพื้นที่ร่วมแจกยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม แก่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ค่ะ

 

 

We truly care

ดูแลด้วยใจ

มอบเงินเพื่อช่วยเหลือแก่พนักงาน (Donate to help employees)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ห่วงใยและใส่ใจพนักงานที่ประสบกับเหตุการณ์อุทกภัย คณะผู้บริหารโดยนายแพทย์สมชาย จันทร์สว่าง ประธานคณะผู้บริหาร ได้มอบเงินเพื่อช่วยเหลือแก่พนักงาน กว่า 30 คนที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

We truly care

ดูแลด้วยใจ

เปิดห้องปฐมพยาบาล ณ สนามบินนานาชาติ (Open First Aid Service)

                บรรยากาศพิธีเปิดห้องปฐมพยาบาล ณ สนามบินนานาชาติ จังหวัดกระบี่ อีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน โดยท่าอากาศยานกระบี่และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ กับการเปิดให้บริการห้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงพนักงานที่ปฏิบัติงานในสนามบิน ซึ่งผู้รับบริการจะได้รับความสะดวก สบาย และการบริการด้านการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน หากมีการส่งต่อด้านการรักษาพยาบาลไปยังโรงพยาบาลต่างๆก็จะมีรถพยาบาลคอยบริการนำส่ง

                สำหรับพิธีเปิดห้องปฐมพยาบาลได้รับเกียรติจากท่านพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธาน โดยมีผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกระบี่ ผู้บริหารโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยาน

กิจกรรมครบรอบ 54 ปี (54 anniversary celebrating year gallery)

                ประมวลภาพกิจกรรมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 55  รูป เนื่องในโอกาสครบรอบ 54 ปี โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมบริจาคโลหิต ให้โลหิต เพื่ออีกชีวิตได้ไปต่อ  ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า  100 คน ได้ยูนิตรวม  76 ยูนิต  (26,600 ซีซี) 

เสด็จสู่สวรรคาลัย (RIP King Bhumibol Adulyadej)

เสด็จสู่สวรรคาลัย
ผองพสกนิกรชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์


ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และบุคลากร
โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง

 

         โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง จัดกิจกรรมไว้อาลัยในวันอังคารที่ 25 ตุลาคม 2559 แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โดยประธานคณะผู้บริหาร นพ.สมชาย จันทร์สว่าง เป็นตัวแทนขององค์กรในการกล่าวคำไว้อาลัย ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้นพ.วิทยาและคุณอมรา ลีละวัฒน์ ผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลา 9 นาที และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายแด่พระองค์ท่าน

กิจกรรมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 3/2559 (blood donation 3/2559)

                บรรยากาศผู้ร่วมทำความดีเพื่อแม่โดยการบริจาคโลหิต  กับโรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  โดยยอดการบริจาคครั้งนี้ได้ยูนิตรวมทั้งสิ้น  55 ยูนิต  รวมเป็น  19,250 ซีซี   จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น    71 ท่าน  สำหรับผู้ที่ไม่สามารถบริจาคได้เนื่องจากมีภาวะโลหิตจาง  ความดันโลหิตสูง จำนวน  16 ท่าน  ซึ่งผู้เข้าร่วมบริจาคส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม Donor เดิม  หมู่บ้านศรีตรัง  ธนาคาร  ลูกค้าโรงพยาบาล  ญาติ  ตัวแทนประกันชีวิต  บริษัทคู่สัญญา  หน่วยงานราชการ  เอกชน และประชาชนทั่วไป

                สำหรับการรับบริจาคครั้งต่อไป วันอังคารที่  15 พฤศจิกายน 2559  (ครบรอบ 54 ปีการก่อตั้งรพ.) ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งความประสงค์ได้ที่โทร.084-5284713 

เปิด Digital MRI 1.5 Tesla (Digital MRI Open)

            Digital  MRI 1.5 Tesla @MRI center  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว  โดยได้รับเกียรติจากท่านเดชรัฐ  สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง มาเป็นประธานในพิธี พร้อมกันนี้ต้องขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดี  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital MRI สามารถสอบถามได้ที่  0-7520-5413 , 094-582-1465 ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ

กิจกรรม เปิดฟิตเนส (Fitness activities Open)

 "เพราะสุขภาพที่ดี  เป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน"

                ทีมทรัพยากรบุคคล  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพและสวัสดิการของพนักงาน   ทุกคน  เพราะเชื่อมั่นเสมอว่าหากพนักงานมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติงานและการดูแลผู้ป่วยที่ดีขึ้นด้วย  ในวันนี้จึงได้มีการเปิดตัวกิจกรรมรณรงค์ให้พนักงานหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเปิดห้อง Fitness อย่างเป็นทางการ  เริ่มออกกำลังกายในวันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีในวันต่อๆไป

กิจกรรม Smart mom Smart Child (Event Smart mom Smart Child)

                เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับงานสัมมนา Smart Mom & Smart Child  เมื่อวันเสาร์ที่  23 กรกฎาคม  2559  ที่ผ่านมา  โดยงานสัมมนาได้รับความสนใจจากบรรดาคุณแม่และลูกๆ  รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ  อาทิ  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ตรัง  , สมาชิกเหล่ากาชาด , ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป  เข้าร่วม  ซึ่งมีแพทย์ประจำโรงพยาบาล  2  ท่านที่ให้ความรู้   ได้แก่นพ.ณัฐชัย   อิ่มพันธ์แบน  สูตินรีแพทย์  , พญ.นิษฐกานต์  อินทรสังขนาวิน     กุมารแพทย์  โดยมีพิธีกรและนักแสดงมืออาชีพ  ดร.ปนัดดา  วงศ์ผู้ดี  ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบแม่ๆ พร้อมกิจกรรมอื่นๆ อาทิ  เดินแบบแม่ลูก   แชร์ประสบการณ์เทคนิคการเลี้ยงลูกอย่างไรให้อัจฉริยะ  การออกบู๊ทจากห้างโรบินสันตรัง

                สำหรับกิจกรรมสัมมนาเชิงสุขภาพ  ของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  ครั้งต่อไปจะสัมมนาในหัวข้ออะไร      ท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.wattanapat.co.th   หรือสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายการตลาด  โทร.075-205411  หรือ  075-205555 ต่อ 2141-2142 

บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ รร.อนุบาลเรวดี (Offers flu vaccinations)

วันที่ 12 กค.59 โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังออกไปบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ให้กับน้องนักเรียน 

ที่โรงเรียนอนุบาลเรวดี อ.เมือง จ.พัทลุง  น้องๆน่ารักทุกคน ให้ความร่วมมือดี ขอบพระคุณ ผู้อำนวยการ และคณะอาจารย์ของโรงเรียน

อนุบาลเรวดี ที่ให้โอกาสให้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ไปบริการน้องถึงที่โรงเรียนค่ะ 

ฉีดวัคซีน รร.ปัญญาวิทย์ (Vaccination process)

                โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง นำโดยทีมส่งเสริมสุขภาพและทีมสื่อสารการตลาด ขอขอบคุณอาจารย์และผู้ปกครองของน้องๆโรงเรียนปัญญาวิทย์ ที่ให้ความสำคัญในการป้องกันโรคร้ายให้กับน้องๆ หนูๆ ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ภายใต้โครงการส่งเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (ชนิด4สายพันธุ์)

ทั้งนี้ขอขอบคุณที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ในการดูแลบุตรหลานของท่านค่ะ

                สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนป้องกันโรค ติดต่อได้ที่ : แผนกสื่อสารการตลาด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง โทร. 084-0586456

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid)

                ฝ่ายการพยาบาล  ร่วมกับทีมการตลาด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  เห็นถึงความสำคัญของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามโรงเรียน  เช่น   การพลัดตกหกล้มจากการเล่นกีฬา  ของมีคมบาด  เป็นลม  เลือดกำเดาไหล ฯลฯ   จึงได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นักเรียน  นำร่องด้วยโรงเรียนเทศบาล 1 สังขวิทย์   มีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ  40  คน   โดยแบ่งเป็นฐานต่างๆให้น้องๆได้ปฏิบัติจริง   ดังนี้  ฐานช่วยผู้หมดสติ (เป็นลม) การปั๊มหัวใจ,  การใช้ผ้าสามเหลี่ยม  กรณีพลัด ตก หก ล้ม,  การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย  และการห้ามเลือด  เลือดกำเดาไหล

                สำหรับโรงเรียนใดมีความประสงค์ให้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  เข้าให้ความรู้  สาธิตและปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้น   สามารถสอบถามตามรางการให้ความรู้ได้ที่ฝ่ายการตลาด  โทร.0-7520-5411  หรือ 0-7520-5555 ต่อ  2141 

เปิดอาคารเรียนดรุโณทัย (Open a model building)

          ตัวแทนโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง นำโดยนายแพทย์สุธรรม ไชยวาณิชย์ และทีมการตลาด ได้รับเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิด-เสกอาคารเซเรซัตโต  โรงเรียนดรุโณทัย พร้อมมอบของที่ระลึกแก่บาทหลวงยุทธนา สกนธวัฒน์ (ผู้แทนผู้รับใบอนุญาต-ผู้จัดการ) และคณะผู้บริหาร เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสนี้ด้วย

กิจกรรมส่งเสริมสุขศึกษา (Health promotion activities)

          กิจกรรมส่งเสริมสุขศึกษาสำหรับญาติผู้ป่วยเด็ก  โดยทีมพยาบาลหอผู้ป่วยเด็ก ประจำวันศุกร์นี้  ว่าด้วยเรื่อง โภชนาการสำหรับลูกน้อย   จะทำอย่างไรให้ลูกทานอาหารครบ 5 หมู่  และเทคนิคที่ช่วยให้ลูกน้อยของท่านเจริญอาหาร    ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและเด็กเหมือนทุกสัปดาห์    

ตรวจสุขภาพพนักงาน อีซูซุ 2559 (Health check Isuzu)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังออกบริการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับพนักงานบ.อีซูซุ จำกัด (สาขาตรัง) จำนวนทั้งสิ้น 60 คน เป็นลูกค้าประจำที่น่ารัก ขอให้สุขภาพดีทุกๆท่านค่ะ

บริจาคโลหิตครั้งที่ 2 ปี 2559 (blood donation 2/2016)

          บรรยากาศกิจกรรมบริจาคโลหิต  ณ  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า  80   คน  โดยได้ยูนิตรวมทั้งสิ้น  61  ยูนิต  คิดเป็น  21,350 ซีซี   โดยผู้ที่เข้าร่วมบริจาคส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าเดิม   ตัวแทนประกันชีวิต   กลุ่มธนาคาร   หมู่บ้านศรีตรัง   บริษัท  ห้างร้าน  หน่วยงานราชการ  เอกชน  และกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล 

เปิดศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ (opening new er)

วันที่ 5 พค. 2559 เป็นวันที่ต้องบันทึกความทรงจำในประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังอีกวันหนึ่ง 

เพราะนอกจากจะเป็นวันเกิดครบรอบอายุวัฒนสิริมงคล ครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี ของคุณอมราแล้วนั้น คณะผู้บริหารจึงมอบของขวัญ

ชิ้นใหญ่ให้กับคุณอมราและคุณหมอวิทยา คือ ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน ที่ทำการปรับปรุงให้กว้างขวาง เหมาะสม พร้อมเครื่องมือแพทย์ 

ทีมงาน ที่เป็นไปตามมาตราฐาน โดยย้ายพื้นที่บริการไปอยู่ใกล้กับแผนกเอกซเรย์ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ในการให้บริการมากขึ้น 

รวมถึงในอนาคตอันใกล้นี้ จะเพิ่มรถพยาบาล MOBILE ICU  ในการรองรับผู้ป่วยที่อยู่ในขั้นวิกฤติได้ปลอดภัยและรวดเร็วขึ้น

 ทั้งนี้ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉินให้บริการ 24 ชั่วโมง ทุกวัน โทร 075-205500 

 

กีฬาสานความสัมพันธ์ (color2016)

     เมื่อวันที่  27 เมษายนที่ผ่านมา  โรงพยาบาลได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์  Wattanapat  Games   ประจำปี 2559  โดยได้รับเกียรติจากท่านอนงค์ศรี   สิมศิริ  นายกเหล่ากาชาดจังหวัดตรัง  เป็นประธานในพิธีเปิด       พร้อมด้วยทีมสมาคมตัวแทนประกันชีวิตจังหวัดตรัง  นำโดยคุณทรงพล  ชุญยราศรี  นายกสมาคมฯ  ร่วมเดินพาเหรด     กับทัพนักกีฬาและเหล่ากองเชียร์  นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันวอลเล่ย์บอลนัดพิเศษ  ระหว่างทีมผู้บริหารโรงพยาบาล      กับทีมสมาคมตัวแทนประกันชีวิตด้วย 

กิจกรรมเพราะเสียงที่ได้ฟัง จะดังไปถึงหัวใจ (Doctor Talk We Listen)

        เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับกิจกรรม  Doctor Talk We Listen “เพราะเสียงที่ได้ฟัง  จะดังไปถึงหัวใจ” เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน  2559  ณ  ลาน  Coffee Mom  ซึ่งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยกลุ่มบริษัท         ปูนชีเมนต์ไทย  ทุ่งสง (SCG),  กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.),  กลุ่มตัวแทนประกันชีวิต, หน่วยภาครัฐ,  เอกชน,  ลูกค้าประโรงพยาบาล,  ญาติ   และบุคคลทั่วไป  เข้าร่วมกว่า  70 คน   สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม      ทุกคน   โรงพยาบาลได้มอบคูปองตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiogram) มูลค่า 500 บาทฟรี  

HA National (HA National)

     วันที่ 8 มีนาคม 2559 ทีมผู้บริหารโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง กับบรรยากาศสดจากงานประทานประกาศนียบัตรในการประชุม HA National Forum ครั้งที่ 17 ณ ห้องประชุม Grand Diamond Ballroom ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เช้านี้ค่ะ

"คุณภาพทุกลมหายใจ"
Enjoy Quality Every Moment

งานวันเด็ก 2559 (Children Day 2016)

งานวันเด็ก THEME  KID  IN  WONDERLAND

ประมวลภาพกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 ณ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง อบอวลไปด้วยความสุข สนุกสดใสของน้องๆ หนูๆและผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่งและต้องขอขอบคุณการแสดงบนเวทีจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กธีรพร, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กลูกรัก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กห่วงรัก, โรงเรียนพรศิริกุลปฐมวัย, โรงเรียนปัญญาวิทย์ และการแสดงลีลาสจาก Step dance

ทั้งนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับน้องๆผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดทุกท่าน ได้แก่

ด.ญ.พิชชาศิริ โรจน์ทังคำ (น้องต้นหอม) รางวัลชนะเลิศ Wattanapat Young Ambassador
ด.ญ.ลมนพรรณ เจียมเพิ่มพูน (น้องเอ่เอ๊) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 Wattanapat Young Ambassador
ด.ญ.สุชานุช ทองพิทักษ์ (น้องการ์ตูน) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ2 Wattanapat Young Ambassador
ด.ช.ธนกฤต เกียรติเมธา (น้องจอม) รางวัลความสามารถพิเศษยอดเยี่ยม

 

และผู้ชนะกาดประกวดภาพระบายสีโรงพยาบาลในฝัน ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ ด.ญ.ญาณิศา ไกรเทพ จาก โรงเรียนดรุโณทัย
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด.ช.ธนกฤต สุพิทักษ์ จาก โรงเรียนบูรณะรำลึก
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด. ญ.เบญญาภา กัญจนชุมาบุรพ จาก โรงเรียนปัญญาวิทย์

 

ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่ให้การตอบรับงานวันเด็กในครั้งนี้เป็นอย่างดี หวังว่าจะพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปนะคะ

งานคัดกรองมะเร็งเต้านม (Screening for breast cancer)

    ในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2559โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง  ให้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลตรัง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ร่วมออกบูธจำหน่ายแพกเกคตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านมในอัตราพิเศษ เพียง 1700 บาท สำหรับผู้มีสิทธิข้าราชการ รวมถึงสนับสนุนรังสีแพทย์ในการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องเอกซเรย์แมมโมแกรมและอัลตร้าซาวเต้านม บนรถ mobile จากมูลนิธิกาญจนบรามี  กิจกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้รับความสนใจจากคุณผู้หญิงทุกท่านเป็นจำนวนมาก 

แจกของวันวาเลนไทน์ (Valentine Day Giveaway)

ฉีดวัคซีน รร.ปิยบุตรศึกษากร (Vaccination with Piyabut educational organizations)

     ทีมงานศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและหน่วยงานสื่อสารการตลาดได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และให้ข้อมูลสุขภาพแก่น้องๆ โรงเรียนปิยบุตรศึกษากร กันค่ะ น้องๆทุกคนน่ารักสดใสสมวัยมากๆ ทางโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ขอขอบคุณโรงเรียนปิยบุตรและผู้ปกครองทุกท่านที่เชื่อมั่นและไว้วางใจโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง และให้ความใส่ใจในการป้องกันโรคภัยให้กับน้องๆนะคะ^^

     สนใจตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ หรือต้องการฉีดวัคซีนเป็นหมู่คณะ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ติดต่อได้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง
โทร. 0-7520-5433 หรือโทร. 084-0586456 

บริจาคโลหิต ครั้งที่ 1 (The first blood donation)

รพ.กรุงเทพหาดใหญ่เยี่ยม รพ. (Bangkok hospital visit)

เยี่ยมชม OR (hospital trang visit)

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2016 รพ.ตรัง นำโดย พญ.จิระวรรณ อารยะพงษ์ และรองผู้อำนวยการอีก 4 ท่าน เข้าเยี่ยมชมห้องผ่าตัด และห้อง icu รพ.วัฒนแพทย์ตรังเพื่อหาข้อมูลในการร่วมมือที่จะบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกขึ้นในโอกาสต่อไปค่ะ

อีกหนึ่งความร่วมมือดีๆ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อประชาชนค่ะ

ออกหน่วยตรวจสุขภาพโรงเรียนพรศิริกุล (ออกหน่วยตรวจสุขภาพโรงเรียนพรศิริกุล)

รับการตรวจ HA (Support The HA)

ประมวลภาพกิจกรรมหวานใจ (diabete and heart disease)

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จัดกิจกรรมหวานใจ ให้ความรู้การดูแลสุขภาพ และการตรวจหาความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคเบาหวาน
เนื่องในวันหัวใจโลก ในการนี้มีวิทยากรซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต่างๆ ได้แก่ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด นายแพทย์ ทัศนัย จันโหนง
พญ.ภัทรินทร์ ผ่องเมฆินทร์ อายุรแพทย์โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ และ พญ.ดารณี ขวัญแก้ว ฮาร์เพอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ
ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลต้องขอขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านที่ให้การตอบรับกิจกรรมดีๆของทางโรงพยาบาล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบกันอีกในโอกาสต่อๆไป

ภาพกิจกรรม All About Womens Health (Photo Gallery All About Womens Health)

เปิดตัวโครงการ Fit & Firm หุ่นฟิต พิชิต BMI (Fit & Firm)

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มุ่งมั่นในการดูแลพนักงานให้มีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์แข็งแรง
เพื่อให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่ายิ่งมีน้ำหนักเกินมาตรฐานมากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากขึ้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลร่วมกับทีมบริหารโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง
จึงได้จัดให้มีกิจกรรม "FIT & FIRM หุ่นฟิต พิชิตBMI" เพื่อดูแลสุขภาพของพนักงานและเป็นแรงสนับสนุน
ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนดูแลสุขภาพ โดยเริ่มจากการออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสม
ซึ่งจะส่งผลดีกับทั้งตนเอง และประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

กิจกรรมบริจาคโลหิต The Gift of Life (Events The Gift of Life)

     ประมวลภาพกิจกกรรมบริจาคโลหิต "The Gift of Life" ซึ่งเป็นกิจกรรมดีๆที่จัดขึ้นเป็นประจำ สำหรับครั้งนี้ก็ยังคงได้รับความร่วมมือจากทุกๆ ท่านเช่นเดิม
ในวันนี้ได้รับบริจาคเลือดไปทั้งสิ้น 75 units 30,000 CC ขอให้กุศลนี้ส่งผลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
แล้วพบกันใหม่กับกิจกรรมบริจาคโลหิตครั้งต่อไปในเดือนสิงหาคม

แผนผังเว็บไซต์ (sitemap)

บรรยากาศการเปิดคลินิกเวชกรรมวัฒนแพทย์ (International Clinic Gallery)

ประมวลภาพบรรยากาศการเปิดคลินิกเวชกรรมวัฒนแพทย์ International Clinic by Wattanapat Hospital ที่อ่าวนาง
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นคลินิกอีกสาขาหนึ่งของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่มาร่วมแสดงความยินดี
ในโอกาสสำคัญนี้เป็นอย่างยิ่ง  หวังว่าเราจะได้ให้บริการรับใช้ชาวอ่าวนางและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างใกล้ชิดยิ่งๆขึ้นไป

อบรมระบบ E-Claim online (E-Claim online)

นพ.วิศิษฐ์ อมรวิทยารักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  ร่วมต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล  ที่เข้าร่วมอบรมเพื่อชี้แจงระบบการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น/ค่าสินไหมทดแทน  ตามระบบสินไหม E-Claim  online  และขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากรถให้ได้รับความสะดวก  ถูกต้อง  รวดเร็ว  ทันกับเหตุการณ์ความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย  จัดโดยบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมอบรมมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลต่างๆ  ทั้งภาครัฐและเอกชน  ในจังหวัดตรัง  จำนวน  30  คน  ณ  ห้องประชุมใหญ่  อาคารบุญเล็ง  โรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง 

มาตรฐานการปฏิบัติการบริการทางการแพทย์ (operating emergency)

ฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลวัฒนแพทย์  ตรัง  จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ  “มาตรฐานการปฏิบัติการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน”  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล  รวมทั้งตัวแทนจากมูลนิธิกุศลสถานตรัง  ได้มีความรู้ความเข้าใจในทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการช่วยเหลือผู้ป่วยแบบฉุกเฉิน  โดยมีวิทยากรที่ร่วมให้ความรู้  2 ท่าน  ประกอบด้วย คุณสุรินทร์  สิงติ  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลสิเกา  และคุณฉัตรสิริ  ชัยสิทธิ์  พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลศูนย์ตรัง รวม 2 รุ่น ณ ห้องประชุมใหญ่  อาคารบุญเล็ง   

ยกเลิกการรับข่าวสาร (cancel subscribe)

 

ระบบยกเลิกการรับข่าวสารของท่านแล้ว

ท่านสามารถกดรับข้อมูลได้อีกครั้ง โดยการสมัครรับข่าวสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก้ไข (editable)